เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 239 มหาเซียนแห่งมหามรรคา เทพเจ้าตัวจริงบนโลกมนุษย์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 239 มหาเซียนแห่งมหามรรคา เทพเจ้าตัวจริงบนโลกมนุษย์
ยามรุ่งอรุณ เจียงฉางเชิงลุกขึ้นยืน เตรียมตัวจะเคลื่อนไหว
หลินเฮ่าเทียนเห็นเขาลุกขึ้นก็ขยับเข้ามาถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ผู้อาวุโส ท่านต้องการสิ่งใด ข้าช่วยท่านดีหรือไม่”
นับตั้งแต่เข้ามาอาศัยอยู่ในเขามังกรผงาด เขาก็คิดจะตอบแทนเจียงฉางเชิงอยู่เสมอแต่หาโอกาสไม่พบ ดังนั้นบางครั้งเขาจึงไปที่ยอดเขายุทธ์ ถ่ายทอดวิชายุทธ์ให้ศิษย์ของอารามมังกรผงาด แต่สุดท้ายเขาก็รู้สึกว่ายังไม่พออยู่ดี
“ไม่ต้อง ข้าตั้งใจจะไปรับคน”
เจียงฉางเชิงหัวเราะแผ่วเบา กำลังจะได้พบมู่หลิงลั่วแล้ว เขาดีใจอย่างยิ่ง
หลายปีที่ผ่านมา มู่หลิงลั่วทำได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก มูลค่าของตระกูลมู่ทั้งตระกูลเพิ่มทบทวีเป็นเท่าตัว การเข้าร่วมของตระกูลมู่จะต้องทำให้ต้าจิ่งแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขั้นกายาทองคำกับขั้นจักรวาล พวกเขาจะช่วยเติมเต็มขุมพลังระดับนี้ของต้าจิ่งให้มากมายกว่าเดิม แม้จวนมังกรจำแลงจะแข็งแกร่ง แต่เป็นองค์กรที่เน้นสมาชิกระดับหัวกะทิแต่มีจำนวนคนไม่มาก
“รับผู้ใดหรือ” หลินเฮ่าเทียนถามอย่างสงสัยใคร่รู้
คนอื่นๆ ต่างพากันลืมตาขึ้นมามองเจียงฉางเชิง ถัดจากหลินเฮ่าเทียน ยังจะมีผู้อื่นมาเข้าร่วมกับพวกเขาอีกหรือ
เจียงฉางเชิงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “ก่อนหน้านี้เจ้าสงสัยใคร่รู้มากไม่ใช่หรือว่าเหตุใดข้าจึงเลือกเจ้า”
หลินเฮ่าเทียนพยักหน้า
เจียงฉางเชิงจึงตอบว่า “เพราะข้ากำลังปกป้องมู่หลิงลั่ว ระหว่างที่นางเติบโตอยู่ แล้วบังเอิญเห็นเจ้าพบอันตรายพอดี”
หลินเฮ่าเทียนเบิกตาโต คนนิ่งงันไปทั้งตัว “มู่หลิงลั่ว!”
คนรุ่นเดียวกันเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาพานพบความพ่ายแพ้คนนั้น เขาจดจำนางได้เสมอ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง!
มิน่าเล่ามู่หลิงลั่วถึงเก่งกาจผิดมนุษย์มนา เช่นนั้น ที่แท้ผู้อาวุโสก็กำลังหนุนหลังนางอยู่…
พอคิดได้เช่นนี้ จิตใจของหลินเฮ่าเทียนกลับนิ่งสงบ ความเสียดายในหัวใจสลายไป เขาไม่ใช่หนุ่มน้อยเมื่อสมัยนั้นอีกแล้ว ยามนี้เขาตั้งตาคอยจะพบเจอสหายเก่ามู่หลิงลั่วคนนี้มากกว่า
‘ข้าผลัดร่างเปลี่ยนกระดูกแล้ว ไม่ด้อยกว่านางแน่นอน’ หลินเฮ่าเทียนครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ตอนนี้เขาไม่กล้าทำสู้กับมู่หลิงลั่วหรอก เขาหันไปมองเจียงฉางเชิง กำลังคิดอยากจะถามว่าเหตุใดเจียงฉางเชิงจึงถูกใจมู่หลิงลั่ว แต่ปรากฏว่าเจียงฉางเชิงมุดดินหายไปแล้ว
ฟังไม่ผิด! มุดลงไปแล้ว! แล้วยังไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนดินแม้แต่นิดเดียวอีกต่างหาก!
หลินเฮ่าเทียนเบิกตาโต ทั้งตัวสั่นระริก “นี่มันวิชาเซียนใดกัน อยากเรียนชะมัด!”
เรือจำนวนนับไม่ถ้วนจอดขนาบข้างกันบนทะเลแต่ไม่ยอมเคลื่อนไปข้างหน้า ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่บนดาดฟ้าเรือ บนผิวสมุทรกับบนท้องนภาต่างแหงนคอรอคอย
เทพเซียนท่านนั้นจะปรากฏตัวเมื่อใดกันแน่
มู่เสวียนกังอยากจะไปตามหาตัวมู่หลิงลั่วมาถามหลายครั้ง แต่ก็กลัวว่าตนเองจะดูบุ่มบ่าม ไม่หนักแน่น ทำลายภาพลักษณ์ของตระกูลมูในใจท่านเทพเซียน เขาจึงได้แต่อดทนเอาไว้
มู่หลิงลั่วรอคอยอยู่ในห้องของตนเอง นางกำลังเล่นใบหยกเกล็ดทองอยู่ ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดบ้าง ในตอนนี้เอง ใบหยกเกล็ดทองก็เปล่งประกายแสงสีทองระยิบระยับ
มู่หลิงลั่วทะลึ่งลุกพรวดขึ้นมายืน ใบหน้าคลี่ยิ้มตื่นเต้น นางรู้ว่าในที่สุดพี่ฉางเชิงของนางก็มาแล้ว
ครั้นก้าวมาถึงหน้าประตู นางก็พยายามสงบอารมณ์ เมื่อเรียกสีหน้าเยือกเย็นกลับมาบนใบหน้าได้อีกครั้ง นางจึงค่อยๆ ผลักประตูเปิดแล้วเดินออกไป
พอเห็นนางเดินออกมา คนตระกูลมูมากมายที่จับตาดูห้องของนางอยู่ก็พากันเดินเข้ามาห้อมล้อม พวกเขาตั้งคำถามเสียงจอกแจกจอแจ
มู่หลิงลั่วไม่เอ่ยตอบ นางเพียงมองไปบนท้องฟ้า คนอื่นๆ ก็มองตามสายตาของนางไป ผู้คนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวบนท้องฟ้าเหนือขบวนเรือของตระกูลมู่ เจียงฉางเชิงนั่นเอง แสงตะวันเจิดจ้ากลืนกลบทำให้ไม่เห็นใบหน้าของเขา ทำให้เขาดูประหนึ่งเทพสวรรค์เสด็จลงมาบนโลก
ฮือฮา!
คนที่นั่งอยู่ นอนอยู่ต่างพากันลุกขึ้น แต่ละคนแหงนมองเจียงฉางเชิงด้วยสีหน้ายินดี ตื่นเต้น ตกตะลึงรวมไปถึงสีหน้าไมอยากจะเชื่อ
“อยู่กันครบหรือไม่” เสียงเรียบเอ่ยของเจียงฉางเชิงดังขึ้น
มู่เสวียนกังรีบเอ่ยเสียงดัง “อยู่ครบขอรับ ข้าตรวจสอบหลายรอบแล้ว ไม่ทราบว่าท่านตั้งใจจะพาพวกเราจากไปอย่างไร”
มู่หลิงลั่วก็สงสัยใคร่รู้เรื่องนี้เช่นเดียวกัน คนมากมายเช่นนี้อยากจะพาไปในรวดเดียวย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย พวกนางคาดเดากันไว้ว่าเจียงฉางเชิงคงจะกำราบสัตว์ร้ายขนาดมหึมาสักชนิดหนึ่ง แล้วให้พวกมันบรรทุกตระกูลมู่เดินทางไปด้วยกัน
เจียงฉางเชิงผู้อยู่เบื้องหน้าสายตาของธารกำนัลกลับไม่ตอบ เขายกมือขวาขึ้นแล้วหันฝ่ามือลงมาด้านล่าง จากนั้นก็ใช้อภินิหาร จักรวาลในฝ่ามือ!
เพียงชั่วพริบตา ทะเลแถบนี้ก็เกิดคลื่นซัดถาโถม เรือทั้งหมดโคลงเคลงตามอย่างรุนแรง
“เกิดอะไรขึ้น”
“ฝีมือท่านเทพเซียนหรือ”
“หรือว่าใต้ทะเลมีอสูรยักษ์อยู่”
ในขณะที่ทุกคนหารือกันอย่างตื่นตระหนก พวกเขาก็พลันรู้สึกว่าผิวทะเลกำลังลอยสูงขึ้น สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงที่สุดก็คือท่านเทพเซียนที่ลอยสูงอยู่บนฟ้ากำลังขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาพที่เห็นอยู่ชวนให้ตกตะลึงอย่างยิ่ง แม้แต่มู่หลิงลั่วก็ยังตกใจกลัว
ระหว่างที่ทุกคนกำลังทำหน้าตกตะลึง พวกเขาก็ร่วงลงในฝ่ามือของเจียงฉางเชิง ไม่ใช่แค่พวกเขา ทว่าทะเลแถบนี้ทั้งหมดล้วนถูกย้ายมาอยู่ในฝ่ามือของท่านเทพเซียนด้วย
เจียงฉางเชิงยกมือขวาขึ้น ตรงกลางฝ่ามือมีลูกกลมแสงโปร่งใสลูกหนึ่งลอยอยู่ ครึ่งล่างของลูกกลมเป็นน้ำทะเลขณะที่บนผิวทะเลมีเรือลอยอยู่มากมายดุจเมล็ดงา เขาก้มลงมองเบื้องล่าง มหาสมุทรด้านล่างกลายเป็นวังน้ำวนขนาดมหึมา น้ำทะเลทั่วทุกสารทิศทะลักเข้ามาแทนที่ เกิดเป็นคลื่นยักษ์อันน่าหวาดกลัว
นี่ก็คือวิชาจักรวาลในฝ่ามือ!
ระหว่างที่อภินิหารสำแดงเดช ทุกคนในตระกูลมู่ต่างแหงนหน้ามองเจียงฉางเชิง ศีรษะของเจียงฉางเชิงที่พวกเขาเห็นเรียกได้ว่าใหญ่โตจนบดบังนภาปิดบังดวงตะวัน รัศมีแสงเจิดจ้าที่เรืองรองอยู่หลังร่างเขาปานประหนึ่งดวงตะวันของจริง ทั้งที่อยู่ใกล้กับพวกเขาถึงเพียงนี้
ในหัวใจของทุกคนเกิดความรู้สึกประการหนึ่งขึ้นมาอย่างถ้วนหน้า: เป็นเทพเซียนจริงๆ ด้วย!
มู่เสวียนกังคุกเข่าดังตุบ เขาโขกศีรษะคารวะขอบคุณเจียงฉางเชิง ผู้อาวุโสของตระกูลมูคนอื่นๆ ก็พากันเอาอย่างทำตาม ผู้คนทยอยกันคุกเข่าคารวะมากขึ้นทุกที มีเพียงมู่หลิงลั่วที่ยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม
‘ที่แท้พี่ฉางเชิงก็ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียว’
เจียงฉางเชิงถือตระกูลมูเอาไว้ในมือแล้วกลายร่างเป็นแสงสีทองสายหนึ่งหายลับขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็ว
พวกผู้ฝึกยุทธ์ที่มีเจตนาอื่นแอบแฝงบนเรือต่างตกใจจนมารดามันเถอะ “เป็นเทพเซียนจริงๆ ด้วย!”
รอเดี๋ยวก่อน! เทพเซียนจะพาพวกเขาไปดินแดนที่ไกลแสนไกล ถ้าอย่างนั้นหลังจากนี้ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะกลับบ้านไม่ได้ กลับสำนักไม่ได้แล้วหรือ พวกเขาตกอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวออกมาแสดงตัว ทำได้เพียงกัดฟันปลอมตัวต่อไปเท่านั้น
ริมชายทะเลรัฐอวี๋ของต้าจิ่ง ซงหลีผู้บัญชาการทางทะเล ยืนอยู่บนหอสังเกตการณ์หลังหนึ่ง เขาทอดสายตามองไปยังเกาะขนาดขนาดยักษ์เกาะหนึ่งที่ตั้งอยู่สุดปลายทะเล สีหน้าของเขาเผยอารมณ์อันซับซ้อน ในใจว้าวุ่น
เมื่อคืนวานยังไม่เห็นมีเกาะยักษ์นั่นเสียหน่อย แต่เช้าวันนี้จู่ๆ มันก็โผล่ขึ้นมา หากไม่ใช่เพราะเขาได้ยินเสียงของมรรคาจารย์ เขาก็คิดว่าตนเองเจอผีหลอกเข้าให้แล้ว
เขาไม่แน่ใจนักว่ามรรคาจารย์เสกเกาะขนาดยักษ์เกาะนั้นขึ้นมาได้อย่างไร ต่อให้ย้ายภูเขามาก็ไม่ใช่ว่าภูเขาลูกเดียวจะสร้างเจ้าสิ่งนั้นได้สักหน่อย เขาคงไม่ได้ยกมหาสมุทรมาหรอกกระมัง เจ้าเกาะยักษ์นั่นสูงกว่าท่าเรือของรัฐอวี๋เสียอีก
ทหาร ชาวประมง และพ่อค้านับไม่ถ้วนบริเวณท่าเรือกำลังถกเถียงเรื่องเกาะยักษ์ที่อยู่ไกลๆ นั้น หากมิใช่เพราะซงหลีออกคำสั่งเอาไว้ บางทีอาจมีพวกคนขวัญกล้าเทียมฟ้าบางคนเดินทางไปสำรวจแล้วก็เป็นได้
ซงหลีนึกถึงจดหมายลับที่ตนเองได้รับ ต้าจิ่งกำลังเตรียมการอพยพ แล้วยังเป็นการอพยพจากไปทั้งทวีปอีกด้วย เขาไม่เข้าใจ คนทั้งทวีปจะอพยพไปพร้อมกันได้อย่างไร แต่วันนี้เขาเข้าใจแล้ว มรรคาจารย์ต้องใช้อภินิหารอะไรสักอย่างแน่
ในตอนนี้เอง จู่ๆ เขาก็เห็นแสงสีทองสายหนึ่งทะลุผ่านหมอกเมฆลงมา มันทอดลงมายังริมเกาะยักษ์ สายตาของเขาดีเยี่ยมจึงเพ่งมองไป และแล้วเขาก็เห็นภาพที่เขายากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต
ผิวทะเลข้างเกาะยักษ์จู่ๆ ก็ระเบิด คลื่นซัดโถมท่วมฟ้า เรือลำมหึมาลำแล้วลำเล่าร่วงหล่นลงมาตั้งนิ่งอยู่บนผิวน้ำ ไม่มีเรือลำไหนสักลำที่ล่ม
เขาเบิกตาโต สงสัยว่าตนเองตาลายเสียแล้ว จู่ๆ มีเรือเดินทะเลมากมายเช่นนี้โผล่ออกมาจากอากาศได้อย่างไรกัน
เขาขยี้ตา หลังจากนั้นถึงแน่ใจว่าตนเองไม่ได้มองผิด ต่อจากนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นด้านข้าง เขาหันไปมองก็พบว่าเจียงฉางเชิงพามู่เสวียนกังกับมู่หลิงลั่วมาปรากฏตัว แม้จะมองเห็นใบหน้าของมรรคาจารย์ไม่ชัด แต่ซงหลีมองปราดแรกก็รู้แล้วว่ามรรคาจารย์มาเยือน เขาคุกเข่าคำนับทันที
ที่ต้าจิ่ง เห็นมรรคาจารย์เสมอเหมือนพบโอรสสวรรค์ ในใจของประชาชน ฐานะของมรรคาจารย์เหนือกว่าโอรสสวรรค์อย่างที่เทียบกันไม่ติด!
“เกาะแห่งนั้นข้ายกให้ตระกูลมู่ คนผู้นี้คือมู่เสวียนกัง ประมุขตระกูลมู่ หลังจากนี้ตระกูลมู่จะอาศัยอยู่บนเกาะ ผู้บัญชาการซงโปรดช่วยดูแลตระกูลมู่สักหน่อย หากตระกูลมู่มีสิ่งใดสงสัยหรือต้องการ ก็ให้มาหาผู้บัญชาการซงคนนี้”
เจียงฉางเชิงเอ่ยบอก หลังจากนั้นจึงหันไปมองมู่หลิงลั่วที่ยังตกอยู่ในสภาพงงงัน แล้วถามว่า “เจ้าจะตามไปกับข้าตอนนี้เลย หรือจะอยู่จัดการให้ตระกูลมู่ลงหลักปักฐานเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเดินทางไปหาข้าที่รัฐชื่อ”
มู่หลิงลั่วได้สติกลับมา นางคว้าแขนเสื้อของเจียงฉางเชิงไว้อย่างไม่รู้ตัวแล้วถามว่า “รัฐชื่อไกลหรือไม่”
“กำลังภายในระดับเจ้าใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็น่าจะไปถึงแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี ข้าอยู่ที่นี่ต่อก่อนก็แล้วกัน”
เจียงฉางเชิงพยักหน้า หลังจากนั้นก็หายวับไปจากที่เดิม
เวลานี้มู่เสวียนกังเพิ่งเรียกสติกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อครู่เขาราวกับตกอยู่ในห้วงความฝัน เขาหันไปมองขบวนเรือตระกูลมู่กับเกาะยักษ์ที่ตั้งอยู่ไกลๆ จากนั้นก็จำต้องหยิกตนเองสักหนึ่งทีให้รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
ซงหลีลุกขึ้น แล้วหันมาถามอย่างกระตือรือร้น “แม่นาง ท่านมีความสัมพันธ์อันใดกับมรรคาจารย์หรือ”
มู่หลิงลั่วถามอย่างประหลาดใจ “นามข้างนอกของพี่ฉางเชิงคือมรรคาจารย์หรือ”
‘พี่ฉางเชิง?’ ซงหลีนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้มรรคาจารย์ถูกเรียกว่าท่านเซียนฉางเชิง เขาเข้าใจในฉับพลัน ที่แท้มรรคาจารย์ก็มีผู้หญิง!
ท่าทางของเขานอบน้อมยิ่งกว่าเดิม “ถูกต้องแล้วขอรับ เขาก็คือมรรคาจารย์ เทพผู้พิทักษ์แห่งต้าจิ่ง ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า หลังจากนี้พวกท่านก็พักอาศัยอย่างสบายใจเถิด ไม่ทราบว่าช่วยแนะนำสถานการณ์ของพวกท่านให้ข้าทราบหน่อยได้หรือไม่ ข้าจะได้เสนอความช่วยเหลือให้พวกท่านได้สะดวก ข้าจะส่งคนไปสร้างอาคารบ้านเรือนบนเกาะให้เอง”
มู่เสวียนกังสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง เขาไม่ปิดบังความเป็นมาของตระกูลมู่ ซงหลีฟังไปๆ ก็ยิ่งตกตะลึง
ทวีปเทพโบราณ? ตระกูลมู่? ล่องเรือเดินทางมาหลายสิบปี? หนึ่งล้านคน? แล้วตาเฒ่าคนนี้ยังเป็นยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์อีกด้วย!
“ขออนุญาตเรียนถามมิทราบว่าตระกูลมู่เดินทางมาได้อย่างไร” ซงหลีถามอย่างระมัดระวัง
หากขบวนเรือมโหฬารเช่นนี้เข้ามาใกล้ทะเลสวรรค์ย่อมต้องถูกคนสังเกตเห็นก่อนแล้ว ส่วนเขาก็ต้องได้รับข่าวแล้วแน่ แต่ความจริงก็คือไม่มีข่าวเรื่องนี้เลย
เขาไม่ถามก็แล้วไปเถิด พอถามปุ๊บ ผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์อย่างมู่เสวียนกังคนนี้ก็เก็บกลั้นไว้ไม่ไหวแล้ว เขาหลุดเสียกิริยาออกมาทันที
“ก็มรรคาจารย์น่ะสิ เขาใช้วิชาเซียนที่ยากจะจินตนาการวิชาหนึ่ง ยกมหาสมุทรทั้งผืนขึ้นมาแล้วพาตระกูลมู่เดินทางมาที่นี่ เจ้าเชื่อหรือไม่ ทะเลทั้งแถบนั้นถูกมรรคาจารย์เก็บขึ้นมาอยู่บนฝ่ามือ…”
มู่เสวียนกังคว้ามือซงหลีมาเล่าอย่างตื่นเต้น เขาตกตะลึงมากเหลือเกินจริงๆ จำต้องระบายอารมณ์ความรู้สึกนี้ออกมาบ้าง
ซงหลีฟังแล้วก็รู้สึกชาไปทั้งตัว เขาไม่กล้าปฏิเสธเพราะเขาเห็นตระกูลมู่โผล่มาจากกลางอากาศกับตาจริงๆ ฟังเช่นนี้แล้ว มรรคาจารย์ไม่ใช่แค่ท่านเซียนธรรมดาที่ไหนกัน ไม่ใช่ว่าเขาเป็นมหาเซียนแห่งมหามรรคา เป็นเทพเจ้าผู้มีฐานะสูงส่งจริงๆ หรอกหรือ
มู่เสวียนกังไปจุดประกายความคันปากของซงหลีอย่างพอดิบพอดี เขาเล่าปาฏิหาริย์อันน่ามหัศจรรย์ของมรรคาจารย์ออกมาอย่างอดใจไม่อยู่: โปรยถั่วเสกทหาร, ย้ายภูเขา, เรียกลมเรียกฝน, ฟื้นคืนชีพคนตาย, ยกมหาสมุทร, ยิงดวงตะวันและอื่นๆ!
ซงหลีร่ายยาวราวกับกำลังนับสมบัติในบ้านของตัวเอง มู่เสวียนกังกับมู่หลิงลั่วถูกเรื่องเหล่านั้นดึงความสนใจ ยิ่งได้ยินเรื่องราวละเอียดเท่าใด ภาพลักษณ์ของเจียงฉางเชิงในใจพวกเขาก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น
มู่หลิงลั่วฟังอยู่นานก็อดไม่ได้ถามขึ้นมาว่า “เหตุใดมรรคาจารย์จึงปกป้องต้าจิ่งถึงเพียงนี้ เขามีความสัมพันธ์อันใดกับต้าจิ่งหรือ”
ซงหลีหัวเราะ “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน จิงไท่จงของต้าจิ่งเป็นลูกศิษย์ที่มรรคาจารย์สั่งสอนมาเองกับมือ หากไม่ได้มรรคาจารย์ประคับประคองมา ตอนนี้ต้าจิ่งอาจถูกอาณาจักรอื่นกลืนกินไปแล้วก็ได้ ดังนั้นในหัวใจชาวต้าจิ่งทุกคน มรรคาจารย์จึงมีฐานะสูงส่งยิ่งกว่าโอรสสวรรค์เสียอีก”
มู่หลิงลั่วพึมพำ “จิงไท่จง…” นางไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่