เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 251 ฟังก์ชันเซ่นไหว้มอบหมายเทพ มูลค่าอันน่ากลัว
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 251 ฟังก์ชันเซ่นไหว้มอบหมายเทพ มูลค่าอันน่ากลัว
[หนึ่ง ละทิ้งการบำเพ็ญเซียน ตบะของเจ้าจะเปลี่ยนเป็นระดับยุทธ์ของฟ้าดินแห่งนี้ นั่นคือขั้นจักรพรรดิฟ้าดินแห่งสวรรค์ชั้นสี่]
[สอง บำเพ็ญเซียนต่อ เซียนคือผู้อยู่เหนือสรรพชีวิต สรรพสิ่งเลื่อมใสศรัทธา หนทางแห่งการบำเพ็ญเซียนก็คือการแสวงหาหนทางแห่งมรรคาสวรรค์ เจ้าเปิดฟังก์ชันเซ่นไหว้มอบหมายเทพได้]
ความสนใจของเจียงฉางเซิงจดจ่ออยู่กับตัวเลือกที่ปรากฏตรงหน้า
ขั้นจักรพรรดิฟ้าดิน!
หรือว่านี่จะเป็นระดับขั้นของจักรพรรดิยุทธ์?
เป็นไปได้มากทีเดียว ยามนี้เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากความแข็งแกร่งระดับนี้ยังสู้จักรพรรดิยุทธ์ไม่ได้ เขาก็คงต้องประเมินศาสตร์แห่งยุทธ์ใหม่แล้ว
ส่วนฟังก์ชันเซ่นไหว้มอบหมายเทพ เขาไม่รู้จักสิ่งนี้สักนิด นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาสร้างไว้ในเกมเมื่อชาติก่อน น่าจะเป็นสิ่งที่ระบบรอดชีวิตพัฒนาขึ้นมาเอง
เขาเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบๆ
มุ่งสู่หนทางแห่งการบำเพ็ญเซียนต่อ!
[เปิดฟังก์ชันเซ่นไหว้มอบหมายเทพ]
[ฟังก์ชันเซ่นไหว้มอบหมายเทพ เมื่อแต้มเซ่นไหว้ของเจ้าเพิ่มถึงระดับต่างๆ เจ้าจะเปิดใช้งานการสืบทอดดวงชะตาเทพเซียนระดับต่างๆ ได้]
[มีเพียงผู้ศรัทธาที่ศรัทธาในตัวเจ้าอย่างแรงกล้าถึงที่สุดเท่านั้นจึงจะรับสืบทอดดวงชะตา กลายเป็นเทวทูตแต้มเซ่นไหว้ได้]
[พวกเขาจะไม่มีวันทรยศเจ้าชั่วนิรันดร์ ความเป็นความตายล้วนอยู่ในกำมือของเจ้า การสืบทอดดวงชะตาแต่ละครั้งจะใช้แต้มเซ่นไหว้ไม่เท่ากัน]
[แต้มเซ่นไหว้สูงสุดของเจ้าทะลุหลักพันล้าน เปิดใช้งานการสืบทอดดวงชะตาเทพเซียนได้ถึงขั้นเก้าและขั้นแปด]
[แต่เนื่องจากโลกใบนี้มิยอมรับวิถีเซียน เทวทูตแต้มเซ่นไหว้จะได้รับสืบทอดแต่พรสวรรค์และความสามารถประจำตัวของดวงชะตาเทพเซียนเท่านั้น]
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว ฟังก์ชันเซ่นไหว้มอบหมายเทพก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้เขาโดยตรงอยู่ดี แต่มันช่วยให้กองกำลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นได้
นอกจากนี้หากเทวทูตแต้มเซ่นไหว้ออกท่องใต้หล้าในนามของเขา ย่อมนำแต้มเซ่นไหว้จำนวนมากกว่าเดิมมาให้เขาด้วย แต้มเซ่นไหว้ย่อมเพิ่มพูนมากมายมหาศาล
เกาะจักรพรรดิยุทธ์เคยทำนายว่าหมื่นเผ่ากำลังจะลุกผงาด ถ้าเช่นนั้นแต้มเซ่นไหว้ของเขาก็อาจจะไม่ต้องพึ่งแต่เผ่ามนุษย์ก็ได้!
หลังจากนี้หากสร้างเทวทูตแต้มเซ่นไหว้ในเผ่าอื่นๆ จะนำแต้มเซ่นไหว้มาให้เขาได้อย่างไม่ขาดสาย
ขอเพียงทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้ เจียงฉางเซิงไม่คิดลำเอียงเข้าข้างเผ่าพันธุ์ใด แน่นอนว่าเขาเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมถือเผ่ามนุษย์เป็นหลัก
หากมีเผ่าพันธุ์ใดมุ่งทำร้ายเผ่ามนุษย์ เขาย่อมต้องทำลายพวกมัน เผ่ามนุษย์คือรากฐานแต้มเซ่นไหว้หลักของเขา จะปล่อยให้สั่นคลอนไม่ได้
ตอนนี้เปิดใช้งานการสืบทอดดวงชะตาเทพเซียนได้อย่างมากที่สุดแค่ขั้นแปดเท่านั้น นั่นใยมิเท่ากับว่ายังมีขั้นเจ็ด ขั้นหก และขั้นอื่นๆ อีก บางทีอาจมีขั้นหนึ่งก็ได้
จะปลดล็อกขั้นนั้น แต้มเซ่นไหว้ต้องป่ายปีนไปถึงตัวเลขที่น่ากลัวมากเพียงใดกัน
“แม้แต่ดวงชะตาเทพเซียนก็ออกมาแล้ว หรือบนโลกจะไม่มีเทพเซียนจริงๆ”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ในความคิดของเขาเทพเซียนผู้แข็งแกร่งควรเป็นผู้ล่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง มองเห็นทั่วหมื่นโลกา ดวงชะตาของตนเองโผล่มาทั้งที ไฉนพวกเขาจึงไม่รู้สึกตัวเล่า
หรือว่าวิถีเซียนไม่มีอยู่อีกแล้ว นี่เป็นยุคสมัยหลังจากวิถีเซียน
อีกอย่างโลกแห่งยุทธ์ใบนี้ก็ไม่ยอมรับวิถีเซียน ตัวสิ่งนี้เองย่อมบ่งบอกว่าวิถีเซียนไม่อาจสอดส่องโลกใบนี้ได้
เจียงฉางเซิงคิดว่าสักวันเมื่อตนเองแข็งแกร่งมากพอและระบบรอดชีวิตแข็งแกร่งขึ้นตาม เขาก็น่าจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้
“ข้าอยากรู้ความเป็นมาของระบบ”
[เกี่ยวพันกับเหตุและผลแห่งเคราะห์กรรมหลักของระบบ ตอนนี้มิอาจพยากรณ์ได้]
“ข้าอยากรู้ว่าเทพเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดแข็งแกร่งมากเพียงใด”
[ตรวจสอบไม่พบเหตุและผลแห่งเคราะห์กรรมดังกล่าว โปรดพยากรณ์ใหม่อีกครั้ง]
เจียงฉางเซิงลองตั้งคำถามจากแง่มุมที่แตกต่างกัน สุดท้ายก็ไม่อาจพยากรณ์เกี่ยวกับเทพเซียนได้ เขาจึงได้แต่หันเหความสนใจมายังพลังยุทธ์แทน
เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งข่มกลั้นความคาดหวัง แล้วถามอย่างระมัดระวัง
“ตอนนี้ข้าแข็งแกร่งเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 4,020,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
สี่พันล้าน!
สบายแล้ว! ความรู้สึกปลอดภัยพุ่งพรวด!
เจียงฉางเซิงถามขั้นจักรพรรดิฟ้าดินแห่งสวรรค์ชั้นห้าต่อ จากนั้นก็ไล่ถามไปทีละชั้น เช่นนี้น่าจะทำให้รู้ได้ว่าแท้จริงแล้วมีสวรรค์กี่ชั้นกันแน่
สุดท้ายก็ติดอยู่ที่สวรรค์ชั้นสิบ สวรรค์ขั้นสิบมีมูลค่าแต้มเซ่นไหว้เท่ากับหนึ่งหมื่นล้านแต้ม
“ข้าอยากรู้วาจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจแข็งแกร่งมากเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 4,538,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
สี่พันห้าร้อยล้านแต้ม! มากกว่าเขานิดหนึ่งเสียด้วย มิเสียทีเป็นตัวตนสุดแกร่งที่ทำลายอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ลงได้
แต่ความต่างเพียงเท่านี้ อีกฝ่ายน่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา เพราะอภินิหารกับสมบัติอาคมของผู้ฝึกเซียนทั้งหลายช่วยเพิ่มพลังยามต่อสู้ให้เขาได้มากยิ่งนัก!
เจียงฉางเซิงถามถึงตาเฒ่าลึกลับที่ส่งต่อความทรงจำในสนามรบของจักรพรรดิยุทธ์ให้หลินเฮาเทียนคนนั้นต่อ
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 1,200,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
หนึ่งพันสองร้อยล้านแต้ม จักรพรรดิยุทธ์ยุคโบราณที่ฟื้นคืนชีพมาผู้นี้มีมูลค่าเท่ากับจักรพรรดิฟ้าดินแห่งสวรรค์ชั้นหนึ่งเท่านั้นเอง บางทีเขาอาจยังเรียกพลังทั้งหมดในสมัยที่มีกายเนื้อกลับมาได้ไม่หมด
เจียงฉางเซิงถามถึงผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่ระบบล่วงรู้ต่อ มูลค่าของเขาเทียบเท่ากับมูลค่าของจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจ หรือก็หมายความว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ขอบเขตของระบบล่วงรู้ในตอนนี้ก็คือจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจ
เขาเลื่อนขั้นหนึ่งหน ขอบเขตการตรวจสอบของระบบก็ขยายครอบคลุมไปถึงเผ่าปีศาจได้อย่างง่ายดายแล้ว ไม่เลวเลย
“ข้าอยากรู้ว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดในไท่ฮวงแข็งแกร่งมากเพียงใด”
[ขอบเขตของระบบยังไม่ครอบคลุมไท่ฮวงทั้งหมด ตอนนี้ไม่อาจพยากรณ์เหตุและผลแห่งเคราะห์กรรมนี้ได้]
“ข้าอยากรู้ว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดในไท่ฮวงที่อยู่ในขอบเขตแข็งแกร่งมากเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 3,450,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
สามพันสี่ร้อยล้าน น่ากลัวมากพอตัวทีเดียว และนี่ยังเป็นแค่พื้นที่ส่วนหนึ่งของไท่ฮวงเท่านั้น เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าภายในไท่ฮวงจะมีขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจผนวกรวมกัน
เจียงฉางเซิงนึกถึงจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจอีกครั้ง เจ้านั่นไม่ธรรมดา เขาแข็งแกร่งกว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดของไท่ฮวงในขอบเขตที่ตรวจสอบได้เสียอีก เห็นชัดว่าพรสวรรค์ของเขาน่ากลัวนัก
จือจวินก็มักถอนหายใจ บอกว่าการถือกำเนิดของจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจคือลิขิตชะตาล่มสลายของเผ่ามนุษย์ นอกเสียจากว่าเผ่ามนุษย์จะถือกำเนิดผู้มีพรสวรรค์เหนือกว่าจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจออกมา
เจียงฉางเซิงพยากรณ์เจ็ดจอมปีศาจต่อ เจ็ดจอมปีศาจไม่ใช่ขั้นจักรพรรดิฟ้าดิน จอมปีศาจสองตนที่แข็งแกร่งที่สุดมีมูลค่าเท่ากับเก้าร้อยล้านแต้มเท่านั้น ส่วนตนที่อ่อนแอที่สุดมีมูลค่าแค่ห้าร้อยล้านแต้ม
ระหว่างขั้นจอมราชันยุทธ์กับขั้นจักรพรรดิฟ้าดิน มีช่องว่างอันยิ่งใหญ่กั้นกลางอยู่ แต่โดยละเอียดแล้วช่องว่างนั้นคือสิ่งใด ตอนนี้เจียงฉางเซิงไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะเขายังไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับมัน
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืนแล้วเหาะไปทางเขามังกรผงาด ในหนึ่งเดือน แต้มเซ่นไหว้ของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกเกือบหนึ่งร้อยล้านแต้ม ดูท่าอิทธิพลจากการผ่านด่านเคราะห์จะยังรุนแรงมากอยู่เช่นเดิม
เจียงฉางเซิงเหาะผ่านหมอกวงกตบนเขามังกรผงาดแล้วร่อนลงมาในเรือนพำนัก มู่หลิงลั่วกับจือจวินลุกขึ้นยืนทันที พวกปีศาจทั้งสามตนก็กระโดดเข้ามารุมล้อมเขาด้วย
“พี่ฉางเซิง ท่านปลอดภัยดีหรือไม่”
“นายท่านเก่งกาจเสียจริง ยามนี้ท่านแข็งแกร่งเพียงใดแล้วกันแน่”
“มรรคาจารย์ พลังของด่านเคราะห์ที่ท่านต้องผ่านน่ากลัวจริงๆ ข้าสงสัยว่าแม้แต่จักรพรรดิยุทธ์ก็สู้ท่านมิได้”
“นายท่าน พญาหงส์ตนนั้นคือปีศาจนกนางแอ่นน้อยหรือ”
เจียงฉางเซิงเผชิญหน้ากับคำถามของแต่ละคนก็ไล่ตอบทีละคำถาม เขาอารมณ์ดียิ่งนัก ดังนั้นพอได้ยินคำถามเหล่านี้จึงไม่รำคาญแม้แต่นิดเดียว
เขายังแสดงมงกุฎพญาหงส์เก้าลัญจกรให้ดูอีกด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าพญาหงส์ตนนั้นไม่ใช่ปีศาจนกนางแอ่นน้อย
ทุกคนตกตะลึง คิดไม่ถึงว่ามงกุฎจะมีดวงวิญญาณพญาหงส์ซ่อนอยู่ด้วย
เจียงฉางเซิงเดินมาถึงหน้าเตาหลอมโอสถแล้วเริ่มหยิบกรงเล็บของมารอเวจีก่อนหน้านี้มาเลาะเนื้อเพื่อหลอมโอสถน้ำสำหรับหล่อหลอมร่างกาย ทุกคนยังคงรุมล้อมเขาอย่างตื่นเต้น ไป๋อีสงสัยใคร่รู้มากว่าตอนนี้เขาแข็งแกร่งมากเพียงใด ไร้คู่ต่อกรในใต้หล้าแล้วหรือยัง
“จะไร้คู่ต่อกรในใต้หล้าได้อย่างไรเล่า เหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า อีกอย่างข้ามิได้ฝึกบำเพ็ญเพื่อขั้นแข่งกับผู้อื่นเสียหน่อย ข้าแข่งกับตนเองเท่านั้น”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าพลางหลุดหัวเราะ มู่หลิงลั่วกับจือจวินได้ยินเขาก็นับถือมากกว่าเดิม
เมื่อเขาลงมาจากท้องฟ้า บนท้องนภาก็ไม่มีตัวตนที่แผ่รัศมีแสงเจิดจ้าแสบตาอีก ผู้คนทั่วหล้ารับรู้ว่ามรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์เสร็จแล้ว
พลบค่ำวันนั้นเจียงเชอเดินทางมาแสดงความยินดีด้วยตนเอง เขานำสุราเลิศรสกับอาหารโอชามากมายมาด้วย แม้ในเรือนจะมีคนหายไปไม่น้อยแต่ก็ยังครึกครื้นดุจเดิม
อวี้เหยียนอี้ หลี่หมิ่น จูเทียนจื้อ จางอิง และคนอื่นๆ ทยอยมาเยือนอารามมังกรผงาดเพื่อมอบของขวัญ
หลังจากสนุกสนานกันครึ่งเดือน มู่หลิงลั่ว จือจวิน ไป๋อี หวงเทียนกับเฮยเทียนก็เริ่มเข้าไปหล่อหลอมกายาในเตาหลอม เขามังกรผงาดปิดภูเขา ไม่ต้อนรับแขกอีก
ระหว่างที่พวกนางหล่อหลอมร่างกายกันอยู่ เจียงฉางเซิงก็รับถ่ายทอดความทรงจำวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงอยู่ใต้ต้นไม้
ดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง สำหรับคนที่ชาติก่อนเกิดเป็นคนจีนเช่นเขากล่าวได้ว่ามันชื่อเสียงโด่งดังอย่างยิ่ง ผู้ที่โด่งดังที่สุดที่ครอบครองวิชานี้ก็คือผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน ซุนหงอคง [1]
ความทรงจำมากมายมหาศาลแทรกเข้ามาในสมองของเจียงฉางเซิง วิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงไม่เพียงแปลงกายได้ดั่งใจปรารถนา แต่ยังครอบครองวิชามากมายสำหรับหลบเลี่ยงเภทภัยอีกด้วย ผู้ฝึกเซียนธรรมดาหากฝึกฝนมันสำเร็จจะกลายเป็นอมตะ
เขาทิ้งร่างแยกหนึ่งไว้ปกป้องเรือน จากนั้นจึงพาร่างจริงมุ่งหน้าไปยังสถานที่ร้างไร้ผู้คนในดินแดนไท่ฮวงเพื่อฝึกฝนวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง วิชาวาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงกว้างขวางลึกล้ำ มิอาจเข้าใจถ่องแท้ได้ในเวลาสั้นๆ
นอกจากฝึกฝนอภินิหารแล้ว เขาก็ถือโอกาสทำความคุ้นเคยกับพลังของวิชามรรคาธรรมชาติขั้นเก้าไปด้วย
ปีไทเหอที่สามสิบห้า ในฤดูคิมหันต์อันร้อนผ่าว
ท่ามกลางยอดเขาสูงมีสายลมเย็นพัดผ่านเป็นระลอก
หลินเฮาเทียนเหาะอยู่กลางอากาศ เขาถูกลมพัดจนมิอาจเข้าไปใกล้เจียงเจี่ยน
ลมเก้าขุมนรก!
เจียงเจี่ยนดูดซับพลังโชคชะตาของอสูรโชคชะตามารอเวจีไปแล้ว เขาจึงควบคุมลมเก้าขุมนรกได้เบื้องต้น นอกจากนั้นพลังโชคชะตาของมังกรน้ำกิเลนแห่งไท่ฮวงก่อนหน้านี้ก็ยังใช้ไม่หมด ในอนาคตอีกหลายสิบปีต่อจากนี้ถึงเขาไม่ออกล่าไปทั่วทุกสารทิศ เขาก็ยังแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วได้อยู่ดี
หลินเฮาเทียนตะโกนบอกว่า
“หยุดๆๆ! ไม่เอาแล้ว!”
เจียงเจี่ยนปิดดวงตาที่สามลง สายลมหนาวยะเยือกสีดำทะมึนหายวับไปจากหมู่เขา
หลินเฮาเทียนต่อสู้ท่ามกลางศึกที่หนาวยะเยือกมาหนึ่งยกก็บินไปหาเจียงเจี่ยนแล้วบ่นอย่างจนปัญญา
“ลมนี่ชั่วร้ายเกินไปแล้ว แม้แต่ลมปราณของข้ายังเกือบถูกแช่แข็ง ดวงตาดวงนี้ของเจ้ายอดเยี่ยมเกินไปจริงๆ ข้าชักสงสัยแล้วว่า หรือเจ้าจะเกิดมาเพื่อเป็นจักรพรรดิยุทธ์”
เจียงเจี่ยนลูบดวงตาแนวตั้งของตนเองแล้วหัวเราะ
“สองปีนี้ ข้ารู้สึกว่าดวงตาที่สามของข้าแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย ข้าดูดซับพลังแห่งโชคชะตามาใช้ได้ดังใจมากกว่าเดิม”
เกิดมาเป็นจักรพรรดิยุทธ์นับเป็นอันใด! ท่านปู่ของข้าเป็นเทพเซียนเชียวนะ!
ผิงอันยังคงย่างเนื้อ เหยี่ยวอัสนีเวหาก็เริ่มกินแล้วเหมือนกัน ผิงอันกวักมือตะโกนเรียก
“มาเร็ว! สุกแล้ว! น่าอร่อยมาก!”
เจียงเจี่ยนกับหลินเฮาเทียนหันมาหัวเราะให้กันแล้วเดินไปทางนั้นทันที
“อีกไม่นาน ข้ากับเจ้าต้องไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์สองแน่ ช่างเร็วจริงเชียว กลับไปพวกผู้อาวุโสเยี่ยต้องตกตะลึงแน่”
“ถ่อมตนหน่อยเถิด เอาอย่างมรรคาจารย์บ้าง ไม่ว่าแข็งแกร่งมากเพียงใดก็ไม่เคยจงใจแสดงความแข็งแกร่งของตนเองออกมา เช่นนั้นถึงจะมีมาดอย่างผู้แข็งแกร่ง”
“ก็ใช่ จงใจเกินไปกลับจะดูไม่งาม”
แม้กลุ่มสามคนนี้จะมีหลินเฮาเทียนเป็นผู้นำ แต่ก็แค่ด้านแนวทางการลงมือคร่าวๆ เท่านั้น ปกติแล้วมีหลายเรื่องที่หลินเฮาเทียนจะฟังเจียงเจี่ยน การมีเจียงเจี่ยนกับผิงอันเคียงข้างทำให้หลินเฮาเทียนรู้สึกว่าช่วงเวลานี้ช่างสุขใจเป็นที่สุด แม้ต้องเผชิญอันตราย ก็มีคนร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่
อีกด้านหนึ่ง ห่างออกไปหลายล้านลี้
เจียงฉางเซิงนั่งสมาธิอยู่ข้างแม่น้ำใหญ่ที่กว้างพันจั้ง เส้นหนึ่งเหนือผิวน้ำมีไอน้ำปกคลุมเป็นม่านหมอก หมู่เขาด้านหลังสูงจนยอดเขาแทงทะลุเมฆ ดูงดงามยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา
เขากำลังจับสัมผัสผลมรรคา
หลังจากเลื่อนขั้นมาถึงวิชามรรคาธรรมชาติขั้นเก้า ผลมรรคาก็เกิดการเปลี่ยนแปลง มันกลายเป็นสีทองคำ ตรงขอบมีสิ่งที่ลักษณะคล้ายกลีบใบงอกออกมา พลังอาคมอันท่วมท้นไหลตามกลีบใบเหล่านี้เข้าไปในเส้นเอ็นและร้อยกระดูก ช่วยทำให้กายเนื้อของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
แม้วิชามรรคาธรรมชาติขั้นเก้าจะไม่ทำให้เขาได้ครอบครองอภินิหารใหม่ๆ แต่พลังวิญญาณกลับวิวัฒน์ไปเป็นพลังอาคม จิตสัมผัสแผ่กว้างขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกันโลกมรรคาก็ขยายใหญ่กว่าเดิมหลายสิบเท่า สิ่งดีๆ เหล่านี้เหนือกว่าอภินิหารอย่างหนึ่งอย่างใดมากนัก
เจียงฉางเซิงเอ่ยปากพูดเนิบช้า
“ออกมาเถิด เจ้าดูอยู่นานแล้ว”
เมื่อคำนี้ถูกเอ่ยออกมา เงาร่างหนึ่งที่ซุ่มซ่อนอยู่ในป่าห่างออกไปสิบลี้ก็ตัวสั่นระริกก้าวออกมา
[1] ซุนหงอคง ตัวเอกของนิยายไซอิ๋วหรือซิโยวจี้ หนึ่งในสี่ยอดนิยายโบราณของวัฒนธรรมจีน