เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 241 บุกเบิกโลกใหม่ ต่อสู้ด้วยการประทับร่าง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 241 บุกเบิกโลกใหม่ ต่อสู้ด้วยการประทับร่าง
“ทวีปหายไปแล้วหรือ? จะถูกปีศาจทำลายจนจมลงไป… ไม่ถูกต้อง หากว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นจริง มรรคาจารย์จะต้องออกโรง และการต่อสู้ก็จะต้องสะท้านฟ้าสะเทือนดิน จะไม่มีข่าวแม้แต่น้อยได้อย่างไร”
เจ้าปัณฑูรขมวดคิ้วรำพึงกับตนเอง เขาไม่อยากจะเข้าใจได้จริงๆ
ชายสวมหน้ากากช้อนตาขึ้นกล่าวว่า “บ่าวได้ยินข่าวลือเรื่องหนึ่ง…”
แววตาของเจ้าปัณฑูรสั่นสะท้าน เอ่ยเสียงหนักว่า “ว่ามา! เหตุใดจึงอึกอักอยู่ได้”
ชายสวมหน้ากากขบฟันกล่าวว่า
“บ่าวได้ยินมาว่ามีคนเห็นทวีปชีพจรมังกรซี่คลื่นและเคลื่อนไปทางเหนือแล้ว ไม่ใช่แค่เพียงทวีปชีพจรมังกรเท่านั้น รัฐตงก็เช่นเดียวกัน!”
“เลอะเลือน! นั่นมันเป็นทวีปทีเดียว หาใช่เกาะไม่!”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่ามรรคาจารย์เสกให้ทั้งสองแห่งกลายเป็นเกาะ”
เจ้าปัณฑูรนิ่งงัน แม้จะรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อ แต่เวลานี้ก็มีแค่เบาะแสนี้นั้นที่สามารถเป็นไปได้
ชายสวมหน้ากากเอ่ยทั้งขบฟันว่า
“นายท่านผู้สูงส่ง พวกเราเพิ่งส่งประตูสวรรค์ไป ปรากฏว่าต้าจิ่งกลับหายวับไปแล้ว จะทำเช่นใดดี นั่นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ทีเดียว!”
เจ้าปัณฑูรกล่าวเสียงหนักว่า
“ส่งคนไปดูที่ทะเลแถบนั้นว่ามีเศษซากของต้าจิ่งที่ก้นทะเลหรือไม่ หากว่าไม่มี ก็ให้ส่งคนขึ้นเหนือออกไปค้นหา”
“ขอรับ!”
ชายสวมหน้ากากลุกขึ้นทันทีและหายวับไปกับตา
เจ้าปัณฑูรสูดหายใจลึก ก่อนหันหน้าไปมองดวงอาทิตย์ที่อยู่แสนไกลและเอ่ยเสียงเบาว่า
“มรรคาจารย์ เจ้าคิดทำสิ่งใดกันแน่ และเจ้าไปที่เสียที่ใด…”
การหายไปของทวีปชีพจรมังกร รัฐตง และทะเลสวรรค์ ทำให้ผู้คนในแถบทะเลโดยรอบพากันอกสั่นขวัญหาย
ชาวบู๊และบุ๋นในโพ้นทะเลต่างเริ่มออกตามหาต้าจิ่งไปทั่วทิศ
ในราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาเฟิ่งเทียน เมื่อโอรสสวรรค์หลี่หยาอ่านจดหมายลับจบแล้วก็ขมวดคิ้วแน่น
ขุนนางชราที่ยืนอยู่ข้างๆ เขากล่าวว่า
“ฝ่าบาท เรื่องนี้จะต้องระมัดระวังยิ่ง อาจเป็นฝีมือของเผ่าปีศาจ ก่อนหน้านี้ไม่นานเจ็ดจอมปีศาจแห่งเผ่าปีศาจทำลายและเปิดชีพจรมังกรออกมา อาจเป็นได้ว่าต้าจิ่งพังทลายลงด้วยเหตุนี้เองหรือไม่ก็ชักนำให้จอมปีศาจเข้าโจมตี แต่ไม่ว่าอย่างไร ภัยจากปีศาจได้เข้ามารุกรานแล้ว เฟิ่งเทียนจำเป็นต้องเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ พะยะค่ะ”
หลี่หยาคิดถึงมรรคาจารย์ขึ้นมา และมีความรู้สึกว่าต้าจิ่งไม่มีทางจะดับสูญไปเช่นนี้
แต่เฟิ่งเทียนก็ไม่มีทางออกไปเสาะหาต้าจิ่ง ทำได้เพียงคิดหาวิธีปกป้องตนเองเท่านั้น
“บัดซบ! เวลาสั้นเกินไป แม้ว่าวรยุทธ์แห่งโชคชะตาของเราจะเข้าที่แล้ว แต่ก็ยังต้องการเวลาอีก”
หลี่หยากำจดหมายลับไว้ในมือแน่น และสัมผัสได้ถึงความกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อน
พอคิดถึงพละกำลังที่น่าหวาดกลัวของจอมปีศาจ เขามีอันต้องขวัญผวา
ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา หากว่าทวีปชีพจรมังกรไม่ได้ถูกจอมปีศาจทำลายจนจมลง เช่นนั้นก็ต้องเป็นฝีมือของมรรคาจารย์
ในใจเขานั้น มรรคาจารย์เป็นเทพเซียนไปแล้ว ในเมื่อเป็นเทพเซียน ก็จะต้องไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้
“ส่งบัญชาของเราลงไปให้ทุกเมืองในใต้หล้า สร้างเทวรูปหินของมรรคาจารย์ให้ประชาเฟิ่งเทียนสักการะบูชา
ไม่สิ! ไปเรียกเหล่าขุนนางมาประชุมพร้อมกัน เราจะประกาศด้วยตนเอง!”
หลี่หยาเอ่ยด้วยเสียงหนักแล้วลุกขึ้นยืน เขากลัวว่าจะมีคนจัดการเรื่องนี้อย่างลวกๆ จึงเตรียมตัวจะบอกเล่าเรื่องนี้ให้ชัดเจน
ขุนนางชราตกตะลึง อยากพูดแต่สะกดเอาไว้ แต่เมื่อคิดถึงวีรกรรมนานาของมรรคาจารย์ เขาก็เข้าใจความคิดของโอรสสวรรค์ขึ้นมาทันที
เพียงแต่เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว จะได้รับการคุ้มครองจากมรรคาจารย์จริงหรือ?
ปีไท่เหอที่สิบสี่
หลังจากประกาศไปกว่าครึ่งปี ชาวทวีปชีพจรมังกรทั้งหมดต่างรู้จักชื่อของ ไท่ฮวง และอันตรายที่มีในที่แห่งนี้ มีทั้งคนหวาดกลัวและมีทั้งคนที่ไม่เชื่อ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมรับเรื่องจริงที่ว่า ทวีปชีพจรมังกรมาอยู่ที่ไท่ฮวงแล้ว
เดือนสี่ หลังจากเจียงเชอจัดการงานของแต่ละท้องที่จนมั่นคงแล้ว ก็เริ่มก่อตั้งทัพตามสวรรค์ เพื่อให้มุ่งหน้าไปแผ้วถางไท่ฮวง
ไม่ใช่เพียงราชสำนักเท่านั้น ยุทธภพทั่วแผ่นดินต่างเริ่มมีกระแสออกไปทำการสำรวจ
เพราะมีคนไปพบเห็ดหลินจือหมื่นปีในไท่ฮวง ยิ่งไปกว่านั้น เพียงออกไปจากชายแดนก็ได้พบแล้ว
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ชาวยุทธ์ทั่วใต้หล้าจึงกระตือรือร้นขึ้นมาอย่างหนัก
แม้อารามมังกรผงาดก็ยังอดไม่ไหว และต้องส่งศิษย์ออกไปค้นหาด้วยเช่นกัน
เจียงฉางเชิงไม่ได้ขวางไว้ ทวีปชีพจรมังกรอยู่ห่างจากพื้นที่ที่เหล่าอสูรออกเพ่นพ่านอย่างมาก
หลายปีก่อน นับเป็นเรื่องยากที่ชาวยุทธ์จะได้พบฝูงอสูรที่แข็งแกร่ง หรือต่อให้ได้พบ ก็เป็นเพราะเวรกรรมของแต่ละคนเท่านั้น
ในเมื่อมาที่ไท่ฮวงแล้ว ก็จะต้องได้เผชิญหน้ากับทุกสิ่งในไท่ฮวงในอีกไม่ช้าก็เร็ว
อย่างน้อยที่แห่งนี้ก็ไม่มีเรื่องขัดแข้งขัดขา และราชวงศ์ต่างๆ ก็ไม่อาจไปคุกคามฝูงอสูรต่างๆ ด้วย
เจียงฉางเชิงเคยใช้เวลานับครึ่งวันเพื่อสำรวจดูไท่ฮวง ที่แห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างไกลเกินประมาณ และไม่เห็นร่องรอยของเผ่ามนุษย์อื่นๆ แต่อย่างใด
ทั้งไม่พบเห็นกลุ่มอำนาจของปีศาจด้วย อสูรนานาต่างอยู่ในฝูงของตน ใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ป่าทั่วไป เพียงแต่พวกมันแข็งแกร่งกว่าเท่านั้น
เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า เผ่ามนุษย์ของทวีปชีพจรมังกร จะเป็นเผ่ามนุษย์เพียงกลุ่มเดียวที่อยู่บนไท่ฮวง
ขอบเขตที่เจียงฉางเชิงไปสำรวจนั้น เทียบเท่ากับตอนที่เขาไปสำรวจมหาสมุทรไร้ขอบเขตก่อนหน้านี้แล้ว
บนพื้นแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ไม่มีร่องรอยของมนุษย์แต่อย่างใด
แต่เขากลับได้พบเห็นสัตว์ขนาดยักษ์แสนน่ากลัวจำนวนหนึ่งที่มีรูปร่างใหญ่โตยิ่งกว่าจอมปีศาจ
ไว้เมื่อใดที่เขาบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นเก้าแล้ว เขาก็เตรียมจะออกไปเพิ่มบันทึกของคัมภีร์ภูผาสมุทรด้วย ส่วนตอนนี้จะฝึกวิชาเป็นหลัก!
ในวันนี้ จืออูจวิน หลินเฮ่าเทียน เยี่ยสวินตี๋ เจียงเจี่ยน ผิงอัน และเทพกระบี่ ล้วนอยากออกไปท่องไท่ฮวง
เมื่อคนทั้งหกร่วมมือกัน เจียงฉางเชิงกลับรู้สึกวางใจจึงตอบตกลงไป
ภายในเรือนจึงเหลือแต่เพียงตัวเขา มู่หลิงลั่ว ไป๋ฉี หวงเทียน และเฮยเทียน
กว่ามู่หลิงลั่วจะได้มาพบเจียงฉางเชิงนั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นางจึงตัดใจออกไปไม่ได้
ส่วนไป๋ฉีก็เอาแต่คอยจับตาดูนาง เพราะไม่อยากสูญเสียความโปรดปรานไป
หวงเทียนกับเฮยเทียนกลับอยากออกไปข้างนอก แต่เจียงฉางเชิงเป็นห่วงว่าชีพจรโลหิตของพวกมันจะดึงดูดความสนใจของอสูร เพราะเจ้าสองตัวนี้มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปอยู่ในคัมภีร์ภูผาสมุทรได้
มู่หลิงลั่วนั่งอยู่ข้างๆ เจียงฉางเชิง นั่งขัดสมาธิเคียงไหล่และฝึกวิชาไปด้วยกัน
เมื่อเจียงฉางเชิงสัมผัสได้ว่านางอยู่ข้างกาย ทำให้รู้สึกราวกับว่าได้กลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
แต่ฮวาเจี๋ยนซินในเวลานั้นไม่ชอบฝึกวิชา กลับชอบดูแลหลานๆ มากกว่า
ไป๋ฉีขยับเข้ามาเลียมือเจียงฉางเชิงและถามว่า “นายท่าน ท่านไม่สนใจไท่ฮวงหรอกหรือ”
เจียงฉางเชิงกล่าวทั้งยังคงหลับตาอยู่ว่า
“ดวงตาทั้งคู่ของข้านี้ ได้เห็นทัศนียภาพของไท่ฮวงมาแล้ว มีความจำเป็นใดที่จะต้องออกไปอีก”
ไป๋ฉีกลอกตาครั้งหนึ่งก่อนถามว่า
“นายท่าน เมื่อใดจะสามารถเปลี่ยนชีพจรโลหิตใหม่ให้ข้าเล่า ให้เหมือนกับไป๋หลงเช่นนั้น?
คนอื่นๆ ต่างก็ไม่อยู่ ท่านจะบอกข้าสักหน่อยได้หรือไม่”
“ยังไม่ถึงเวลา”
เจียงฉางเชิงพูดสี่คำนี้จบ ก็ทำให้ไป๋ฉีเบิกบานใจนัก ขอเพียงไม่ได้ปฏิเสธไปทันที มันก็ดีใจแล้ว
มันสู้อุตส่าห์รอมาตั้งหลายปีเพียงนี้ จึงไม่กลัวที่จะรอ
หลิงลั่วลืมตาขึ้นและถามด้วยความใคร่รู้ว่า
“เปลี่ยนชีพจรโลหิตใหม่? คือสิ่งใดหรือ”
ไป๋ฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างได้ใจว่า
“ก่อนหน้านี้นายท่านเลี้ยงงูอยู่ตัวหนึ่ง ภายหลังทำให้นำมันกลายเป็นมังกร นี่เป็นเรื่องจริง เจ้าสามารถลงเขาไปสอบถามดูได้ ชาวเมืองหลวงล้วนเคยเห็นกันทั้งสิ้น”
หวงเทียนกับเฮยเทียนวิ่งเข้ามาแล้วพากันส่งเสียงร้อง พวกมันก็อยากเปลี่ยนชีพจรโลหิตใหม่เช่นเดียวกัน
แม้พวกมันจะมีคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดา แต่เมื่อดูจากภายนอกแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับแมวบ้านทั่วไป
โดยเฉพาะหวงเทียนที่มักรู้สึกว่าตนเองยังไม่ทรงพลังมากพอ
เจียงฉางเชิงไม่ได้ตอบคำ ไป๋ฉีหงุดหงิดจึงเริ่มตบเจ้าแมวปีศาจสองตัว ทันใดนั้นภายในเรือนพักก็เกิดเสียงดังโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง
มู่หลิงลั่วเห็นภาพนี้แล้วอดหัวเราะไม่ได้ นางกระซิบเบาๆ ว่า
“พี่ฉางเชิง วันคืนเช่นนี้ไม่เลวจริงๆ สามารถสงบใจฝึกวิชาแต่ก็ไม่ได้แห้งเหี่ยว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือมีท่านอยู่เคียงข้าง”
เจียงฉางเชิงมีรอยยิ้มน้อยๆ ขอแค่นางปรับตัวเข้ากับชีวิตในตอนนี้ได้ก็ดีแล้ว
กระแสการออกไปสำรวจไท่ฮวงคงอยู่ต่อไปนานทีเดียว
หากพูดกันตามอย่างเกมในชาติก่อนของเขา นี่ก็คือการบุกเบิกที่รกร้างกระมัง ความมุ่งมั่นที่จะบุกเบิกที่รกร้างนั้นสูงส่งนัก ยากจะจางหายไปได้ในเวลาสั้น
พริบตาเดียวสามปีผ่านไป ปีไท่เหอที่สิบเจ็ด
ในเวลาสามปีนี้ มีแปดราชวงศ์เลือกที่จะเข้าสวามิภักดิ์กับต้าจิ่ง แผ่นดินต้าจิ่งขยายกว้างใหญ่ขึ้น
เหล่าชาวบ้านกลับคุ้นเคยจนรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดา ต้าจิ่งกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการแผ้วถางผืนดินรกร้างของไท่ฮวงที่อยู่โดยรอบ
จึงมีท่าทีโอบอ้อมอารีต่อราชวงศ์อื่นๆ หากยินยอมจะเข้าสวามิภักดิ์ก็เข้ามา แต่หากไม่ยินยอม ต้าจิ่งก็ไม่ได้ขืนบังคับ
เรื่องราวดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ละราชวงศ์มีแนวโน้มอย่างยิ่งว่าจะกลายเป็นเผ่ามนุษย์เผ่าหนึ่ง
ช่วงสิบวันแรกของเดือนเก้า เวลาเที่ยงตรง จืออูจวินกลับมาแล้ว ส่วนคนอื่นยังคงท่องเที่ยวอยู่ในไท่ฮวง
ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยว่า “เหตุใดจึงมีแต่เจ้ากลับมาเล่า”
จืออูจวินบอกว่า
“เดินทางไปรอบหนึ่งและพบว่าไท่ฮวงไม่มีร่องรอยของเผ่ามนุษย์อยู่จริงๆ ทั้งไม่มีมรดกที่เผ่ามนุษย์ทิ้งเอาไวด้วย ที่แห่งนี้จะต้องเป็นที่ที่เผ่ามนุษย์ไม่เคยย่างกรายเข้ามามาก่อน
ข้าจึงได้กลับมา สำหรับข้าแล้ว ของล้ำค่าหายากเหล่านั้นไม่อาจดึงดูดข้าได้มากเท่าใด”
เดิมทีคุณสมบัติของตัวนางเองก็เหนือชั้นอยู่แล้ว เวลานี้จึงยังไม่รู้สึกถึงทางตันเป็นการชั่วขณะ พลังยุทธ์ของนางค่อยเพิ่มพูนขึ้นอยู่เสมอ
จืออูจวินพูดจบก็หันไปมองเจียงฉางเชิง เห็นว่าเจียงฉางเชิวนั่งอยู่บนกิ่งไม้ ตั้งสองนิ้วของมือขวาไว้เบื้องหน้า อยู่ในอาการที่กำลังใช้วิชาอยู่
นางหันไปมองมู่หลิงลั่วต่อและกระซิบถามเบาๆ ว่า
“ท่านมรรคาจารย์กำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ”
มู่หลิงลั่วกล่าวว่า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน อยู่เช่นนี้มาพักหนึ่งแล้ว”
ไป๋ฉีก็หันไปมองเจียงฉางเชิงเช่นกัน
เวลานี้เจียงฉางเชิงกำลังใช้ระบบการทำงานแต้มเซ่นไหว้อัญเชิญเทพ เพื่อช่วยสาวกผู้หนึ่งอยู่
แม้ตัวจะอยู่ที่ไท่ฮวง แต่เขาก็ยังสามารถไปดูแลเหล่าสาวกที่กระจายตัวอยู่ในมหาสมุทรไร้ขอบเขตได้
บนทวีปที่แสนห่างไกลแห่งหนึ่ง ปราณปีศาจกลายร่างเป็นเมฆดำบังแผ่นฟ้าปิดตะวัน และพลิกม้วนถาโถมอยู่ไม่ยอมหยุด
วิหคปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนบินอยู่กลางอากาศ
นำมาคือราชสีห์ยักษ์ที่มีเปลวเพลิงร้อนระอุอยู่รอบกาย ไหล่มันสูงหนึ่งร้อยจั้ง มีสามหัว มีปีกคู่หนึ่งอยู่บนหลังที่เมื่อกางออกยาวเกือบสามร้อยจั้ง
สุดปลายหางมีเดือยที่เหมือนมีด ยามโบกสะบัดทำให้เกิดประกายเย็นเฉียบ
มันกำลังพ่นไฟออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทะเลเพลิงไร้ขอบเขตสาดลงไปยังเมืองที่อยู่เบื้องล่าง
แต่เมืองนั้นถูกกางกั้นไว้ด้วยพละกำลังลึกลับอย่างหนึ่ง ทะเลเพลิงจึงไม่อาจลงไปเบื้องล่างได้แต่อย่างใด
เมื่อมองไปยังเบื้องล่าง เห็นเป็นชายวัยกลางคนสวมเสื้อเกราะเหล็กผู้หนึ่ง ลอยอยู่เบื้องล่างของทะเลเพลิง
มือซ้ายถือโล่ มือขวาถือทวน เขากำลังลอยอยู่กลางอากาศและต้านทานกับทะเลเพลิงที่กระจายไปทั่วฟ้าด้วยกำลังของคนผู้เดียว
“มหาเทพผานกู่[1] โปรดประทานพละกำลังให้ข้ามากกว่านี้ด้วย!”
ชายวัยกลางคนหน้าตาดุดันตะโกนร้องอยู่ภายในใจ กล้ามเนื้อทั่วร่างเขาขึงแน่นขึ้นมา
ลมปราณครอบคลุมทั่วเมืองและนับว่ามาถึงขีดจำกัดของเขาแล้ว ตัวเขากำลังค่อยๆ ร่วงลงสู่เบื้องล่าง
เจียงฉางเชิงเข้าประทับในร่างของเขานั้นเองแต่จนใจนัก
เนื่องจากร่างประทับจากแต้มเซ่นไหว้อัญเชิญเทพ จะมีพละกำลังเท่าใดต้องขึ้นอยู่กับว่าผู้เป็นร่างประทับจะสามารถต้านรับได้กี่มากน้อย
แม้จะมีแต้มเซ่นไหว้คอยช่วย แต่คนทั่วไปผู้หนึ่งไม่สามารถต้านรับกับพละกำลังทั้งหมดของจอมราชันยุทธ์ได้
ซึ่งพละกำลังสูงสุดที่ชายวัยกลางคนผู้นี้จะสามารถรับได้ก็แค่ขั้นถ้ำสวรรค์แปดเท่านั้น
ในขณะที่ปีศาจราชสีห์สามหัวแสนเหิมเกริมที่อยู่เบื้องบน มีพละกำลังถึงขั้นถ้ำสวรรค์เก้าแล้ว!
หนำซ้ำมันยังเป็นเพียงสมุนของจอมปีศาจตนหนึ่งเท่านั้น!
“ชาวยุทธ์เผ่ามนุษย์แสนโง่เง่า หวังจะอาศัยกำลังของเจ้าผู้เดียวมาต้านทานเพลิงโทสะของข้าเช่นนั้นรึ”
ปีศาจราชสีห์สามหัวคำรามเกรี้ยวโกรธด้วยความรำคาญใจ เสียงดังสะท้อนก้องไปทั่วฟ้าดิน
ทะเลเพลิงที่ปกคลุมไปทั่วเมืองยิ่งโหมกระหน่ำขึ้นไปอีก
ชายวัยกลางคนถูกกดให้ร่วงลงมา มีชาวยุทธ์ที่บินขึ้นมาจากในเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างรวมกันผนึกกำลังและเคลื่อนลมปราณเพื่อช่วยชายวัยกลางคนต้านเอาไว้
ทว่าแม้จะเป็นพลังของพวกเขาทั้งหมดรวมกัน ก็ยังไม่มากพอ
เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว หากเป็นดังนี้ต่อไป ผู้คนในเมืองแห่งนี้จะต้องตายกันหมด
จำนวนสาวกในเมืองแห่งนี้จัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของทั้งผืนทวีปอีกด้วย
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้น ก่อนแบ่งร่างแยกออกไปร่างหนึ่งให้อยู่ภายในเรือนพัก
จากนั้นเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันก็ปรากฏขึ้นมากลางอากาศ และตกลงในมือของร่างแยก
ร่างแยกน้าวคันธนูเล็งไปยังท้องฟ้า
วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกาสามารถทำให้ศัตรูหาทิศทางของลูกธนูไม่พบ
ก่อนหน้านี้อีกาสวรรค์สามารถสืบหาเขาได้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องกลัวอีกแล้ว เช่นนั้นก็สามารถซ่อนทิศทางได้สักหน่อย
มู่หลิงลั่ว จืออูจวิน หวงเทียน และเฮยเทียนต่างเบิกตาโตมองร่างแยกของเจียงฉางเชิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เหตุใดจึงมีมรรคาจารย์สองคนได้!
[1] ผานกู่ (แปลว่าแผ่นโลกโบราณ) ในตำนานจีนเล่าขานว่าเป็นเทพผู้บุกเบิกฟ้าดิน เป็นผู้สร้างทุกสิ่งบนโลก ผานกู่เป็นยักษ์ที่มีขนาดตัวสูงใหญ่ ศีรษะมีเขา และดวงตาใหญ่ มีเขี้ยวยื่นออกมาจากปาก มีขนทั้งตัว มือซ้ายถือสิ่ว มือขวาถือขวานใหญ่