เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 261
เร็วขนาดนี้เชียวหรือ
เผชิญหน้ากับกระบี่เทพจิตวิญญาณที่โจมตีมาอย่างรวดเร็ว เจ็ดจอมปีศาจต่างก็ปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตนออกมา ปราณปีศาจทะยานขึ้นฟ้า!
สั่นสะเทือนฟ้าดิน!
กระบี่สวรรค์พิภพสามสิบหกเล่มรวมตัวเป็นค่ายกระบี่จักรวาลตะวันจันทราสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ถูกพลังปีศาจของเจ็ดจอมปีศาจทำลายลงได้
ทะเลเมฆเคลื่อนตัวอย่างรุนแรงเกิดเป็นคลื่นเมฆชัดสาดไปทั่วฟ้าดิน ยังไม่ถึงสามลมหายใจ ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพก็สงบลง
ในค่ายกลเจ็ดจอมปีศาจทั้งหมดถูกกระบี่เทพจิตวิญญาณตรึงไว้กับพื้น ร่างกายสั่นระริก กระบี่เทพจิตวิญญาณมีพลังกดทับมหาศาลจนมันลุกขึ้นไม่ได้
วิชามรรคาธรรมชาติขั้นเก้า โจมตีผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินแน่นอนว่าไม่ใช่ปัญหา!
ที่ไม่ได้สังหารทันทีก็เพราะว่าถ้าตายแบบนี้จะง่ายเกินไปสำหรับพวกมัน
เจียงฉางเซิงค่อยๆ เหาะลงมา คัมภีร์ภูผาสมุทรเปิดออก วิญญาณของเจ็ดจอมปีศาจลอยออกจากร่างอย่างไรซึ่งการควบคุม
พวกมันหันมามองกันและกัน ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พวกมันกลัวแล้ว ไม่เข้าใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองเผชิญอยู่คืออะไร เพราะพวกมันไม่เคยเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาไม่สามารถดึงวิญญาณของมันออกมาได้
“เจ้าเป็นใครกันแน่”
“ปล่อยพวกเราไปเถอะ! พวกเราจะไม่กล้าอีกแล้ว…”
“เป็นไปได้อย่างไร… นี่คือร่างวิญญาณของข้า”
“น่าชังนัก…”
เจ็ดจอมปีศาจมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน บ้างก็ร้องขอชีวิต บ้างก็โกรธเกรี้ยว บ้างก็สอบถาม แต่ไม่ว่าพวกมันจะพูดอะไรก็ล้วนแต่สายเกินไปทั้งสิ้น
เจียงฉางเซิงแยกวิญญาณของพวกมันออกครึ่งหนึ่งแล้วเก็บเข้าสู่คัมภีร์ภูผาสมุทร
สัตว์ปีศาจที่ยังมีชีวิตอยู่ภายในค่ายกลต่างจ้องมองภาพนี้ด้วยความสิ้นหวัง พวกมันเข้าใจความรู้สึกของเผ่ามนุษย์ในเตาหลอมฟ้าดินก่อนหน้านี้แล้ว
แม้เจียงฉางเซิงจะเลี้ยงปีศาจไว้ แต่ไม่มีทางปล่อยสัตว์ปีศาจพวกนี้ไป พวกมันล้วนต้องตาย
เมื่อคัมภีร์ภูผาสมุทรมีหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกเจ็ดหน้า เจียงฉางเซิงก็สลายครึ่งวิญญาณที่เหลือของเจ็ดจอมปีศาจทันที ไม่ให้มีโอกาสเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
ส่วนศพของเจ็ดจอมปีศาจก็ถูกเขาเก็บเข้าสู่ภายในโลกแห่งมรรคา
มนุษย์ในจักรวาลกลางฝ่ามือมองใบหน้าของเจียงฉางเซิง แม้มองเห็นไม่ชัดแต่สามารถทำให้พวกเขาเกิดความคิดต่างๆ นานาขึ้นมา
เมื่อพวกเขาเห็นหน้าผากของเทพเซียนท่านนี้เปล่งแสงสีทองออกมาแล้วเก็บเจ็ดจอมปีศาจไป พวกเขาก็ตื่นเต้นยิ่งขึ้น นี่ต้องเป็นเทพเซียนแน่นอน!
ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพเริ่มหดตัว!
เสียงตูมดังสนั่น!
กระบี่สวรรค์พิภพสามสิบหกเล่มรวมตัวจากนอกทวีปเข้ามาชนกันกลางอากาศ เหล่าสัตว์ปีศาจทั้งหมดบนผืนทวีปถูกบดเป็นผุยผงปลิวไปกับสายลม
เจียงฉางเซิงมองไปยังที่ที่ห่างไกล กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มย่อขนาดลงแล้วแยกสังหารไปทั่วสารทิศ
เขาวางแผ่นดินในมือลง แผ่นดินนั้นพลันตกลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วแล้วกลับสู่ขนาดเดิม แม้ผู้คนบนพื้นดินจะถูกแรงสั่นสะเทือนแต่ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
ผู้คนต่างตื่นเต้นสุดขีดเมื่อเห็นสัตว์ปีศาจร่วงหล่นจากขอบฟ้า
เจียงฉางเซิงลอยขึ้นอย่างช้าๆ ทุกคนต่างพากันคุกเข่าก้มกราบ เสียงโหยหวนของสัตว์ปีศาจดังก้องจากที่ไกลๆ น่าสังเวชถึงเพียงนั้น แต่ในหูของพวกเขากลับไพเราะยิ่งนัก
“จงกลับไปเถิด”
เจียงฉางเซิงกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้แล้วร่างของเขาก็ลับหายไปในกลุ่มเมฆ ราวกับเหินฟ้าขึ้นสู่สวรรค์ กระบี่สวรรค์พิภพสามสิบหกเล่มบินมาจากทุกสารทิศหายตามเขาไปในทะเลเมฆ
เสียงโห่ร้องแห่งความยินดีดังสนั่นไปทั่วทั้งฟ้าดิน
เจียงฉางเซิงมองสำรวจฟ้าดินอยู่บนเมฆ สัตว์ปีศาจรอบๆ แดนสมุทรต่างพากันหลบหนีด้วยความหวาดกลัว
ผู้คนเหล่านี้นับว่าปลอดภัยแล้ว เมื่อเจ็ดจอมปีศาจตายหมดแล้ว ผู้แข็งแกร่งในเผ่าปีศาจที่มีมูลค่าไม่ถึงหนึ่งพันล้านย่อมไม่กล้ามาเหยียบที่นี่อีกเป็นแน่
เจียงฉางเซิงหันหลังกลายเป็นแสงทองสายหนึ่งเลือนหายไปในฟ้าดิน
ภายในตำหนักอันมืดมิด ร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้โบราณ ตำหนักแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล ด้านบนมืดสนิทจนมองไม่เห็นเพดาน
ใบไม้ของต้นไม้โบราณแผ่แสงสีเขียวจางๆ ส่องลงมายังพื้นเบื้องล่าง ร่างเงานั้นเป็นบุรุษผู้หนึ่งที่สวมชุดคลุมสีขาว บนชุดคลุมมีลวดลายเหมือนเกล็ดปลา
ผมเผ่ายุ่งเหยิงผมยาวสีเลือดสยายอยู่บนพื้น ใบหน้าของเขาแปลกประหลาดหาใดเปรียบ ผิวขาวซีด บนหน้าผากมีดวงตาแนวตั้งยาวดวงหนึ่ง
ดวงตานั้นเหมือนงู ลู่ลงมาหน่อยๆ จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้น รูม่านตาทั้งสองข้างกลับเป็นม่านตาคู่ ดวงตาแต่ละข้างจะมีม่านตาเล็กใหญ่แนบติดกัน แลดูพิสดารอย่างยิ่ง
“เหตุใดโชคชะตาจึงลดลงมากขนาดนี้ หรือว่าเจ็ดจอมปีศาจเกิดเรื่องเข้าแล้ว”
บุรุษผู้นั้นพึมพำกับตนเอง คิ้วขมวดเล็กน้อย เขาคือจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจ
เขาตรวจดูโชคชะตาของเผ่าปีศาจอย่างละเอียด โชคชะตาที่ตกต่ำลงในตอนนี้เทียบเท่ากับช่วงที่เจ็ดจอมปีศาจฟื้นคืนชีพมาไม่ผิดเพี้ยน แทบจะแน่ชัดแล้วว่าเจ็ดจอมปีศาจเกิดเรื่องขึ้น
จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจแย้มมุมปากยิ้มอย่างเย้ยหยัน พร้อมกล่าวว่า
“ตายเร็วขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นพวกไร้ประโยชน์ ไม่แปลกใจเลยที่ภายใต้การนำพาของพวกนั้น เผ่าปีศาจถึงถูกมนุษย์กดไว้ใต้เท้านับหมื่นปี”
“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าไปแล้ว แต่น่าเสียดายไม่นึกเลยว่าพวกเจ้าจะตายกันเร็วปานนี้ ผู้ฝึกยุทธ์ผู้ฆ่าเจ็ดจอมปีศาจ ข้ารอคอยจะต่อสู้กับเจ้ายิ่งนัก”
คิดได้ดังนั้นเขาก็หลับตาลงอีกครั้ง เริ่มฝึกวิชาต่อไป การตายของเจ็ดจอมปีศาจเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรสำหรับเขาเลย
เจียงฉางเซิงกลับมาในลานเรือน พวกไป๋ฉี หวงเทียน เฮยเทียน และจืออู๋จวินที่เฝ้ารออยู่ต่างพากันหันไปมองเขา
“เร็วขนาดนี้เชียว สู้แล้วหรือ”
ไป๋ฉีรีบถามขึ้นทันที จีอู๋จวินก็หันมองเจียงฉางเซิงด้วยความสงสัย
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “สู้แล้ว พวกมันแข็งแกร่งจริง แต่เรื่องนี้อย่าได้แพร่ออกไป”
เขาไม่ได้ทิ้งชื่อมรรคาจารย์ไว้ เพราะผู้ศรัทธาไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อของเขา ขอแค่มีเขาอยู่ในใจก็เพียงพอแล้ว
เจียงฉางเซิงก็เดินกลับเข้าห้องของตน ไป๋ฉีและจีอู๋จวินสบตากันต่างก็ใจเต้นระรัว เพิ่งผ่านไปแค่ไหนกัน
จีอู๋จวินอยากถามนักว่าเจ็ดจอมปีศาจลงเอยอย่างไร แต่เมื่อเห็นว่าเจียงฉางเซิงกลับเข้าห้องไปแล้ว นางก็ได้แต่เก็บคำถามนั้นไว้ในใจ นางหันไปมองไป๋ฉีแล้วถามว่า
“มรรคาจารย์ฆ่าเจ็ดจอมปีศาจ หรือว่าช่วยคนเหล่านั้นแต่ปล่อยเจ็ดจอมปีศาจหนีไปกัน”
ไป๋ฉียกอุ้งเท้าขึ้นก่อนเอ่ยว่า “ศัตรูที่รอดจากเงื้อมมือนายท่านข้า ก็ล้วนอยู่ในลานบ้านหมดแล้ว”
จีอู๋จวินได้ยินดังนั้นก็แอบรู้สึกตื่นเต้น พอไป๋ฉีพูดจบก็พลันนึกขึ้นได้ว่าสมัยก่อนเคยมีคนท้าทายเจียงฉางเซิงแล้วถูกเขาปล่อยให้รอดไป
ช่างเถิด อย่างไรจีอู๋จวินก็ไม่รู้เรื่องนั้นอยู่ดี ที่ไป๋ฉีพูดเช่นนี้ก็เพราะอยากปลอบใจจีอู๋จวิน
“ร่างปีศาจของเจ็ดจอมปีศาจได้เข้าใกล้จักรพรรดิยุทธ์แล้ว ต่อให้ตายไปแล้ว ร่างกายของพวกมันก็ยังอาจให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตใหม่ได้ แต่น่าเสียดายอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้ล่มสลายไปแล้ว ไม่อาจผนึกพวกมันได้”
จีอู๋จวินกล่าวอย่างเสียดาย แต่พอคิดถึงคนที่ช่วยไว้จากในเตาหลอมฟ้าดิน คนจำนวนมากรอดพ้นจากภัยครั้งนี้ นางก็พลันอารมณ์ดีขึ้น ว่าแล้วเชียว มรรคาจารย์ต่างหากคือความหวังของเผ่ามนุษย์!
อย่างน้อยตำหนักก่วงเทียนของหลินหงเฉินยังไม่กล้าสู้กับเจ็ดจอมปีศาจเลย!
อีกด้านหนึ่ง เจียงฉางเซิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง รอให้รางวัลรอดชีวิตปรากฏขึ้น ในใจของเขาไม่ได้รู้สึกตึงเครียดเหมือนแต่ก่อน
การสังหารเจ็ดจอมปีศาจไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร คลื่นลูกนี้ก็ปล่อยมันผ่านไป
อย่างไรก็มีวิชามรรคาธรรมชาติ มงกุฎพญาหงส์เก๋าลัญจกร แสงเทพสุดขอบตะวัน อยู่ในโลกแห่งยุทธ์ คงไม่มีมนุษย์หรือปีศาจตนใดสืบหาตัวเขาได้
โชคดีที่ที่นี่คือโลกแห่งยุทธ์ มิใช่โลกแห่งการบำเพ็ญเซียน ผู้บำเพ็ญเซียนฝึกฝนจิตวิญญาณ ติดหนี้เวรกรรม และมีวิธีมากมายในการสังหารศัตรูจากที่ไกลเป็นหมื่นลี้โดยไร้ร่องรอย
[ ปีไทเหอที่สี่สิบแปด เจ็ดจอมปีศาจต้องการแสดงมหาค่ายกลเตาหลอมฟ้าดิน จับผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์ไปอย่างโอหัง เตรียมหลอมโอสถจอมราชัน เจ้าลงมือได้ทันกาล รอดชีวิตจากการล้อมโจมตีของพวกมัน พันเคราะห์ไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคมแห่งเคราะห์กรรมนามว่า ‘ตำหนักยมโลก’ ]
ตำหนักยมโลก หรือนี่คือสมบัติอาคมอย่างนั้นหรือ เจียงฉางเซิงได้เห็นสมบัติอาคมแห่งเคราะห์กรรมเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาเขาเคยเห็นแค่สมบัติอาคมและวัตถุอาคม
เขารับสืบทอดความทรงจำของ ‘ตำหนักยมโลก’ ทันที
‘ตำหนักยมโลก’ ที่เป็นสมบัติอาคมแห่งเคราะห์กรรม แปรสภาพมาจากกฎสังสารวัฏแห่งโลกบำเพ็ญเซียน สามารถระงับเหตุต้นผลกรรม ชักจูงดวงวิญญาณที่ตายไปแล้ว
ยิ่งดูดกลืนดวงวิญญาณมากเท่าไร ตำหนักยมโลกก็ยิ่งแข็งแกร่ง และเมื่อถึงระดับหนึ่งจะถือกำเนิดกฎสังสารวัฏขึ้นมาเอง เพื่อช่วยเหลือดวงวิญญาณภายในนั้นให้กลับชาติมาเกิด
ดวงวิญญาณใดที่เวียนว่ายผ่านตำหนักยมโลกแล้ว จะไม่สามารถหลุดพ้นจากกฎสังสารวัฏของตำหนักยมโลกได้ เว้นเสียแต่วรยุทธ์จะเหนือกว่าผู้เป็นเจ้าของ
ตำหนักยมโลกยังสามารถมองว่าตำหนักยมโลกเป็นสมบัติอาคมสายโจมตีได้ โดยอาศัยพลังแห่งเคราะห์กรรมอันมหาศาล สังหารศัตรู กดดวงวิญญาณของพวกเขา นับเป็นสมบัติอาคมประเภทเติบโตได้อีกชิ้นหนึ่ง
เจียงฉางเซิงกลับรู้สึกว่าน่าสนใจ คัมภีร์ภูผาสมุทรควบคุมสัตว์ประหลาดแห่งฟ้าดิน คันฉ่องฟ้าดินควบคุมสรรพสิ่งในพื้นพิภพ ส่วนตำหนักยมโลกควบคุมวิญญาณที่ตายไปจากโลก สร้างเป็นระบบสังสารวัฏ
หากสมบัติทั้งสามครอบคลุมทั่วทั้งโลกแห่งยุทธ์ เช่นนั้นเขาก็คงอยู่เหนือโลกทั้งปวง ทุกสรรพสิ่งมีเขาเป็นผู้ตัดสิน ความอิสระที่แท้จริงก็คือการควบคุมทุกสรรพสิ่ง!
เจียงฉางเซิงเริ่มสนใจในสังสารวัฏของโลกแห่งนี้ แม้โลกแห่งยุทธ์จะสามารถกลับชาติมาเกิดได้ แต่เมื่อคนตายแล้ว ดวงวิญญาณก็ไมอาจหาพบ ต่อให้มีรอยประทับสังสารวัฏ แต่หากอีกฝ่ายไม่กลับมาเกิด เขาก็ไม่อาจสืบหาได้ ทำได้แค่รับรู้ว่ารอยประทับสังสารวัฏยังอยู่
บางทีวิญญาณที่จากไปอาจอยู่ภายใต้กฎสังสารวัฏของโลกแห่งยุทธ์นี้ก็เป็นได้ ลักษณะกฎเกณฑ์แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร บัดนี้เขายังไม่แน่ใจนัก
เจียงฉางเซิงเลิกคิดมากแล้วหยิบตำหนักยมโลกออกมา ชั่วพริบตาตำหนักหลังหนึ่งปรากฏตรงหน้าเขา เล็กและประณีต จะว่าเป็นตำหนักก็ใช่ จะว่าเป็นหอก็ไม่ผิด
เขาลูบคลำเล่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มทลายเขตอาคมในตำหนักยมโลก
เขตอาคมในตำหนักยมโลกซับซ้อนอย่างถึงที่สุด เกี่ยวพันกับพลังแห่งเคราะห์กรรม นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงฉางเซิงได้สัมผัสกับพลังแห่งเคราะห์กรรมอย่างจริงจัง เขาจึงตั้งจิตให้สงบและสัมผัสด้วยความอดทน
เจ็ดวันเจ็ดคืนผ่านไป เจียงฉางเซิงจึงออกจากห้อง