เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 262
จีอู๋จวินและไป๋ฉีหันไปมองเขาทันที เจียงฉางเซิงเดินไปถึงหน้าเตาหลอมโอสถ เอ่ยว่า
“มีใครอยากจะใช้วิชาธรรมยุทธสวรรค์วิวัฒน์ หลอมกระดูกเส้นเอ็นและเลือดเนื้อของจอมปีศาจบ้าง”
สิ้นคำพูดนี้ จีอู๋จวินกับไป๋ฉีก็เบิกตากว้าง หวงเทียนกับเฮยเทียนที่งีบอยู่ถึงกับลุกพรวดขึ้นมาทันที เจ็ดจอมปีศาจตายแล้วหรือ
จีอู๋จวินรีบถาม “ท่านไม่สามารถทำลายร่างของพวกมันได้ใช่หรือไม่ จึงได้อยากหลอมพวกมันให้เป็นโอสถ พวกเราสามารถรับพลังของจอมปีศาจได้จริงๆ หรือ”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าแล้วกล่าว “ทำลายร่างพวกมันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ เพียงแต่นึกถึงความจำเป็นของพวกเจ้าที่ต้องฝึกยุทธ์จึงได้เก็บไว้ ข้าจะหาทางให้พวกเจ้ารับได้ แต่ไม่ใช่การดูดซับพลังแบบฉับพลัน แต่เป็นขั้นตอนที่มีระยะยาว”
ร่างของเจ็ดจอมปีศาจนั้นใหญ่โตเพียงใด เพียงพอให้ผู้คนมากมายได้รับประโยชน์ แต่เขาตัดสินใจจะใช้ร่างพวกมันกับคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพื่อเร่งให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น
และแน่นอนว่าคนกลุ่มแรกที่เขาคิดถึงก็คือคนใกล้ตัว นอกจากนี้ตัวเขาเองก็ใช้ได้ เพราะร่างของเจ็ดจอมปีศาจเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า สามารถนำไปหลอมโอสถได้หลากหลายชนิด
“ข้าขอก่อน! ข้าไม่กลัวตาย!”
ไป๋ฉีเบียดเข้ามาอย่างตื่นเต้น และยังคลอเคลียขาของเจียงฉางเซิงด้วย เจียงฉางเซิงไม่สนใจมัน เริ่มหย่อนสมุนไพรลงในเตาหลอมยา
อย่าว่าแต่ไป๋ฉีเลย ความแตกต่างของร่างจอมปีศาจกับจีอู๋จวินนั้นต่างกันมหาศาล อยากให้จีอู๋จวินรับพลังได้ ต้องใช้ความคิดและเวลามากจริงๆ
ดีที่เขาสามารถสั่งให้เจียงเชอช่วยหาสมุนไพรที่ตนต้องการได้ นี่แหละคือข้อดีของการปกป้องราชวงศ์หนึ่ง หากต้องการสิ่งใดสามารถใช้กำลังของแคว้นไปตามหาได้ ส่วนเขาก็สามารถประหยัดเวลาไปฝึกวิชาได้อย่างเต็มที่
มหาเทพผู้ขจัดทุกข์เข็ญ เจ้าแห่งตำหนักยมโลก
ปีไทเหอที่ห้าสิบ ผ่านไปสองปีแล้วนับจากเจ็ดจอมปีศาจล้มตาย ในช่วงสองปี เจียงฉางเซิงมีแต้มเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นพุ่งพรวด
เผ่ามนุษย์ที่เขาเคยช่วยไว้ต่างเผยแผ่ความแข็งแกร่งและคุณงามความดีของเขา เพราะไม่รู้ชื่อของเขาจึงขนานนามเขาว่า มหาเทพผู้ขจัดทุกข์เข็ญ
ในช่วงสองปีนี้เขาไม่ได้ให้ร่างแยกออกไปขยายคัมภีร์ภูผาสมุทรและคันฉ่องฟ้าดิน หากแต่ตั้งใจฝึกวิชาและให้ร่างแยกหลอมโอสถ
เขาเป็นห่วงว่าเผ่าปีศาจจะบุกเต็มกำลัง การมีสองสุดยอดสมบัติอยู่ในมือจะปลอดภัยกว่า
ผ่านไปสองปี ในที่สุดร่างแยกก็ปรุงโอสถหลอมกายาจากเลือดเนื้อจอมปีศาจได้สำเร็จ ศพทั้งเจ็ดยังคงถูกวิชามหาน้ำแข็งผนึกเทพผนึกไว้อยู่ภายในโลกแห่งมรรคา
เจียงฉางเซิงเรียกมู่หลิงลั่วกับชิงเออร์มาให้พวกนางหลอมกายาด้วยกัน ขณะเดียวกันเขายังปรุงโอสถหลอมกายาจอมปีศาจจำนวนไม่น้อยแจกจ่ายให้อารามมังกรผงาดและเจียงเชอ
เจียงเชอกำลังบ่มเพาะพละกำลังของสกุลเจียง แม้จะถือครองอำนาจราชวงศ์ แต่พลังปราณย่อมไม่อาจอ่อนแอ ครั้นวิถียุทธ์ของราชวงศ์กับวิถียุทธ์ของตระกูลต่างกันมากแล้ว จู่ๆ มรรคาจารย์ไม่อยู่กะทันหัน อำนาจราชวงศ์ก็อาจถูกโค่นลงได้ง่าย
ใจทะเยอทะยานของมนุษย์ยากจะวัดประเมิน เจียงเชอเชื่อว่าขอเพียงมรรคาจารย์หายไปช่วงหนึ่ง พวกมีใจมักใหญ่ใฝ่สูงเหล่านั้นก็จะลงมืออย่างอดรนทนไม่ไหวแน่
ในวันนี้เจียงฉางเซิงลืมตามองไปทางทิศใต้ เริ่มคำนวณเรื่องราวมากมายในใจ
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในมหาสมุทรไร้ขอบเขตในตอนนี้ยังคงเป็นผู้ที่มีมูลค่าหนึ่งพันสามร้อยล้าน ซึ่งก็คือมหาจักรพรรดิอูเหริน แสดงว่าตอนนี้เผ่าปีศาจยังสืบหาเขาไม่พบ
การล่มสลายของเจ็ดจอมปีศาจสามารถขมขวัญสัตว์ปีศาจทั้งปวงที่อยู่ใต้จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจได้ ส่วนจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจก็ยังไร้การเคลื่อนไหว ไม่ว่าเพราะอาการบาดเจ็บยังไม่หายดีหรือเพราะเกรงกลัวเขากันแน่
อย่างไรก็ตามนี่เป็นเรื่องดี เขาสามารถฝึกฝนต่อได้อย่างสงบ เพิ่มพลังยุทธ์ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
เผ่าปีศาจไม่ใช่ศัตรูเพียงหนึ่งเดียวในอนาคตเป็นแน่ อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์พยากรณ์ไว้ว่าหมื่นเผ่าจะลุกฮือ ยุคแห่งการต่อสู้อย่างแท้จริงยังไม่เปิดฉาก เขาต้องเร่งมุมานะแข็งแกร่งขึ้นอีก
ด้วยเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต เจียงฉางเซิงก็ไม่เห็นกองทัพใหญ่เผ่าปีศาจเคลื่อนขึ้นเหนือ อย่างไรเขาก็มียอดสมบัติอยู่กับตัว เผ่าปีศาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคือใครหรือมาจากไหน
หลังจากเจ็ดจอมปีศาจล้มตาย ขุมอำนาจเผ่าปีศาจในมหาสมุทรก็แตกกระเจิง สัตว์ปีศาจนับไม่ถ้วนหลบหนีเพราะกลัวถูกมหาเทพผู้ขจัดทุกข์เข็ญผู้นั้นกวาดล้าง
ด้วยเหตุนี้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั้งหลายจึงได้พักหายใจ ชื่อมหาเทพผู้ขจัดทุกข์เข็ญจึงแพร่หลายยิ่งขึ้นจนกระทั่งกลบชื่อผานกูและวิหคทมิฬ ส่วนชื่อมรรคาจารย์ยังไม่แพร่หลายในมหาสมุทรไร้ขอบเขต มีเพียงผู้คนใกล้ๆ ทวีปชีพจรมังกรเท่านั้นที่เคยได้ยิน
เจียงฉางเซิงละสายตากลับมาแล้วมองไปยังเตาหลอมโอสถในลานทั้งหกใบ หม้อโอสถที่พวกจีอู๋จวินอยู่ล้วนถูกผนึกน้ำแข็งบังไว้ทั้งหมด ทำให้ไมอาจสอดส่องสถานการณ์ด้านในได้
ร่างแยกยังคงหลอมโอสถอยู่ข้างๆ เจียงฉางเซิงจึงใช้วิชาหลีกเร้นห้าธาตุมุดลงสู่ใต้ดิน เขาค่อยๆ ดิ่งลงเรื่อยๆ จนมาถึงโลกใต้ดินอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
พื้นผิวของชั้นดินมีอัญมณีหลากหลายฝังอยู่ นำพาแสงสว่างมาสู่โลกใต้ดิน ต้นสิ้นภพที่ค้ำจุนแผ่นดินต้นนั้นมีขนาดมหึมาใหญ่ยิ่งกว่ายามค้ำจุนพื้นดินก่อนหน้านี้เสียอีก มันดูดซับพลังโชคชะตาของมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง ลำต้นจึงแข็งแกร่งขึ้นไม่ขาดสาย
เจียงฉางเซิงมาหยุดอยู่เบื้องหน้ามัน แต่มันยังไม่รู้ตัวกำลังหลับปุ๋ยอยู่ การอยู่ใต้ดินนั้นแห้งแล้งไร้ใดเปรียบ ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ในยามปกติมันจึงมักนอนหลับ แต่แม้จะหลับมันก็ยังคงแข็งแกร่งขึ้นอย่างมั่นคง
เจียงฉางเซิงนำตำหนักยมโลกออกมาวางไว้ตรงหน้าต้นสิ้นภพ จากนั้นจึงปลุกต้นสิ้นภพ
ใบหน้ามนุษย์ของต้นสิ้นภพลืมตาขึ้น พอเห็นว่าเป็นเจียงฉางเซิงก็รีบเอ่ยวาจาเคารพเป็นพัลวัน สายตาของมันมองตามไปยังตำหนักยมโลก
เมื่อตำหนักยมโลกตกลงสู่พื้น มันก็ขยายใหญ่ขึ้นราวกับภูผาลูกหนึ่ง ไอสีดำเป็นระลอกลอยแผ่ออกมาจากภายในตำหนักยมโลก แผ่คลุมหน้าดิน ช่างเป็นของที่ชั่วร้ายจริงๆ!
ต้นสิ้นภพคิดในใจเงียบๆ เมื่อเห็นตำหนักยมโลกมันก็รู้สึกโหวงเหวงใจอย่างไม่มีสาเหตุ
“นี่คือตำหนักยมโลก จะรวบรวมดวงวิญญาณที่ล้มตายทั่วหล้า เจ้าต้องรับหน้าที่ปกป้องมันไว้”
เจียงฉางเซิงกล่าว รวบรวมดวงวิญญาณหรือ ต้นสิ้นภพอดสงสัยใคร่รู้ไม่ได้ เจียงฉางเซิงเอ่ยต่อ
“ตำหนักยมโลกจะสร้างกฎสังสารวัฏขึ้น ชี้เป็นชี้ตายได้ หากเจ้าปกป้องมันได้ วันหน้าอาจกลายเป็นหนึ่งในเทพเซียนผู้ดูแลสังสารวัฏก็เป็นได้”
สิ้นเสียงประโยคนั้น ต้นสิ้นภพก็พลันฮึกเหิมขึ้นมา ถามอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านวางใจเถิด ข้าจะปกป้องมันอย่างสุดชีวิต!”
ในใจของมัน เจียงฉางเซิงคือภาพลักษณ์ของเทพเซียนเสมอมา ดังนั้นมันจึงไม่เคยกังขากับคำพูดของเจียงฉางเซิง
ปีศาจก็เป็นเทพได้ด้วยหรือ ต้นสิ้นภพตั้งตารออย่างมาก ดวงตาที่มองตำหนักยมโลกล้วนเปลี่ยนไป กลายเป็นลุกโชนฮึกเหิม
เจียงฉางเซิงย่างเข้าไปในตำหนักยมโลก หากมองจากภายนอกตำหนักยมโลกเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่คล้ายตำหนักหรือหอสูง แต่แท้จริงภายในกลับเป็นอีกโลกหนึ่ง มีตำหนักและหอสูงเรียงรายตระการตา
รูปปั้นหิน รูปปั้นสำริดแห่งดินแดนหลังความตายตั้งเรียงราย ปราณหยินรุนแรงจนอึดอัด เขารู้สึกได้ว่าแรงแห่งเคราะห์กรรมของตำหนักยมโลกได้เริ่มขับเคลื่อนแล้ว กำลังแผ่ขยายไปทั่ว มหาอาณาจักรเทียนจิ่ง
ฟ้าดินแห่งนี้มีดวงวิญญาณมากมายที่ไม่ได้กลับชาติมาเกิดด้วยเหตุปัจจัยหลากหลาย ส่วนที่หลงเหลืออยู่ในโลกจะถูกเรียกว่าวิญญาณร้าย ซึ่งสะบั้นเศียรและโครงกระดูกก็คือวิญญาณร้าย
“ต้องหาผู้ครองตำหนักยมโลกสักคนมาจัดระเบียบตำหนักยมโลกนี้”
เจียงฉางเซิงคิดเงียบๆ คนแรกที่เขานึกถึงคือสะบั้นเศียร สะบั้นเศียรช่วยราชวงศ์เจียงจัดการอำนาจมากว่าสองร้อยปี เชี่ยวชาญเรื่องการบริหาร เหมาะสมยิ่งที่จะเป็นเจ้าครองตำหนักยมโลก
เดินเล่นอยู่ครู่หนึ่ง เจียงฉางเซิงก็ออกจากตำหนักยมโลกกลับขึ้นมายังพื้นดิน เขาส่งกระแสจิตถึงสะบั้นเศียร ให้สะบั้นเศียรเตรียมส่งมอบอำนาจและตำแหน่งที่มีอยู่แล้วมาหาตน
แม้สะบั้นเศียรรู้สึกประหลาดใจแต่ไม่กล้าถามกลับ เขารีบไปหาเจียงเชอเพื่อแจ้งเรื่องนี้ทันที
“อะไรนะ เจ้าอยากลาออกหรือ ให้ข้าไปหาคนมาแทนที่เจ้า แล้วข้าจะไปหาใครได้อีกเล่า”
เจียงเชอขมวดคิ้ว สะบั้นเศียรนับว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่จงรักภักดีอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด สามารถช่วยเขาจัดการทั้งเรื่องที่เปิดเผยและเรื่องลับได้มากมาย และเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าสะบั้นเศียรจะทรยศหักหลัง
สะบั้นเศียรเอ่ยว่า “มรรคาจารย์มีคำสั่ง บอกว่าจากนี้ไปข้าไม่ต้องช่วยเหลือราชอำนาจของสกุลเจียงอีก เขาตั้งใจจะมอบหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ให้ข้า”
ทันทีที่ได้ยินว่าเป็นมรรคาจารย์ คิ้วที่ขมวดกันของเจียงเชอก็คลายออก แต่เขายังทำใจไม่ได้เล็กน้อย จึงเอ่ยทอดถอนใจว่า “เจ้าไปแล้วเราควรจะพึ่งใครเล่า”
สะบั้นเศียรกล่าวว่า “ท่านคือโอรสสวรรค์ ปวงชนทั้งหลายในใต้หล้าล้วนเป็นของท่าน”
ทั้งสองเริ่มรำลึกความหลังด้วยกัน สะบั้นเศียรไม่รีบร้อน เจียงฉางเซิงเองก็ยังไม่ได้ให้เขารีบไปยังเขามังกรผงาดทันที
เช้าวันถัดมา เจียงเชอจึงนำหีบสมบัติที่บรรจุร่างจริงของสะบั้นเศียรมาส่งมอบให้เจียงฉางเซิง ประติมากรรมน้ำแข็งทั้งสามในลานเรือนไม่ทำให้เจียงเชอสนใจเท่าใดนัก แต่เมื่อเห็นร่างแยกของเจียงฉางเซิง ทำให้เขาอดผงะไม่ได้
เขาหันมามองเจียงฉางเซิงอดถามไม่ได้ว่า “มรรคาจารย์ ท่านจะให้สะบั้นเศียรไปทำอะไรหรือ”
เจียงฉางเซิงรับหีบสมบัตินั้นไว้แล้วกล่าวว่า “เขารับใช้ราชสำนักราชวงศ์เจียงมากว่าสองร้อยปี บุญกุศลครบถ้วน ถึงเวลาที่ควรได้เห็นสูสวรรค์แล้ว”
เหินสู่สวรรค์หรือ!
พวกไป๋ฉีที่กำลังชำระกายากับพวกมู่หลิงลั่วที่อยู่ในน้ำแข็ง ต่างก็ลืมตาขึ้นพร้อมกันแล้วเงี่ยหูฟัง
เจียงเชอก็ตกตะลึงใจคล้ายคลื่นพายุ เขาถามอย่างระมัดระวังว่า “หรือว่าสะบั้นเศียรกำลังจะเป็นเทพเซียนเหมือนกับท่านหรือ”
“ถูกต้อง”
“แล้วข้า…”
“เจ้าเป็นโอรสสวรรค์ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา แต่เดิมก็ไม่ใช่บททดสอบแต่อย่างใด หากแต่เป็นวาสนาของเจ้าต่างหาก”
เจียงฉางเซิงขัดคำพูดของเจียงเชอ เจียงเชอได้แต่ยิ้มขื่น รู้สึกว่าตนเองก็คิดเกินไปอยู่บ้างจริงๆ แม้เขาจะเหน็ดเหนื่อยแต่เขารู้ดีว่าต่อให้เขาเหนื่อยแค่ไหนก็ยังอยู่เหนือผู้คนนับหมื่น ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง บงการความเป็นความตายของผู้คนทั่วแผ่นดิน ไม่มีใครมีชีวิตที่ดีกว่าเขาอีกแล้ว ความคับข้องใจของเขาก็ยังตั้งอยู่บนความทะเยอทะยานที่คนทั่วไปไมอาจฝันใฝ่ได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เจียงเชอก็จากไป
ไป๋ฉีอดเอ่ยถามไม่ได้ “สิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริงหรือ”
เจียงฉางเซิงกล่าว “จริงเท็จไม่ได้สำคัญขนาดนั้น มนุษย์ทำสิ่งใดสวรรค์ย่อมมองเห็น วาสนาเซียนหาใช่สิ่งที่ฝืนไขว่คว้ามาได้ พวกเจ้าอย่าได้คิดมากเกินไปเลย”
จากนั้นเขาก็หยิบกล่องสมบัติลับแล้วมุดลงใต้พื้นดิน เมื่อเข้าสู่ตำหนักยมโลก เจียงฉางเซิงปล่อยสะบั้นเศียรออกมา เขาใช้พลังอาคมของตนหลอมรวมพลังแห่งเคราะห์กรรมของตำหนักยมโลกเข้ากับสะบั้นเศียร เท่ากับเป็นการมอบอำนาจการควบคุมตำหนักยมโลกแก่สะบั้นเศียรโดยตรง
กระบวนการนี้ต้องใช้เวลา เพราะสะบั้นเศียรยังแข็งแกร่งไม่พอจึงเร่งไม่ได้ ระหว่างการหลอมรวมพลังแห่งเคราะห์กรรม สะบั้นเศียรได้รับความทรงจำเกี่ยวกับตำหนักยมโลกมากมาย จากความตื่นตระหนกจึงกลายเป็นความตื่นเต้น จากความหวาดกลัวจึงกลายเป็นความปีติ ที่แท้สิ่งที่มรรคาจารย์พูดก็เป็นเรื่องจริง!
ควบคุมดวงวิญญาณของโลกมนุษย์ บงการสังสารวัฏของสรรพชีวิต หากนี่ไม่ใช่เทพเซียนแล้วจะเป็นอะไรได้อีก
เวลาผ่านไปสองเดือนเต็ม สะบั้นเศียรจึงกลายเป็นเจ้าแห่งตำหนักยมโลก วิญญาณกลุ่มแรกจากมหาอาณาจักรเทียนจิ่งทยอยเข้าสู่ตำหนักยมโลก เจียงฉางเซิงก็กลับสู่เรือนของตน ปล่อยให้สรรพสิ่งในตำหนักยมโลกเป็นหน้าที่ของสะบั้นเศียร
ขณะนี้ตำหนักยมโลกยังไม่สามารถส่งวิญญาณไปเกิดใหม่ได้ ต้องสะสมดวงวิญญาณในปริมาณหนึ่งและเพิ่มพูนพลังแห่งเคราะห์กรรมเสียก่อน จึงจะสามารถผสานเข้ากับกฎแห่งสังสารวัฏของโลกวิถียุทธ์ได้
มู่หลิงลั่วและจีอู๋จวินชำระกายเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนชิงเออร์กลับสู่อารามมังกรผงาด สตรีทั้งสองมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเจียงฉางเซิงและถามด้วยความสงสัยว่าสะบั้นเศียรไปเป็นเทพเซียนอยู่ที่ใด เจียงฉางเซิงตอบว่า “บอกไม่ได้ สวรรค์มีเหตุมิอาจเปิดเผย”
จีอู๋จวินกล่าวรำพึงว่า “ถ้าเช่นนั้นหมายความว่าเทพเซียนไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว เช่นนั้นเผ่าอื่นก็อาจมีเทพเซียนคอยปกปักษ์เหมือนกันหรือไม่”
เจียงฉางเซิงไม่อยากตอบคำถามนี้ เพราะแม้ในโลกนี้จะมีแต่เขาผู้เดียวที่บำเพ็ญเป็นเซียนได้ แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจเรื่องราวนอกพิภพ แม้เผ่าอื่นจะไม่มีเทพเซียน แต่ก็อาจมีบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่อื่นใดคอยคุ้มครองอยู่ ตัวตนของคงคาลี้ลับนอกพิภพทำให้เขาไม่อาจตัดความระแวดระวังต่อนอกพิภพได้เสียทีเดียว เมื่อเห็นเจียงฉางเซิงไม่ตอบ จีอู๋จวินก็เข้าใจคำตอบได้เอง
“เรื่องนี้อย่าเอาออกไปพูด พวกเจ้าจงฝึกฝนต่อไปเถิด”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้ากล่าวเช่นนั้น ก่อนจะกลับมานั่งสมาธิที่หน้าต้นวิญญาณปฐพี ร่างแยกเดินเข้าสู่ร่างกายเขาหลอมรวมเป็นหนึ่ง จากนั้นเขาก็สร้างร่างแยกใหม่ขึ้นอีกหนึ่ง ให้รับคัมภีร์ภูผาสมุทรและคันฉ่องฟ้าดินก่อนจากไป
มู่หลิงลั่ว จีอู๋จวิน และไป๋ฉีต่างก็เริ่มจินตนาการถึงโลกของเทพเซียน เจียงฉางเซิงแม้นั่งหลับตาฝึกวิชาอยู่แต่ก็แอบเงี่ยหูฟังเงียบๆ หากเขาเป็นผู้เดียวทั้งในพิภพและนอกพิภพที่สามารถบำเพ็ญเป็นเซียนได้ เช่นนั้นต่อไปก็สามารถสถาปนาระบบเทพเซียนขึ้นมาใหม่ได้ การฟังความคิดของมนุษย์ทั่วไปก็อาจใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้เช่นกัน
ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน ภายในท้องพระโรงใหญ่ โอรสสวรรค์หลี่หยากำลังฟังรายงานจากหมู่ขุนนางมีสีหน้าประหลาดใจ
“มหาเทพผู้ขจัดทุกข์เข็ญหรือ คงไม่ใช่มรรคาจารย์หรอกกระมัง”
หลี่หยาฉุกคิดได้อย่างไม่ทราบสาเหตุ ในมุมมองของเขาบนโลกนี้จะมีเทพเซียนมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร แค่มีสักคนก็ถือว่าหาได้ยากมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังตรงกับภาพลักษณ์ของมรรคาจารย์อยู่มาก มรรคาจารย์เองก็เคยใช้ตะวันลึกลับบดบังใบหน้าไว้เช่นกัน
ขุนนางชราผู้หนึ่งกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “การล่มสลายของเจ็ดจอมปีศาจจะสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของเผ่าปีศาจในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เฟิ่งเทียนของเราอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการรุกรานจากเผ่าปีศาจอีก เฟิ่งเทียนยังมีโอกาสช่วงชิงตำแหน่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ด้วยซ้ำพะยะค่ะ!”
ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้น ฝ่ายบู๊ฝ่ายบุ๋นคนอื่นๆ ต่างก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน หากเฟิ่งเทียนมีพลังแข็งแกร่งพอ เหตุใดพวกเขาจะต้องยอมจำนนต่อราชวงศ์อื่น ก่อนหน้านี้ก็เพียงเพราะกลัวว่าเฟิ่งเทียนจะต้านทานการรุกรานจากเผ่าปีศาจไม่ไหวเท่านั้น
หลี่หยากล่าวช้าๆ ว่า “ถ้าเป็นเช่นนี้ โลกมนุษย์ก็คงมีเทพเซียนอยู่จริง เช่นนั้นเราก็ยิ่งต้องอาศัยเหตุการณ์ครั้งนี้ ป่าวประกาศเรื่องเทพอัสนีหลี่อื้ออกไป ให้ราษฎรใต้หล้ารู้ว่าเฟิ่งเทียนของเราก็มีเทพเซียนคุ้มครอง!”