เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 258 นรกบนดิน เตาหลอมฟ้าดิน
ปีไท่เหอที่สี่สิบแปด เหมันตฤดูเพิ่งพ้นผ่าน สรรพสิ่งฟื้นกลับมามีชีวิตชีวา
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นแล้วบิดขี้เกียจ เขาหันไปมองไป๋ฉีแล้วคลี่ยิ้มถามว่า “พักนี้เหตุใดเมืองหลวงจึงครึกครื้นกว่าปีก่อนๆ”
ไป๋ฉีตอบว่า “ได้ยินมาว่าราชสำนักพบกระดูกสันหลังมังกรชิ้นหนึ่งจากวังใต้ดินของเผ่าราชา ดังนั้นโอรสสวรรค์จึงตัดสินใจจัดงานชุมนุมเฟ้นหาอันดับหนึ่ง ให้อัจฉริยะที่อยู่ในทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์ทั่วใต้หล้าเข้าร่วม ผู้ที่ได้ชัยชนะจะได้รับกระดูกสันหลังมังกรไป หากใช้ธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์กลืนกระดูกสันหลังมังกรจะได้รับพลังของมังกร ดังนั้นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วใต้หล้าจึงบ้าคลั่งกันไปหมด”
มันเว้นวรรคครู่หนึ่งก็จิ๊ปากอย่างประหลาดใจ “นายท่าน คืนวันก่อนข้าไปเยี่ยมโอรสสวรรค์ ให้เขาพาพวกเราไปชมกระดูกสันหลังมังกร มันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ด้านในมีลมปราณที่ทำให้ข้าขวัญผวาอยู่สายหนึ่ง แม้แต่เจ้าตัวจ้อยหัวเหม็นสองตนนั้นก็รู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง หรือว่าจะเป็นมังกรจริงๆ”
เจียงฉางเชิงหันไปมองทางวังหลวง สายตาจับจ้องไปที่กระดูกสันหลังมังกรชิ้นนั้น กลิ่นอายนี้… มังกรที่ไหนกันเล่า ก็แค่ดูแล้วคล้ายมังกรก็เท่านั้น
เจียงฉางเชิงจดจำกลิ่นอายนี้ได้ เจ้าของมันถูกบันทึกลงไปในคัมภีร์ภูผาสมุทรแล้ว สิ่งนั้นก็คือสัตว์อสูรอันแข็งแกร่งที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในไท่หวง มันมีรูปร่างคล้ายมังกรน้ำ แต่ยังห่างชั้นจากมังกรอยู่มาก มันไม่ใช่อสูรโชคชะตา แต่แรงกดข่มของมันน่าสะพรึงจริงๆ นับได้ว่ามันเป็นสัตว์อสูรที่มีแรงกดข่มแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาพบเจอมาจนถึงตอนนี้
พลังก็เรื่องหนึ่ง แรงกดข่มก็อีกเรื่องหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วแรงกดข่มของสิ่งมีชีวิตจํานวนมากจะขึ้นอยู่กับพลังของพวกมัน แต่แรงกดข่มของมังกรน้ำชนิดนี้แข็งแกร่งเหนือกว่าพลังที่แท้จริงของมันมาก มันทำให้ศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตนเองหวาดกลัวจนถอยหนีไปได้อย่างง่ายดาย หากพบศัตรูที่อ่อนแอกว่าตนเองก็ถึงขั้นทำให้ศัตรูหวาดกลัวจนหมดสติได้ทันที
แน่นอนว่าหากต้านแรงกดข่มของมันได้ก็จัดการมันได้แล้ว
เจียงฉางเชิงรั้งสายตากลับมาแล้วเอ่ยว่า “บางทีบนโลกใบนี้อาจนับว่าเป็นมังกรก็ได้กระมัง แรงกดข่มระดับนี้ก็มีลักษณะคล้ายพลังมังกรมากทีเดียว”
ไป๋ฉีได้โอกาสแล้วก็เอ่ยปากไม่หยุด มันเริ่มเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจในเมืองหลวง เทศกาลวันปีใหม่ของแต่ละปีเป็นช่วงเวลาที่เมืองหลวงครึกครื้นที่สุด แคว้นประเทศราชจะส่งขุนนางเดินทางมาถวายบรรณาการ พ่อค้าจากทั่วทุกสารทิศแห่แหนมาเปิดงานประมูลข้าวของสารพัดอย่าง ทั่วทั้งถนนมีร้านแผงลอยแบกับดินดาหน้าตั้งเรียงรายขายทรัพยากรสำหรับการฝึกยุทธ์นานาชนิด วิถียุทธ์เจริญรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด
เจียงฉางเชิงสังเกตเห็นว่าจืออู๋จวินที่นั่งอยู่หน้าเตาหลอมกำลังขมวดคิ้ว ท่าทางเหมือนวิตกกังวล เขาเอ่ยปากถามทันที
“แม่นางจืออู๋จวิน ฝึกวิชาแล้วพบอุปสรรคหรือ”
จืออู๋จวินสะดุ้งตื่นแล้วรีบเอ่ยว่า “เปล่าเจ้าคะ เพียงแต่ระยะนี้จิตใจข้าไม่สงบ เหมือนมหันตภัยกำลังจะมาเยือน”
ระหว่างที่กล่าวคำนี้นางก็ยกมือขึ้นมากุมหน้าอก นี่เป็นครั้งแรกที่นางเผยท่าทางเยี่ยงสตรีออกมา เจียงฉางเชิงได้ฟังก็ตกใจ รีบพยากรณ์อย่างบ้าคลั่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าในบริเวณใกล้ๆ ไม่มีอันตรายจึงลอบพรูลมหายใจเฮือกหนึ่ง เขาคิดว่าตนเองเผลอเลินเลอไปเสียแล้ว
จืออู๋จวินเอ่ยต่อว่า “มหันตภัยที่ข้ากล่าวถึงไม่ได้หมายถึงต้าจิ่งของพวกเรา แต่เป็นเผ่ามนุษย์ที่ทะเลไร้ขอบเขต แม้ข้าจะตัดขาดกับตระกูลจีแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเป็นคนตระกูลจี เคยรับตำแหน่งในราชวงศ์แห่งโชคชะตาเป็นถึงขุนพล หากมหันตภัยมาเยือนเผ่ามนุษย์ ข้าย่อมสัมผัสได้ล่วงหน้า ความรู้สึกนี้แรงกล้ายิ่งนัก เหมือนหนนั้นที่จอมราชันเผ่าปีศาจบุกโจมตีอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์”
นางถอนหายใจ นางรู้ว่าพูดสิ่งเหล่านี้ไปก็ไร้ประโยชน์ ยามนี้นางไม่อยู่ที่ทะเลไร้ขอบเขตเสียหน่อย
“มรรคาจารย์ อย่าคิดมากไปเลยเจ้าคะ ข้าคิดตกแล้ว ปกป้องประชาชนของต้าจิ่งจึงจะเป็นการเหลือความหวังให้เผ่ามนุษย์ ข้าเพียงแต่กระสับกระส่ายตามสัญชาตญาณ ความรู้สึกนี้มิอาจควบคุมได้ ผ่านไประยะหนึ่งก็คงดีขึ้นเอง”
จืออู๋จวินบอกอย่างจริงจัง นางกลัวว่ามรรคาจารย์จะลงมือเพราะเรื่องนี้แล้วนำปัญหายุ่งยากมาให้ต้าจิ่ง มหันตภัยครานี้ไม่ง่าย มันไม่ใช่สิ่งที่มรรคาจารย์จะยุติได้ด้วยการยิงลูกศรไม่กี่ดอก สนามรบระหว่างอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์กับเผ่าปีศาจในวันวานกว้างใหญ่ไพศาลปานใด มันใหญ่เป็นร้อยเท่าของทั้งมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนทยอยตบเท้าเดินเข้าสนามรบ แม้แต่ตอนนี้ยามนางหวนนึกถึงพลังอันน่าหวาดกลัวของจอมราชันเผ่าปีศาจ นางก็ยังตัวสั่นสะท้าน
เจียงฉางเชิงพยักหน้าแล้วไม่พูดคำใด เขาหันไปส่งสัญญาณให้ไป๋ฉีเล่าเรื่องสนุกในเมืองหลวงต่อ ทว่าถึงเขาจะดูเหมือนกำลังเอ้อระเหยลอยชาย แต่ความจริงแล้วภายในใจกำลังจับสัมผัสเสียงในใจของผู้ศรัทธา ยามนี้ผู้ศรัทธาของเขามีมากมาย การจะตามหาร่องรอยให้พบจึงต้องใช้เวลามาก จืออู๋จวินบอกว่ามหันตภัยกำลังจะมาเยือน มันต้องส่งผลกระทบกับคนจำนวนมากอย่างแน่นอน บางทีอาจมีผู้ศรัทธาที่ประสบเคราะห์ร้ายแล้ว
นับไปนับมาเจ็ดจอมปีศาจก็ฟื้นคืนชีพมาได้สามยิบเจ็ดปีแล้ว หลังจากสร้างขุมกำลังเผ่าปีศาจได้พวกมันก็น่าจะลงมือกับเผ่ามนุษย์
ผ่านไปเนิ่นนานนัก ในที่สุดเจียงฉางเชิงก็พบเงื่อนงำ มีผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งถูกสัตว์ปีศาจจับตัวไป พวกเขากำลังพร่ำอธิษฐานขอให้วิหคทมิฬกับผานกู่มาช่วยเหลือพวกเขา
พอไป๋ฉีเล่าจบ เจียงฉางเชิงก็หลับตาทำสมาธิ แสร้งว่าฝึกวิชาอยู่ แต่ความจริงไปเข้าฝันผู้ศรัทธาคนหนึ่ง เขาสั่งให้จิตใต้สำนึกของผู้ศรัทธาคนนั้นหวนกลับไปยังสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ไม่นานในห้วงฝันจึงค่อยๆ เกิดเป็นภาพ
เจียงฉางเชิงปรากฏตัวด้านหลังผู้ศรัทธา ประกายรัศมีเจิดจ้าจับตาปิดบังใบหน้าของเขา ร่างกายของเขาเปลี่ยนเป็นร่างเกราะของผานกู่ เพิ่งปรากฏกาย เขาก็ถูกสิ่งที่เห็นทำให้ตะลึงงัน เจียงฉางเชิงถูกภาพตรงหน้าทำให้หวาดผวาจนกายสะท้าน
เวลานี้เขากับผู้ศรัทธายืนอยู่บนพื้นที่เจิ่งนองไปด้วยเลือด ทั่วทุกทิศล้วนเป็นภูเขาซากศพที่ประกอบด้วยศพของมนุษย์ ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนนับไม่ถ้วนบ้างนั่งบ้างนอนอยู่ใกล้ๆ ภูเขาศพแต่ละลูก พวกเขาทั้งหมดไม่ได้สติ บางคนแขนขาดขาขาดจนเห็นกระดูกสีขาวน่าขนลุก
เจียงฉางเชิงเงยหน้ามองก็เห็นเทือกเขาสูงล้อมฟ้าดินแปดทิศเป็นกำแพงสวรรค์อันยิ่งใหญ่ หัวกับท้ายของพวกมันเชื่อมต่อกัน ล้อมดินแดนบริเวณนี้เอาไว้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ในเตาหลอม บนกำแพงสวรรค์นั้นมีเงาร่างใหญ่ยักษ์น่าหวาดกลัวนั่งอยู่เจ็ดร่าง พวกมันแต่ละตนสูงใหญ่จนกายาทะลุเหนือเมฆ เห็นแล้วน่าตกตะลึงยิ่งนัก
บนท้องนภามีสัตว์ปีศาจวนเวียนอยู่นับไม่ถ้วน ทุกทิศล้วนมีสัตว์ปีศาจบินข้ามกำแพงสวรรค์มาแล้วโยนผู้ฝึกยุทธ์ทิ้งไว้ในที่แห่งนี้ บางคนที่ยังรอดร่วงลงมาตายทันที ส่วนบางคนร่วงลงมาแล้วก็บาดเจ็บหนัก เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว เจ็ดจอมปีศาจคิดจะทำสิ่งใด เขากวาดสายตามองคร่าวๆ แม้แต่พลังสายตาของเขาก็มิอาจนับได้ชัดเจนว่ามีมนุษย์ถูกขังไว้ที่นี่เท่าไร ที่แห่งนี้คือนรกบนดินชัดๆ
ผู้ศรัทธาที่ยืนอยู่ข้างหน้าเจียงฉางเชิงกุมสองมือไว้ตรงหน้าอก สวดภาวนาสุดหัวใจ
“มหาเทพผานกู่ รีบมาช่วยพวกเราด้วย…”
“มหาเทพผานกู่ รีบมาช่วยพวกเราด้วย…”
เขากล่าวประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีคลื่นอารมณ์อื่นใดอีก อารมณ์ของเขาชาไปเสียแล้ว ส่วนตัวคนก็โงนเงนเหมือนใกล้จะล้มเต็มที เจียงฉางเชิงถอนหายใจแล้วออกจากห้วงฝัน
หลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปเข้าฝันผู้ศรัทธาที่ประสบภัยคนอื่น พวกเขาถูกล้อมด้วยภูเขาซากศพ อยู่ในพื้นที่บริเวณนี้เช่นเดียวกัน จุดที่ผู้ศรัทธาบางคนอยู่น่าตกใจนัก แม้แต่เขาก็เริ่มรู้สึกทนมองต่อไปไม่ไหว
เผ่าปีศาจดูเหมือนจะใช้ที่นี่เป็นคลังเสบียง ไม่ว่าคนตายหรือคนรอดล้วนโยนเข้ามาในนี้ ทุกช่วงเวลาหนึ่งพวกมันจะโยนเนื้อกับผลไม้เข้ามาตามเวลา ให้คนที่ถูกขังแย่งชิงกัน ในสถานที่อันน่าสิ้นหวังเช่นนี้ คนที่รอดชีวิตต่างสูญเสียสติปัญญาไปหมดแล้ว พวกเขาตกต่ำกลายเป็นสัตว์ป่าที่สติปัญญาเลอะเลือน แม้แต่กินกันเองก็มี
ผู้ศรัทธาทั้งหลายของเจียงฉางเชิงเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าผานกู่หรือไมก็วิหคทมิฬจะมาช่วย พวกเขาจึงยังรักษาสติปัญญากับความหวังเอาไว้ได้ แน่นอนว่าก็มีผู้ศรัทธาบางส่วนที่จิตใจแตกสลายไปนานแล้วเช่นกัน
เจียงฉางเชิงกลับออกมาจากความฝันแล้วลืมตาขึ้น แม้ว่าเขาจะกลัวความยุ่งยาก แต่เมื่อเห็นภาพนี้ เขาก็จะลงมืออยู่ดี หากสังหารเจ็ดจอมปีศาจ จอมราชันเผ่าปีศาจย่อมลุกมาบุกจู่โจม มันไม่ยอมปล่อยให้เผ่ามนุษย์ได้ผงาดขึ้นมาอีกครั้งแน่ แม้ต้าจิ่งจะอยู่ที่ไท่หวง แต่หากเขาดึงความสนใจของจอมราชันเผ่าปีศาจมา ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเผ่าปีศาจจะออกปูพรมค้นหาจนกระทั่งตามมาพบไท่หวงเข้า ถึงเวลานั้นเขาจะต้องเผชิญหน้ากับทั้งเผ่าปีศาจ
ทว่าหากไม่เห็น เขาอาจทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้ แต่ในเมื่อเห็นแล้ว หากเขาไม่ลงมือ จิตใจก็คงมิอาจสงบ สิ่งที่การบำเพ็ญเซียนต้องการก็คือจิตใจที่สงบปลอดโปร่ง! หากเขาไร้พลัง เขาย่อมไม่อึดอัดใจ แต่เพราะเขามีพลังประมาณหนึ่งแล้ว เขาจึงอึัดอัดใจจนรนราน
เขาเงยหน้าหันไปมองจืออู๋จวิน แล้วบอกสิ่งที่ตนเองเห็นกับนาง จืออู๋จวินฟังไปฟังมาก็หน้าถอดสี แม้แต่พวกปีศาจอย่างไป๋ฉียังหวาดกลัว นั่นเป็นนรกอะไรกัน
จืออู๋จวินพึมพำ “หรือว่าจะเป็น… เป็นไปไม่ได้ นั่นเป็นค่ายกลปีศาจโบราณ เผ่าปีศาจไม่มีใครได้รับสืบทอดค่ายกลนั่นมา…”
เจียงฉางเชิงถามว่า “เจ้าคิดอะไรออกหรือ”
จืออู๋จวินสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วบอกว่า “หากข้าเดาไม่ผิด เจ็ดจอมปีศาจคงตั้งใจจะสร้างเตาหลอมฟ้าดิน ใช้เลือดเนื้อของเผ่ามนุษย์นับล้านคนหลอมเป็นโอสถจอมราชัน ใช้เลือดเนื้อของผู้ฝึกยุทธ์จำนวนนับไม่ถ้วนผนึกรวมกันเป็นลมปราณ สิ่งนั้นเป็นมหาค่ายกลที่ชั่วร้ายโหดเหี้ยมอย่างยิ่ง เล่ากันว่ามันเคยปรากฏขึ้นเมื่อหมื่นปีก่อน แต่จักรพรรดิยุทธ์ในยามนั้นขัดขวางเอาไว้ได้ แล้วสังหารสัตว์ปีศาจที่ล่วงรู้เกี่ยวกับค่ายกลนี้ในยามนั้นจนหมด ทำให้เผ่าปีศาจไม่มีใครใช้ค่ายกลปีศาจเป็นอีกนับจากนั้น โอสถจอมราชันทำให้เจ็ดจอมปีศาจวิวัฒน์เข้าสู่ระดับขั้นมหาจักรพรรดิเผ่าปีศาจ หรือก็คือระดับขั้นจักรพรรดิยุทธ์ได้ เมื่อทำสำเร็จ เผ่าปีศาจก็จะมีจอมราชันเจ็ดตนเจ้าค่ะ!”
หัวใจของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว หากเผ่ามนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับจอมราชันเผ่าปีศาจแปดตน นางไม่อาจจินตนาการออกเลยว่านั่นจะเป็นฝันร้ายเช่นไร
ไป๋ฉีอดไม่ได้ถามว่า “จอมราชันเผ่าปีศาจจะปล่อยให้พวกเขาทำสำเร็จหรือ”
จืออู๋จวินส่ายหน้าบอกว่า “ไม่รู้สิ บางทีเจ็ดจอมปีศาจอาจยอมรับจอมราชันเป็นหัวหน้าแล้ว จอมราชันเผ่าปีศาจมีความเป็นมาลึกลับ แม้แต่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่แน่ใจชาติกำเนิดของเขา บางทีอาจเป็นจอมราชันเผ่าปีศาจเองก็ได้ที่ถ่ายทอดมหาค่ายกลเตาหลอมฟ้าดินให้พวกเขา มิเช่นนั้นข้าก็คิดความเป็นไปได้อื่นไม่ออกแล้ว”
“หากเจ็ดจอมปีศาจต่างก็อยากได้โอสถจอมราชัน จำนวนผู้ฝึกยุทธ์ที่พวกเขาต้องการย่อมมากมายมหาศาลอย่างยิ่ง เกรงว่าคงต้องใช้อาณาจักรแห่งโชคชะตาหลายสิบแห่ง หลังจากผ่านเหตุการณ์หนนี้ เผ่ามนุษย์ในมหาสมุทรคงจะตายกันหมดสิ้น”
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นมา เขาหันไปมองทางทิศใต้ เขาเริ่มจับสัมผัสทิศทางของผู้ศรัทธากลุ่มนั้น หลังจากนั้นก็ใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมอง ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เห็นตำแหน่งของเจ็ดจอมปีศาจ พวกเขาอยู่บนทวีปที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง มองจากไกลๆ ทวีปแห่งนี้ดูเหมือนถ้วยชา เทือกเขาสูงตระหง่านเหล่านั้นก่อตัวกลายเป็นกำแพงสวรรค์ที่สูงทะลุขึ้นไปเหนือยอดเมฆดำทะมึน ราวกับจะเชื่อมฟ้าดินไว้ด้วยกัน ด้านนอกกำแพงสวรรค์มีโครงกระดูกสีขาวนับไม่ถ้วนกองอยู่ ดูคล้ายม่านน้ำตกสีขาวเทอาบกำแพงสวรรค์น่าสะพรึงอย่างยิ่ง สัตว์ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนรวมตัวกันอยู่รอบทวีป บนทวีปยังมีสัตว์ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนหมอบกัดแทะโครงกระดูกสีขาวอยู่รอบๆ
เจียงฉางเชิงเริ่มประเมินขนาดพื้นที่ที่กองทัพสัตว์ปีศาจครอบครองอยู่ ความจริงมันกว้างใหญ่กว่าที่เขาจินตนาการไว้ สัตว์ปีศาจจากทั่วทุกสารทิศจับผู้ฝึกยุทธ์มุ่งหน้ามารวมกันที่ทวีปแห่งนี้ แล้วพวกมันก็โยนพวกเขาลงไปด้านในเตาหลอมฟ้าดิน คิดไม่ถึงว่าเจ็ดจอมปีศาจจะรวบรวมสัตว์ปีศาจได้มากมายเช่นนี้
ในเวลานี้เอง จู่ๆ เจียงฉางเชิงก็สัมผัสได้ว่าพลังโชคชะตาของเผ่ามนุษย์ที่ลอยล่องอยู่ระหว่างฟ้าดินกำลังเปลี่ยนไป จนส่งผลกระทบมาถึงต้าจิ่ง เขารั้งเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกลับมา แล้วเงยหน้ามองท้องนภา
แสงสีม่วงอาบไล้ผืนฟ้า ทะเลเมฆเคลื่อนถาโถม พลังแห่งโชคชะตาโหมพัดจนเกิดคลื่นสายลมก่อตัวเป็นมังกรตัวแล้วตัวเล่าบิดลำตัวอย่างเหิมเกริมอยู่บนฟากฟ้า ท้องนภาทั้งผืนราวกับกำลังหดเล็กลง ดูอลังการอย่างที่สุด
จืออู๋จวินทำหน้าตกใจ เอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “พลังโชคชะตานี่… ไม่มีทาง เผ่ามนุษย์มีจักรพรรดิยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว!”
เมื่อคำนี้เอ่ยออกมา เจียงฉางเชิง ไป๋ฉี หวงเทียนกับเฮยเทียนล้วนหันไปมองนางอย่างแปลกใจ เผ่ามนุษย์มีจักรพรรดิยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นมาแล้วหรือ เร็วถึงเพียงนี้เชียว