เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 267
จางอิงยืนอยู่หน้าประตูตำหนักยมโลก สายตามองไปยังรูปสลักหินขนาดยักษ์สองตนที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า
พลันรู้สึกใจหวิวอย่างประหลาด สาเหตุเพราะรูปสลักทั้งสองใบหน้าเหี้ยมเกรียม อยู่ในท่าพร้อมรบราวกับพระอรหันต์ผู้ปราบปีศาจและมารร้าย
และสายตาก็กำลังจ้องมองเขาอยู่พอดี ราวกับมีชีวิตอยู่จริง!
จางอิงชะโงกมองเข้าไปในประตู ภายในมืดสนิท วิญญาณด้านหน้าที่เข้าไปก่อนหน้าก็พลันหายลับไปกับความมืดมิด
เขารวบรวมความกล้าก้าวเท้าเดินเข้าไป
“หวังว่าชาติหน้าข้าจะได้เกิดในที่ดีๆ สักหน่อย”
จางอิงคิดในใจเงียบๆ แล้วก้าวเข้าสู่ความมืดตามไป
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหู ทำให้เขาประสบกับความตกตะลึงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราวกับวิญญาณจะหลุดจากร่างได้ทุกเมื่อ
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองมายืนอยู่บนทางเดินสายเล็กๆ สายหนึ่งที่มืดมิด
วิญญาณด้านหน้าเรียงแถวกันเป็นทางยาว ด้านหลังเขาก็ปรากฏวิญญาณเพิ่มขึ้นมาอีกผู้หนึ่ง
สองข้างทางนั้นหมอกหนาแน่น มองไม่เห็นสิ่งใดแม้แต่น้อย
สายตาของจางอิงจับจ้องไปที่ด้านหน้า ปลายทางของทางเดินมืดมิดเล็กๆ นั้นคือตำหนักหลังหนึ่ง
แขวนโคมไฟสองดวงที่เปล่งแสงสีเขียวเรืองรอง ระหว่างโคมมีแผ่นป้ายแขวน
ตำหนักพญายม!
อักษรบนนั้นราวพู่กันแห่งภูตผี แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมและจิตสังหาร
จางอิงอดหวนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาไม่ได้ อยู่ๆ ก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าตนเองนั้นเป็นคนดีหรือคนชั่ว
“แย่แล้ว ข้าคงไม่ถูกส่งลงนรกหรอกกระมัง”
จางอิงคิดในใจอย่างไม่สู้ดี เขาเผลอคิดหันหลังกลับ แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นวิญญาณข้างหลังจ้องมาด้วยแววตาอาฆาต
สายตานั้นคือความเคียดแค้นก่อนตาย เขาตกใจจนรีบหันหน้ากลับแทบไม่ทัน
ถัดจากนั้นเขาก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังผลักดันให้เขาก้าวต่อไป
ถึงตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าตนหนีไม่พ้นแน่นอน เขาทำได้เพียงภาวนาให้เทพแห่งเก้าขุมนรกลงมือกับเขาเบาหน่อย
พอนึกถึงการลงทัณฑ์เหล่านั้นของนรกในตำนาน เขาก็หนาวสะท้าน
“ถึงข้าจะเคยฆ่าคนทำชั่วก็จริง แต่ข้าก็เคยช่วยคนทำความดีอยู่บ้าง”
“ยุคทองของต้าจิ่งข้าก็มีคุณงามความดีอยู่ส่วนหนึ่ง สร้างประโยชน์ให้กับผู้คนไม่รู้เท่าไร ไม่น่าถึงขั้นให้ข้าต้องลงนรกขุมที่สิบแปดหรอกกระมัง…”
“มรรคาจารย์ ขอท่านโปรดคุ้มครองข้าด้วยเถิด…”
จางอิงเดินต่อไปด้วยสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดก็ถึงตาเขาได้เข้าตำหนักพญายม
ขณะก้าวเข้าสู่ประตู เขาก้มหน้าลงปล่อยให้พลังลี้ลับนั้นผลักเขาไปข้างหน้า
ไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองดูด้านใน เพราะในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ท้ายที่สุดพลังลี้ลับนั้นก็จางหายไป เขาจึงหยุดก้าวเดิน
“จางอิง”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้น จางอิงสะดุ้งจนต้องรีบคุกเข่าทันที กล่าวร่ำไห้
“เทพแห่งเก้าขุมนรก ข้าผิดไปแล้ว ชาติหน้าข้าไม่กล้าอีกแล้ว ข้าจะเป็นคนดีแน่นอน ให้โอกาสข้าสักครั้งเถอะ!”
สะบั้นเศียรที่นั่งอยู่บนแท่นสูง เห็นท่าทีขี้ขลาดเช่นนี้ของจางอิงก็ขำทันที
เขายังจำจางอิงได้ เพราะในสมัยอยู่ต้าจิ่ง ทั้งสองติดต่อกันอยู่ไม่น้อย
ของกำนัลที่จางอิงเคยส่งให้เขามีนับไม่ถ้วนเสียด้วยซ้ำ
สะบั้นเศียรเอ่ยขึ้น
“เงยหน้าขึ้นมองข้า”
ได้ยินดังนั้น จางอิงก็เงยหน้าขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เห็นเงาร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งนั่งอยู่บนแท่นสูง สวมอาภรณ์ยาวสีดำลวดลายสัตว์เทพ บนหน้าสวมหน้ากากสำริด ศีรษะสวมมงกุฎพญายม
แรงกดดันบางอย่างพุ่งเข้าหาเขาราวคลื่นซัด ทำให้เขารีบหลุบตา ไม่กล้าจ้องมองตรงๆ
“รองหัวหน้าหอการค้ายอดวาสนาผู้สะเทือนมหาสมุทรผู้นั้น มีความใจกล้าแค่นี้หรือ”
“แม้แต่สหายเก่าก็ไม่กล้าสบตาตรงๆ สักครั้งหรือ”
สะบั้นเศียรกล่าวหยอกเย้า ได้ยินดังนั้นจางอิงก็เงยหน้าขึ้นมาทันที มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
จางอิงเสียงสั่น
“เจ้าคือ… สะบั้นเศียร หรือ เป็นไปได้อย่างไร! เจ้าเป็นเทพแห่งเก้าขุมนรกหรือ”
สะบั้นเศียรกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนักว่า
“เทพแห่งเก้าขุมนรกอะไร เจ้าควรเรียกข้าว่า เจ้าผู้ครองตำหนักยมโลก”
เจ้าผู้ครองตำหนักยมโลก…
จางอิงยิ่งกระวนกระวาย หวนทบทวนว่าตนเคยล่วงเกินสะบั้นเศียรไว้หรือไม่ตอนยังมีชีวิต
สะบั้นเศียรมองทะลุถึงความคิดในใจเขา จึงกล่าวว่า
“ไม่ต้องคิดมาก ข้าเป็นเจ้าผู้ครองตำหนักยมโลก หลังจากที่เราได้รู้จักกันไปแล้ว”
“เห็นแก่ที่เจ้ากับข้าเคยรู้จักกันมาช่วงหนึ่ง เจ้าจะยอมรับใช้ข้าเป็นยมทูตให้ข้าหรือไม่”
ระยะหลังมานี้วิญญาณเร่ร่อนในโลกเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ตำหนักยมโลกก็รับไว้ไม่น้อย เขาจึงต้องการคนช่วยงาน
จางอิงถามอย่างตื่นเต้น
“จริงหรือ?”
สะบั้นเศียรพยักหน้ารับ
“อืม”
เขายกมือขวาขึ้นโบกไปทางจางอิง มอบพลังแห่งเคราะห์กรรมให้ เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นยมทูต สามารถเคลื่อนไหวในตำหนักยมโลกได้อย่างอิสระ
จางอิงรู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลบางอย่างโอบล้อมร่างกาย หนาวเย็นจับใจ แต่กลับรู้สึกสบายอย่างประหลาด
“เอ? วิญญาณของเจ้าดูผิดปกติ”
สะบั้นเศียรอุทานขึ้นอย่างแปลกใจ
ตั้งแต่กลายเป็นเจ้าผู้ครองตำหนักยมโลก เขาก็ซึมซับพลังแห่งเคราะห์กรรมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มีความรู้สึกต่อวิญญาณละเอียดกว่าเดิม
เขาสัมผัสได้ถึงพลังลี้ลับบางอย่างแฝงอยู่ในตัวจางอิง
พอได้ยินเช่นนั้น จางอิงก็เครียดขึ้นมาทันที ถามว่า
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”
สะบั้นเศียรกล่าวว่า
“ไม่มีอะไร ไม่กระทบต่อการเป็นยมทูตของเจ้า”
เขาตั้งใจจะนำเรื่องนี้ไปบอกเจียงฉางเซิงอยู่ดี เพราะเขาเองก็มองไม่ออก
จางอิงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามว่า
“สะบั้น… เจ้าผู้ครองตำหนักยมโลก มรรคาจารย์เป็นคนเสนอท่านใช่หรือไม่”
ในใจของเขา มรรคาจารย์เปรียบเสมือนท่านเซียนในโลกมนุษย์ แน่นอนว่าย่อมสื่อถึงเทพเซียนได้
สะบั้นเศียรตอบว่า
“เจ้าพูดถูกแค่ครึ่งเดียว ตำหนักยมโลกนี้เป็นของมรรคาจารย์”
จางอิงเบิกตากว้าง ตกตะลึงสุดขีด มรรคาจารย์ทำลายความเข้าใจของเขาอีกครั้ง
สะบั้นเศียรกล่าวต่อ
“ระยะนี้วิญญาณผู้ตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าโลกหล้ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ แต่น่าเสียดาย ตอนนี้ตำหนักยมโลกยังไมอาจส่งวิญญาณกลับไปเกิดใหม่ได้”
จางอิงยังอยู่ในอาการตะลึง ไมอาจเรียกสติกลับคืน ในใจเขากำลังคิดถึงคำถามหนึ่ง มรรคาจารย์เป็นตัวตนเช่นไรกันแน่ และมีสถานะเช่นไรในหมู่เทพเซียน
พอได้ยินเสียงในใจของสะบั้นเศียร เจียงฉางเซิงก็มีสีหน้าแปลกประหลาดขึ้นมา
พับผ่า! ห้าหมื่นแต้มแต้มเซ่นไหว้เสียไปเปล่าๆ
เจียงฉางเซิงรู้สึกเจ็บใจ และอดสงสัยไม่ได้ว่าจางอิงมีดวงชะตาแบบใดกันแน่ ถึงขนาดห้าหมื่นแต้มเซ่นไหว้ยังช่วยอะไรไม่ได้
เขารีบนำจิตเทพเข้าสู่ตำหนักยมโลกทันที มุ่งความสนใจไปยังจางอิง
ในฐานะผู้บำเพ็ญเซียน การรับรู้ของเขาเฉียบแหลมยิ่งกว่าผู้อื่น
เขาพบว่าวิญญาณของจางอิงมีพลังบางอย่างแฝงอยู่ ให้ถูกก็คือตราประทับสายหนึ่ง
มิใช่ตราประทับสังสารวัฏของเขา แต่เป็นพลังอีกชนิดหนึ่ง เขาทำได้เพียงแค่รับรู้การมีอยู่ แต่ไมอาจขจัดได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบเจอกับพลังเช่นนี้
“ข้าอยากรู้ว่าพลังที่อยู่ในตัวจางอิงนั้นมีที่มาอย่างไร”
[เกี่ยวข้องกับกฎฟ้าดิน ไม่สามารถคำนวณได้ในขณะนี้]
กฎแห่งฟ้าดินหรือ เจียงฉางเซิงยิ่งสงสัยหนักขึ้น รีบมุดลงใต้ดินตรงมาที่เบื้องหน้าของจางอิงทันที
ในขณะนั้นจางอิงกำลังฟังคำแนะนำเกี่ยวกับตำหนักยมโลกจากสะบั้นเศียรอยู่ เจียงฉางเซิงก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
ทำให้เขาตกใจกลัวจนวิญญาณสั่นเทา ยังไม่ทันได้พูดอะไร เจียงฉางเซิงก็ใช้เนตรเทวะลวงตาแล้ว
จางอิงตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ สะบั้นเศียรมองภาพตรงหน้าเงียบๆ มิได้เอ่ยแทรกใดๆ
เจียงฉางเซิงกำลังตรวจสอบความทรงจำของจางอิง เน้นไปที่เหตุการณ์ก่อนตายเป็นหลัก แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
เจ้านี่เคยติดต่อกับผู้คนมากมายเหลือเกิน และก่อนตายก็ไม่ได้เจออะไรประหลาด เพียงแค่ถูกสัตว์อสูรเหยียบจนร่างแหลกละเอียดก็เท่านั้น
ตรวจสอบอยู่พักใหญ่ก็ยังไม่พบต้นตอ เจียงฉางเซิงจึงได้แต่ละมือ
เจียงฉางเซิงพยากรณ์อยู่ในใจ ‘จางอิงจะเป็นภัยต่อตำหนักยมโลกหรือไม่’
เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกฎฟ้าดินเขาจึงไม่อาจประมาท หากมีอันตรายแม้เพียงนิดเขาก็จำต้องขับไล่จางอิงออกไป
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 5,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่แพง ห้าหมื่นยังเสียเปล่าไปแล้ว แค่ห้าพันจะนับอะไรได้ ดำเนินการต่อ!
[ไม่เป็นภัย]
เจียงฉางเซิงถึงได้วางใจ ดูท่าพลังแห่งกฎฟ้าดินนั้นน่าจะเป็นเพียงสิ่งคล้ายตราประทับ มิใช่พลังอันตราย
และที่จางอิงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อาจจะเป็นเพราะมันนี่เอง
ที่สำคัญคือตายสองครั้งแล้วกลับยังระลึกอดีตชาติได้อีก ทุกอย่างคงต้องโทษเจ้ากฎฟ้าดินนี่แหละ เก็บไว้ในภายภาคหน้าก็สามารถศึกษาอย่างลึกซึ้งได้
เจียงฉางเซิงหันไปสั่งกำชับสะบั้นเศียรว่า
“ระวังเขาไว้หน่อย พลังนั้นไม่ธรรมดาเลย”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
สะบั้นเศียรตอบรับ เจียงฉางเซิงจึงหายตัวจากไปทันที
พอกลับถึงลานเรือน เจียงฉางเซิงยังไม่ทันได้นั่งดี ไป๋ฉีก็รีบยื่นหน้าเข้ามาถามว่า
“ไวขนาดนี้เชียว ที่ตายไปคือจอมราชันเผ่าปีศาจหรือ”
จืออู๋จวิน หวงเทียน และ เฮยเทียน ก็พากันหันมามองเขา
เจียงฉางเซิงดีดหน้าผากไป๋ฉีเบาๆ พลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ข้าออกไปรับลมนิดหน่อยก็ไม่ได้หรือไร ทำอย่างกับข้าต้องฆ่าทุกครั้งที่ออกไปอย่างนั้นแหละ”
ไป๋ฉีเจ็บจนน้ำตาร่วงหล่นลงมา แต่ก็ยังฝืนยิ้มประจบประแจงอยู่ดี
เจียงฉางเซิงเลิกสนใจไป๋ฉี หันกลับมาเริ่มคำนวณพลังของผู้แข็งแกร่งรอบตัวต่อ
จางอิงมีแนวโน้มสูงว่าเผลอไปแตะต้องกฎฟ้าดินเข้าโดยบังเอิญในไท่ฮวง เขาจึงต้องระวังตัวไว้เสมอ
จากขอบเขตที่ระบบรับรู้ ผู้แข็งแกร่งที่สุดในไท่ฮวงมีมูลค่าทะลุสามพันล้านไปแล้ว
ซึ่งเจียงฉางเซิงก็ไม่แปลกใจนัก เพราะลึกเข้าไปในไท่ฮวงนั้น ย่อมซ่อนตัวตนน่าสะพรึงไว้อีกมาก
ส่วนผู้แข็งแกร่งที่สุดของมหาสมุทรไร้ขอบเขต มีมูลค่าราวหนึ่งพันห้าร้อยล้าน น่าจะเป็นเพราะมหาจักรพรรดิอูเหรินกับผู้เฒ่าซกมกผู้นั้นพลังเพิ่มขึ้น
หากมีจักรพรรดิยุทธ์ฟื้นคืนชีพอีก แน่นอนว่าโชคชะตาของเผ่ามนุษย์จะต้องสั่นไหว
“ยังคงต้องพยายามบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติให้ได้ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จึงจะเข้าใจกฎแห่งฟ้าดินได้ในเร็ววัน”
เจียงฉางเซิงคิดในใจเงียบๆ
ผ่านไปสามสิบสี่ปีแล้วจากตอนบรรลุขั้นคราก่อน ครั้งต่อไปจะต้องใช้เวลายาวนานกว่าตอนขั้นแปดสู่ขั้นเก้าแน่นอน
เขาไม่สามารถผ่อนคลายได้ ไม่สามารถปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
ครั้งที่แล้วยังใช้เวลาถึงแปดสิบเก้าปี สำหรับคราวนี้อย่างน้อยก็ต้องเริ่มต้นที่หนึ่งร้อยปี ภาระหนักหนายิ่งนัก