เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 245-247
สิ่งมีชีวิตที่ครอบครองพลังแห่งฟ้าดินมาตั้งแต่กำเนิด เรียกกันว่าอสูรโชคชะตา!
พอฟังคำอธิบายของจือจวินจบ เจียงฉางเซิงก็เริ่มคาดหวังให้พวกเจียงเจี่ยนสามคนพบอสูรโชคชะตามากกว่านี้ หากเป็นเช่นนั้นคัมภีร์ภูผาสมุทรก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หากครอบครองอสูรโชคชะตาได้มากพอ บางทีคัมภีร์ภูผาสมุทรอาจควบคุมพลังงานในโลกแห่งยุทธ์ได้ก็เป็นได้
ต่อจากนั้น เจียงฉางเซิงก็เริ่มรับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับวิชามหาน้ำแข็งผนึกเทพ
วิชามหาน้ำแข็งผนึกเทพ เป็นดังนามของมัน มันคือพลังอภินิหารสายผนึก ธาตุน้ำแข็งที่แข็งแกร่งมากชนิดหนึ่ง ยามแข็งแกร่งที่สุดสามารถแช่แข็งได้แม้กระทั่งโลก แช่แข็งคนจนตายแล้วผนึกดวงวิญญาณของเขาไว้ภายในร่าง ไม่ให้เขาได้ผุดได้เกิดอีกก็ยังได้ เมื่อถูกผนึกแล้ว ไม่ว่าประสาทสัมผัส ญาณสัมผัส จิตสัมผัสใดๆ ล้วนไม่อาจสืบเสาะหาพบ มันแข็งแกร่งยิ่งนัก
เจียงฉางเซิงรับถ่ายทอดความทรงจำเสร็จก็ยังไม่ฝึกมันทันที แต่เขาเดินไปหน้าเตาหลอมโอสถแล้วเอาเนื้อชิ้นหนึ่งออกมาโยนเข้าไปในเตาหลอมโอสถก่อน นั่นคือเนื้อชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งจากมังกรน้ำกิเลนแห่งไท่หวง เขาอยากลองดูว่าเนื้อชิ้นนี้จะทำให้โอสถล้างไขกระดูกที่เขาหลอมแข็งแกร่งขึ้นได้หรือไม่
สามวันให้หลัง เจียงเจี่ยนที่อยู่ไกลออกไปในดินแดนอันรกร้างลืมตาขึ้น เขาเปิดดวงตาที่สาม เวลานี้ตรงขอบดวงเนตรมหามรรคาของเขามีเปลวเพลิงเส้นน้อยวนล้อมรอบอยู่ ทำให้เขาแลดูประหนึ่งเทพอัคคีมาเยือนโลก
หลินเฮาเทียนขยับเข้ามาหาแล้วถามว่า
“เป็นเช่นไรบ้าง”
เจียงเจี่ยนมองสองมือของตนเองแล้วตอบว่า
“พลังโชคชะตาของมันมหาศาลยิ่งนัก พลังส่วนมากถูกเก็บไว้ในดวงตาของข้าชั่วคราว ต้องใช้เวลาค่อยๆ เอาพวกมันมาหล่อหลอมร่างกายของข้า แต่ข้าสัมผัสได้วาพลังแห่งโชคชะตาของข้าเปลี่ยนไป ข้าเริ่มจะควบคุมพลังงานบางอย่างได้ พลังงานที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับเปลวเพลิงของชีพจรปฐพี”
หลินเฮาเทียนหัวเราะ
“เรื่องดีนี่ ถ้าเช่นนั้นหลังจากนี้ข้าดูดซับโลหิตกับลมปราณ เจ้าดูดซับพลังแห่งโชคชะตา พี่ใหญ่ผิงอันกินเนื้อ ไม่มีผู้ใดขาดทุน ทุกคนมาแข็งแกร่งขึ้นด้วยกัน”
เจียงเจี่ยนพยักหน้า ใบหน้าเผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา ในที่สุดเขาก็หาหนทางอีกเส้นที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วพบแล้ว
“แต่เจ้าตัวนี้ดูแตกต่างจากสัตว์อสูรตัวอื่นอยู่นะ สัตว์อสูรที่เคยเจอก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีพลังโชคชะตา”
เจียงเจี่ยนเอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิด
หลินเฮาเทียนโบกมือบอกว่า
“หลังจากนี้ต้องได้เจออีกแน่ ไม่มีทางมีมันตัวเดียวที่มีพลังแห่งโชคชะตาหรอก”
‘ก็ใช่’
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น เจียงฉางเซิงจับจ้องไปที่ไป๋ฉีเขม็ง มู่หลิงลั่ว จือจวิน เยี่ยสวินตี้กับเทพกระบี่ก็เช่นเดียวกัน ไป๋ฉีหมอบอยู่บนพื้น กำลังอดทนอย่างยากเย็น มันกินโอสถล้างไขกระดูกที่เจียงฉางเซิงหลอมออกมาใหม่ลงไปและกำลังเผชิญกับฤทธิ์ของยาอยู่
ไป๋ฉีถูกสายตาของทุกคนจับจ้องก็ยิ้มเจื่อน
“แม้จะรู้สึกแย่อย่างยิ่ง แต่ความจริงข้ารู้สึกได้นะว่าเส้นเอ็นกับกระดูกกำลังวิวัฒน์ นายท่าน โอสถนี้สำเร็จแล้ว”
เจียงฉางเซิงติงว่า
“ขนาดเจ้ายังทรมานถึงเพียงนี้ โอสถนี้ ผู้ที่อยู่ต่ำกวาระดับเทวชนจะบุ่มบ่ามใช้ไม่ได้”
ไป๋ฉีฉีกยิ้ม
“นายท่านตั้งนามให้มันเถิด”
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบ
“โอสถล้างไขกระดูกมังกรน้ำกิเลน”
ทุกคนเริ่มใคร่ครวญนามนี้ ดูท่าเนื้อลึกลับที่เจียงฉางเซิงใส่เข้าไปก่อนหน้านี้คงจะเกี่ยวข้องกับมังกรน้ำกิเลนสินะ เจียงฉางเซิงมอบโอสถล้างไขกระดูกมังกรน้ำกิเลนให้ทุกคนที่อยู่ในเรือนคนละเม็ด โอสถนี้มีฤทธิ์ช่วยหล่อหลอมกายาไม่ว่าจะเป็นร่างกายของระดับขั้นใดทั้งสิ้น แต่ยิ่งร่างกายคุณสมบัติแย่เท่าใด มันก็จะเห็นผลมากขึ้นเท่านั้น
เขาหลอมโอสถต่อ หลังจากใส่สมุนไพรทั้งหมดลงไปเสร็จแล้ว เขาก็ควบคุมไฟอย่างดี หลังจากนั้นจึงหลับตาลงฝึกวิชา เขาตั้งใจจะหลอมโอสถล้างไขกระดูกมังกรน้ำกิเลนออกมาอีกชุดเพื่อมอบให้อารามมังกรผงาดกับเจียงเซ่อ ช่วยให้ราชสกุลเจียงกับอารามมังกรผงาดแข็งแกร่งขึ้นอีก แม้ผู้คนมากมายในใต้หล้าล้วนเป็นผู้ศรัทธาของเขา แต่เขาก็แบ่งแยกญาติมิตรสนิทกับคนห่างไกลอยู่ดี
นับตั้งแต่ทวีปชีพจรมังกรย้ายมาอยู่ที่ไท่หวง ต้าจิ่งกับดินแดนใต้ปกครองทั้งหลายก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่พัฒนาวิถียุทธ์ได้อย่างเร็วไว เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องศัตรูจากภายนอก สิ่งที่ต้องทำมีเพียงการบุกเบิกดินแดนรกร้างกับทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนเท่านั้น
เวลาห้าปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว จวนยุทธ์ของต้าจิ่งกระจายอยู่ทั่วใต้หล้า ดินแดนใต้ปกครองแต่ละแห่งล้วนมีจวนยุทธ์ บนแผ่นดินต้าจิ่งมีค่ายกลเคลื่อนย้ายมากกว่าหนึ่งหมื่นค่ายกล ต้องขอบคุณภูเขาแร่ของไท่หวงที่มีศิลามิตินับไม่ถ้วน แต่ใกล้ๆ กับหินแร่ชนิดนี้มักมีสัตว์อสูรขั้นถ้ำสวรรค์ปกป้องอยู่เสมอ จึงทำให้มีเพียงต้าจิ่งที่เก็บพวกมันมาได้ พวกมันจึงกลายเป็นทรัพยากรสำคัญทางยุทธศาสตร์
ภายในห้าปีนี้เจียงฉางเซิงยังคงรักษาความถี่ประทับร่างผู้ศรัทธาเพื่อช่วยพวกเขาให้พ้นภัยเดือนละหนึ่งครั้ง สิ่งนี้ทำให้ผู้ศรัทธาของเขาเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาเสียดายก็คือพวกเจียงเจี่ยนสามคนไม่พบอสูรโชคชะตาอีกเลย เจียงฉางเซิงจึงไม่มีโอกาสได้รับรางวัลรอดชีวิตอีก สิ่งที่ควรค่าเอ่ยถึงอย่างหนึ่งก็คือ ลมปราณของเจียงเจี่ยนกับหลินเฮาเทียนแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจียงเจี่ยน เขาอาศัยพลังโชคชะตาจากมังกรน้ำกิเลนแห่งไท่หวงมาหล่อหลอมร่างกาย จนเขาใกล้ขั้นถ้ำสวรรค์อย่างยิ่งแล้ว มีโอกาสมากที่จะพลิกกลับมาแซงหน้าหลินเฮาเทียน เมื่อดูเช่นนี้แล้ว พลังโชคชะตาของอสูรโชคชะตามีค่ามากยิ่งกว่าโลหิตและลมปราณของมันเสียอีก เจียงเจี่ยนเริ่มควบคุมเพลิงปฐพีได้ขั้นต้นแล้ว ขอเพียงต่อสู้ในสถานที่ซึ่งมีภูเขาไฟ หรือปราณวิญญาณยุทธ์ธาตุไฟ พลังของเจียงเจี่ยนก็จะเพิ่มขึ้นทบทวีเป็นเท่าตัว การเติบโตของเขาทำให้เจียงฉางเซิงเบิกบานใจมาก
ปีไท่เหอที่ยี่สิบเจ็ด ต้นเดือนห้า เจียงเช่อเดินทางเยี่ยมเยียนเจียงฉางเซิง
“โอสถล้างไขกระดูกมังกรน้ำกิเลนที่ท่านมอบให้ยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่ว่าผู้ใดกินเข้าไป ร่างกายล้วนวิวัฒน์ นับจากนั้นยามฝึกยุทธ์ หนึ่งวันกำลังภายในก้าวหน้าพันลี้ สิ่งนี้ช่วยทำให้ราชสกุลเจียงแข็งแกร่งมากยิ่งนัก แล้วยังทำให้ตระกูลทั่วทุกสารทิศทั้งอิจฉาและหวั่นเกรงอีกด้วย”
เจียงเช่อลูบหนวดคลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดียิ่ง เรื่องการถวายโอสถถูกเล่าลือไปทั่วแล้ว ตัวเขาเองก็จงใจไม่ปิดบังเรื่องนี้เพื่อข่มขวัญตระกูลและสำนักในยุทธภพเหล่านั้น แล้วมันก็ได้ผลมากจริงๆ ด้วย
เจียงฉางเซิงหลอมโอสถล้างไขกระดูกมังกรน้ำกิเลนขึ้นมาทั้งหมดหนึ่งหมื่นเม็ด แต่ยังใช้กรงเล็บของมังกรน้ำกิเลนแห่งไท่หวงหมด กรงเล็บนั้นถูกผนึกแช่แข็งอยู่ในโลกมรรคา หลังจากนี้อาจยังใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก
เยี่ยสวินตี้มองสำรวจเจียงเช่อแล้วถามว่า
“โอรสสวรรค์ ปีนี้เจ้าอายุเท่าใดแล้ว”
เจียงเช่อคลี่ยิ้มตอบว่า
“แปดสิบเอ็ดปี”
เยี่ยสวินตี้ถอนหายใจ
“ดูท่าขีดจำกัดอายุขัยของเจ้าจะยังมาไม่ถึงสินะ เลือดลมยังดีอยู่เช่นเดิม”
เจียงเช่อยิ้มกว้างกว่าเดิม เขาตอบว่า
“ถูกต้อง บางทีเราอาจมีชีวิตอยู่เกินหนึ่งร้อยปีก็ได้ ดูท่าไท่หวงจะเป็นดินแดนแห่งโชคลาภจริงๆ”
คนอื่นๆ ล้วนดีใจกับเขา เจียงฉางเซิงก็เช่นกัน จือจวินคาดเดาว่า
“บางทีปราณวิญญาณยุทธ์ในไท่หวงอาจเป็นเพียงสาเหตุหนึ่ง ยังมีอีกสาเหตุหนึ่ง นั่นก็คือจอมปีศาจที่อยู่ใต้ชีพจรมังกรจากไปแล้ว แต่เดิมที่โอรสสวรรค์ของราชวงศ์แห่งโชคชะตามีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินร้อยปี อาจเป็นเพราะจอมปีศาจส่งผลกระทบต่อพลังโชคชะตาของต้าจิ่ง แต่ยามนี้พลังโชคชะตาของต้าจิ่งนับว่าฟื้นกลับมาเป็นปกติแล้ว”
ทุกคนรู้สึกว่าคำอธิบายของนางมีเหตุผล เจียงเช่อดีใจยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่าได้ปลดภาระชิ้นสุดท้ายลงจากบ่า ชั่วขณะนั้น บรรยากาศภายในเรือนครึกครื้นยิ่งกว่าเก่า เจียงเช่ออยู่ที่นั่นสามชั่วยามจึงจากไป แม้ต้าจิ่งจะไร้ศัตรู แต่ยังมีงานให้จัดการอีกมากมาย ฎีกาที่เขาต้องอ่านมีมากเสียยิ่งกว่าก่อนเดินทางมาไท่หวงเสียอีก โชคยังดีที่ทุกสิ่งยังอยู่ในการควบคุมของเขา
แผ่นดินต้าจิ่งในวันนี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ครึ่งปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ประหลาดของพลังโชคชะตาเกิดขึ้นเกินสิบครั้งในแต่ละวัน นั่นหมายความว่าแต่ละวันมีขั้นกายาทองคำถือกำเนิดขึ้นมาอย่างน้อยสิบคน ไม่แน่บางคนอาจระดับขั้นสูงกว่านั้น ต้าจิ่งกลืนกินพลังโชคชะตาของดินแดนใต้ปกครองทั้งหลายมาจนมูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของต้าจิ่งเกินหนึ่งร้อยล้านแล้ว
เจียงฉางเซิงนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ พลางเปิดแต้มเซ่นไหว้ของตนเองมาตรวจดู
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 3,643,327,701 แต้ม]
แต้มเซ่นไหว้สามพันหกร้อยล้านแต้ม!
ณ ตอนนี้ความเร็วที่แต้มเพิ่มขึ้นยังไม่นับว่าช้า สิ่งนี้ทำให้เจียงฉางเซิงตั้งตาคอยการเลื่อนขั้นครั้งต่อไปมากกว่าเดิม การเลื่อนขั้นหนก่อน เขามีแต้มเซ่นไหว้เพียงยี่สิบล้านแต้ม แต่ยามนี้มันเพิ่มขึ้นหลายเท่าถึงเพียงนี้ น่าจะเลื่อนขั้นสำเร็จอย่างง่ายดายแล้วมิใช่หรือ พอคิดได้เช่นนี้ หัวใจของเจียงฉางเซิงก็เบิกบานใจอย่างยิ่ง ย้ายมาไท่หวงเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดเหลือเกินจริงๆ!
ทุกคนในต้าจิ่งรวมไปถึงตัวเขาล้านวาดหวังกับอนาคตไว้อย่างเต็มเปี่ยม เจียงฉางเซิงเข้าใกล้การเลื่อนขั้นครั้งต่อไปมากขึ้นทุกที เขาสัมผัสได้อยางชัดเจนวาผลมรรคากำลังสุกงอมได้ที่ และกำลังจะได้ต้อนรับกระบวนการวิวัฒน์
ทะเลสวรรค์ ตั้งอยู่ทางใต้ของมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง หลังจากทวีปชีพจรมังกรเชื่อมสนิทกับไท่หวง ทะเลสวรรค์ก็กลายเป็นอ่าวที่ใหญ่ที่สุดของต้าจิ่งและดินแดนใต้ปกครอง แม้ไท่หวงจะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ แต่ทรัพยากรในทะเลก็มีอยู่ไม่น้อย ทะเลสวรรค์กลายเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของหอการค้าทั้งหลาย
วันนี้ประมุขจวนมังกรจำแลง จูเทียนจื้อพาผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์สามคนเหาะมาอย่างรวดเร็ว เมื่อหลายปีก่อนเจียงฉางเซิงเข้าฝันชี้ทิศทางให้เขา ทำให้เขาประหยัดเวลาไปมาก ถึงอย่างนั้นการพบเจอสัตว์อสูรทะเลมากมายกับระยะทางอันไกลโพ้นก็ทำให้พวกเขาเพิ่งเดินทางมาถึงเอาวันนี้
“ท่านประมุข นั่นคือทะเลสวรรค์หรือ”
ผู้ฝึกยุทธ์จวนมังกรจำแลงคนหนึ่งถามออกมาอย่างอดไม่ได้ พวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นขั้นถ้ำสวรรค์สามขึ้นไปด้วย สายตาย่อมเหนือกว่าคนธรรมดา
หมู่เกาะทางใต้สุดของทะเลสวรรค์ล้วนมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ยิ่งมีท่าเรือที่เป็นเอกลักษณ์เพิ่มเข้าไป พวกเขาย่อมจดจำได้อย่างแม่นยำ
จูเทียนจื้อข่มกลั้นความตื่นเต้นยินดีแล้วเอ่ยว่า
“ไม่ผิดแล้ว สิ่งที่มรรคาจารย์พูดเป็นความจริง คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะย้ายทวีปชีพจรมังกรกับทะเลสวรรค์มาจริงๆ น่าละอายใจนัก พวกเรากลับไม่ได้ทำคุณประโยชน์ให้เลย”
สามคนที่เหลือตกตะลึงในทันที พวกเขาจินตนาการอภินิหารของมรรคาจารย์ไม่ออกสักนิด
คนหนึ่งในนั้นกล่าวว่า
“ท่านประมุข ความจริงพวกเราก็ไม่นับว่าไร้ผลงาน แดนสมุทรและเส้นทางที่พวกเราเดินทางผ่านล้วนถูกพวกเราบันทึกเอาไว้หมดแล้ว หลังจากนี้เมื่อต้าจิ่งแข็งแกร่งขึ้นย่อมบุกลงใต้ นี่ไยมิใช่คุณงามความชอบอย่างหนึ่งกันเล่า”
จูเทียนจื้อพยักหน้า
“เจ้าพูดมีเหตุผล กลับไปดูที่จวนมังกรจำแลงก่อนเถิด”
พวกเขาไม่รู้เลยว่าต้าจิ่งที่กำลังจะได้พานพบจะทำให้พวกเขาตกตะลึงยิ่งกว่านั้นเสียอีก
ปีไท่เหอที่ยี่สิบแปด กลางหมู่ขุนเขา เจียงเจี่ยนกำลังนั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ รอบกายมีกระแสลมแรงรายล้อม หอบพัดปราณวิญญาณยุทธ์ที่ลอยล่องอยู่ระหว่างฟ้าดิน หลินเฮาเทียนกับผิงอันยืนกินเนื้อย่างอยู่ไม่ไกลนัก หลินเฮาเทียนหันไปมองเจียงเจี่ยนด้วยสีหน้าคาดหวัง เจียงเจี่ยนเลื่อนขั้นแล้ว อีกฝ่ายเหยียบเข้าสู่ขั้นถ้ำสวรรค์ก่อนเขาก้าวหนึ่ง
แม้เป็นเช่นนี้ อีกฝ่ายก็ยังใช้พลังโชคชะตาจากมังกรน้ำกิเลนแห่งไท่หวงไม่หมด!!
หลินเฮาเทียนไม่สะเทือนใจเท่าใดนัก เพราะตัวเขาเองก็ใกล้จะเลื่อนขั้นมากแล้วเหมือนกัน คุณสมบัติร่างกายที่พิเศษของเขาทันให้ทุกครั้งที่เขาเลื่อนขั้นจะต้องสั่งสมกำลังภายในมากกว่าคนขั้นเดียวกันมากเสมอ นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขามีความสามารถมากพอจะต่อสู้ข้ามระดับขั้นได้ เมื่อเจียงเจี่ยนเลื่อนขั้นลุล่วง ตัวเขาก็น่าจะเลื่อนขั้นเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างผลัดกันปกป้องกันพอดี
ผิงอันสติปัญญาต่ำเตี้ย เขาจึงไม่รู้สึกอะไรกับการเลื่อนขั้นของสหายทั้งสองคนมากนัก สิ่งที่เขาจดจ่ออยู่กับมันก็คือเนื้อย่างเช่นเดิม
เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป ระหว่างที่พลังปราณของเจียงเจี่ยนเพิ่มขึ้นพรวดพราดจนสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน เขาก็เข้าสู่ขั้นถ้ำสวรรค์อย่างสมบูรณ์ ภาพจำลองถ้ำสวรรค์ก่อตัวด้านหลังร่างของเขา มันเป็นโลกที่มีภูเขาไฟและธารลาวากระจายอยู่ทั่วผืนแผ่นดิน เมฆสีดำทะมึนแลดูอึมครึมอย่างยิ่ง ดูคล้ายสนามรบในยุคโบราณ ดวงตาที่สามกลางหว่างคิ้วของเขาลุกเป็นไฟ ทำให้เขายิ่งน่าเกรงขามนัก
หลินเฮาเทียนสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันแข็งแกร่งของเขา ก็ดีใจแทนเขาจากใจจริง
ในเวลาเดียวกันนี้ บนทวีปที่ห่างไกลจากพวกเขาแสนไกลแห่งหนึ่ง รอยแยกอันน่าหวาดกลัวกว้างนับพันจั้งเส้นหนึ่งกำลังผ่าแผ่นดินออกเป็นสอง มันดูราวกับหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้น ปราณเย็นอันหนาวเยือกแผ่ออกมาจากในรอยแยก ขณะที่เสียงลมหายใจหนักอึ้งสะท้อนก้องเบาๆ กรงเล็บสีดำที่มีผลึกน้ำแข็งสีเลือดฝังอยู่ข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นมาจากรอยแยก มันเกาะอยู่บนหน้าผา คล้ายสัตว์ยักษ์ลึกลับกำลังจะปีนขึ้นมาจากใต้พสุธา น่าพรั่นพรึงยิ่งนัก
“ช่างเป็นกลิ่นที่น่าอร่อยนัก… ผู้ใดมากันนะ…”
เสียงแหบพร่าฟังดูแก่ชราเสียงหนึ่งสะท้อนก้องไปทั่วฟ้าดิน ไม่ทันไรหลังจากนั้นทั้งทวีปก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
นายท่านป๋ายกำลังฝึกกำลังภายในอยู่บนหน้าผา ประกายแสงเจ็ดสีผลุบโผล่รอบกายเขา
บุรุษสวมหน้ากากโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าด้านหลังเขาแล้วคุกเข่ารายงานว่า
“นายท่าน พลังของเจ็ดจอมปีศาจฟื้นกลับมาเป็นส่วนมากแล้ว กลียุคระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจกำลังจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ โชคยังดีที่จอมราชันเผ่าปีศาจกับกองทัพปีศาจของมันยังไม่โผล่มา ตอนนี้มีแต่เจ็ดจอมปีศาจที่ออกมาอาละวาด”
นายท่านป๋ายไม่ลืมตาและไม่ตอบอะไร บุรุษสวมหน้ากากอดไม่ไหวถามขึ้นมาว่า
“นายท่าน เหตุใดจอมราชันเผ่าปีศาจจึงไม่ฉวยโอกาสนี้ทำลายล้างเผ่ามนุษย์เสียเล่า”
นายท่านป๋ายตอบว่า
“หลังจากศึกกับอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ จอมราชันเผ่าปีศาจก็บาดเจ็บหนัก อีกอย่างศัตรูของเผ่าปีศาจหาใช่เผ่ามนุษย์ไม่ หลังจากเจ็ดจอมปีศาจฟื้นคืนชีพพวกมันจะต้องมุ่งชิงตำแหน่งจอมราชันเผ่าปีศาจอย่างแน่นอน การที่เจ็ดจอมปีศาจฟื้นคืนชีพไม่ใช่ความตั้งใจของจอมราชันเผ่าปีศาจ แต่เป็นเพราะพลังโชคชะตาของเผ่าปีศาจเพิ่มพูนมากขึ้น จอมปีศาจจึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง”
บุรุษสวมหน้ากากเอ่ยถามต่อ
“ศัตรูที่ท่านว่าหมายถึงเผ่าสวรรค์หรือ”
“เผ่าสวรรค์เป็นเพียงหนึ่งในนั้น อีกฟากหนึ่งของเผ่าปีศาจยังมีเผ่าพันธุ์อื่นอยู่อีก ลมปราณอันแข็งแกร่งเมื่อหลายปีก่อนก็มาจากหนึ่งในเผ่าพวกนั้น”
นายท่านป๋ายเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งสงบ แต่เมื่อบุรุษสวมหน้ากากถามต่อว่าเป็นเผ่าใด เขากลับไม่ตอบอะไรอีก บุรุษสวมหน้ากากจึงได้แต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เอ่ยว่า
“แม้ยังตามหาต้าจิ่งไม่พบ แต่เกาะจักรพรรดิยุทธ์พบว่าพลังโชคชะตาของต้าจิ่งกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วจนเข้าไปอยู่ในสิบอันดับแรกแล้วขอรับ”
นายท่านป๋ายถามว่า
“เกาะจักรพรรดิยุทธ์ก็ตามหาต้าจิ่งไม่พบรึ”
บุรุษสวมหน้ากากตอบว่า
“รู้แต่ว่าอยู่ทางทิศเหนือ แต่แท้จริงแล้วอยู่แห่งหนใด เกาะจักรพรรดิยุทธ์ไม่แน่ใจ ไม่ว่าอย่างไรพลังโชคชะตาก็ไม่ใช่สิ่งที่เผ่ามนุษย์สร้างขึ้นมา นักปราชญ์จักรพรรดิยุทธ์รู้แต่วิธีสังเกตพวกมันเท่านั้น”
นายท่านป๋ายเอ่ยอย่างเนิบช้า
“ดูท่ามรรคาจารย์จะไม่ไ่ด้หนี แต่เขาค้นพบทวีปแห่งใหม่ ดังเช่นที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เคยค้นพบทวีปทวยเทพเมื่อครานั้น”
บุรุษสวมหน้ากากเข้าใจแล้ว ในใจเกิดความรู้สึกนับถือมรรคาจารย์ เขาเอ่ยต่อว่า
“ขึ้นไปทางเหนือจากทวีปชีพจรมังกร คงจะเป็นแดนสมุทรที่เผ่ามนุษย์ยังไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปแห่งนั้นสินะ”
“เขาคนนั้นจะลงมือเมื่อใด” นายท่านป๋ายเปลี่ยนหัวข้อสนทนามาถามเรื่องอื่นด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้นเล็กน้อย
บุรุษสวมหน้ากากเอ่ยตอบ
“เขาบอกว่าใกล้แล้วขอรับ รอเขาฝึกวิชาเทพสำเร็จจะลงมือกวาดล้างเจ็ดจอมปีศาจอย่างแน่นอน”
นายท่านป๋ายเอ่ยตอบว่า
“จงบอกเขา หากภายในห้าปีเขายังไม่ลงมือ ข้าจะป่าวประกาศการมีอยู่ของเขากับใต้หล้า หลังจากนั้นเขาอย่าหวังว่าจะได้เป็นคนสง่าผ่าเผยอีกเลย”
“พะยะค่ะ!” บุรุษสวมหน้ากากขานรับ แล้วหายตัวไปจากที่เดิม
เดือนเจ็ด ดวงตะวันเจิดจ้าลอยอยู่บนท้องฟ้า คิมหันต์ปีนี้ร้อนระอุกว่าปีกลายเล็กน้อย เจียงฉางเซิงรั้งสายตากลับมา เขาหันไปมองทุกคนที่อยู่ในเรือนแล้วเอ่ยว่า
“เจี่ยนเอ๋อร์กับเฮาเทียนก้าวเข้าสู่ขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว”
เมื่อคำนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนก็หันขวับไปมองเขา
เยี่ยสวินตี้ถามด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
“เร็วถึงเพียงนี้เชียว?”
เทพกระบี่เองก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน เขาเลื่อนขั้นเป็นขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่มีโชคเลื่อนขั้นเป็นขั้นถ้ำสวรรค์สองสักที
เจียงฉางเซิงไม่ปิดบัง เขาเล่าวิธีการที่ทำให้เจียงเจี่ยนกับหลินเฮาเทียนแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วออกมาให้ฟัง เมื่อทุกคนฟังจบก็เงียบกริบ…
‘ดวงตาที่สามที่ดูดซับพลังแห่งโชคชะตาได้… สายเลือดครึ่งปีศาจที่ดูดซับโลหิตกับลมปราณได้… นี่มันไม่ใช่สิ่งที่พยายามแล้วจะได้มาสักหน่อย!’
“ไม่ได้ ข้าต้องออกไปท่องโลกบ้างแล้ว บางทีอาจได้เรียนรู้วิธีอื่นบ้าง” เยี่ยสวินตี้ผุดลุกขึ้นมา
เทพกระบี่ก็ลุกขึ้นตาม ทั้งสองคนจากไปอย่างรีบร้อน
ไป๋ฉีหันไปมองจือจวิน แล้วถามว่า
“เจ้าไม่อยากไปด้วยหรือ”
จือจวินตอบว่า
“ไม่ละ ทรัพยากรของไท่หวงในตอนนี้เทียบกับทวีปทวยเทพก็ไม่ยอดเยี่ยมเท่าไรนักหรอก อีกอย่างข้าใกล้จะก้าวเข้าขั้นถ้ำสวรรค์เจ็ดแล้ว ก่อนสิ้นปีนี้น่าจะเลื่อนขั้นสำเร็จ”
ไป๋ฉีทำท่าเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่พูด สุดท้ายก็เลือกหุบปากเอาไว้
มู่หลิงลั่วหัวเราะ
“ระยะนี้ต้าจิ่งมียอดคนผู้หนึ่งออกล่าสัตว์อสูร แล้วใช้พลังแห่งโชคชะตาหลอมเส้นเอ็นกับกระดูกของสัตว์อสูร อาศัยสิ่งนั้นมาหล่อหลอมร่างกาย ทำให้ได้ครอบครองพรสวรรค์ที่สัตว์อสูรตัวนั้นมี วิธีนี้ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง แม้แต่ท่านปู่ของข้าก็ยังอยากเดินทางไปเยี่ยมเยียนเขาด้วยตนเอง”
สัตว์อสูรล้วนครอบครองความสามารถพิเศษ เพียงแต่สัตว์อสูรส่วนใหญ่ไม่เคยพัฒนาพวกมันอย่างจริงจัง แต่อาศัยร่างกายล่าเหยื่อ ความสามารถเหล่านี้ของพวกมันเกี่ยวข้องกับพลังธาตุและปราณวิญญาณยุทธ์ แต่พวกมันกลับเป็นพลังที่มีพื้นฐานมาจากตัวสัตว์อสูรเอง ไม่เหมือนอสูรโชคชะตาที่หยิบยืมพลังแห่งฟ้าดินมาใช้
ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“ยอดคนผู้นั้นเป็นใครกัน นามว่าอะไรหรือ”
จือจวินส่ายหัว
“ก็กวนทงโยวที่มรรคาจารย์ช่วยไว้ก่อนหน้านี้อย่างไรเล่า แต่เดิมเขาก็เป็นอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์อยู่แล้ว ในต้าจิ่งแห่งนี้หากไม่นับมรรคาจารย์ เขาก็คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เขาล่าสัตว์อสูรมาได้มากกว่า จะคิดวิชายุทธ์ใหม่ขึ้นมาได้ก็ปกติ ดูท่าเขาคงใกล้ก้าวสู่ระดับขั้นที่สูงขึ้นเต็มทีแล้ว”
มู่หลิงลั่วถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“ตอนนี้กวนทงโยวอยู่ระดับขั้นใด” (นางยังไม่เคยพบกวนทงโยวมาก่อน)
“ขั้นถ้ำสวรรค์เก้า”
คำตอบของจือจวินทำให้มู่หลิงลั่วหนังตากระตุก เวลานี้ ความรู้สึกของนางไม่ต่างจากตอนแรกที่หลินเฮาเทียนรู้ว่าต้าจิ่งซ่อนยอดฝีมือเอาไว้เท่าไร
เจียงฉางเซิงเอ่ยปากขึ้นมา
“วิธีนี้ไม่เลวจริงๆ มีส่วนช่วยพัฒนาศาสตร์แห่งยุทธ์ พวกเจ้าลองไปเรียนก็ได้”
มูลค่าของตัวกวนทงโยวเพิ่มขึ้นเร็วยิ่งนัก จากสิบสามล้านเพิ่มเป็นยี่สิบเจ็ดล้าน แล้วยังเพิ่มขึ้นมาภายในห้าปีที่ผ่านมาอีกด้วย ดูท่าวิชายุทธ์ที่เขาสร้างขึ้นมาคงจะมีส่วนช่วยไม่น้อย นอกจากกวนทงโยวกับฉีหยวน ยังมีคนเก่งอีกหลายคนที่สร้างวิชายุทธ์แนวทางใหม่ออกมา เพียงแต่วิชายุทธ์ของพวกเขาสองคนโดดเด่นที่สุด
เจียงฉางเซิงไม่สนใจวิชายุทธ์แนวใหม่เหล่านี้ แต่พวกมู่หลิงลั่วที่มีทางเลือกแค่ฝึกยุทธ์ย่อมลองดูได้ วิถียุทธ์ก็คือการหยิบยืมทุกสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้มาเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย แต่วิถีเซียนสูงส่งกว่านั้น มันคือการบรรลุกฎแห่งฟ้าดิน ทั้งหล่อหลอมร่างกายและหล่อหลอมวิญญาณ พูดให้ง่ายก็คือวิถียุทธ์ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์แห่งโลก แต่วิถีเซียนก้าวข้ามกฎเกณฑ์ ตั้งตนเองเป็นกฎได้ การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในกฎเกณฑ์ แต่การเป็นอมตะกับการแอบสอดส่องสังสารวัฏ หลุดพ้นจากขีดจำกัดของกฎเกณฑ์แล้ว
ระหว่างที่สูดอากาศเข้าไป กายเนื้อของเจียงฉางเซิงถูกปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินบำรุงอยู่ตลอด เขาจึงแข็งแกร่งประหนึ่งสัตว์อสูร นอกจากกายเนื้อ เขายังควบคุมดวงวิญญาณได้ด้วย พลังที่เขาได้มาจากดวงวิญญาณแข็งแกร่งเหนือกว่ากายเนื้อเสียอีก
พอได้ยินเจียงฉางเซิงเอ่ยเช่นนี้ จือจวินก็สนใจวิถียุทธ์ของกวนทงโยวขึ้นมาครามครัน ระยะนี้กวนทงโยวอาศัยอยู่ในเมืองหลวงพอดี สองสาวจึงเดินทางไปเยี่ยมเยียนอีกฝ่ายทันที พวกปีศาจทั้งสามอย่างพวกไป๋ฉีก็อดรนทนไม่ไหว ติดตามไปด้วย ในเวลานั้นภายในเรือนจึงเหลือเจียงฉางเซิงเพียงคนเดียว
เจียงฉางเซิงเริ่มสำรวจดูโลกมรรคา ไป๋หลง อีกาทองสามขา ไท่ซีกับไท่วากำลังพากเพียรฝึกกำลังภายในอยู่ตลอด แต่สัตว์อสูรกับอสูรตนอื่นเกียจคร้านยิ่งนัก เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับระบบความคิดของพวกมัน เพราะพวกมันแข็งแกร่งมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่ด้วยการฝึกกำลังภายใน แต่ด้วยการเติบโตตามธรรมชาติ
‘ผ่านไปอีกระยะหนึ่งน่าจะปล่อยพวกมันออกมาสักสองสามตน เป็นสัตว์เทพให้ต้าจิ่งได้แล้วยังเพิ่มแต้มเซ่นไหว้ได้ด้วย’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า คนย่อมลืมเลือนความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ มักมีคนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักอภินิหารของมรรคาจารย์อยู่เสมอ หากให้ไป๋หลงกับจินอูออกมาปรากฏตัวบนโลกในฐานะสัตว์เทพใต้บัญชาของมรรคาจารย์ เช่นนั้นแต้มเซ่นไหว้ก็ย่อมตกเป็นของเขา นี่ยังเป็นการช่วยให้ต้าจิ่งกับดินแดนใต้ปกครองทั้งหลายกลืนเข้าหากันด้วย เมื่อมีความเชื่อเดียวกันย่อมเข้าใจกันและกันได้ง่ายกว่า ยอมรับกันและกันได้ง่ายกว่า
ครึ่งวันหลังจากนั้นพวกมู่หลิงลั่วก็กลับมาพร้อมกับคัมภีร์ลับที่ศิษย์ของกวนทงโยวคัดลอกให้พวกนางหนึ่งฉบับ วิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์! นามนี้ได้มาเพราะกวนทงโยวได้รับอิทธิพลมาจากเจียงฉางเซิง เขาคิดอยากเป็นเซียนบ้าง จึงใส่คำว่าธรรมเข้าไปด้วย
“ธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ยอดเยี่ยมจริงๆ แล้วยังเหมาะกับการฝึกยุทธ์ที่ไท่หวงมากอีกด้วย หากยังอยู่ที่ทะเลไร้ขอบเขต สัตว์อสูรมีน้อยจะหาพบสักตัวยังยาก แต่อยู่ที่นี่กลับมีเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด อาศัยแค่เรื่องที่คิดวิชายุทธ์นี้ออกมาได้ กวนทงโยวก็เรียกตนเองว่านักปราชญ์ได้แล้ว หลังจากนี้เขาต้องมีตัวตนอยู่ในตำราประวัติศาสตร์นับหมื่นปีอย่างแน่นอน”
จือจวินถอนหายใจ นางรู้สึกนับถือกวนทงโยวจากใจจริง
ไป๋ฉีขยับมาหน้าเจียงฉางเซิงแล้วหัวเราะหึๆ
“นายท่าน กวนทงโยวนึกถึงท่านด้วยละ เขาตั้งใจจะมอบวิชานี้ให้กับจวนยุทธ์ ให้ชาวต้าจิ่งทั้งหมดได้ครอบครองวิชายุทธ์นี้ นี่เป็นการไว้หน้าท่านอย่างแน่นอน”
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า
“คนทั่วหล้าย่อมนาจะนับถือเขาและตอบแทนเขาเอง”
จะรับกวนทงโยวมาเป็นคนของเขาหรือไม่ ไม่แตกต่างอะไรกันอีกแล้ว ในเมื่อกวนทงโยวเดินทางมาต้าจิ่ง ย่อมหมายความว่าเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว อีกไม่นาน เจ้าหมอนี่ต้องเหยียบเข้าขั้นจอมราชันยุทธ์แน่ เขาจะกลายเป็นจอมราชันยุทธ์คนแรกของต้าจิ่ง! แน่นอนว่าไม่นับเจียงฉางเซิง เพราะเขาเป็นผู้ฝึกเซียน ทั้งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพลังโชคชะตาของต้าจิ่งด้วย หลังจากกวนทงโยวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพลังโชคชะตาของต้าจิ่ง พลังโชคชะตาของเขาเพียงคนเดียวก็มีปริมาณเกือบสองในสิบส่วนของทั้งอาณาจักรเลยทีเดียว
ไป๋ฉีหัวเราะ “ท่านกล่าวถูกต้องแล้ว!”
ช่วงเวลาต่อจากนั้นมู่หลิงลั่ว จือจวินไปจนถึงพวกปีศาจทั้งสามตัวก็ร่ำเรียนวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์จนเป็น ต่อมามู่หลิงลั่วก็เตรียมตัวจะกลับไปพาตระกูลมู่ออกไปฝึกปรือฝีมือ เจียงฉางเซิงเห็นด้วย
ปลายปี จือจวินเลื่อนขั้นเป็นขั้นถ้ำสวรรค์เจ็ดบนเขามังกรผงาด เกิดปรากฏการณ์ประหลาดของพลังโชคชะตาในวังหลวง พลังโชคชะตาของนางกลืนเข้ากับต้าจิ่งอย่างเป็นทางการ ช่วยเพิ่มมูลค่าแต้มเซ่นไหว้ให้ต้าจิ่งอีกหลายล้านแต้ม
ในเวลาเดียวกัน โอรสสวรรค์ก็ออกประกาศ บอกกล่าวคุณงามความดีที่กวนทงโยวมีต่อศาสตร์แห่งยุทธ์ให้ทั่วหล้ารับรู้ แล้วแต่งตั้งเขาเป็นปราชญ์ นามนักปราชญ์กวน!
ธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์เผยแพร่ไปทั่วทุกจวนยุทธ์ในใต้หล้า แล้วยังถูกกองกำลังกับตระกูลฝ่ายต่างๆ คัดลอกไปเก็บไว้ มีโอกาสมากที่มันจะกลายเป็นวิชายุทธ์พื้นฐานของต้าจิ่ง ยิ่งมีผู้ฝึกวิชานี้มากขึ้น กวนทงโยวก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังโชคชะตาของตนเองแข็งแกร่งขึ้น ความคิดของเขาปลอดโปร่ง บรรลุสิ่งต่างๆ ง่ายขึ้นอย่างไม่รู้เหตุผล ความรู้สึกนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก เขาตั้งใจเดินทางมาหาเจียงฉางเซิงเพื่อถามข้อสงสัยประการนี้
“นี่ก็คือสิ่งที่ฟ้าดินตอบแทนเจ้า วิชายุทธ์ที่เจ้าสร้าง มีประโยชน์ต่อการพัฒนาของโลกใบนี้ ไม่ใช่เพียงเผ่ามนุษย์ แม้แต่เผ่าอื่นก็น่าจะร่ำเรียนได้ ดังนั้นมันย่อมผลักดันให้เกิดระดับขั้นวิถียุทธ์ที่สูงขึ้นอีก ข้าเรียกหลักเหตุและผลนี้ว่า บุญบารมี”
เจียงฉางเซิงตอบอย่างนิ่งสงบ กวนทงโยวได้ฟังพลันดวงตาเปล่งประกายรู้แจ้ง
จือจวินใคร่ครวญคำว่าบุญบารมีคำนี้ตาม นางถอนหายใจเอ่ยว่า
“เรียกว่าบุญบารมีก็ถูกต้องแล้วจริงๆ มรรคาจารย์ ท่านช่างยอดเยี่ยมจริงแท้ ทั้งมองเรื่องนี้ทะลุปรุโปร่งแล้วยังตั้งนามให้มันด้วย”
ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ช่วยผลักดันให้วิถียุทธ์ก้าวหน้า มีน้อยยิ่งนัก แล้วมีน้อยคนยิ่งกว่าที่จะขบคิดใคร่ครวญจนทราบเรื่องนี้ พวกเขาต่างคิดว่ามันเป็นผลมาจากวิชายุทธ์ของตนเอง คำชมของจือจวินในเวลานี้มาจากใจของนางจริงๆ
เจียงฉางเซิงยิ้มจางๆ นี่ก็แค่บุญบารมีของโลกแห่งยุทธ์เท่านั้นแหละ เทียบกับบุญบารมีของการบำเพ็ญเซียนแล้วยังด้อยกว่ากันไกลนัก วิถียุทธ์แข็งแกร่งอีกเท่าใดก็ทำให้ตนเองแข็งแกร่งได้เท่านั้น แตกต่างจากวิถีเซียนที่สรรค์สร้างสรรพสิ่งได้ ให้กำเนิดโลกได้ สร้างโลกแห่งคนเป็นคนตายและสังสารวัฏได้ ดังนั้นเขาจึงบอกว่าผลตอบแทนของบุญบารมีแตกต่างกันเป็นพันลี้ แต่ไม่ว่าจะว่าอย่างไรกวนทงโยวก็ได้สั่งสมบุญบารมีในทางวิถียุทธ์แล้ว หลังจากนี้การฝึกฝนของเขาคงราบรื่นดังใจยิ่งกว่าเดิม
กวนทงโยวสนทนากับเจียงฉางเซิงเนิ่นนานนัก คำอธิบายเกี่ยวกับบุญบารมีทำให้กวนทงโยวเลื่อมใสเจียงฉางเซิงมากขึ้นอีก เขารู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่เจียงฉางเซิงไม่รู้ ตอนกวนทงโยวจากไป เขาก็กลายเป็นผู้ศรัทธาที่ศรัทธาในตัวเจียงฉางเซิงอย่างแรงกล้าชนิดที่ตายแทนเขาได้ ดังนั้นตอนนี้เจียงฉางเซิงจึงประทับร่างกวนทงโยวเพื่อช่วยมอบพลังให้เขาได้แล้ว
‘ช่างเป็นคนคลั่งไคล้วรยุทธ์เสียจริง!’
เจียงฉางเซิงถอนหายใจในใจ
ในเวลาเดียวกันเขาก็กระจ่างแจ้งเรื่องหนึ่ง กล่าวกันว่าสามพันวิถีสู่มหามรรคา ต่างโลกย่อมมีวิธีฝึกบำเพ็ญต่างกัน บางทีวิถียุทธ์อาจเป็นหนึ่งในสามพันวิถีก็ได้ เพียงแต่วามันถือกำเนิดมาช้ากว่าวิถีเซียนก็เท่านั้น ยามใดก้าวพ้นกฎเกณฑ์แห่งวิถียุทธ์อย่างแท้จริง เขาก็คงนับว่าก้าวสู่วิถีเซียนอย่างแท้จริง
ปีไท่เหอที่ยี่สิบเก้า เป็นฤดูร้อนในอีกปีหนึ่ง
พร้อมการจากไปของมู่หลิงลั่ว เยี่ยสวินตี่ และเทพกระบี่ เรือนพักของเจียงฉางเชิงเงียบเหงาลงอีกครั้ง
ในวันนี้ไป๋ฉี หวงเทียน และเฮยเทียน ต่างแช่ตัวอยู่ในหม้อหลอมโอสถ สามหม้อยาเดือดพล่านจนถึงขั้นมีเปลวเพลิงร้อนบนผิวน้ำ
เจียงฉางเชิงหลอมเปิดกรงเล็บมังกรน้ำกิเลนไท่หวงเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายของปีศาจทั้งสาม และพวกมันจะได้ใช้วิชาฟ้าสำแดงยุทธ์เข้าดูดซับพอดี
ส่วนคนอื่นๆ นั้นเจียงฉางเชิงก็เก็บไว้ให้คนละชุด วันหน้าจะได้ช่วยให้ร่างกายพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นทุกคน
ไป๋ฉีเหมือนกำลังแช่น้ำแร่อยู่ มันทอดถอนใจว่า “กวนทงโยวเก่งกาจเสียจริงๆ วิชานี้ร้ายกาจนัก สบายเหลือเกิน รู้สึกว่าเพียงครู่เดียวข้าก็ได้ลอกคราบแล้ว เยี่ยสวินตี่กับเทพกระบี่ออกเดินทางไปเร็วเกินไป ไม่รู้ว่าจะเสียใจภายหลังหรือไม่”
เจียงฉางเชิงเดินมาตรงหน้าเตาหลอมของจืออู๋จวินและเริ่มเติมน้ำยาให้นาง พลางตอบไปในเวลาเดียวกันว่า “ไม่ต้องคิดแล้ว วิธีนี้แพร่ไปทั่วใต้หล้าแล้วพวกเขาย่อมต้องฝึกได้อย่างแน่นอน”
“ก็จริง” ไป๋ฉีคิดว่ามีเหตุผล
ผ่านไปไม่นาน เจียงฉางเชิงก็ผสมน้ำยาให้จืออู๋จวินเสร็จ จืออู๋จวินกลับรู้สึกค่อนข้างอึดอัดใจและถามว่า “ต้องถอดเสื้อผ้าหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า “ข้าจะสร้างชั้นน้ำแข็งขึ้นมาเพื่อบังให้เจ้าและป้องกันไม่ให้พลังของยากระจายไปด้วย”
มังกรน้ำกิเลนแห่งไท่หวงมีฤทธิ์ร้อนที่รุนแรงมาก การใช้วิชาเทพมหาเยือกแข็งยังสามารถป้องกันไม่ให้ธาตุไฟกระจายออกไปได้ด้วย
จืออู๋จวินพยักหน้า ไป๋ฉีไม่ยอมใจเพราะอยากได้ชั้นน้ำแข็งเหมือนกัน
รวดเร็วจากนั้น ภายในเรือนพักจึงมีปฏิมากรรมน้ำแข็งขนาดยักษ์เพิ่มขึ้นมาสี่ชิ้น
เจียงฉางเชิงกลับมานั่งข้างใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพีอีกครั้งและคิดด้วยความใคร่รู้ว่า “พละกำลังของสัตว์ปีศาจถูกเรียกว่าพลังปีศาจ ส่วนพละกำลังของชาวยุทธ์ถูกเรียกว่าลมปราณ แล้วของสัตว์ดุร้ายเล่า”
ขณะนี้ยังไม่เคยมีคนขบคิดปัญหาข้อนี้ ทว่าโดยมากแล้วสัตว์ร้ายต่างๆ จะไม่ใช้พละกำลังที่แฝงอยู่ในกายแต่จะคุ้นเคยกับการใช้ร่างกายเนื้อหนังเข้าต่อสู้มากกว่า
เจียงฉางเชิงกลับไม่ได้ไปตั้งชื่อให้โดยเฉพาะ เขาเชื่อว่าในไท่หวงจะต้องมีสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งและมีสติปัญญาสูงส่งแฝงตัวอยู่เป็นแน่ นั่นเพราะตอนที่เพิ่งมาถึงนั้นเขาก็พยากรณ์ได้ว่ามีบางสิ่งที่แข็งแกร่งเทียบได้กับจักรพรรดิยุทธ์อยู่ที่นี่
ภายในชั้นน้ำแข็ง จืออู๋จวินดูดซับน้ำยาไปพลางและคิดแผลงๆ ไปพลาง
“ท่านมรรคาจารย์มีอภินิหารกว้างขวางและเขาก็ใช้ลมปราณสร้างชั้นน้ำแข็งนี้ขึ้นมา แล้วเขาจะมองเห็น…”
“คงไม่หรอก ท่านมรรคาจารย์ไม่ใช่คนเช่นนั้น แม้นางมู่มาตั้งนานแล้วก็ยังไม่เคยเห็นเขาแตะต้องนาง เฮ้อ นี่ข้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ช่างไม่รู้จักอายเสียบ้างเลย…”
ไอร้อนอบจนทั้งใบหน้าและลำคอของนางเต็มไปด้วยเหงื่อ ติ่งหูและแก้มแดงระเรื่อ ไม่รู้ว่าเป็นผลของน้ำยาหรือเพราะสาเหตุใดอื่น
หนึ่งเดือนผ่านไป จืออู๋จวินและพวกของไป๋ฉีปีศาจทั้งสามตัวล้วนสามารถควบคุมเปลวเพลิงของมังกรน้ำกิเลนไท่หวงในเบื้องต้นได้แล้ว
ทว่านั่นเป็นแค่เปลวเพลิงจากตัวของมังกรน้ำกิเลนเองเท่านั้น ส่วนเจียงเจี่ยนกลับต่างออกไปเพราะเขายังได้รับคุณสมบัติในการเรียกเพลิงจากผืนดินของมังกรน้ำกิเลนด้วยจึงทำให้ห่างชั้นกันอย่างมาก
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็นับว่าได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของวิชาฟ้าสำแดงยุทธ์แล้ว เพราะร่างกายของพวกนางแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะไป๋ฉีซึ่งมีร่างกายอ่อนด้อย มันรู้สึกว่าสามารถตัดทอนการฝึกฝนอย่างยากลำบากไปได้หลายสิบปีทีเดียว
ไป๋ฉีตื่นเต้นดีใจแทบแย่แล้ว ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าอยากออกไปภายนอกเสียอย่างยิ่ง แต่สุดท้ายแล้วก็ยังสะกดเอาไว้ได้ หากว่าทุกคนจากไปกันหมด แล้วนายท่านจะเหงาหงอยเพียงใด
การได้ติดตามเจ้านายจึงจะได้ประโยชน์ และเจ้านายก็ไม่ได้ขาดแคลนลูกน้องที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่เขาขาดแคลนก็คือลูกสาวช่างเอาใจต่างหาก
หลังจากคิดตกแล้วไป๋ฉีจึงไม่ได้เอ่ยว่าอยากออกไปข้างนอก
กลับเป็นหวงเทียนกับเฮยเทียนที่ส่งเสียงออดอ้อนอยากออกไป เจียงฉางเชิงบอกว่าให้พวกมันไปถึงขั้นจักรวาลก่อนจึงจะปล่อยพวกมันออกไป ทันใดนั้นปีศาจทั้งสองตัวจึงค้นพบเป้าหมายและฝึกวิชาด้วยปณิธานที่เปี่ยมล้น
จืออู๋จวินก็ไม่เลือกที่จะออกไปข้างนอกเช่นกัน แม้วิชาฟ้าสำแดงยุทธ์จะแข็งแกร่งแต่ในสายตาของนางแล้ว การออกไปหาสัตว์ร้ายหรือหลอมแปลงเอ็นกระดูกของพวกมันล้วนต้องการเวลา ซึ่งวิชายุทธ์และคุณสมบัติของนางในเวลานี้สามารถนำมาชดเชยได้อย่างเพียงพอแล้ว
ว่ากันให้ถ่องแท้ วิชาฟ้าสำแดงยุทธ์เหมาะสำหรับคนที่พบกับทางตันหรือคนที่มีคุณสมบัติค่อนข้างอ่อนด้อย แต่เดิมทีคุณสมบัติของร่างกายของนางก็แข็งแกร่งอยู่แล้ว
สามปีผ่านไป
ปีไท่เหอที่สามสิบสอง เรือนพักยังคงสงบผ่อนคลายเช่นเดิม เจียงฉางเชิงบากบั่นฝึกวิชาอยู่ทุกวัน ในที่สุดก็สัมผัสได้ถึงโอกาสที่จะบรรลุขั้นแล้ว
นับๆ ดู ต้าจิ่งมายังไท่หวงได้สิบเก้าปีแล้ว และห่างจากครั้งก่อนที่เขาบรรลุขั้นเป็นเวลาแปดสิบเจ็ดปีผ่านไปแล้ว
เจียงฉางเชิงต้องอดทนมาเนิ่นนานเพื่อการบรรลุขั้นในครั้งนี้ เหตุที่มายังไท่หวงก็ด้วยต้องการมีชีวิตอยู่อย่างราบรื่นจนถึงวันบรรลุขั้น!
ซึ่งเรื่องนี้ได้ประโยชน์จากการที่ไท่หวงมีปราณวิญญาณฟ้าดินมากกว่าทวีปชีพจรมังกรมาก จึงทำให้เขาลดทอนเวลาลงได้ไม่น้อยเลย
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นยืนและเริ่มยืดเส้นยืดสาย
ไป๋ฉีลืมตาขึ้นและถามด้วยความตื่นเต้นว่า “นายท่าน ท่านจะลงมือแล้วหรือ”
หวงเทียน เฮยเทียน และจืออู๋จวินลืมตาขึ้นมองเขาเช่นกัน
เจียงฉางเชิงส่ายหน้าบอกว่า “ลงไม่ลงมือใดกัน ข้าไม่ได้ชื่นชอบการต่อสู้สักหน่อย แค่ยืดเส้นยืดสายเท่านั้น วันนี้ข้าอารมณ์ดีไม่เลวเลย”
ทั้งอารมณ์ดีไม่เลวและยังมายืดเส้นยืดสายด้วย… ดวงตาของไป๋ฉีเป็นประกายทันใดแล้วถามอย่างตื่นเต้นว่า “นายท่านท่านจะผ่านด่านเคราะห์อีกแล้วใช่หรือไม่”
ได้ยินคำ เจียงฉางเชิงก็ปรายตามองมันหนหนึ่ง เหตุใดไอ้เจ้านี่ชอบเดาถูกอยู่เรื่อย วันหน้าต้องห้ามให้มันไปที่ใด หาไม่แล้วหากถูกศัตรูจับได้ต้องเดือดร้อนหนักแน่
จืออู๋จวินตกตะลึง และถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านก็เป็นเซียนแล้วยังสามารถผ่านด่านเคราะห์เพื่อบรรลุขั้นได้อีกหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า “วิถีแห่งการฝึกฝนนั้นไม่มีวันจบสิ้น จงอย่าคิดว่าตนเองไร้เทียมทานแล้วเด็ดขาด”
จืออู๋จวินจดจำไว้มั่นและเลื่อมใสในตัวเจียงฉางเชิงไปพร้อมกัน มิน่าเล่า มรรคาจารย์จึงอยู่แต่บนเขาเรื่อยมา น้อยครั้งนักที่จะลงเขาไปผ่อนคลายจิตใจ นี่ต่างหากจึงคือจิตใจของผู้แข็งแกร่ง แน่วแน่ไม่คลอนแคลน มุ่งมั่นเพื่อแข็งแกร่ง!
แววตาของจืออู๋จวินเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส นางก็จะต้องเป็นเหมือนเจียงฉางเชิงเช่นกัน ต้องทุ่มเทจิตใจในวิถียุทธ์ ไม่รับผลกระทบจากทางโลก เว้นแต่เมื่อเผ่ามนุษย์ต้องการให้นางลงมือ
ในเวลานั้นเอง “ช่างเถิด ข้าขอคืนคำพูดเมื่อครู่นี้ ข้าจะต้องลงมือจริงๆ”
จู่ๆ เจียงฉางเชิงก็พูดออกมา ไป๋ฉีและจืออู๋จวินฟังแล้วต่างเหม่อไปตามกัน หรือต้าจิ่งจะมีภัย?
ก่อนสายัณห์ ขอบฟ้าวุ้งว้างสุดลูกหูลูกตา ข้างแม่น้ำใหญ่สาดซัดรุนแรงสายหนึ่ง เจียงเจี่ยน หลินเฮ่าเทียน และผิงอัน กำลังดื่มน้ำคลายความกระหายกันอยู่
ชาวยุทธ์ไม่อาจอดอาหาร[1] พวกเขาก็ต้องกินต้องดื่ม ต้องขับถ่าย ในสภาวะที่ไม่สามารถกินดื่มได้ลมปราณจะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อได้อีกแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
หลินเฮ่าเทียนล้างหน้าล้างตาแล้วทอดถอนใจว่า “ไอ้เจ้าตัวเมื่อครู่นี้วิ่งเร็วนัก พอมุดลงดินก็หายไปทันใด อยากจะเรียนวิชามุดดินของท่านผู้อาวุโสเสียจริงๆ จะได้ตามมันทัน”
เจียงเจี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นั่นเป็นวิชาอาคมของท่านมรรคาจารย์ มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาเช่นเราจะเรียนได้”
หลินเฮ่าเทียนยิ้มและกล่าวว่า “ข้าก็แค่พูดไปเท่านั้น ท่านผู้เฒ่ามอบวิชายุทธ์ให้พวกเราตั้งมากมายแล้ว ข้าจะหวังมากกว่านี้อีกได้อย่างไร ก็แค่รู้สึกเสียดาย เจ้าตัวนั้นจะต้องมีโชคชะตาเป็นแน่ หากจับมันได้ เจ้าจะต้องแข็งแรงขึ้น ไม่แน่แม้แต่ขั้นถ้ำสวรรค์เก้าก็อาจไม่ไกลเกินเอื้อมด้วย”
เจียงเจี่ยนพยักหน้ากล่าวว่า “มีโชคชะตาจริงดังว่า ข้าสัมผัสได้แล้วทว่าไม่ต้องร้อนใจ โชคชะตาของเจ้าสัตว์ดุร้ายเมื่อหนก่อนยังใช้ไม่หมดเลย”
หลินเฮ่าเทียนเหลือบไปมองดวงตาที่ตั้งบนหน้าผากของเขา แล้วทอดถอนใจว่า “ดวงตาดวงนี้ของท่านทรงอำนาจเสียจริงๆ แม้ข้าจะได้รับการถ่ายทอดจากจักรพรรดิยุทธ์แต่ก็ไม่อาจเทียบเท่าท่าน ข้าสงสัยนักว่าบรรพบุรุษราชสกุลเจียงของท่านคือผู้ใด หรือจะเป็นจักรพรรดิยุทธ์ผู้หนึ่งด้วย บนหน้าผากของโอรสสวรรค์และองค์รัชทายาทก็มีลวดลายเรียวๆ เช่นนี้อยู่เส้นหนึ่ง หรือว่าพวกเขาก็สามารถลืมตานี้ได้ด้วยเช่นกัน”
บรรพบุรุษของราชสกุลเจียงของข้าคือผู้ใด? หากพูดออกไปพวกเจ้าจะต้องตกใจตายแน่!
เจียงเจี่ยนได้อกได้ใจอยู่ในใจ แต่บนใบหน้ากลับพูดเรียบๆ เช่นเมฆบางลมเบาว่า “ความจริงแล้วสิ่งสำคัญคือโชคชะตาสัตว์ร้ายมีความพิเศษ ครั้งข้าอยู่ในต้าจิ่งก็สามารถดูดซับโชคชะตาเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นได้ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นพูดได้เพียงว่าไม่ได้ทำให้การต่อสู้ของข้าด้อยลง แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากโชคชะตาของสัตว์ร้ายนั้นทำให้ร่างกายข้าแข็งแกร่งขึ้นซึ่งเหนือชั้นกว่ามากทีเดียว”
สำหรับทุกคนแล้ว ไท่หวงนับเป็นบุญวาสนาที่ยิ่งใหญ่ รวมทั้งกับตัวเจียงฉางเชิงด้วย
หลินเฮ่าเทียนอดทอดถอนใจไม่ได้ว่า “ผู้อาวุโสช่างเก่งกาจจริงๆ ขนาดเอาแต่นั่งอยู่ที่เขามังกรผงาดก็ยังมาพบไท่หวงได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังยกทวีปมาได้ด้วย อภินิหารของเขาช่างเกินจะคาดคิดได้จริงๆ ไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกเราจะไล่ตามทัน”
เจียงเจี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “มุ่งมั่นเพื่อแข็งแกร่งขึ้น จะต้องสามารถไปถึงระดับขั้นในปัจจุบันนี้ของท่านผู้เฒ่าได้ในอีกไม่ช้าก็เร็ว ส่วนเรื่องไล่ตามนั้นก็ช่างมันเสียเถิด เพราะท่านผู้เฒ่าก็แข็งแกร่งขึ้นทุกวันเช่นกัน”
เนื่องจากรู้ฐานะที่แท้จริงของเจียงฉางเชิง เขาถึงได้รู้ว่าพรสวรรค์ของเจียงฉางเชิงน่ากลัวเพียงใด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงมากที่สุด มรรคาจารย์มีอายุเท่ากับต้าจิ่ง ซึ่งหมายความว่าตอนที่มรรคาจารย์เพิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ก็ไร้เทียมทานในหล้านี้แล้ว… แล้วจะไล่ตามทันได้อย่างไร
เจียงเจี่ยนทอดถอนใจอยู่ในอก เหตุที่เขามีความคิดเช่นนี้ก็เพราะเจียงฉางเชิงไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน จนถึงขั้นที่ไม่เคยมีใครสามารถทำร้ายเจียงฉางเชิงได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงคิดว่าเจียงฉางเชิงไร้เทียมทานมานานมากแล้ว
ในขณะที่คนทั้งสองกำลังทอดถอนใจอยู่นั้นผิงอันก็ร้องขึ้นมาว่า “เย็นเหลือเกิน!”
เมื่อคนทั้งสองตั้งสติกลับมาได้ก็พบว่าผิวหน้าแม่น้ำมีไอเย็นพวยพุ่งขึ้นมา แต่น้ำในแม่น้ำยังคงไหลแรงอยู่ดังเดิม ทั้งสองคนลุกขึ้นมาทันทีแล้วมองไปทั่วทิศด้วยความระแวดระวังตัว
“พวกเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์ใดกัน” เสียงแหบพร่าและแก่ชราเสียงหนึ่งดังสะท้อนไปทั่วฟ้าดิน ทำให้ไม่อาจแยกแยะได้ว่าเสียงมาจากที่ใด
หลินเฮ่าเทียนถามเสียงดังไปว่า “ผู้ใดกันเหตุใดจึงไม่ยอมเปิดเผยโฉมหน้าออกมา”
เมื่อเสียงหยุดลง เงาดำเงาหนึ่งก็ลงมาจากฟ้าและร่อนลงยังอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ ร่างนั้นมีไอสีดำพันอยู่รอบตัว รูปร่างเหมือนคนแต่มองใบหน้าได้ไม่ชัดเจน สิ่งที่ดึงดูดสายตาของพวกหลินเฮ่าเทียนทั้งสามคนที่สุดก็คือมือคู่นั้นของมัน หรือพูดให้ถูกต้องก็คือเป็นกรงเล็บคู่นั้น
“ข้าอยู่ที่ไท่หวงมาห้าพันปีแล้วไม่เคยพบเห็นเผ่าพันธุ์เช่นพวกเจ้ามาก่อน บอกข้ามา พวกเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์ใด” น้ำเสียงเฒ่าชรานั้นยังคงไม่เปลี่ยนไปทำให้ฟังไม่ออกว่ากล่าวออกมาด้วยอารมณ์เช่นใด
เจียงเจี่ยนชิงถามก่อนว่า “มาถามพวกข้า เจ้าก็ต้องบอกเผ่าพันธุ์ของเจ้ามาก่อนกระมัง”
เงาสีดำลึกลับนั้นตอบว่า “ข้าไม่มีเผ่าพันธุ์ ข้าเกิดมาเพียงลำพัง ข้าก็อยากสร้างเผ่าพันธุ์แต่ไม่รู้ว่าควรสร้างเผ่าพันธุ์เช่นใดดี มิสู้ใช้ร่างกายของพวกเจ้าเป็นอย่างไร ลมหายใจของพวกเจ้าช่างเลิศรสเหลือเกิน ทำให้ข้าอยากกินพวกเจ้านัก รีบบอกข้ามาพวกเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์ใด แล้วเผ่าของเจ้าอยู่ที่แห่งใด”
คำพูดของเขาทำให้หลินเฮ่าเทียนและเจียงเจี่ยนพากันขนลุก อยู่มาห้าพันปีแล้ว หนำซ้ำยังอยากจะสร้างเผ่าพันธุ์ขึ้นมาด้วย เช่นนั้นมันจะแข็งแกร่งเพียงใด
ในขณะที่พวกเขากำลังจะตอบ ตรงเบื้องหน้าก็จับตัวกันเป็นร่างสีน้ำเงินร่างหนึ่ง เมื่อเห็นร่างนี้ พวกเขาก็โล่งอกในทันที ร่างจิตจำแลงเทพ!
“แล้วเจ้าคือผู้ใดอีก” ร่างสีดำนั้นจ้องร่างจิตจำแลงเทพพลางถามอย่างสงสัย
ร่างจิตจำแลงเทพพูดออกมาด้วยเสียงของเจียงฉางเชิงว่า “คนทั้งสามนี้ให้เจ้าแตะต้องไม่ได้ ขอเตือนให้เจ้าไปเสีย หาไม่แล้วจะทำให้เจ้าอยู่มาเปล่าๆ ปลี้ๆ ห้าพันปี”
อีกฝ่ายมีมูลค่ามากกว่าร้อยล้านซึ่งเทียบได้กับเจ้าปีศาจทีเดียว นับว่าแข็งแกร่งมากจริงๆ แต่ก็ยังไม่อยู่ในสายตาของเจียงฉางเชิงอยู่ดี
เจ้าตัวแสบสามคนนี้ก็รู้จักไปจริงๆ ที่นี่อยู่ห่างไกลจากมหาอาณาจักรเทียนจิ่งตั้งเท่าใด
เจียงฉางเชิงแอบทอดถอนใจเงียบๆ เขาพยากรณ์ดูแล้วและพบว่าฝ่ายนั้นสามารถเชื้อเชิญฝ่ายกำลังซึ่งแข็งแกร่งที่สุดมาได้ ซึ่งยังคงคือมูลค่าตัวของเจ้าหมอนี่ ซึ่งก็หมายความว่าเจ้าหมอนี่เชื้อเชิญได้แต่ตัวเองเท่านั้น? เช่นนั้นก็ไม่เห็นจะต้องกลัว!
“พวกเจ้านี้น่าสนใจจริงๆ ในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมบอก เช่นนั้นข้าก็จะกินพวกเจ้าเสีย แล้วความทรงจำของเจ้าจะบอกข้าเอง” เงาดำเอ่ยเยาะหยันแล้วพุ่งกรงเล็บออกไปตะบบร่างจิตจำแลงเทพในทันใด กรงเล็บของมันยื่นยาวออกไปอย่างรวดเร็วคล้ายว่าแค่พริบตาเดียวก็จะตะบบถูกร่างจิตจำแลงเทพแล้ว
[1] อดอาหาร ในที่นี้คือ วิธีการบำเพ็ญเพียรอย่างหนึ่งของนักพรตเต๋า โดยหลีกเลี่ยงการกินธัญพืชทั้งห้าชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี และถั่ว