เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 259 กำเนิดใหม่จักรพรรดียุทธ์
“ไม่ผิด โชคชะตาผันแปรรุนแรง เช่นนี้จะต้องมีจักรพรรดิยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นเป็นแน่ แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้นี่ ชั่วขณะนี้มีผู้ใดในเผ่ามนุษย์ที่สามารถเป็นจักรพรรดิยุทธ์ได้หรือ”
จืออู๋จวินขมวดคิ้ว พึมพำกับตนเอง ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ มีจักรพรรดิยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นในเผ่ามนุษย์ แม้จะเป็นเผ่ามนุษย์ที่อยู่ในมหาสมุทรไร้ขอบเขตก็ยังสามารถไปช่วยได้”
จืออู๋จวินทอดถอนใจกล่าว “ข้าเป็นกังวลว่าจักรพรรดิยุทธ์ผู้นี้จะไม่ได้เกิดมาอย่างปกติธรรมดา”
จักรพรรดิยุทธ์คืนชีพ? เจียงฉางเชิงคิดว่ามีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง จำต้องรู้ว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีมูลค่าแค่หนึ่งร้อยยี่สิบล้านเท่านั้น ยังไม่เท่าจอมปีศาจด้วยซ้ำ แล้วจะกระโดดข้ามขั้นไปมีมูลค่าพันล้านได้อย่างไร เว้นเสียแต่ว่าเขาก็ฝึกเซียนด้วยเช่นกัน หากเป็นจักรพรรดิยุทธ์ฟื้นคืนชีพ เช่นนั้นก็จะเป็นชีวิตใหม่ทั้งหมด จะไม่มีความผูกพันใดกับเผ่ามนุษย์อีกแล้ว จนถึงขั้นที่สามารถกลายเป็นศัตรูของเผ่ามนุษย์ได้ด้วยซ้ำ
เจียงฉางเชิงมองไปยังทิศทางของเตาหลอมฟ้าดินอีกครั้ง รออีกสองสามวัน หากจักรพรรดิยุทธ์ผู้นั้นไม่ลงมือปราบเจ็ดจอมปีศาจ เช่นนั้นเขาจะลงมือ เขาออกคำสั่งเงียบๆ อยู่ในใจ ให้ร่างแยกนำคัมภีร์ภูผาสมุทรกับคันฉ่องฟ้าดินกลับมา
ณ เกาะจักรพรรดิยุทธ์
ไอโลหิตพุ่งกระจายทั่วอากาศ ศพผู้ฝึกยุทธ์นอนแผ่ดาษดื่นอยู่บนเกาะ รวมทั้งผู้เฒ่าความลับสวรรค์ที่เรียกเจียงฉางเชิงมาด้วย ทุกคนถูกดูดเลือดจนหมดตัว พลังชีวิตขาดสะบั้น
จักรพรรดิยุทธ์ยังคงมีชีวิตอยู่แต่เขาก็อ่อนแรงเต็มทนแล้ว ร่างกายผ่ายผอมเหมือนกิ่งไม้แห้ง สีหน้าซีดเผือด ร่างกายที่ซีดขาวของเขาทอดสายตามองร่างที่อยู่สูงขึ้นไปบนอากาศ
เมฆอัสนีครื้นครั่นปิดแผ่นฟ้าบังตะวัน แสงตะวันแรงกล้าสายหนึ่งทะลุผ่านทะเลเมฆ ภายใต้แสงตะวันสว่างจับตานั้นมีร่างน่าเกรงขามร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนฟากฟ้า
จักรพรรดิยุทธ์เผยรอยยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก พึมพำว่า
“มหาจักรพรรดิ นำพาความปรารถนาอันแสนยาวนานของเกาะจักรพรรดิยุทธ์ไปแล้วลงมือเถิด”
สิ้นเสียง เขาก็ค่อยๆ ล้มลงเหมือนกับผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ของเกาะจักรพรรดิยุทธ์ ล้มลงบนแผ่นดินที่พวกเขาอยู่มากว่าครึ่งชีวิต
ท่ามกลางแสงตะวัน บุรุษในชุดคลุมดำผู้หนึ่งกำลังดูดกลืนปราณวิญญาณยุทธ์ แผงอกของเขาขยับขึ้นลงอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับจังหวะที่เขาหายใจ ร่างกายของเขาสูงใหญ่กำยำนัก แม้ไม่อาจเทียบเท่าสัตว์ปีศาจแต่มีความเด็ดเดี่ยวอย่างหนึ่งที่ยากจะจินตนาการได้ ราวกับเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในผืนปฐพี และสามารถแบกรับทั้งใต้หล้าไว้ได้
มหาจักรพรรดิอูเหริน!
เขาผมเผ่ายุ่งเหยิง ชายเสื้อคลุมสีดำบนตัวขาดรุ่ยไปหมดแล้ว แต่แม้จะเป็นดังนี้ ยามสวมอยู่บนตัวเขากลับประหนึ่งชุดคลุมมังกร มีความสงางามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งคู่มีแสงสว่างส่องออกมา แม้แต่แสงตะวันจ้าก็ยังไม่อาจบดบังได้
เขาก้มหน้าลงมองเกาะจักรพรรดิยุทธ์แวบหนึ่งก่อนหันหลังจากไป
ณ เตาหลอมฟ้าดิน เจ็ดจอมปีศาจกำลังพักผ่อนอยู่บนขุนเขา พญามังกรน้ำเก้าอัคราทอดตัวอยู่บนยอดเขา หัวมังกรทั้งเก้าของมันพ่นลมหายใจร้อนออกมาและกลายเป็นหมอกร้อนพันอยู่รอบตัว ยิ่งทำให้ร่างของมันดูน่ากลัวขึ้นไปอีก จอมปีศาจตนอื่นๆ ต่างเป็นสัตว์ปีศาจที่ต่างกันออกไป ร่างกายพวกมันล้วนใหญ่โตดั่งขุนเขา สัตว์ปีศาจนานาที่เคยมี ยามมาอยู่ต่อหน้าพวกมันล้วนกลายเป็นตัวเล็กไปถนัดตา
ทันใดนั้น จอมปีศาจที่กำลังหลับสนิทก็สัมผัสถึงบางสิ่ง จึงผลุนผลันชูหัวที่เหมือนกับเหยี่ยวนกเขาขึ้นมา ดวงตาเหยี่ยวมองไปยังทิศทางหนึ่ง
โครมคราม…
ฟ้าดินสั่นสะเทือนอย่างหนัก เสียงดังน่าหวาดกลัวดังเข้ามา ทำให้สัตว์ปีศาจทุกตัวตื่นตกใจ จอมปีศาจอีกหกตัวพากันตกใจตื่นและหันไปมองที่ขอบฟ้า เหล่ามนุษย์ที่กำลังงุนงงและตกอยู่ในความสิ้นหวังภายในเตาหลอมฟ้าดินต่างเงยหน้าขึ้น มีทั้งคนที่หวาดกลัว มีทั้งคนที่เฝ้ารอและมีทั้งคนที่เดือดดาล
เกิดความสั่นสะเทือนอย่างหนักทั่วทั้งผืนทวีปราวกับมีแผ่นดินไหว หัวมังกรทั้งเก้าของพญามังกรน้ำเก้าอัครามองไปทางทิศเดียวกัน และเห็นลำแสงสีขาวที่ฟ้าดินสว่างโร่สายหนึ่งพุ่งไปยังผืนทวีปที่เตาหลอมฟ้าดินอยู่ด้วยความเร็วสูงสุด
ดวงตาของพญามังกรน้ำเก้าอัคราพลันมีประกายดุร้ายขึ้นมา หัวมังกรทั้งเก้าอ้ากว้างอย่างสยดสยอง ผนึกพลังปีศาจและยิงลำแสงสีเลือดออกไปเก้าลำแสง ก่อนผสานเข้าด้วยกันระหว่างทางกลายเป็นลำแสงน่าหวาดกลัวที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าหนึ่งร้อยจั้ง และยังมีเปลวเพลิงแสนพรั่นพรึงม้วนพันอยู่โดยรอบ ลำแสงฉีกทะเลเมฆกับทะเลลมแล้วพุ่งชนลำแสงสีขาวที่เข้ามาโจมตีอย่างจัง
เกิดเสียงโครมดังสนั่น!
ฟ้าดินสิ้นสี คลื่นทะเลถาโถมรุนแรง ลมกระโชกบ้าคลั่งประหนึ่งจะล้างโลกพัดม้วนไปทั่วผืนปฐพี ลำแสงสีขาวพุ่งเข้าชนเปลวเพลิงพลังปีศาจจนกระจาย เผยให้เห็นร่างของมหาจักรพรรดิอูเหริน เขาก้าวมาข้างหน้าด้วยท่าทีทรงอานุภาพประหนึ่งภูเขาไฟปะทุ ผมที่ปล่อยลงมาปลิดปลิว สายตาเย็นเยียบจ้องเขม็งไปยังพญามังกรน้ำเก้าอัครา
“เจ้าคือผู้ใด” จอมปีศาจตนหนึ่งลุกขึ้นและเอ่ยปากถาม
มหาจักรพรรดิอูเหรินไม่ตอบ หากแต่ยกมือขวาขึ้น เมื่อนั้นลมปราณก็หลั่งไหลออกมาจากฝ่ามือและจับตัวกันเป็นศาสตราเทวะชิ้นหนึ่ง รูปร่างเหมือนดาบขนาดใหญ่ ส่วนปลายมีด้ายทองหลายเส้นปลิวไสว เขายกดาบเล่มใหญ่นั้นขึ้นด้วยมือข้างเดียวและหวดลงมาอย่างเกรี้ยวกราด เจ็ดจอมปีศาจต่างเข้าต่อสู้ พลังปีศาจที่แข็งแกร่งจับตัวรวมกันกลายเป็นแม่น้ำสีเลือดถาโถมเข้าท่วมเขา
ดาบหนึ่งฟันลงมา ปราณดาบหั่นลงมาในแนวตั้งยาวถึงนับหนึ่งพันจั้ง ราวกับแบ่งแยกฟ้าดินจากหนึ่งให้กลายเป็นสอง
โครม!
ลมปราณแกร่งกล้าและพลังปีศาจอันน่าหวาดกลัวเข้าปะทะกัน ทำให้พื้นทวีปแยกออก ฟ้าดินทั้งมวลสั่นสะเทือนรุนแรง เสียงเย็นเยียบหนึ่งดังทะลุผ่านเสียงเลื่อนลั่นทั้งปวงระหว่างฟ้าดิน และแล่นเข้าไปในหูของเจ็ดจอมปีศาจ
“คิดอยากบูชายัญเผ่ามนุษย์ พวกเจ้าก็คู่ควรด้วยหรือ”
ในเรือนพักเขามังกรผงาด เจียงฉางเชิงคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงหันหน้าไปทางทิศใต้ มีผู้ที่ทรงพลังอย่างยิ่งกำลังต่อสู้กันอยู่!
เขาใช้วิชาเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปและเห็นว่ามหาจักรพรรดิอูเหรินกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับเจ็ดจอมปีศาจพอดี มหาจักรพรรดิอูเหรินทรงอานุภาพยิ่งยวด แม้จะอยู่ในวงล้อมของเจ็ดจอมปีศาจก็ยังสังหารปีศาจได้ตามอำเภอใจ ซากศพของสัตว์ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงลงมาจากท้องฟ้า สาดลงบนพื้นดินที่แตกสลายและบนผิวน้ำทะเลที่มีคลื่นสาดซัดไม่ขาดสาย เฉกเช่นพายุฝนสาดเทลงมา เป็นภาพสุดอลังการที่แสนโหดร้าย
นั่นก็คือจักรพรรดิยุทธ์ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นหรือ? เจียงฉางเชิงเห็นฝีมือการต่อสู้ของเขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ข้าอยากรู้ว่าผู้ที่กำลังต่อสู้กับเจ็ดจอมปีศาจแข็งแกร่งเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว 1,300,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
หนึ่งพันสามร้อยล้าน! เป็นจักรพรรดิยุทธ์แน่นอน!
เจียงฉางเชิงบอกเรื่องนี้แก่จืออู๋จวินในทันทีเพื่อให้นางวางใจ จืออู๋จวินถามว่า “มรรคาจารย์เจ้าคะ ท่านมีอิทธิฤทธิ์มหาศาล จะให้ข้าดูการต่อสู้นั้นได้หรือไม่เจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงพยักหน้า จากนั้นก็ใช้วิชาเนตรเทวะลวงตาส่งภาพการต่อสู้ที่ตนเองเห็นเมื่อครู่นี้ให้จืออู๋จวิน จืออู๋จวินมึนงงไปพักหนึ่งแต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
“นั่นคือ… มหาจักรพรรดิอูเหริน เป็นดังคาด มิใช่ว่าจักรพรรดิยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นในเผ่ามนุษย์แต่เป็นเผ่ามนุษย์ชุบชีวิตจักรพรรดิยุทธ์ขึ้นมา นี่พวกเขากำลังเล่นกับไฟอยู่…”
จืออู๋จวินเอ่ยทั้งยิ้มเจื่อน พวกไป๋ฉีทั้งสามตัวก็อยากดูเช่นกัน เจียงฉางเชิงทำตามความประสงค์ของพวกมัน จวบจนพวกมันดูจบแล้วต่างก็ตกใจกันทั้งสิ้น นั่นเป็นภาพการต่อสู้ที่น่าตื่นตะลึงนัก จนพวกมันไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าที่แท้แล้วมหาจักรพรรดิอูเหรินและเจ็ดจอมปีศาจแข็งแกร่งเพียงใดกัน
เจียงฉางเชิงถามว่า “เหตุใดจึงพูดเช่นนี้ อย่างน้อยคนผู้นั้นก็กำลังสังหารจอมปีศาจอยู่จริงๆ”
จืออู๋จวินบอกว่า “ก็เหมือนกับที่ข้าเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ หลังจากจักรพรรดิยุทธ์โบราณฟื้นคืนชีพ แล้วจะเกิดสติปัญญาใหม่และกลายเป็นชีวิตใหม่ เมื่อดูจากครั้งก่อนที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เคยชุบชีวิตจักรพรรดิยุทธ์ผู้นั้นขึ้นมา จักรพรรดิยุทธ์ฟื้นคืนชีพกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อเผ่ามนุษย์ เขาฟื้นคืนชีพมาตั้งหลายปีก็ไม่เคยช่วยเหลือเผ่ามนุษย์เลย แต่จักรพรรดิยุทธ์มีพละกำลังที่แข็งแกร่งนัก จึงมีคนจำนวนมากต้องการตัวเขา นายท่านไป๋ที่เคยช่วยข้าเมื่อก่อนนี้ก็คอยสืบหาจักรพรรดิยุทธ์ที่ฟื้นคืนชีพผู้นั้น ด้วยต้องการใช้ประโยชน์จากพละกำลังของเขา”
“ข้าจำได้ว่าร่างของมหาจักรพรรดิอูเหรินอยู่ในเกาะจักรพรรดิยุทธ์ มหาจักรพรรดิอูเหรินเป็นจักรพรรดิยุทธ์ที่ได้ชื่อว่าเปี่ยมเมตตาที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่ามนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีนามว่าเหริน (เมตตา) อาจเป็นได้ว่านี่จะเป็นสาเหตุที่เกาะจักรพรรดิยุทธ์ฟื้นคืนชีพเขาขึ้นมา แต่ข้าเป็นกังวลว่ามหาจักรพรรดิอูเหรินจะควบคุมตนเองไม่ได้”
ได้ยินคำพูดเช่นนี้ เจียงฉางเชิงจึงหันไปมองการต่อสู้นั่นอีกครั้ง เป็นดังคาด ท่าทีของมหาจักรพรรดิอูเหรินไม่ค่อยปกติ แม้จะกำลังต่อสู้อยู่แต่เขาขมวดคิ้วแน่นและแววตาเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดเวลา ดูน่าอันตรายเป็นที่สุด เจียงฉางเชิงลังเลอยู่พักใหญ่ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะไปที่นั่นด้วยตนเองสักครั้ง
เขาบอกว่า “ข้าจะออกไปข้างนอกสักครา”
จืออู๋จวินได้ยินก็รู้ในทันทีว่าเขาจะไปทำสิ่งใด จึงรีบบอกนางว่า “มรรคาจารย์ ท่านพา…”
“ปกป้องต้าจิ่งให้ดีๆ ข้าจะกลับมาอย่างรวดเร็ว” เจียงฉางเชิงขัดคำนาง จากนั้นก็มุดลงไปใต้ดิน
จืออู๋จวินตะลึงงัน แต่ที่สุดก็ถอนหายใจออกมา ไป๋ฉีกล่าวอย่างได้ใจว่า “เจ็ดจอมปีศาจต้องตายแน่ ปล่อยให้พวกมันโอหังอยู่ได้ เจ้าจงวางใจเถิด”
จืออู๋จวินกล่าวอย่างเป็นกังวลว่า “ข้ากังวลใจว่ามหาจักรพรรดิอูเหรินจะหันไปเข้ากับเจ็ดจอมปีศาจ จักรพรรดิยุทธ์ที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาก็เคยไปเกี่ยวข้องกับเผ่าปีศาจมาก่อน”
ไป๋ฉีกะพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็รอให้นายท่านกำราบพวกมันทุกตนไปให้หมด!”
ภายในเตาหลอมฟ้าดิน เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ยังมีชีวิตอยู่รวมตัวกัน พวกเขามองไปรอบทิศด้วยความตื่นกลัวและเฝ้ารอคอย ภูเขาสูงหลายลูกที่ขวางกั้นฟ้าและดินกำลังพังทลายลง ซากศพของสัตว์ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงลงมาไม่ยอมหยุด ลงมากระแทกกับพื้นจนกลายเป็นภูเขาซากศพและป่ากระดูกแห่งแล้วแห่งเล่า
“พวกเรามีทางรอดแล้ว!”
“ผู้ที่มาเป็นใครกัน”
“เหตุใดข้าจึงไม่ได้ยินเสียงโห่ร้องของทัพหนุนเลย”
“จริงด้วย ไม่ได้ยินเสียงคนข้างนอก มีแต่เสียงคำรามร้องของสัตว์ปีศาจ”
“เป็นผู้ใดมาช่วยพวกเรากันแน่”
ทุกคนต่างถกกันและเกิดความรู้สึกหลากหลายชนิดแผ่ขยายไปทั่วภายในเตาหลอมฟ้าดิน
ไม่นานนัก พวกเขาก็เห็นวานรสีนิลสี่แขนตัวหนึ่งร่วงลงมาจากฟ้าแล้วกระแทกเข้ากับภูเขาสูงฝั่งตะวันตก สั่นสะเทือนจนภูเขาพังทลาย เศษหินนับไม่ถ้วนกระจายออกมา มีร่างเรืองแสงเจิดจ้าผมเผ่ายุ่งเหยิงหนึ่งอยู่บนตัวของวานรสีนิลสี่แขนยักษ์ตัวนั้น ลมปราณของเขาเป็นเช่นเปลวไฟสีทองแผดเผา แสบตานัก
เป็นมหาจักรพรรดิอูเหรินนั่นเอง! วานรสีนิลสี่แขนนี้เป็นจอมปีศาจตัวหนึ่ง แต่ยามอยู่ต่อหน้าเขากลับไร้เรี่ยวแรงจะต่อสู้ใดๆ
มหาจักรพรรดิอูเหรินเหยียบอยู่บนตัววานรสีนิลสี่แขน ใบหน้าเขายู่ยี่ มือขวาถือดาบ มือซ้ายกุมศีรษะ เหมือนกำลังปวดหัวอย่างรุนแรง
“ฆ่า! ฆ่าพวกมันให้หมด!”
“ผู้ใด… ผู้ใดอยู่ในร่างกายของข้า…”
“ท่านก็คือมหาจักรพรรดิอูเหริน ท่านเป็นจักรพรรดิยุทธ์ของเผ่ามนุษย์ เป็นจักรพรรดิผู้ทรงเมตตาของเผ่ามนุษย์ จะต้องช่วยเหลือเผ่ามนุษย์!”
“บัดซบ… ไสหัวไป… ไสหัวไปสิ!”
มหาจักรพรรดิอูเหรินรำพึงกับตนเอง เขาพูดเร็วมาก ทุกครั้งที่พูดจบประโยคหนึ่งสีหน้าของเขาก็จะเปลี่ยนไป รยางค์สีม่วงหลายเส้นยื่นยาวออกมาจากฝุ่นดินที่คละคลุ้งทั่วฟ้า หมายจะจับตัวมหาจักรพรรดิอูเหรินเอาไว้ แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ของเขาว่องไวเป็นที่สุด จึงสามารถหลบไปได้อย่างรวดเร็ว
นอกกำแพงฟ้าดิน จอมปีศาจที่ผิวกายเหมือนภูเขาตัวหนึ่งพูดว่า “ชีวิตใหม่ เหตุใดเจ้าต้องต่อสู้เอาเป็นเอาตายกับเรา คล้ายว่าเจ้าถูกบางสิ่งควบคุมเข้าแล้ว”
เสียงนี้เข้าไปในหูของมหาจักรพรรดิอูเหรินอย่างแจ่มชัด เมื่อเขาได้ยิน ดวงตาทั้งคู่ก็มีจิตสังหารขึ้นมาทันใด แม้จะเป็นสติปัญญาที่อยู่ในกายเนื้อของจักรพรรดิยุทธ์ แต่สติปัญญาของเขาสูงส่งกว่าสิ่งมีชีวิตทั่วไป จนถึงขั้นมีความสามารถที่จะสนทนาโต้ตอบและพิจารณากับตนเองได้ เขาถูกเสียงที่อยู่ในห้วงสมองรบกวนจนจิตใจวุ่นวายไปหมด เมื่อได้ยินคำพูดของจอมปีศาจเขาจึงยิ่งเดือดพล่านขึ้นมา
“อ๊ากกกกก!” มหาจักรพรรดิอูเหรินคำรามขึ้นมาด้วยโทสะ เหยียดกางร่างกายออกไป ระเบิดพลังเพิ่มขึ้น ราวกับว่าเขาต้องการใช้ลมปราณบีบเอาเสียงที่อยู่ในหัวออกไป
“เหตุใด… เหตุใดจักรพรรดิยุทธ์ไม่ปกป้องเผ่ามนุษย์… เหตุใดร่างกายของท่านจึงทอดทิ้งประชาชนของท่าน”
มหาจักรพรรดิอูเหรินเผยสีหน้าเศร้าสร้อย น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไปด้วย กลายเป็นเสียงของจักรพรรดิยุทธ์แห่งเกาะจักรพรรดิยุทธ์ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง