เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 252 ทงเทียนตี้กับชิงเทียน
เงาร่างลึกลับที่ซ่อนอยู่ในป่าเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกลิงตนหนึ่ง มันสูงหนึ่งจั้ง รอบกายปกคลุมด้วยขนยาวสีน้ำตาล ดวงตาสองดวงเป็นแนวตั้ง ลูกตาเป็นสีดำส่วนลูกนัยน์ตาเป็นสีเลือด บนหัวของมันมีเขาหน้าตาประหลาดบิดเป็นเกลียววนไปด้านบน ส่วนด้านหลังศีรษะก็มีติ่งประหลาดเส้นหนึ่งทิ้งตัวลงไปเบื้องล่างประหนึ่งหาง
สิ่งมีชีวิตขนสีน้ำตาลได้ยินเสียงของเจียงฉางเซิงก็เครียดอย่างยิ่ง แต่มันลังเลอยู่ครู่เดียวก็ตัดสินใจเหาะมาหาเจียงฉางเซิง มันรวดเร็วยิ่งนัก พุ่งปราดเดียวประหนึ่งอสนีบาตมาหยุดยืนด้านหลังเจียงฉางเซิงอย่างว่องไว
มันอึ้งครู่หนึ่งก็เริ่มประสานมือคำนับถามว่า
“มรรคาจารย์ใช่หรือไม่”
เจียงฉางเซิงไม่หันไปมองมันแต่ถามเหมือนไม่ใส่ใจว่า
“เจ้ารู้จักชื่อของข้าได้อย่างไร”
สิ่งมีชีวิตขนสีน้ำตาลเอ่ยตอบ
“ข้ามองเห็นและได้ยินเสียงสรรพสิ่งที่อยู่ไกลแสนไกล นับตั้งแต่เผ่ามนุษย์ของพวกท่านเดินทางมาถึง ขาก็เฝ้ามองและคอยเรียนรู้จากพวกท่านอยู่ตลอด การผ่านด่านเคราะห์ของท่านก่อนหน้านี้ ข้าก็มองดูอยู่แต่กลัวจะถูกท่านเข้าใจผิด จึงเลือกจะผละจากมา”
เจ้าตัวนี้ก็คือเจ้าของมูลค่าสองร้อยล้านแต้มที่เจียงฉางเซิงพยากรณ์พบตอนผ่านด่านเคราะห์นั่นเอง ดูจากภายนอกมันดูอ่อนแอกว่าสัตว์อสูรตัวอื่นมาก จินตนาการเกือบไม่ออกเลยว่าแท้จริงมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าจอมราชันยุทธ์
เจียงฉางเซิงไม่เอ่ยตอบ
สิ่งมีชีวิตขนสีน้ำตาลลังเลครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า
“มรรคาจารย์ มอบนามให้ข้าได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงถามว่า
“พวกสัตว์อสูรที่อ่อนแอกว่าเจ้ายังมีนามเป็นของตนเอง แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่มีเล่า”
สิ่งมีชีวิตขนสีน้ำตาลส่ายหัวตอบว่า
“ข้าก็ไม่ทราบ ดูเหมือนพวกเขาถือกำเนิดมาก็ทราบนามของตนเอง แต่ข้าไม่ทราบ”
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นเหลือบมองมัน มันตกใจกลัวจนก้มหน้างุด เกร็งอย่างถึงที่สุด ภาพที่เจียงฉางเซิงสังหารอสูรหงหยาอย่างง่ายดายยังคงติดตรึงดวงตาของมัน
“ถ้าเช่นนั้น นามว่าทงเทียนตี้ดีหรือไม่ พรสวรรค์ของเจ้าคือการสอดส่องสรรพสิ่งในใต้หล้า ล่วงรู้หมื่นพันเรื่องราว นามนี้เหมาะกับเจ้านัก”
“ทงเทียนตี้… ทงเทียนตี้! ฮ่าๆๆ ข้ามีชื่อแล้ว!”
สิ่งมีชีวิตขนสีน้ำตาลร้องอย่างดีอกดีใจ ลมปราณอันน่าหวาดกลัวสายหนึ่งเล็ดลอดออกมาจนผืนพสุธาสั่นไหว ขุนเขาทั้งหลายเริ่มสั่นโคลงเคลง
เจียงฉางเซิงหลับตาลงใหม่อีกครั้งแล้วถามว่า
“เจ้ามาเพื่อนามเพียงนามเดียวหรือ”
ทงเทียนตี้เรียกสติตนเองกลับมาตอบว่า
“สมัยข้ายังเล็ก เคยเห็นเผ่าพันธุ์ที่คล้ายเผ่ามนุษย์ แต่พวกเขาอยู่ในเขตลึกของไท่ฮวง ข้าอยากเป็นเหมือนพวกเขามาตลอด ดังนั้นข้าจึงตั้งใจจะเข้าไปเรียนรู้ในมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง ข้ารับประกันว่าข้าจะไม่ทำร้ายมนุษย์อย่างแน่นอน แล้วก็จะไม่เปิดเผยพลังของตนเองง่ายๆ ด้วย”
มันสอดส่องมองดูต้าจิ่งมาหลายปีเช่นนี้ ย่อมสนใจและชมชอบเผ่ามนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม มันอยากกลายเป็นส่วนหนึ่งของเผ่ามนุษย์ยิ่งนัก
เจียงฉางเซิงพยากรณ์ดูว่าขุมกำลังแข็งแกร่งที่สุดที่มันเชิญมาได้ มูลค่าอยู่ที่ราวห้าร้อยล้าน หรือก็คือระดับจอมปีศาจตนที่อ่อนแอที่สุด เขาลังเลครู่หนึ่งก็ตอบว่า
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปเถิด ความสามารถของเจ้า ข้าก็มีเช่นกัน ข้ามองเห็นได้ไกลกว่าเจ้านัก หวังว่าเจ้าจะรักษาคำสัญญาที่เจ้าเอ่ย ณ ตอนนี้”
ทงเทียนตี้รีบรับประกัน
“ขอมรรคาจารย์โปรดวางใจ หลังจากนี้เมื่อข้าไปจากมหาอาณาจักรเทียนจิ่งแล้ว หากพบเผ่ามนุษย์ประสบอันตรายในไท่ฮวง ข้ายินดีลงมือช่วยเหลืออย่างแน่นอน”
“ดี ไปเถิด แตรูปร่างภายนอกของเจ้า ทางที่ดีปลอมตัวเป็นมนุษย์เถอะ”
“ข้าจะทำขอรับ”
ทงเทียนตี้โขกศีรษะคำนับเจียงฉางเซิงเลียนแบบผู้ที่มาเซ่นไหว้เหล่านั้น หลังจากนั้นจึงจากไปอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเซิงเกิดความหวังเล็กๆ ขึ้นในใจ สาเหตุที่มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อสูรก็เพราะมีความคิดที่เปิดกว้างกว่าและมีจิตใจที่เห็นอกเห็นใจ ดังนั้นจะว่าไปแล้วการพัฒนาความสัมพันธ์กับเผ่าพันธุ์อื่นจะมีประโยชน์ในการลงรากปักฐานที่ไท่ฮวงของเผ่ามนุษย์มากกว่า
หากไม่อาจเข้าใจสัตว์อสูรของไท่ฮวง ไม่อาจสร้างความสัมพันธ์กับเผ่าต่างๆ เผ่ามนุษย์ย่อมไม่นับว่ากลืนเข้ากับไท่ฮวงอย่างแท้จริง
เจียงฉางเซิงไม่คิดมาก ไม่ว่าอย่างไรบนเขามังกรผงาดก็มีร่างแยกของเขาอยู่ เขาไม่กลัวมหาอาณาจักรเทียนจิ่งเกิดปัญหา
เขาหยิบสมบัติอาคมที่ได้มาจากการผ่านด่านเคราะห์มาแล้วเริ่มเจาะเขตอาคมด้านใน
คันฉ่องฟ้าดิน มองปราดแรกดูเหมือนแผ่นศิลาสีเขียวเหลือบม่วงแผ่นหนึ่ง บนผิวของมันสลักอักขระและลวดลายอันลี้ลับเอาไว้ ตรงกลางมีรอยแยกเส้นหนึ่ง หลังจากรอยแยกเปิดออก แผ่นศิลาก็จะส่องสะท้อนภาพสรรพสิ่งในฟ้าดิน
ยามใดคันฉ่องฟ้าดินส่องทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าแล้ว มันก็จะควบคุมฟ้าดินได้ ถึงขั้นอาศัยคันฉ่องวิเศษนี้สอดส่องทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าได้เลยทีเดียว นี่เป็นสมบัติอาคมที่มีขีดความสามารถสูงอย่างยิ่ง
นอกจากนี้คันฉ่องฟ้าดินยังส่องแสงแห่งฟ้าดินออกมาสังหารศัตรู แล้วสูบดวงวิญญาณพวกเขาไปขังไว้ในคันฉ่องฟ้าดินชั่วนิรันดร์ได้อีกด้วย
หลังจากเขาบรรลุวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง พร้อมกับที่ระดับขั้นพลังมั่นคงแล้ว เขาตั้งใจจะตระเวนเดินทางให้ทั่วไท่ฮวงเพื่อขยายคัมภีร์ภูผาสมุทรกับคันฉ่อง สมบัติอาคมสองชิ้นนี้ทำให้เขากำโลกทั้งใบไว้ในกำมือได้
หากควบคุมพวกมันได้ เขาก็จะไร้คู่ต่อกรบนโลกใบนี้อย่างแท้จริง และปลอดภัยอย่างแท้จริง ถึงเวลานั้นค่อยเสพสุขทั้งหลายในชีวิตมนุษย์ ไฉนมิเพลิดเพลินจำเริญใจ
เจียงฉางเซิงไม่ใช่ผู้ฝึกเซียนโดยกำเนิด นิสัยของเขามีพื้นฐานมาจากช่วงชีวิตแบบมนุษย์ธรรมดาในชาติที่แล้ว เขายังมีเจ็ดอารมณ์หกตัณหา เขามีความสนใจของตนเอง เพียงแต่เขาพยายามข่มมันไว้สุดกำลังเท่านั้น
ทิวทัศน์ของปีใหม่เวียนมาเยือนอีกหน ปีไทเหอที่สามสิบหก ต้นเดือนสี่
ภายในตำหนักระฆังทองของวังหลวง ในเมืองหลวง เจียงเชอกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรฟังหมู่ขุนนางทยอยรายงานเรื่องใหญ่ในดินแดนแต่ละแห่ง ตำหนักระฆังทองก่อสร้างขยายใหญ่แล้ว ท้องพระโรงบรรจุขุนนางบุ๋นบู๊ได้นับหมื่นคน
ทุกคนล้วนเป็นขุนนางบุ๋นกับแม่ทัพบู๊ขั้นห้าขึ้นไป แม้แต่ขุนนางสายบุ๋น หลังจากได้ร่ำเรียนก็มีพละกำลังเต็มเปี่ยม เสียงดัง กังวานฟังชัด ได้ยินทั่วถ้วนหน้ากันทุกคน
เจียงซิ่งยืนอยู่ข้างบันไดมังกรแล้วหาวออกมาอย่างทนไม่ไหว ยามนี้ขุมกำลังของต้าจิ่งแข็งแกร่ง ภายนอกไร้ศัตรูร้ายกาจ เป็นยุครุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน องค์รัชทายาทพระองค์นี้จึงเสพสุขกับชีวิตได้มากกว่ารุ่นก่อนๆ
เพราะเหตุนี้ การมาว่าราชการสำหรับเขาแล้วเป็นช่วงเวลาอันน่าเบื่อหน่าย แค่รายงานเรื่องใหญ่ในดินแดนแต่ละแห่งก็ยาวต่อกันหนึ่งชั่วยามแล้ว และระหว่างกระบวนการนี้เขายังพูดคุยหรือขยับตัวยุกยิกไม่ได้ มิหนำซ้ำยังนั่งไม่ได้อีก ทรมานดีแท้
ความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ที่สุดต่อตำแหน่งฮ่องเต้ของเขาก็คือเวลาว่าราชการเช้าเขาจะสามารถนั่งเก้าอี้ได้
จู่ๆ เฉินหลี่ก็ลุกพรวดแล้วกล่าวว่า
“ฝ่าบาท ระยะนี้พลังโชคชะตาของมหาอาณาจักรเทียนจิ่งรุ่งโรจน์ กรมโชคชะตาสังเกตพบว่าบุคคลผู้มีโชคชะตายิ่งใหญ่ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ขอฝ่าบาททรงโปรดส่งคนไปค้นหา เพื่อพาเขาเข้าจวนยุทธ์ในเร็ววัน เช่นนี้พรสวรรค์ของเขาจึงจะไม่เสียเปล่า”
เจียงเชอคลี่ยิ้มถามว่า
“เทียบกับอัจฉริยะคนนั้น เมื่อปีกลาย เป็นอย่างไร”
“เมื่อปีกลายดังจันทราในสายน้ำ แต่ปีนี้ประหนึ่งดวงตะวันกลางฟากฟ้า มิอาจเทียบกันได้พะยะค่ะ”
เฉินหลี่เอ่ยอย่างจริงจัง เมื่อคำนี้เอ่ยออกมา ทั้งท้องพระโรงก็เกิดเสียงฮือฮา
นับตั้งแต่มาถึงไท่ฮวง ทุกคนก็ฝึกวรยุทธ์ ขุมกำลังของต้าจิ่งแข็งแกร่งขึ้นปีแล้วปีเล่า แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ความสำคัญของพรสวรรค์ก็ยิ่งเด่นชัดออกมา เมื่ออัจฉริยะที่แท้จริงทั้งหลายได้พานพบกับทรัพยากรเหล่านี้ในต้าฮวง พวกเขาก็ราวกับสะบัดปีกหนเดียวทะยานขึ้นฟ้า
เมื่อก่อนทรัพยากรมีจำกัด แม้พรสวรรค์ยอดเยี่ยมก็พัฒนาเร็วสู่ผู้ที่มีเบื้องหลังใหญ่โตไม่ได้ แต่ยามนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่แล้ว ไท่ฮวงมีทรัพยากรมากมายเพียงพอใหอัจฉริยะได้โผบิน มันมากมายจนตระกูลใหญ่ทั้งหลายมิอาจยึดครองไว้เพียงผู้เดียว พลังของจอหงวนบู๊แข็งแกร่งขึ้นทุกปี จอหงวนบู๊ของปีที่แล้วก็ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งเข้าไปแล้ว แม้ว่าจะอายุมาก แต่ก็เพียงพอพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าต้าจิ่งกำลังพัฒนา
“ดี เราจะส่งคนไปตามหา”
เจียงเชอรับปาก แต่ในใจกลับไม่สนใจมากเท่าไรนัก ต้าจิ่งในวันนี้มีอัจฉริยะมากมายดุจหมู่เมฆ มีคนไหนเทียบกับหลินเฮาเทียน มู่หลิงลั่วกับเจียงเจี่ยนได้บ้างเล่า สามคนนี้บรรลุขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งแล้ว
หลังจากเฉินหลี่ถอยกลับไป ขุนนางบู๊คนหนึ่งก็ก้าวออกมากราบทูลว่า
“ฝ่าบาท ต้าฉีค้นพบพระราชวังใต้ดินลึกลับแห่งหนึ่งในไท่ฮวง หน้าปากถ้ำมีอักขระของเผ่ามนุษย์ยุคโบราณสลักเอาไว้ ทว่าหน้าปากทางเข้าถ้ำมีสัตว์อสูรที่เหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งเฝ้าพิทักษ์อยู่ พวกเขาจึงขอความช่วยเหลือจากต้าจิ่ง หวังว่าพวกเราจะส่งผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์กลุ่มหนึ่งไปช่วยพวกเขาสำรวจพระราชวังใต้ดิน หากทำสำเร็จพวกเขาจะขอทรัพยากรเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น”
เจียงเชอหัวเราะ
“เจ้าผู้ครองรัฐฉีรู้จักวางตัวเสียจริง ถ้าเช่นนั้นก็ให้ประมุขจวนยุทธ์ไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองก็แล้วกัน”
เขาสำราญใจยิ่งนัก เขาไม่เคยไร้กังวลเช่นนี้มานานนักแล้ว ไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่ทะเลไร้ขอบเขตเป็นเช่นไรบ้าง
เมฆดำทะมึนลอยโถมมาปกคลุมท้องนภา เบื้องล่างคือแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลผืนหนึ่ง บนชายฝั่งมีผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนกำลังเฝ้าจับตาดู ไล่มองตามแนวชายฝั่งไปเห็นกองทัพผู้ฝึกยุทธ์ลากยาวไม่รู้กี่ลี้
ทุกคนต่างมองไปยังทะเล ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแต่กลับแน่วแน่ สุดปลายผิวทะเลอันราบเรียบ อสนีบาตคำรามครืนโครม เกลียวคลื่นถาโถม ทว่าเมื่อพินิจดูกลับเห็นสัตว์ปีศาจนานาชนิดจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนกำลังปรี่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
บางตนโบยบินอยู่บนท้องฟ้า บางตนผลุบโผล่อยู่บนผิวทะเล ด้านหลังกองทัพปีศาจมหาศาลมีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาตนหนึ่งกำลังเคลื่อนตามมา ใต้แสงอสนีบาตที่เกี่ยวกระหวัดกันเป็นแพ มันดูเหมือนภูเขายักษ์ลูกหนึ่งที่ค่อยๆ เคลื่อนออกมาจากความมืด ภาพนี้โจมตีจิตใจของผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดบนสุดขอบแผ่นดินอย่างรุนแรง
“น่าตายนัก คงไม่ใช่ว่าจอมปีศาจบุกมาจริงๆ หรอกนะ”
“ต่อให้ไม่ใช่จอมปีศาจก็ต้องเป็นตัวตนที่น่ากลัวอย่างที่สุดแน่ๆ”
“เฮ้อ หรือว่าเผ่ามนุษย์ของข้าจะถึงคราวล่มสลายแล้ว”
“อย่าได้หวาดกลัว พวกเราผู้ฝึกยุทธ์แต่เดิมก็มีที่พำนักสุดท้ายเป็นสนามรบอยู่แล้ว จะขลาดกลัวได้เช่นไร แม้นตายก็ต้องลากพวกปีศาจไปรองหลุมสุสานสักหลายๆ ตน”
“ใช่แล้ว มีแต่ต้องสู้จนตัวตายเท่านั้นจึงจะมีหวังมีชีวิตรอด!”
ผู้ฝึกยุทธ์ในแต่ละกองทัพพากันผลัดกันพูดให้กำลังใจ ทางทิศตะวันออก ท่ามกลางสายหมอกมีเงาร่างสองร่างยืนอยู่
คนหนึ่งในนั้นคือผู้เฒ่าความลับสวรรค์ ตัวแทนเกาะจักรพรรดิยุทธ์ที่เดินทางมาเชื้อเชิญเจียงฉางเซิงให้เข้าร่วมเมื่อตอนนั้น ส่วนอีกคนหนึ่งคือบุรุษหล่อเหลาสง่างาม ร่างองอาจ สวมอาภรณ์หรูหรางดงามคนหนึ่ง มือของเขาถือทวนวงเดือนสลักลาย อาภรณ์สีม่วงสะบัดพลิ้ว ไม่ว่าอย่างไรกลิ่นอายอันเฉียบคมก็เก็บซ่อนไว้ไม่มิด
ผู้เฒ่าความลับสวรรค์ลูบหนวดเตือนว่า
“อีกฝ่ายเป็นเจ้าปีศาจใต้บัญชาของจอมปีศาจ แม้เทียบกับเจ้าปีศาจใต้บัญชาของจอมราชันเผ่าปีศาจไม่ได้ แต่ดีเลวก็เทียบเท่ากับขั้นจอมราชันยุทธ์ หากคิดจะเป็นจักรพรรดิยุทธ์ แค่ฝึกวิชาคงไม่พอ เจ้าต้องนำทัพพลิกสถานการณ์ของทวีปแห่งนี้ให้ได้ เจ้าถึงจะมีคุณสมบัติไขว่คว้าโชคชะตาแห่งจักรพรรดิยุทธ์”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงแค่นเสียงดังเหอะแล้วเอ่ยว่า
“ข้ามิจได้ไขว่คว้าการเป็นจักรพรรดิยุทธ์ แต่ข้าจักเป็นจักรพรรดิยุทธ์อย่างแน่นอน คอยดูเถิด ข้าจะสังหารพวกมันให้สิ้น”
เขาก้าวเท้าเหยียบอากาศออกไปข้างหน้าทันที
ผู้เฒ่าความลับสวรรค์ถามว่า
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าคิดนามจักรพรรดิของเจ้าเอาไว้แล้วหรือยัง”
“จงเรียกข้าว่าชิงเทียน”
“ชิงเทียนหรือ”
ผู้เฒ่าความลับสวรรค์พึมพำพลางมองส่งชิงเทียนจากไป ดวงตาเป็นประกายระยับไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่…
โครมมม!
จิ้งจอกสองหัวตัวหนึ่งหล่นลงมากระแทกกลางหมู่เขา ฝุ่นดินฟุ้งกระจายจนบดบังท้องฟ้า เศษหินปลิวกระจายว่อน มันกรีดร้องคำรามอย่างเจ็บปวด เส้นเอ็นกับกระดูกของมันขาดเป็นท่อนๆ ไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นมาอีกต่อไปแล้ว
เจียงฉางเซิงเหาะไปเหนือตัวมัน แล้วชูคัมภีร์ภูผาสมุทรบนมือขวาขึ้นสูงแล้วเริ่มดูดวิญญาณ ขณะที่มือซ้ายก็ถือคันฉ่องฟ้าดิน ส่องภูมิประเทศบริเวณนี้
ไม่นานคัมภีร์ภูผาสมุทรก็มีหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งหน้า ตอนนี้คัมภีร์ภูผาสมุทรมียี่สิบหน้าแล้ว
ตอนนี้ยามเผชิญหน้ากับศัตรู เขาคร้านจะลงมือต่อสู้เอง จึงให้คัมภีร์ภูผาสมุทรต่อสู้ด้วยตนเอง มันเรียกร่างวิญญาณของสัตว์อสูรตัวแล้วตัวเล่าออกมารุมโจมตี ช่างควรค่าแก่การชมยิ่งนัก
สุดท้ายเจียงฉางเซิงก็ตัดสินใจไม่สังหารจิ้งจอกสองหัวตัวนี้ แต่เก็บมันเข้าไปในโลกมรรคา ล่าสัตว์อสูรมามากมายถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่ได้รางวัลรอดชีวิตสักนิด นั่นเพราะว่าถึงเขาจะเป็นฝ่ายออกล่าแต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิตอย่างสิ้นเชิง แม้ไม่มีรางวัลรอดชีวิต แต่แค่ทำให้คัมภีร์ภูผาสมุทรกับคันฉ่องฟ้าดินแข็งแกร่งขึ้นได้ เพิ่มสิ่งมีชีวิตให้โลกมรรคาได้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
เจียงฉางเซิงเดินหน้าต่อ เขาเปิดคันฉ่องฟ้าดินออกมาส่องท้องฟ้าและแผ่นดินตามรายทาง ส่องทิวทัศน์แห่งสรรพสิ่งเข้าไปในคันฉ่องฟ้าดิน
แต่แล้วเพิ่งเหาะออกมาได้ไม่กี่หมื่นลี้ จู่ๆ เขาก็หยุดกึก เขาถูกภาพที่อยู่ตรงหน้าดึงดูดความสนใจ ท่ามกลางหมู่เขาเจียงฉางเซิงมองเห็นไข่ยักษ์สูงร้อยจั้งใบหนึ่ง เปลือกไข่เป็นสีขาว บนผิวเรืองแสงระยิบระยับ