เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 242 รวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง มหาอาณาจักรเทียนจิ่ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 242 รวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง มหาอาณาจักรเทียนจิ่ง
แม้แต่วิชาแปลงฟ้าเปลี่ยนปฐพีและมหาอิสระยกสมุทรก็ใช้มาหมดแล้ว เจียงฉางเซิงย่อมไม่ต้องปิดบังวิชาแยกร่างอีกต่อไป ท่ามกลางสายตาของมู่หลิงลั่วและคนอื่นๆ ร่างแยกที่เหมือนกับเจียงฉางเซิงทุกประการน้าวเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันและเล็งไปยังท้องฟ้า ในเวลาไม่ถึงห้าอึดใจร่างแยกก็ยิงลูกธนูขึ้นเบื้องบน พุ่งทะลุทะเลเมฆและหายวับไป
ลูกธนูสิบกว่าดอกยิงออกไปรวดเดียว แสงสีทองเส้นแล้วเส้นเล่าพุ่งขึ้นฟ้าเป็นภาพแสนอลังการ ดึงดูดให้ชาวบ้านและชาวยุทธ์ภายในเมืองหลวงหันหน้าไปมอง แต่ไม่มีใครตื่นตกใจ เมื่อมีมรรคาจารย์อยู่พวกเขาย่อมไม่หวาดกลัว
อีกฟากหนึ่ง ชายวัยกลางคนยังคงยันเอาไว้ เขาสัมผัสได้ว่าแรงกดดันจากทะเลเพลิงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาแผดเสียงด้วยโทสะว่า
“อดทนเอาไว้ มหาเทพผานกู่ประทานกำลังให้ข้าแล้ว มหาเทพผานกู่จะต้องคุ้มครองพวกเรา!”
เสียงของเขาสะท้อนก้องไปทั่วเมืองและนำพละกำลังมาสู่ผู้คนนับไม่ถ้วน คนจำนวนมากล้วนรู้จักเขาและรู้ว่าเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด ซึ่งความแข็งแกร่งที่เขามีนั้นห่างไกลจากพละกำลังที่แสดงออกมาในวันนี้มากนัก ที่แท้เป็นเพราะมหาเทพผานกู่กำลังช่วยเขาอยู่นั่นเอง ผู้คนที่เดิมทีกำลังสิ้นหวังจึงพากันฮึกเหิมขึ้นมา ศึกสะท้านใต้หล้าระหว่างมหาเทพผานกู่กับสองจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ได้แพร่ไปทั่วพื้นทวีปแล้ว และทำให้คนนับไม่ถ้วนหันมากราบไหว้บูชา
“ผานกู่? น่าขัน!” ปีศาจราชสีห์สามหัวค่อนแคะ ทว่าแววตาของมันกลับมีความโหดร้ายมากยิ่งขึ้น
ผานกู่แห่งเผ่ามนุษย์สังหารสองจอมปีศาจ สร้างความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวงให้แก่ภายในเผ่าปีศาจ ทหารปีศาจจำนวนมากหวาดกลัว และย้อนกลับไปคุ้มกันเผ่าปีศาจ ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้เจ็ดจอมปีศาจได้โอกาสผงาดขึ้นมาด้วย มันจึงเลือกที่จะเข้าสวามิภักดิ์กับจอมปีศาจตนหนึ่ง ภายในเผ่ามนุษย์ยังมีการชิงดีชิงเด่น เผ่าปีศาจก็เช่นกัน! เจ็ดจอมปีศาจล้วนดูแคลนราชันแห่งเผ่าปีศาจในปัจจุบันนี้ เนื่องจากราชันเผ่าปีศาจเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากที่พวกมันตายลง
“ผานกู่ช่วยพวกเจ้าไม่ได้หรอก วิหคทมิฬก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้ด้วย ยอมรับความตายเสียเถิด!”
ปีศาจราชสีห์สามหัวร้องคำราม ทั้งสามหัวของมันอ้าปากกว้างเช่นอ่างโลหิตพ่นไฟออกมาอย่างบ้าคลั่ง เปลวไฟไม่จบสิ้นกระจายลงสู่เบื้องล่าง ป่าบนภูเขานอกเมืองถูกทะเลเพลิงปกคลุม ควันที่เกิดจากการเผาไหม้พุ่งกระจายไปทั่วฟ้าดิน ทำให้คนในเมืองจำนวนไม่น้อยรู้สึกราวกับว่าอยู่ในนรก ชายวัยกลางคนแผดร้องด้วยสีหน้าดุดันว่า
“เป็นไปไม่ได้! มหาเทพผานกู่!”
เพิ่งสิ้นเสียง เขาก็เบิกตากว้าง พลันปรากฏแสงสีทองในม่านตาของเขา เมฆดำจากปราณปีศาจที่ปกคลุมอยู่ทั่วท้องฟ้าถูกสั่นสะเทือนจนสลายหายไป ลำแสงสีทองเส้นแล้วเส้นเล่าสาดส่องลงมาประหนึ่งร่องรอยแห่งเทพ วิหคปีศาจถูกปกคลุมด้วยแสงสีทองไปทีละตัว ปีศาจราชสีห์สามหัวตัวมหึมาก็ยังถูกเจาะจนตัวทะลุ ยังไม่ทันที่มันจะตั้งตัวทันก็มีแสงสีทองสาดเทลงมาอีกครั้ง
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง…
ฟ้าดินเกิดเสียงเลื่อนลั่น แสงสว่างจ้าตาบนท้องฟ้าทำให้ฟ้าดินสิ้นสีสัน คลื่นและลมแสนพรั่นพรึงประหนึ่งจะล้างโลกถาโถมทั่วทิศ ทะเลเพลิงถูกพัดกระจาย เปลวไฟที่ปกคลุมอยู่ทั่วเมืองหายวับไปในพริบตา ทุกคนนิ่งอยู่กับที่และเหม่อมองภาพนี้ด้วยสีหน้าตื่นตะลึง รวมทั้งชายวัยกลางคนที่เจียงฉางเซิงประทับร่างเขาด้วย
พร้อมกับเสียงคำรามร้องอย่างเจ็บปวดและสิ้นหวังของปีศาจราชสีห์สามหัว ความน่าหวาดกลัวฮึกเหิมของมันก็หายวับไปสิ้น วิหคปีศาจที่อยู่เต็มท้องฟ้าถูกสังหารทั้งหมด เลือดและเนื้อของพวกมันสาดเทลงมาเบื้องหลังดังสายฝน จวบจนฟ้าดินกลับมามีสีสันดังเดิม ชาวบ้านและชาวยุทธ์ภายในเมืองล้วนเหม่อมองท้องฟ้า ทะเลเมฆปราณปีศาจที่อยู่เบื้องบนตัวเมืองถูกทะลวงจนเป็นโพรงขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่าร้อยลี้ ราวกับท้องฟ้าถูกชนทะลุ น่าสะท้านใจนัก
รวดเร็วจากนั้น ทั่วเมืองก็มีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้นชนิดสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ชายวัยกลางคนนิ่งเหม่ออยู่กลางอากาศ เขาสัมผัสได้ว่าพละกำลังมหาศาลกำลังออกไปจากร่างของเขา เขามีน้ำตาคลอตาและพึมพำว่า
“มหาเทพ ผานกู่… เทพคุ้มครองพวกเรา”
ร่างแยกของเจียงฉางเซิงมุดเข้าไปในร่างแท้ของเขา จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นและลงมาข้างใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพี จือจวินรีบถามไปว่า
“เมื่อครู่เป็นวิชาเซียนหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ประมาณนั้นกระมัง”
มู่หลิงลั่วถามอย่างสงสัยว่า “เมื่อครู่นี้ท่านลงมือกับผู้ใดเจ้าคะ”
พวกปีศาจทั้งสามรวมทั้งไป๋หลงต่างก็จับจ้องเจียงฉางเซิงเช่นกัน เจียงฉางเซิงกล่าวว่า
“ช่วยเผ่ามนุษย์กลุ่มหนึ่งเท่านั้น พวกเขารวมกันอธิษฐานทำให้ข้าประทับใจอยู่ลึกๆ ในใจ จึงช่วยเหลือพวกเขาไปเล็กน้อยเท่านั้น”
จือจวินมีสีหน้านับถือ แม้ดูไปแล้วเหมือนมรรคาจารย์จะหลบเลี่ยง แต่ความจริงยังคงคอยห่วงใยใต้หล้า ใต้ฟ้าแห่งนี้ผู้ใดจะเทียบเขาได้ ไป๋อีกลับคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ หากว่าภาวนามากพอ เจ้านายก็จะได้ยิน นี่เป็นความสามารถที่สูงส่งเพียงใด ดูทีว่าขอเพียงคอยคำนึงถึงความดีของเจ้านายอยู่ในใจ เจ้านายก็จะสามารถสัมผัสได้? ไป๋อีคิดว่าตนเองจับกลวิธีที่จะประจบเจ้านายได้แล้ว
เจียงฉางเซิงไม่ได้สนทนากับพวกนางมากนักแต่ไปฝึกวิชาต่อ เขาช่วยเมืองแห่งหนึ่งในทวีปแห่งหนึ่งแต่ไม่อาจช่วยเผ่ามนุษย์ทั้งหมดได้ ด้วยเหตุนี้จึงทุ่มเทความตั้งใจในการฝึกวิชาจะดีกว่า การไปช่วยสาวกจะไม่มีรางวัลรอดชีวิตใดๆ แต่สามารถช่วยให้แต้มเซ่นไหว้เพิ่มขึ้น
ผ่านไปอีกสามปี ปีไทเหอที่ยี่สิบ เกิดข่าวหนึ่งที่ทำให้ทั่วทั้งใต้หล้าต้องตื่นตะลึง
ราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่นำโดยต้าฉีต่างประกาศเข้าสวามิภักดิ์กับต้าจิ่ง และต้าจิ่งก็แต่งตั้งให้พวกเขาเป็นแคว้นประเทศราช ผสานโชคชะตาเข้าด้วยกัน นี่ก็คือผลของประตูสวรรค์แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์! จากการศึกษาค้นคว้าของกรมโชคชะตาที่นำโดยเฉินหลี่ ทำให้พบวิธีใหม่ที่น่าอัศจรรย์ มิน่าเล่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จึงได้มีรากฐานมั่นคงอยู่ในใต้หล้า แต่ยังสามารถรับราชวงศ์แห่งโชคชะตาจำนวนมากในอาณัติได้
เหตุที่ต้าฉียอมแพ้เป็นเพราะเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับอสูร วิหคดุร้ายขนาดยักษ์ตัวนั้นทำลายความมั่นใจของพวกเขาจนหมด ทำให้พวกเขาตระหนักว่าต้าฉีจะไม่อาจมีรากฐานมั่นคงในไท่ฮวงได้ บัดนี้ ต้าจิ่งรวมทวีปชีพจรมังกรเป็นหนึ่งได้โดยสมบูรณ์ โอรสสวรรค์ไทเหอทำให้สิ่งที่ฮ่องเต้ต้าจิ่งองค์ก่อนๆ ปรารถนาตลอดมาสำเร็จลุลวงแล้ว
เดือนหก เจียงเชอบวงสรวงสวรรค์ ท่ามกลางสายตาของเหลากษัตริย์ของแต่ละราชวงศ์ เขาทำการเซ่นไหว้ป้ายศิลาจักรพรรดิมนุษย์และประตูสวรรค์ ทั้งประกาศว่าจะยกเลิกชื่อทวีปชีพจรมังกรและเปลี่ยนมาเป็น มหาอาณาจักรเทียนจิ่ง ซึ่งรวมทั้งทวีปชีพจรมังกร รัฐตง และหมู่เกาะทะเลสวรรค์ ราชวงศ์แห่งโชคชะตาในใต้หล้าเปลี่ยนมาเป็นแคว้นประเทศราช โดยกษัตริย์จะเป็นรองก็แต่โอรสสวรรค์เท่านั้น
ใต้หล้าปีติยินดี! ศึกสงครามภายในของต้าจิ่งยุติมาหลายสิบปีแล้ว ทัศนคติของราชวงศ์ต่างๆ ที่มีต่อต้าจิ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดี ผนวกกับมรรคาจารย์ช่วยผู้คนในใต้หล้าให้พ้นเคราะห์ภัยนานา ทั้งภัยแผ่นดินถล่มและภัยจากเผ่าปีศาจ ราชวงศ์นานาล้วนเลื่อมใสศรัทธามรรคาจารย์ ใต้หล้ารวมเป็นหนึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของทวีปชีพจรมังกรที่ยากจะพบได้ในห้าพันปีทีเดียว! การรวมเป็นหนึ่งในครั้งนี้ต้าจิ่งให้เกียรติราชวงศ์ต่างๆ นับเป็นการรวมเป็นหนึ่งอย่างสันติ
เดือนเจ็ด โอรสสวรรค์มีพระบัญชาให้กษัตริย์ของแต่ละแคว้นประเทศราชก่อสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายและสำนักยุทธ์ การก่อตั้งสำนักยุทธ์จะทำให้แคว้นประเทศราชทั้งหลายหลอมรวมกันได้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อรวมเป็นหนึ่งได้อย่างจริงแท้
เดือนแปด ที่สุดเจียงเชอก็หาเวลาว่างจากราชกิจที่รัดตัวมาเยี่ยมเจียงฉางเซิงได้ และเจียงซิ่งก็ตามมาด้วยเช่นกัน พวกของเยี่ยสวินตี๋ เทพกระบี่ และหยางโจวกลับมาแล้ว พวกเขาไม่เหมือนวายร้ายทั้งสามคนนั้น เนื่องจากต้องการเวลาฝึกวิชาที่มากกว่าและไม่ได้อาศัยการต่อสู้มาทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น
“ท่านมรรคาจารย์ ข้าต้องคารวะท่านจอกหนึ่ง ต้าจิ่งรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้ ท่านมีความชอบใหญ่หลวงที่สุด” เจียงเชอชูจอกขึ้นด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็ยกดื่มจนหมดจอกในอึดเดียว
ย้ายมาอยู่ที่ไท่ฮวงเจ็ดปี ต้าจิ่งไม่เคยใช้กำลังทหารกับราชวงศ์แห่งโชคชะตาอื่นๆ เลย แต่กลับรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้อย่างราบรื่น ซึ่งทั้งหมดเป็นเพราะสภาพแวดล้อมของไท่ฮวงอันตรายเกินไป ทำให้ราชวงศ์แห่งโชคชะตานานายากจะดำรงอยู่ได้ อสูรบนพื้นดินอยู่ห่างจากมหาอาณาจักรเทียนจิ่งไกลมาก แต่ข้างใต้ดินยังมีอสูรจำนวนมากซ่อนตัวอยู่ ราชวงศ์ต่างๆ เคยทดลองออกไปแผ้วถางผืนดินรกร้างดูแล้วหลายครั้ง แต่กลับต้องจ่ายราคาด้วยการบาดเจ็บล้มตายที่มากยิ่งกว่า สุดท้ายแล้วไม่มีหนทางอื่นนอกจากยอมศิโรราบต่อต้าจิ่ง
ฮ่องเต้ซุนเทียนไมอาจรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้เพราะทรัพยากรของทวีปชีพจรมังกรมีจำกัด และยังต้องแบ่งปันมาใช้ในเรื่องความขัดแย้งภายในด้วย แต่เวลานี้ต้าจิ่งไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะไท่ฮวงมีทรัพยากรไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าปัญหาใดก็สามารถแก้ไขได้ทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้าต้าจิ่งจะต้องเหมือนกับลอกคราบใหม่เลยทีเดียว! เจียงเชอเริ่มจินตนาการแล้วว่าอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้าต้าจิ่งจะแข็งแกร่งมากมายเพียงใด!
“ต้าจิ่งในเวลานี้ ใจประชามุ่งหาความก้าวหน้า วิถียุทธ์รุ่งเรือง ท่านมรรคาจารย์ นี่เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกมั่นใจว่าต้าจิ่งจะต้องกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ โดยที่พวกเราไม่จำเป็นต้องไปยึดครองราชวงศ์แห่งโชคชะตาอื่นๆ เพียงสร้างความก้าวหน้าให้ตนเองอย่างวางใจก็สามารถเลื่อนชั้นเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว”
เจียงเชอเริ่มเมาแล้ว แก้มแดงระเรื่อและเอ่ยด้วยความฮึกเหิมเทียมเมฆ เขาตบไหล่เจียงซิ่งกล่าวว่า “ซิ่งเออร์ ไว้เมื่อเจ้าเป็นโอรสสวรรค์แล้วจะต้องมุมานะโดยมีอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เป็นเป้าหมาย นอกจากนี้จะต้องคอยดูแลควบคุมวิถียุทธ์ของราชสำนัก…” เมื่อได้รับการฝากฝังจากเจียงเชอ เจียงซิ่งก็รีบตอบตกลงทันที
เจียงฉางเซิงยิ้มมองภาพนี้ มู่หลิงลั่วนั่งอยู่ข้างเขา เอ่ยเบาๆ ด้วยรอยยิ้มว่า “เวลานี้เป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองโดยแท้ ขอเพียงวิถียุทธ์แห่งต้าจิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นได้ว่าไม่จำเป็นต้องกลับไปก็จะกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้”
จือจวินทอดถอนใจว่า “ความก้าวหน้าของไท่ฮวงนับเป็นโชคยิ่งใหญ่ของเผ่ามนุษย์จริงดังว่า แต่ถึงกระนั้นก็มีเพียงท่านมรรคาจารย์ที่สามารถก้าวหน้าได้ ส่วนชาวยุทธ์คนอื่นๆ จะต้องอาศัยการค้นหาด้วยตนเอง ยุครุ่งเรืองในปัจจุบันนี้เป็นท่านมรรคาจารย์สร้างขึ้นจริงๆ คนอื่นๆ ไม่อาจลอกเลียนแบบได้ แม้จะเป็นฝ่าบาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็ยังทำไม่ได้เช่นกัน”
เจียงฉางเซิงฟังคำพูดนี้แล้วเบิกบานใจนัก เยี่ยสวินตี๋หัวเราะเหอะๆ กล่าวว่า “ก็จริง ท่านมรรคาจารย์อยู่ในระดับใด เป็นเซียนจากสวรรค์ลงมาจุติ ต่อให้ฝ่าบาทของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จะแข็งแกร่งอีกสักเท่าใดก็ยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น”
ถูกสตรีผู้นี้ชิงตัดหน้าไปอีกแล้ว บ้าจริง เยี่ยสวินตี๋นับถือจือจวินจริงๆ รู้จักประจบได้ทุกจังหวะ ที่สำคัญคือยังเอาอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มาเปรียบเทียบด้วย
บรรยากาศภายในเรือนพักชื่นมื่นขึ้นเรื่อยๆ เจียงฉางเซิงก้มหน้าก้มตาดื่มสุราไป แต่ภายในใจกำลังคิดถึงเรื่องอื่น พร้อมกับการผงาดขึ้นของเจ็ดจอมปีศาจ ราชวงศ์แห่งโชคชะตานานาบนมหาสมุทรไร้ขอบเขตล้วนเกิดความวุ่นวายจากศึกสงคราม ทุกแห่งต่างกำลังต้านทานการรุกรานของเผ่าปีศาจ เจียงฉางเซิงทำได้เพียงคอยไปช่วยเหล่าสาวกเซ่นไหว้ของเขาเป็นประจำเดือนละหนึ่งครั้ง เขาจะให้เสียเวลาฝึกวิชาของตนไม่ได้ แต่จะไปเข้าฝันเหล่าสาวกเซ่นไหว้ที่สิ้นหวังเพื่อบอกให้พวกเขาหนีขึ้นเหนือไป อย่างน้อยเจียงฉางเซิงก็ให้ความหวังแก่พวกเขา เพราะช่วงเวลาที่มืดมนและไร้ซึ่งความหวังนั้นน่ากลัวที่สุด
เช้าวันนี้ ภายในเรือนพักกลับมาสงบดังเดิม เทพกระบี่และมู่หลิงลั่วกำลังถกเรื่องวิถีกระบี่กันอยู่ หลังจากได้กระบี่ขังสวรรค์มามู่หลิงลั่วก็เริ่มจดจ่อศึกษาวิถีกระบี่ และเทพกระบี่ก็ต้องการคนมาหารือกับตนเอง ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็สัมผัสถึงบางสิ่ง เขาหันหน้าไปมองทางทิศใต้ เขาสัมผัสได้ว่าระหว่างฟ้าดินมีพละกำลังที่ยากจะจินตนาการได้กำลังสั่นสะเทือนปราณวิญญาณยุทธ์ พวกของจือจวินต่างไม่รู้สึกถึง
“ข้าอยากรู้ว่าพละกำลังที่ข้ากำลังคำนึงถึงอยู่ในขณะนี้แข็งแกร่งเพียงใด”
[ไม่สามารถพยากรณ์ได้ เวรกรรมนี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่ระบบรู้และตรวจจับได้]
เจียงฉางเซิงกลับไม่ได้ผิดหวัง พละกำลังนั้นอยู่ห่างไกลมากจริงๆ คาดว่าจะอยู่อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรไร้ขอบเขต หรืออาจถึงกับอยู่ด้านหลังของเผ่าปีศาจ เป็นผู้แข็งแกร่งเช่นใดกันแน่ จึงสามารถสร้างความสั่นสะเทือนมาถึงปราณวิญญาณยุทธ์ของไท่ฮวงได้ เคราะห์ดีที่อยู่ห่างไกลนัก