เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 248 สายลมแห่งเก้าขุมนรก มงกุฎหงส์โบราณเก้าลัญจกร
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 248 สายลมแห่งเก้าขุมนรก มงกุฎหงส์โบราณเก้าลัญจกร
เมื่อเงาดำเข้าจู่โจมอย่างปัจจุบันทันด่วน ร่างจิตจำแลงเทพก็ส่งครอบพลังวิญญาณออกมากันกรงเล็บดำของมันเอาไว้ พละกำลังอันน่าหวาดกลัวทำให้พื้นดินข้างใต้เท้าสั่นสะเทือน และทำให้น้ำในแม่น้ำข้างหน้าระเบิดออกตามไปด้วย
พละกำลังรุนแรงนั้นทำให้พวกของเจียงเจี่ยนทั้งสามคนสั่นสะเทือนไปหมดและต้องล่าถอยออกไป ทุกคนจ้องมองเงาดำด้วยความหวาดกลัว
ร่างจิตจำแลงเทพถอนใจกล่าวว่า “เห็นว่าเจ้ามีชีวิตอยู่โดดเดี่ยว เกิดมาก็อยู่อย่างไม่ง่ายดายจึงได้ให้โอกาสเจ้า น่าเสียดายที่เจ้าไม่ทะนุถนอมเอาไว้”
เขายกมือขวาขึ้น พลันมีกระบี่ส่องแสงสีน้ำเงินก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือ อภินิหาร กระบี่เทพจิตวิญญาณ!
กระบี่เทพจิตวิญญาณพุ่งออกไปรวดเร็วนัก ทะลุผ่านน้ำในแม่น้ำและคลื่นกระเซ็นสาย แทงทะลุเงาดำด้วยความเร็วสูงสุด
เงาดำสั่นสะท้านไปทั้งตัว ไอเย็นถูกพัดให้กระจายไป จากนั้นร่างก็ระเบิดออกกลายเป็นไอสีดำยะเยือกหมุนม้วน ร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วภายในหมอกดำนั้น เจียงเจี่ยนทั้งสามคนเห็นแล้วต้องแหงนหน้าขึ้นตามไป และได้เห็นร่างที่แท้จริงของเงาดำที่ปิดแผ่นฟ้าบังตะวันอยู่
เจ้านี่สูงเกือบสองพันจั้ง ร่างกายคล้ายมนุษย์ มีหกแขน แขนยาวมาก กรงเล็บใหญ่กว่าหัวของมันเสียอีก ผิวกายเป็นสีดำมีผลึกสีเลือดฝังอยู่รอบตัว มีไอเย็นที่เป็นเช่นหมอกวนอยู่รอบกาย มันกุมแผงอกของตนอย่างเจ็บปวด กระบี่เทพจิตวิญญาณแทงทะลุหน้าอกของมันทำให้มันเจ็บปวดแสนสาหัส
“ข้าจะกินเจ้า!” เงาดำส่งเสียงคำรามสะท้านฟ้าสะเทือนดิน น้ำเสียงเต็มไปด้วยจิตสังหารและเพลิงโทสะ
นอกจากแขนสองข้างที่กุมหน้าอกเอาไว้ มันชูแขนอื่นอีกสี่แขนขึ้นตบเข้าใส่ร่างจิตจำแลงเทพ พริบตานั้นลมรุนแรงที่ยากจะจินตนาการได้พัดกดลงมาจากบนฟ้า กดและดันจนผืนดินข้างใต้เท้าร่างจิตจำแลงเทพแตกละเอียด น้ำในแม่น้ำทะลักออกไปและไหลลงใต้พื้นดิน
พวกของเจียงเจี่ยนทั้งสามคนถอยร่นออกไปไกลจากการต่อสู้ครั้งนี้ ไอเย็นยะเยือกแทรกอยู่ท่ามกลางคลื่นและลมที่น่าพรั่นพรึงนั้น ทำให้แผ่นดินและหินที่แตกออกมาจับตัวเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงร่างจิตจำแลงเทพที่ไม่ได้จับตัวเป็นน้ำแข็ง
“ลมนี้น่าสนใจดี” ร่างจิตจำแลงเทพยกฝ่ามือขวาขึ้นและตบขึ้นไปบนฟ้า ชั่วพริบตานั้นแสงสีม่วงพลันปรากฏขึ้น ฝ่ามือยักษ์สีม่วงร่วงลงมาจากบนฟ้าและกระแทกลงบนหัวของเงาดำด้วยแรงที่ยากจะต้านทานได้
อภินิหาร ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ!
พละกำลังอันน่าหวาดกลัวกดลงมาจนเงาดำต้องคุกเข่าลง ก่อนถูกกดทับจนต้องล้มนอนลงบนพื้น ร่างของมันใหญ่โตหนักหนา จึงเหมือนกับเขาเสินซานครั้งสร้างโลกที่ค้ำยันท้องฟ้าไว้พังทลายลงมา สั่นสะเทือนเป็นที่สุด
เงาดำคำรามเสียงสูงอย่างเศร้าสร้อยออกมา มีร่างหนึ่งยืนอยู่ข้างบนฝ่ามือสีม่วงขนาดยักษ์นั้น เป็นเจียงฉางเชิงนั่นเอง เขาถือคัมภีร์ภูผาสมุทรอยู่ในมือ เมื่อมือขวาสะบัด เงาฝ่ามือสีม่วงก็หายวับไป
จากนั้นเขาก็ลงมาบนหลังของเงาดำ ไอเย็นแผ่ออกมาโดยมีเท้าขวาของเขาเป็นจุดศูนย์กลาง ความเย็นจับร่างเงาสีดำจนแข็งเป็นน้ำแข็ง จากแผ่นหลังถึงแขนขาแล้วไปถึงหน้าลำตัว ไม่ถึงห้าอึดใจเงาสีดำขนาดยักษ์ก็ถูกแช่แข็งจนกลายเป็นภูเขาน้ำแข็ง โดยยังคงอยู่ในท่าคลานเช่นเดิม
ไอเย็นพุ่งเข้าปะทะพวกของเจียงเจี่ยนทั้งสามคน ทำเอาพวกเขาต้องสั่นสะท้านด้วยความหนาวเย็น เจียงฉางเชิงเริ่มใช้คัมภีร์ภูผาสมุทรดูดร่างนั้น
รวดเร็วจากนั้น ร่างของเงาดำโผล่ออกมาจากชั้นน้ำแข็ง และถูกดูดเข้าไปในคัมภีร์ภูผาสมุทรครึ่งตัว เขาใส่คัมภีร์ภูผาสมุทรเอาไว้ในแหวนมหาวิญญาณ จากนั้นก็เหินไปตรงหน้าเงาดำและใช้วิชาเนตรเทวะลวงตาที่ดวงตาของเงาดำ
พวกของเจียงเจี่ยนทั้งสามคนอยากเข้าไปใกล้ๆ แต่ถูกร่างจิตจำแลงเทพขวางเอาไว้จึงจำเป็นต้องหยุดเสีย
“ท่านคือร่างแยกของผู้อาวุโส หรือว่ากลายร่างมาจากปีศาจชนิดใด” หลินเฮ่าเทียนจ้องร่างจิตจำแลงเทพและถามอย่างสงสัย
ร่างจิตจำแลงเทพย้อนถามด้วยเสียงของเจียงฉางเชิง “แล้วเจ้าคิดว่าเช่นใด” เมื่อได้ยินเสียง หลินเฮ่าเทียนก็ลูบจมูกไม่กล้าถามอีก
เจียงเจี่ยนมองเงาดำที่จับตัวเป็นน้ำแข็งด้วยนัยน์ตาที่มีแววเฝ้าคอย เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป เจียงฉางเชิงคลายวิชาเนตรเทวะลวงตา จากนั้นใช้กระบี่เทพจิตวิญญาณสังหารเงาดำอีกครั้ง ชั้นน้ำแข็งแตกละเอียด เลือดสดกระจายเต็มผืนดิน
ร่างจิตจำแลงเทพมุดตัวเข้าไปในร่างของเจียงฉางเชิงและหายวับไป เจียงฉางเชิงตัดแขนยักษ์ของเงาดำก่อนจากไปโดยไม่ได้ทิ้งคำพูดใดไว้ หายไปที่ขอบฟ้าด้วยความรวดเร็ว
หลินเฮ่าเทียนมองเจียงเจี่ยนและถามว่า “ผู้อาวุโสจะไม่พอใจพวกเราหรือไม่”
เจียงเจี่ยนส่ายหน้ากล่าวว่า “ไม่จำเป็นต้องคิดมาก หากว่าไม่พอใจจริงๆ ก็จะไม่ช่วยพวกเรา ขอเพียงพวกเราสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้เรื่อยๆ และมาปกป้องต้าจิ่งในภายภาคหน้า ท่านผู้เฒ่าจะต้องปีติยินดี”
หลินเฮ่าเทียนคิดว่ามีเหตุผลจึงมองไปยังเงาดำและกล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “รู้สึกว่าเจ้าตัวนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่ากิ้งก่าบินได้ก่อนหน้านี้เสียอีก พวกเราจะต้องก้าวหน้าเป็นคนใหม่อีกคราแล้ว!”
เจียงเจี่ยนพยักหน้า แววตามีประกายเพลิงลุกโชน เพิ่งกลับมาภายในเรือนก็มีข้อความแจ้งเตือนลอยขึ้นมาต่อตาของเจียงฉางเชิง
[ปีไท่เหอที่สามสิบสอง หลินเฮ่าเทียน เจียงเจี่ยน และผิงอัน เกิดไปดึงดูดความสนใจของมารลึกล้ำ มารลึกล้ำเป็นโชคชะตาชั่วร้าย สามารถควบคุมลมเก้าขุมนรกได้ มันต้องการค้นหาเผ่ามนุษย์เพื่อจะได้ยึดครองเผ่ามนุษย์ เคราะห์ดีที่เจ้าลงมือได้ทันกาล จึงตัดเวรกรรมนี้ไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิต เป็นสมบัติอาคม ‘มงกุฎหงส์โบราณเก้าลัญจกร’]
ที่แท้เป็นโชคชะตาชั่วร้ายจริงด้วย! ลมเก้าขุมนรก? ดูทีว่าโลกใต้ดินลึกลับที่เขาได้เห็นมาก่อนหน้านี้ มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเกี่ยวข้องกับเก้าขุมนรก
เจียงฉางเชิงใช้เนตรเทวะลวงตาอ่านความทรงจำของมารลึกล้ำ แม้ดูคล้ายว่ามารลึกล้ำจะมีชีวิตอยู่มาห้าพันปี แต่ประสบการณ์ส่วนมากของมันคือการล่าสัตว์ กินอาหาร และนอนหลับ ทว่ามารลึกล้ำเกิดอยู่ใต้ดิน เป็นมิติใต้ดินที่มืดมนเป็นที่สุด และมีเปลวไฟสีเขียวหลายดวงล่องลอยอยู่ ราวกับเป็นดวงไฟผี
นอกจากเก้าขุมนรกแล้วสิ่งที่ทำให้เจียงฉางเชิงเกิดความระแวงขึ้นมาก็คือครั้งมารลึกล้ำยังเด็กนั้น มันเคยพบกับผู้ลึกลับผู้หนึ่ง ร่างกายผู้ลึกลับนี้มีแสงสีขาวเรืองรอง รูปร่างคล้ายคนแต่ตัวสูงถึงสิบจั้ง
เจียงฉางเชิงเดินเข้าห้องโดยมองผ่านสายตาของไป๋ฉีและจืออู๋จวินไป “ข้าอยากรู้ว่าร่างที่ข้าคิดถึงนี้แข็งแกร่งเพียงใด”
[เกี่ยวพันถึงกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน ไม่อาจพยากรณ์ความสามารถของอีกฝ่ายได้ชั่วขณะ]
เจียงฉางเชิงแอบคิดในใจว่าเป็นดังคาดจริงๆ เคราะห์ดีที่มารลึกล้ำเคยพบกับร่างนั้นแค่ครั้งเดียว และเป็นเพราะสัมผัสได้ว่าร่างนั้นแข็งแกร่งนักมันจึงได้กลายร่างเป็นมนุษย์และเกิดความสนใจเผ่ามนุษย์เป็นอย่างมาก
จากความทรงจำของมารลึกล้ำ เจียงฉางเชิงพบว่าอสูรก็สามารถพูดภาษาคนได้ ยิ่งไปกว่านั้นภาษาของพวกมันก็เหมือนกับภาษาของเผ่ามนุษย์ เมื่ออสูรเติบโตขึ้นถึงระดับหนึ่งก็จะพูดภาษานี้เป็นเอง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เขายิ่งรู้สึกสนใจไท่หวงมากขึ้น
อาจเป็นได้ว่าเผ่ามนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ค้นพบภาษา แต่เป็นกฎเกณฑ์บางอย่าง หรือสิ่งที่มีอยู่บางอย่างในไท่หวงเป็นคนมอบให้ ตามคำบอกเล่าของจืออู๋จวิน เดิมทีเผ่ามนุษย์นั้นก็เกิดมาจากไท่หวง ด้วยภาษานี้ทำให้มารลึกล้ำเคยไปคลุกคลีกับเผ่าของอสูรมามากมาย แต่เจ้าตัวนี้มีนิสัยสันโดษและยังโหดเหี้ยม ชื่นชอบการสังหาร ไม่รู้จักผูกมิตรทำให้มีศัตรูคู่อาฆาตอยู่ทั่วไปในไท่หวง
เจียงฉางเชิงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อีกและเริ่มรับการถ่ายทอดความทรงจำของ มงกุฎหงส์โบราณเก้าลัญจกร
มงกุฎหงส์โบราณเก้าลัญจกร สร้างมาจากปีกของหงส์ในยุคโบราณแรกเริ่ม มีเขตอาคมที่แข็งแกร่งมาก มงกุฎนี้ทั้งสามารถปกป้องเจ้าของของมันและยังสามารถเรียกวิญญาณหงส์โบราณมาต่อสู้ได้ด้วย ทว่าวิญญาณหงส์โบราณนี้กลายร่างมาจากพลังวิญญาณของเจ้าของมัน แม้จะสามารถเพิ่มขึ้นได้แต่ก็ไมอาจเทียบได้กับตัวหงส์โบราณที่แท้จริง
นอกจากนี้เมื่อสวมมงกุฎนี้แล้วสามารถป้องกันการบาดเจ็บจากไฟทุกชนิดในใต้หล้าได้ เทียบได้กับจะปลอดภัยจากเปลวไฟ! เป็นสมบัติอาคมที่ไม่เลวเลย!
เจียงฉางเชิงหยิบมันออกมา ข้างใต้ของมงกุฎนี้เป็นสีเงิน ข้างบนเป็นหยกสลักรูปหงส์สยายปีก พื้นผิวสีเงินซ่อนเส้นลวดลายหลายเส้นเอาไว้ ส่วนปลายปักขนหงส์ยาวไว้หนึ่งขนซึ่งโค้งห้อยลงมาและมีแสงสว่างระยิบระยับสวยสดงดงาม
เจียงฉางเชิงเริ่มหลอมเขตอาคมป้องกันที่อยู่ภายใน เวลาผ่านไปสามวันสามคืนเต็มๆ จึงสำเร็จ เจียงฉางเชิงสวมมงกุฎหงส์โบราณเก้าลัญจกรและรู้สึกได้ว่าตนสามารถสัมพันธ์ปราณวิญญาณฟ้าดินได้มากขึ้น
เขาเดินออกมาจากภายในห้องและมานั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพี ไป๋ฉี จืออู๋จวิน หวงเทียน และเฮยเทียน ต่างมองมงกุฎหงส์โบราณเก้าลัญจกรของเขา
ไป๋ฉีชิงถามก่อนว่า “นายท่าน บนหัวท่านนั้นคือ?”
เจียงฉางเชิงตอบว่า “ข้าสังหารอสูรตนหนึ่งก่อนหน้านี้ จึงได้นำมันมาหลอมสร้างเป็นมงกุฎ”
ไป๋ฉีถามด้วยความอิจฉาว่า “สวยจริงๆ เป็นขนของอสูรชนิดใดกัน”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ย่อมต้องมีเรื่องที่ข้าไม่รู้บ้าง เหมือนกับใจของเจ้าที่ข้ามองไม่ออก”
ไป๋ฉีแสร้งทำเป็นเขินอายก่อนขยับเข้าไปข้างกายเจียงฉางเชิงและขยิบตาให้หนึ่งที ปีศาจสุนัขป่าขยิบตาให้… เจียงฉางเชิงเห็นแล้วรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ จึงผลักมันออกไปทันที
จืออู๋จวินจ้องมงกุฎหงส์โบราณเก้าลัญจกรอย่างมีความคิดบางอย่าง นกที่อยู่ข้างบนนั้นเหมือนหงส์มาก… หรือว่าสิ่งที่มรรคาจารย์สังหารไปก่อนหน้านี้จะเป็นหงส์? นางต้องตกใจกับการคาดเดานี้ ไท่หวงกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต การที่จะมีหงส์ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาด
เจียงฉางเชิงเตรียมตัวจะทุ่มจิตใจทั้งหมดไปกับการบรรลุขั้น จึงไม่ได้นำกรงเล็บของมารลึกล้ำมาหลอมโอสถ
ณ ท้องพระโรงใหญ่แห่งวังหลวงเฟิ่งเทียน เหล่าขุนนางมารวมกัน ทุกคนต่างก้มหน้า บรรยากาศภายในท้องพระโรงตึงเครียดหาใดเปรียบ โอรสสวรรค์หลี่หยาจ้องเหล่าขุนนางด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
“หรือว่าเฟิ่งเทียนของข้าจะไม่สามารถหาผู้มีความสามารถอัศจรรย์ในขั้นถ้ำสวรรค์ได้แม้สักคน”
ขุนนางชราผู้หนึ่งก้าวออกมา “ก่อนนี้ทำได้ แต่เนื่องจากฮ่องเต้พระองค์ก่อนทำศึกกับต้าจิ่งจึงทำให้สูญเสียทหารและนายทัพไป รวมทั้งทำลายบารมีของเฟิ่งเทียนไปด้วย ยามนี้เฟิ่งเทียนยากจะทาบทามผู้แข็งแกร่งเช่นนั้นมาได้แล้ว ฝ่าบาท แม้ว่าจะก่อตั้งตำหนักศักดิ์สิทธิ์หมื่นปีศาจได้ไม่นาน แต่จอมปีศาจที่เป็นผู้ก่อตั้ง เกรงว่าแม้จะเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์หกก็ยังไม่อาจต้านทานได้”
“ส่วนราชอาณาจักรอื่นๆ อีกสามแห่งก็จะต้องรู้ข้อนี้ จึงได้เอาแต่หลบเลี่ยง ตามความเห็นของกระหม่อมนั้น เฟิ่งเทียนทำได้เพียงกลายเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาในอาณัติของราชอาณาจักรที่แข็งแกร่งอื่นๆ จึงจะมีโอกาสรอดบ้างพะยะค่ะ”
ขุนนางชราคนก่อนหน้าพูดต่อว่า “เข้าสวามิภักดิ์กับราชอาณาจักรชางไห่ ราชสำนักของราชอาณาจักรชางไห่เคยเข้าร่วมศึกใหญ่ระหว่างอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์และเผ่าปีศาจ ทั้งมีอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่จะกลับมาด้วย ราชวงศ์ชางไห่จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของพวกเรา”
“ทูลฝ่าบาท พวกเราสามารถไปราชอาณาจักรไห่โยวได้พะยะค่ะ ราชอาณาจักรนี้ทรงอิทธิพลมาสี่พันปี มีรากฐานที่แน่นหนาที่สุด”
“ทูลฝ่าบาท มิสู้ไปฟ้าไพศาล แม้ว่าฟ้าไพศาลจะอยู่ห่างจากพวกเราค่อนข้างไกลแต่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่นัก และมีความมุ่งมั่นที่จะเลื่อนขั้นเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ด้วยพะยะค่ะ”
“ทูลฝ่าบาท เหตุใดไม่เข้าสวามิภักดิ์กับต้าจิ่ง มิใช่ว่าพระองค์ทรงเคยพบกับมรรคาจารย์แล้วหรอกหรือ ต้าจิ่งปฏิบัติต่อคนอย่างมีมนุษยธรรมยิ่ง เมื่อเราติดตามราชอาณาจักรเช่นนี้ ประชาของเฟิ่งเทียนจึงจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น”
ต่างคนต่างแย่งกันพูดภายในท้องพระโรงเสียงเอะอะนักหนา ทว่าสายตาของหลี่หยายังคงจ้องอยู่ที่ขุนนางผู้เสนอให้เขาสวามิภักดิ์กับต้าจิ่ง