เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 257 การตัดสินใจของเกาะจักรพรรดียุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 257 การตัดสินใจของเกาะจักรพรรดียุทธ์
“ข้าเก็บพวกเขาไว้ได้เสียที่ไหน ข้าเพียงอาศัยสมบัติชิ้นนี้มองดูพวกเขาได้เท่านั้น”
เจียงฉางเชิงกลั้นหัวเราะไม่ไหว ระหว่างที่เอ่ยบอก เขาก็ออกแรงบีบหัวหมาป่าของไป๋ฉี มันเจ็บจนต้องร้องโอดโอย
จืออู๋จวินถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “มรรคาจารย์ สมบัติชิ้นนี้ถือกำเนิดขึ้นมาเองหรือท่านเป็นคนหลอมมันขึ้นมาหรือ”
เจียงฉางเชิงตอบว่า “ย่อมต้องเป็นข้าหลอมขึ้นมาสิ ในโลกย่อมหาสมบัติเช่นนี้ไม่พบ แต่สมบัติชิ้นนี้นอกจากข้าแล้ว หากคนอื่นได้มันไปก็เป็นเพียงของไร้ประโยชน์”
ระหว่างที่พูดเขาก็โยนคันฉ่องฟ้าดินให้จืออู๋จวิน จืออู๋จวินรับมา ทว่าทันใดนั้นคันฉ่องฟ้าดินก็หุบเข้าหากันกลายเป็นแผ่นศิลาธรรมดาแผ่นหนึ่ง
จืออู๋จวินลองพยายามเปิดมัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เปิดไม่ได้ แม้จะใช้ลมปราณแทรกเข้าไปข้างในก็ราวกับหินจมลงในทะเล
นางจำใจต้องส่งคันฉ่องฟ้าดินคืนให้เจียงฉางเชิง แล้วถอนหายใจเอ่ยว่า
“มนุษย์เดินดินกับเซียนนั้นแตกต่างกันจริงๆ”
ไป๋ฉีนึกถึงก่อนหน้านี้แล้วอดไม่ได้ถามว่า “นายท่านสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนฝึกยุทธ์ได้ แต่หากคิดเป็นเทพเซียน ต้องดูที่พรสวรรค์อย่างนั้นหรือ”
ก่อนหน้านี้เจียงฉางเชิงเคยสร้างวิชาวิถีสวรรค์พิภพออกมา แต่พวกฮวงชวนไม่เคยร่ำเรียนได้สำเร็จ หลังจากนั้นเจียงฉางเชิงจึงได้แต่ถ่ายทอดวิชาอื่นให้ฝึกฝน เจียงฉางเชิงเคยบอกว่าต้องบรรลุวิถีสวรรค์พิภพเกือบสมบูรณ์แล้วเท่านั้น จึงจะฝึกฝนวิถียุทธ์ของเขาได้
เจียงฉางเชิงตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ “ก็ประมาณนั้นกระมัง”
ไป๋ฉีเริ่มทอดถอนใจกับความห่างชั้นระหว่างมนุษย์เดินดินกับเซียน จืออู๋จวินก็ตามเข้ารวมวงสนทนาด้วย
นับตั้งแต่คนอื่นๆ เดินทางจากไป ความสัมพันธ์ระหว่างไป๋ฉีกับจืออู๋จวินก็สนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วยไม่ได้เพราะปกติก็มีแต่พวกนางที่คุยกัน ส่วนหวงเทียนกับเฮยเทียน จืออู๋จวินมักรู้สึกว่าพวกเขาเหมือนเด็กที่ไม่มีวันโตเป็นผู้ใหญ่ แม้ไป๋ฉีจะหยาบคาย แต่อย่างน้อยก็ไม่เด็กน้อยเช่นนั้น
เจียงฉางเชิงเล่นคันฉ่องฟ้าดินต่ออีกครู่หนึ่งก็แบ่งร่างแยกร่างหนึ่งออกมาอีกครั้ง จากนั้นให้ร่างแยกพกคัมภีร์ภูผาสมุทรกับคันฉ่องฟ้าดินจากไป
จืออู๋จวินมองร่างแยกจากไป นางสงสัยใคร่รู้อยิ่งนักแต่ไม่กล้าถามมาก นางรู้ดีว่าเรื่องพวกไหนที่ถามไม่ได้
เจียงฉางเชิงหลับตาฝึกวิชา จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าคัมภีร์ภูผาสมุทรกับคันฉ่องฟ้าดินน่าจะแข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยตนเอง
ก็ดีเหมือนกัน!
เป็นผู้ฝึกเซียนก็ต้องสู้ด้วยอาคม สู้ด้วยสมบัติวิเศษ ไยต้องต่อสู้กันด้วยกายเนื้อล้วนๆ เหมือนผู้ฝึกยุทธ์เล่า
เจียงฉางเชิงยกมุมปาก ให้เวลาเขาฟูมฟักอีกสักหน่อย เผ่าปีศาจอะไรก็ช่าง เผ่าราชาไท่หวงอะไรก็ช่าง คงคาลี้ลับนอกพิภพอะไรก็ช่าง เขาจะกำราบให้หมดสิ้น!
ห้าปีผ่านไป ปีไท่เหอที่สี่สิบเจ็ด ต้นเดือนห้า
ร่างแยกของเจียงฉางเชิงหวนกลับมา จากนั้นเขาก็แบ่งร่างแยกร่างใหม่ให้นำคัมภีร์ภูผาสมุทรกับคันฉ่องฟ้าดินออกไปข้างนอกอีกหน เพราะปกติเขาไม่จำเป็นต้องใช้พลังอาคมกับเรื่องใด ดังนั้นจึงแบ่งพลังอาคมครึ่งหนึ่งออกมาได้ตลอดเวลา
ร่างแยกเพิ่งก้าวเท้าออกไป หลี่หมิ่นก็ตบเท้ามาเยือน ยามนี้หลี่หมิ่นขั้นกายาทองคำแล้ว เขาจึงอายุขัยยืนยาวขึ้น เขายังทำงานเป็นองครักษ์ชุดขาวอยู่เช่นเดิม ทุกระยะเขาจะมารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในใต้หล้าให้เจียงฉางเชิงฟังอยู่เป็นประจำ สืบสานไมตรีที่เจียงฉางเชิงกับหลี่กงกงมอบให้
นอกจากเขา คนอื่นๆ ที่เมื่อก่อนเคยมาเยี่ยมเยือนเจียงฉางเชิงก็ยังมาอยู่ไม่ขาด ทุกครั้งหลังจากผ่านไประยะหนึ่งพวกเขาก็จะแวะมาหา แต่เจียงฉางเชิงกลับไม่รู้สึกว่าสิ่งนี้ลำบากอะไรนัก เนื่องด้วยคนเหล่านี้มาเพราะความแข็งแกร่งของเขา ส่วนคนที่ผูกสัมพันธ์กับเขาได้ระดับหนึ่งแต่เดิมก็มีสายสัมพันธ์ผูกกันแนบแน่นอยู่แล้ว
ถึงอย่างนั้นการได้พบหลี่หมิ่นก็ทำให้เจียงฉางเชิงดีใจพอสมควร ยามเห็นหลี่หมิ่นดูมีมาดขึ้นทุกวัน เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองประสบความสำเร็จอยู่ลึกๆ เขาเปลี่ยนโชคชะตาของผู้คนมานับไม่ถ้วน
หลี่หมิ่นถามไถ่สารทุกข์สุกดิบจบก็พูดเรื่องสำคัญ
“มรรคาจารย์ ระยะนี้มีสำนักจำนวนไม่น้อยย้ายออกไปจากมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง แล้วไปก่อตั้งสำนักในไท่หวง พวกสำนักหลังบัลลังก์ในอดีตเป็นหัวหอกนำ จนเรื่องนี้กลายเป็นกระแสไปเสียแล้ว ท่านคิดว่าจะต้องห้ามปรามหรือไม่”
สำนักหลังบัลลังก์หรือ?
เจียงฉางเชิงได้ยินนามนี้ก็เหม่อลอยไปเล็กน้อย เหมือนจะเพิ่งไม่นานมานี้เองที่สำนักหลังบัลลังก์ยังเป็นภูเขาลูกโตที่กดทับหัวเขาอยู่
เจียงฉางเชิงตอบว่า “ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถิด ฝืนรั้งคนไว้ย่อมรั้งไม่อยู่ อีกอย่างพวกเขาอยากลงหลักปักฐานย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายปานนั้น”
ในความเห็นของเขา ความจริงแล้วนี่เป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้เผ่ามนุษย์ได้แผ่กิ่งก้านสาขาในไท่หวง ยิ่งมีผู้ฝึกยุทธ์ข้างนอกมากเท่าไร ยามผู้ฝึกยุทธ์ของต้าจิ่งออกไปเสี่ยงอันตรายก็ย่อมได้รับการดูแลมากขึ้นเท่านั้น แน่นอนว่าจิตใจมนุษย์ชั่วร้าย อาจเกิดการต่อสู้กันได้ แต่ดูจากภาพรวมแล้ว นี่เป็นเรื่องดี
หลี่หมิ่นฟังจบก็พยักหน้า เขาเชื่อมั่นในการตัดสินใจของมรรคาจารย์อย่างไม่สงสัยสักนิด เขาเล่าให้ฟังอีกหลายเรื่อง ส่วนมากเป็นเรื่องเด็กอัจฉริยะที่ปรากฏตัวขึ้นมาในช่วงหลายปีนี้ เจียงฉางเชิงรู้สึกราวกับได้หวนกลับไปยังช่วงเวลาก่อนหน้า สมัยที่เขานั่งฟังเรื่องราวบุญคุณความแค้นในยุทธภพเหล่านั้น
สองชั่วยามหลังจากนั้น หลี่หมิ่นจึงเดินออกไป
เจียงฉางเชิงพยากรณ์หาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักหลังบัลลังก์อย่างไวๆ แล้วก็พบว่าคนผู้นั้นมีมูลค่าเท่ากับหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นแต้มเซ่นไหว้ ก็ไม่เลว มียอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว นับว่ายังหลงเหลือความรุ่งโรจน์ในวันวานอยู่บ้าง
สายตาของเจียงฉางเชิงหันไปมองทงเทียนตี้ สัตว์อสูรมูลค่าสองร้อยล้านที่เขามอบนามให้บ้าง ทงเทียนตี้ปลอมตัวเป็นมนุษย์มาอาศัยอยู่ในต้าจิ่งได้หลายปีแล้ว มันถึงขั้นเปิดสำนักแห่งหนึ่งอยู่ท่ามกลางหมู่เขา แล้วเจาะจงรับแต่เด็กน้อยในชนบทหรือเด็กกำพร้า แม้ต้าจิ่งจะมั่งคั่งแข็งแกร่ง แต่ก็มีสถานที่บางแห่งยังล้าหลังเสมอ ในสถานที่อันล้าหลังแห่งนั้นตัวมันกลายเป็นผู้ที่เสมือนหนึ่งปรมาจารย์ ได้รับการเคารพนับถือจากประชาชนอย่างยิ่ง
เขาพบว่าทงเทียนตี้มีหัวใจอันเมตตาซ่อนอยู่ แม้เป็นสัตว์อสูร แต่มันจิตใจดีงามมีเมตตามากกว่ามนุษย์ส่วนใหญ่เสียอีก เพราะเหตุนี้เอง เจียงฉางเชิงจึงปล่อยให้มันอยู่ในต้าจิ่งตามใจมาตลอด ตอนนี้มันก็กำลังสั่งสอนเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งให้ฝึกยุทธ์อยู่
“เออ ไม่ธรรมดานะ” สายตาของเจียงฉางเชิงจับจ้องบนร่างเด็กน้อยคนหนึ่งในนั้น
เด็กน้อยคนนั้นอายุเจ็ดขวบแล้วแท้ๆ แต่กลับมีลมปราณและโลหิตเทียบเท่ากับลูกของสัตว์อสูร ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าทงเทียนตี้แอบไปคบหากับสตรีที่ไหนมั่วซั่วหรือไม่ แต่เมื่อจับสัมผัสดูให้ดี เด็กน้อยคนนั้นกับทงเทียนตี้มีกลิ่นอายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดแม้แต่น้อย น่าสนใจดี
เจียงฉางเชิงมองอยู่ครู่หนึ่งก็รั้งสายตากลับมา ระยะนี้ต้าจิ่งมีอัจฉริยะที่พรสวรรค์ไม่ด้อยกว่าหยางโจว หรืออาจถึงขั้นไม่ด้อยกว่าเจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียน ปรากฏตัวออกมาไม่น้อยจริงๆ เพียงแต่พวกเขาไม่มีดวงตาที่สามอย่างเจียงเจี่ยนหรือมรดกวิชาของจักรพรรดิยุทธ์อย่างหลินเฮ่าเทียน
ผ่านไปอีกสักหลายสิบปี ต้าจิ่งจะต้องน่าดูชมมากเป็นแน่
“ไม่มียอดฝีมือมาท้าสู้กับข้านานแล้วก็รู้สึกคิดถึงอยู่นิดๆ”
เจียงฉางเชิงหวนระลึกอยู่เงียบๆ ผู้ฝึกยุทธ์ที่ระดับขั้นต่ำกว่าขั้นจักรวาลไม่มีสิทธิ์ทำสู้กับเขาเพราะถูกลูกศิษย์ของอารามมังกรผงาดสกัดไว้ได้ ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ที่สูงกว่าขั้นจักรวาลส่วนมากก็เพิ่งเลื่อนขั้น พวกเขายังเหลืออายุขัยอีกยาวนานนัก ยังเดินทางไปไม่ถึงบั้นปลายขีดจำกัดอายุขัย ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดมาทำสู้กับเขา
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มสำรวจไท่หวง ทุกครึ่งปีเขาจะใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตสำรวจไท่หวงเป็นประจำ ระยะทางที่มองเห็นไกลขึ้นเรื่อยๆ แต่ตราบจนตอนนี้ ไท่หวงก็ยังไม่มีเผ่าพันธุ์ที่คุกคามตัวเขาและต้าจิ่งได้จริงๆ ปรากฏตัวขึ้นมาเลย
บนเกาะอันโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง ผู้แข็งแกร่งของเกาะจักรพรรดิยุทธ์ทั้งหลายกำลังรวมตัวกันอยู่ในโถงตำหนัก จักรพรรดิยุทธ์เส้นผมสีขาวโพลนผู้เป็นเจ้าเกาะนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน
ผู้เฒ่าคนแล้วคนเล่ากำลังรายงานสถานการณ์ ไม่นานก็ผลัดมาถึงผู้เฒ่าความลับสวรรค์ ผู้เฒ่าความลับสวรรค์รายงานสถานการณ์ในอาณาเขตที่ตนเองรับผิดชอบให้ฟัง หลังจากนั้นก็เอ่ยอย่างจริงจังว่า
“เจ้าเกาะ สถานการณ์ไม่ดี เจ็ดจอมปีศาจกำลังวางแผนอะไรสักอย่างอยู่อย่างเห็นได้ชัด หายนะครั้งใหญ่ใกล้จะมาเยือนแล้ว ระยะนี้มีผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์จำนวนมากหายตัวไป แล้วผู้ฝึกยุทธ์พวกนั้นยังมาจากคนละอาณาจักรอีกด้วย คนที่หายไปมากมายเหลือประมาณ ทว่าพลังโชคชะตาของราชวงศ์แห่งโชคชะตาเหล่านั้นยังไม่แตกซ่าน ย่อมหมายความว่าพวกเขายังไม่ตาย เพียงแต่ถูกจับตัวไปเท่านั้น”
จักรพรรดิยุทธ์เอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย “สิ่งที่สมควรเกิดย่อมเกิด เจ็ดจอมปีศาจฟื้นคืนชีพ จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจจึงยังไม่ฆ่าล้างบางเผ่ามนุษย์ แต่เจ็ดจอมปีศาจก็โหดเหี้ยมยิ่งกว่าจอมราชันเช่นกัน ตอนนี้ในหมู่ราชอาณาจักรทั้งหลาย มีที่ใดมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์บ้าง แล้วมีผู้มีคุณสมบัติเป็นจักรพรรดิยุทธ์บ้างหรือไม่”
ผู้เฒ่าความลับสวรรค์ตอบว่า “ต้ากวงเทียนมีแนวโน้มว่าจะเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ แต่ไร้ผู้มีคุณสมบัติเป็นจักรพรรดิยุทธ์ ชิงเทียนที่ข้าคอยติดตามอยู่มีคุณสมบัติเป็นจักรพรรดิยุทธ์ แต่เขาไร้ขุมอำนาจสนับสนุน อีกทั้งดูแคลนการเข้าร่วมกับกลุ่มอำนาจใดกลุ่มอำนาจหนึ่ง”
พูดถึงชิงเทียน เขาก็จนปัญญาอย่างยิ่ง ลำบากนักกว่าจะค้นพบหน่ออ่อนดีๆ ปรากฏว่าเป็นเจ้าเด็กหัวแข็งที่รั้นเสียยิ่งกว่าอะไร
ผู้เฒ่าคนอื่นต่างพากันเอ่ยความคิดเห็นของตนเองเรื่องอาณาจักรที่มีแนวโน้มจะเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ คนส่วนใหญ่ล้วนเห็นด้วยว่าเป็นต้ากวงเทียน แต่ความเห็นเกี่ยวกับผู้มีคุณสมบัติจะเป็นจักรพรรดิยุทธ์กลับแตกต่างหลากหลาย
จักรพรรดิยุทธ์ฟังแล้วขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “ในเมื่อมีผู้มีคุณสมบัติเป็นจักรพรรดิยุทธ์มากมายเช่นนี้ นั่นย่อมหมายความว่ายังไม่มีผู้ใดมีคุณสมบัติเป็นจักรพรรดิยุทธ์ทั้งสิ้น จักรพรรดิยุทธ์ที่แท้จริงจะต้องเปล่งรัศมีส่องสว่างหมื่นจั้ง ทำให้ผู้คนทั้งหมดในใต้หล้าหมองหม่นสูญสิ้นสีสัน หากไร้ผู้มีคุณสมบัติเป็นจักรพรรดิยุทธ์จริงๆ เช่นนั้นข้าคงทำได้แต่ทำหน้าที่ของจักรพรรดิยุทธ์แทนไปก่อน ทุกท่านเตรียมพร้อมก้าวสู่ความตายแล้วหรือไม่”
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าของคนทั้งหมดก็ฉายแววเด็ดเดี่ยว พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวกัน
“เตรียมพร้อมนานแล้ว!”
จักรพรรดิยุทธ์ลุกขึ้นยืนอย่างเนิบช้าแล้วเอ่ยว่า “ผู้ฝึกยุทธ์หายตัวไปมากมายถึงเพียงนั้น หมายความว่าเจ็ดจอมปีศาจกำลังจะก่อมหันตภัยครั้งใหญ่ที่อาจทำลายเผ่ามนุษย์ทั้งเผ่าได้ในหนเดียว แรกเริ่มเดิมทีเกาะจักรพรรดิยุทธ์ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดยอดีตอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ทว่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ล่มสลายไปหลายสิบปีแล้ว เกาะจักรพรรดิยุทธ์ปกปักษ์แดนสมุทรมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ นับว่าหน้าที่ของพวกเราที่มีต่อมนุษย์จบสิ้นแล้ว ต่อจากนี้สมควรเป็นหน้าที่ของผู้มุ่งหมายจะกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ เรียกรวมพลผู้ฝึกยุทธ์ที่มีอายุเกินสามร้อยปีของเกาะจักรพรรดิยุทธ์ เชิญผู้ฝึกยุทธ์ที่มาเป็นแขกออกไปจากเกาะ ต่อจากนั้นเตรียมพร้อมรบเต็มกำลัง หากหนึ่งศึกมิอาจคืนความสงบให้ฟ้าดิน ทุกท่านก็ติดตามข้าไปพบฝ่าบาทที่ปรโลกด้วยกันเถิด!”
สายตาของเขากวาดมองทุกคนในห้องโถง ไม่มีผู้ใดหวาดกลัว ตรงกันข้ามพวกเขากลับมีสีหน้าผ่อนคลาย
จู่ๆ ผู้เฒ่าความลับสวรรค์ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาถามออกมาว่า “เจ้าเกาะ จู่ๆ ข้าก็นึกถึงราชอาณาจักรแห่งหนึ่งขึ้นมา ต้าจิ่ง ต้าจิ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ มรรคาจารย์มีคุณสมบัติเป็นจักรพรรดิยุทธ์หรือเปล่า”
ทุกคนหันมามองเขา พวกเขาสนใจต้าจิ่งมากจริงๆ เพราะพลังโชคชะตาของต้าจิ่งเพิ่มพูนขึ้นเร็วเหลือเกิน เร็วจนทำให้พวกเขาตกตะลึง แต่ต้าจิ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีผู้ใดรู้ว่าอยู่ที่ใด มรรคาจารย์ก็เป็นเช่นนี้ด้วย เขาไม่ปรากฏตัวออกมานานมากแล้ว
จักรพรรดิยุทธ์ขมวดคิ้ว “ต้าจิ่งมีศักยภาพที่จะเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็จริง แต่ต้าจิ่งไปหลบซ่อนอยู่ที่ใดก็ไม่ทราบ แล้วนี่เท่ากับพวกเขาทอดทิ้งเผ่ามนุษย์ แม้สุดท้ายพวกเขาจะกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ เผ่ามนุษย์บนมหาสมุทรก็คงดับสูญไปนานแล้ว ดังนั้นไม่ว่าต้าจิ่งจะกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์สำเร็จหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราต้องพิจารณาอีกแล้ว”
“ส่วนมรรคาจารย์ แม้เขาชอบเก็บตัวเงียบ แต่ทุกครั้งที่ลงมือก็ช่างทำให้คนอัศจรรย์ใจ จนใจที่เขาไม่ใช่โอรสสวรรค์ ต้าจิ่งกับมรรคาจารย์ทอดทิ้งเผ่ามนุษย์บนมหาสมุทรไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงพวกเขาอีก พวกเราเพียงต้องสู้สุดกำลัง ซื้อความหวังเพียงน้อยนิดครั้งสุดท้ายให้เผ่ามนุษย์บนมหาสมุทรเท่านั้น”
ผู้เฒ่าความลับสวรรค์เงียบไป ไร้วาจาจะโต้ตอบ
ผู้เฒ่าอีกคนหนึ่งถามว่า “เจ้าเกาะ ท่านตั้งใจจะฟื้นคืนชีพจักรพรรดิท่านใดหรือ”
จักรพรรดิยุทธ์สูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “แม้เกาะจักรพรรดิยุทธ์จะครอบครองร่างของจักรพรรดิยุทธ์ไว้มากมาย แต่คนที่พวกเราเลือกได้มีเพียงมหาจักรพรรดิอูเหรินท่านเดียวเท่านั้น พวกเราจะสังเวยเลือดเนื้อแปรเปลี่ยนเป็นเจตจำนง ปลุกมหาจักรพรรดิอูเหรินออกมาต้านเจ็ดจอมปีศาจ หากปลุกดวงจิตดั้งเดิมของมหาจักรพรรดิอูเหรินให้ตื่นได้ บางทีเผ่ามนุษย์อาจมีความหวังใหม่”
ทุกคนเงียบงันอีกครั้ง พวกเขาต่างรู้ว่าความหวังใหม่เป็นเรื่องเพ้อฝัน ยามจักรพรรดิยุทธ์ฟื้นคืนชีพ เขาย่อมกลายเป็นดวงวิญญาณที่ฟื้นกลับมามีชีวิตใหม่ เขาไม่มีทางช่วยเผ่ามนุษย์อีกต่อไป พวกเขาทําได้เพียงสร้างเจตจำนงอันเบาบางสายหนึ่งไว้ควบคุมมหาจักรพรรดิอูเหรินให้ต่อสู้เพื่อเผ่ามนุษย์เป็นเวลาชั่วคราวเท่านั้น