เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 266
เมื่อเห็นว่าจางอิงกลับมาเกิดอีกครั้งแล้ว เจียงฉางเซิงก็อดสงสารไม่ได้ จึงประทานพรให้เขาห้าหมื่นแต้มเซ่นไหว้เพื่อแลกกับโชคดีในชาติภพนี้
ทว่าชาตินี้จางอิงไม่ได้มาเกิดในต้าจิ่งแต่เป็นไท่ฮวง ไม่รู้ว่าผู้ให้กำเนิดเขาจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ออกไปเสี่ยงภัยข้างนอก หรือว่าเกิดในสำนักใดของไท่ฮวง
ทุกปีจะมีผู้ฝึกยุทธ์ที่มีความสามารถออกไปสร้างสำนักตั้งนิกายในไท่ฮวง แม้จะไปจากต้าจิ่งแล้วแต่ก็ยังคงนับว่าอยู่ใต้ต้าจิ่งอยู่ เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะมีชีวิตรอดเพียงลำพังคนเดียว จึงจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรกัน
เจียงฉางเซิงไม่ได้ส่องสายตาไปมองเขา เขามีมิตรที่ดีเช่นจางอิงอยู่ไม่น้อยจึงไม่อาจคอยเฝ้าดูทุกคน การประทานพรให้ก็นับว่ามีน้ำใจมากพอแล้ว วันคืนดำเนินต่อไป
ข่าวที่โอรสสวรรค์จะจัดงานชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวงแพร่ไปทั่วใต้หล้า เขายังให้องครักษ์ชุดขาวส่งเทียบเชิญไปยังดินแดนต่างๆ ของต้าจิ่ง รวมทั้งแคว้นประเทศราชและสำนักต่างๆ ด้วย เขาจะจัดงานชุมนุมครั้งนี้ให้ยิ่งใหญ่เอิกเกริกชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ภายหน้าก็ไม่อาจเทียบได้!
หลายเดือนจากนั้น มีรถม้าจำนวนมากเข้าออกทำให้เมืองหลวงคึกคักเป็นที่สุด ภายในตำหนักบรรพบุรุษ เจียงเชอกำลังนั่งอยู่ในศาลาเล็ก สายตาจับจ้องไปยังนักพรตกลุ่มหนึ่งที่กำลังหลอมโอสถอยู่ไม่ไกลออกไป
เฉินหลี่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเจียงเชอและบอกเล่าสิ่งที่โอรสสวรรค์ทำ เขาอดเอ่ยทั้งยิ้มเจื่อนไม่ได้ว่า
“กระหม่อมเป็นกังวลจริงๆ ว่าแต่นี้ไปราศีของต้าจิ่งจะไม่งดงามพะยะค่ะ”
เจียงเชอเอ่ยราบเรียบว่า
“กลัวอันใด โอรสสวรรค์ไม่ได้มีชีวิตอยู่นานเท่าขุนนาง วันหน้าค่อยแก้ไขให้เข้าร่องเข้ารอยเป็นพอแล้ว”
แต่หากบอกว่าในใจเขาไม่มีความขุ่นเคืองใดเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ และนี่ก็เป็นโอกาสให้เหล่าขุนนางทั้งปวงได้เห็นว่า เมื่อเขาจากไปแล้ว โอรสสวรรค์องค์ต่อมาจะทรงธรรมยิ่งกว่าหรือไม่ แน่นอนว่าเหตุที่เขาไม่ไปก้าวก่ายก็เป็นเพราะรากฐานที่มั่นคงของต้าจิ่งด้วย ต้าจิ่งไม่มีทางเกิดความวุ่นวายขึ้นแน่ ภายนอกไร้ศัตรูฉกาจ ภายในยิ่งสุขสงบ แล้วในแผ่นดินจะมีคนกล้าก่อกบฏหรือ?
พูดตามจริงแล้ว เขาก็ตั้งตารอว่าจะมีคนก่อกบฏเช่นกัน เพราะจะได้ให้ผู้คนในหล้าย้อนนึกถึงวิธีที่มรรคาจารย์เคยใช้
เฉินหลี่เห็นว่าเขาไม่ต้องการก้าวก่ายราชกิจอีกแล้วจึงได้แต่รามือ เขาหันหน้าไปมองนักพรตกลุ่มนั้นก่อนถามด้วยความสงสัยว่า “พวกเขามีความสามารถจริงๆ หรือพะยะค่ะ”
เจียงเชอกล่าวว่า “วิชาหลอมโอสถของลัทธิเกาะลับแลน้อยเก่งกาจไม่เบา เจ้าดูสิ แม้ไม่อาจหลอมโอสถอายุวัฒนะออกมาได้ แต่ร่างกายของข้าก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ ค่อยๆ เดินไปทีละก้าวแล้วกัน”
เฉินหลี่มองเขาแล้วอดพยักหน้าไม่ได้ จากนั้นก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในใจ ตัวข้าเองก็ควรเอาอย่างด้วยหรือไม่
เฉินหลี่รู้จักตนเองดี เดิมทีพรสวรรค์ด้านยุทธ์ของตัวเขาก็ไม่นับว่าอยู่ในแนวหน้าอยู่แล้ว กอปรกับต้องยุ่งกับงานบ้านเมืองอยู่ทุกวัน จึงไม่มีเวลาฝึกยุทธ์อย่างเพียงพอ แล้วเขาจะอยู่ได้อีกนานเท่าใดกัน
เมื่อโอรสสวรรค์มีพระราชโองการออกไป แต่ละท้องที่ในแผ่นดินก็จัดการกันอย่างรวดเร็ว บวกกับค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ตั้งอยู่แต่ละแห่งเริ่มมีการใช้งานในเชิงพาณิชย์แล้ว ทำให้มีปัญญาชนและหญิงงามเดินทางมายังเมืองหลวง
งานชุมนุมใหญ่ยังไม่เริ่มขึ้น เมืองหลวงก็คึกคักไม่ธรรมดาแล้ว ถนนทุกสายล้วนมีกลุ่มปัญญาชนร่ายบทกวีสร้างความสำราญกัน หอต่างๆ ยิ่งมีเสียงเพลงแสนออดอ้อนดังออกมา อาณาจักรแสนสำราญที่เจียงซิ่งต้องการเริ่มปรากฏเค้าโครงให้เห็นในเมืองหลวงแล้ว
พวกไป๋ฉีทั้งสามตนก็เข้าไปเที่ยวเล่นหาความสำราญในเมืองบ่อยครั้ง ในวันนี้มู่หลิงลั่วกลับมาที่เขามังกรผงาด ที่แท้ตระกูลมู่ก็ได้รับเชิญให้มาด้วย ตระกูลมู่ซื้อจวนในเมืองหลวงแล้ว แต่ในเมื่อนางกลับมาก็ย่อมต้องมาอยู่เป็นเพื่อนเจียงฉางเซิง
“เมืองหลวงครึกครื้นจริงๆ เชียว บนถนนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยการแสดงวิชายุทธ์หลากหลายประเภท และยังมีการเขียนอักษร แสดงสัตว์ปีศาจ ขายกระดูกวิเศษของสัตว์อสูร โชคดีที่เมืองหลวงมีขนาดกว้างใหญ่เพียงพอ”
มู่หลิงลั่วนั่งอยู่ข้างๆ เจียงฉางเซิงและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แม้แต่คนนิสัยเย็นชาเช่นนางก็ยังรู้สึกแปลกใหม่กับเมืองหลวงที่ครึกครื้นเช่นนี้
เมืองหลวงขยายอาณาเขตออกไปทุกปี เวลานี้มีขนาดใหญ่กว่าแต่แรกสิบเท่าแล้ว ยังมีคนเคยพูดติดตลกว่าหากเป็นดังนี้ต่อไป รัฐชื่อคงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐหลวงแน่
เจียงฉางเซิงกุมมือนางและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ในเมื่อชอบเช่นนั้นก็อยู่นานสักหน่อยเถิด”
เมื่อจีอู๋จวินเห็นภาพนี้ก็ออกจากลานเรือนไปอย่างรู้ความ ภายในลานเรือนจึงเหลือแค่เจียงฉางเซิงและมู่หลิงลั่ว
มู่หลิงลั่วเอียงหัวน้อยๆ แล้วเอ่ยว่า
“เช่นนั้นท่านยินดีจะอยู่กับข้าหรือไม่ มาต้าจิ่งตั้งนานแล้วท่านยังไม่ได้หาเวลามาอยู่เป็นเพื่อนข้าเลย ข้ารู้ว่าท่านชอบฝึกวิชา ข้าเองก็เช่นกัน แต่อย่างไรก็ต้องเหลือเวลาให้กันและกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงคิดดูสักพักและคิดว่าควรทำเช่นนั้นจริงๆ ฝึกวิชาน้อยลงสักสองสามวันก็ไม่เป็นไร
“ไว้เมื่องานชุมนุมใหญ่เริ่มแล้ว ข้าจะลงเขาไปเที่ยวชมงานกับเจ้า ข้าก็ควรจะไปสัมผัสความเจริญรุ่งเรืองในหล้าบ้างเช่นกัน”
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ระหว่างพูดเขาก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะนางด้วย มู่หลิงลั่วเผยรอยยิ้มออกมา คล้ายว่านางนึกถึงบางสิ่ง แก้มจึงแดงระเรื่อขึ้นและกระซิบถามเบาๆ ไปประโยคหนึ่ง
เจียงฉางเซิงจึงค่อยๆ ดึงตัวนางให้ลุกขึ้นและกระซิบข้างหูนางไปประโยคหนึ่ง ทำให้นางมีสีหน้าเฝารอ
“จงตั้งใจฝึกวิชาเพื่อรอให้ถึงวันนั้นเถิดเจ้าคะ”
มู่หลิงลั่วกล่าวอย่างจริงจังพร้อมเผยดวงตาที่เปี่ยมด้วยปณิธานแห่งการต่อสู้ เจียงฉางเซิงยิ้มบางๆ ก่อนดึงตัวนางเดินเข้าไปภายในห้อง มู่หลิงลั่วถูกเขาจูงมือไปสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความชื่นชอบ
อีกด้านหนึ่ง ไป๋ฉี หวงเทียน และเฮยเทียนนอนหมอบอยู่บนหลังคามองลงมายังเหล่าชาวบุ๋นที่กำลังโต้คารมกันอย่างฮึกเหิมอยู่ภายในเรือน ปีศาจทั้งสามคอยวิจารณ์อยู่เป็นระยะ
เรือนแห่งนี้โอรสสวรรค์เคยซื้อเอาไว้เป็นการส่วนตัว เมื่อก่อนนี้ชาวบุ๋นที่สามารถเข้าไปในเรือนแห่งนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้สูงส่งจิตใจฮึกเหิมเท่านั้น แต่แล้วจู่ๆ จีอู๋จวินก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายไป๋ฉีและลงมานั่งด้วย
ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยว่า “เหตุใดเจ้าจึงมาด้วย มิใช่ว่าเจ้าไม่สนใจของพรรค์นี้หรอกหรือ”
จีอู๋จวินมองไปข้างล่างและเอ่ยไปเรียบๆ ว่า “แม่นางมู่มา”
“มาก็มาสิแล้วอย่างไรเล่า”
“ข้าเห็นมรรคาจารย์จับมือนาง จึงต้องหลบออกมา”
“จริงหรือนี่!”
ดวงตาของไป๋ฉีเป็นประกายเกิดความสนใจขึ้นมาในทันที นี่หมายความว่าอย่างไร? ต้นไม้เหล็กผลิดอกรึ? เมื่อก่อนมันยังนึกว่ามรรคาจารย์ไม่ชอบเรื่องพรรค์นี้เสียแล้ว แต่เวลานี้ได้มู่หลิงลั่วมาเปิดความสนใจให้มรรคาจารย์ เช่นนั้นมันก็มีโอกาสมากขึ้นแล้ว
จีอู๋จวินตอบไปว่า “อืม ก็เป็นปกตินี่ ท่าทีที่มรรคาจารย์มีต่อนางนั้นต่างออกไปจริงๆ”
ไป๋ฉีนึกย้อนไปแล้วสังเกตนางก่อนจิปากเอ่ยด้วยความสงสัยว่า
“มิใช่ว่าเจ้าก็คิดอะไรกับมรรคาจารย์ด้วยหรอกกระมัง บอกเอาไว้ก่อนไปต่อแถวเสีย!”
จีอู๋จวินได้ยินเช่นนั้นก็อดกลอกตามองบนไม่ได้ นางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ยังไม่ต้องเอ่ยว่าคิดหรือไม่เลย ต่อให้คิดเหตุใดข้าต้องมายื้อแย่งกับเจ้า เจ้าเป็นสิ่งใดกัน”
ไป๋ฉีส่ายตัวไปมาเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างได้ใจว่า
“ข้าไม่ได้แข็งแกร่งเช่นเจ้า แต่ข้ากล้าแสดงออกมากกว่า อย่างไรเล่า คอยดูเถิด นายท่านจะต้องเข้าใจข้าในอีกไม่ช้าก็เร็ว ข้าก็มีพรสวรรค์ของข้าเช่นกัน”
จีอู๋จวินย่นคิ้วแล้วขยับออกมาห่างๆ ด้วยท่าทางรังเกียจ กลัวว่าจะแปดเปื้อนกลิ่นสาบของปีศาจ เพียงแต่เมื่อมองไปในเรือนอีกครั้ง จิตใจของจีอู๋จวินก็ยังไม่อาจสงบลงได้ เพราะหัวใจของนางยังคงอยู่ในลานเรือนบนเขา และสงสัยว่ามรรคาจารย์กับแม่นางมู่จะกำลังทำสิ่งใดอยู่
เดือนสิบ อากาศแจ่มใส งานชุมนุมใหญ่รุ่งเรืองสำราญเปิดงานอย่างเป็นทางการ ทั้งเมืองหลวงครึกครื้นหาใดเปรียบ
โอรสสวรรค์จัดงานเลี้ยงเบื้องหน้าป้ายศิลาจักรพรรดิมนุษย์ เชิญคณิกาเลื่องชื่อออกมาขับร้องเพลง บทกวีนานาที่ปัญญาชนเขียนขึ้น จากนั้นก็ให้ขุนนางใหญ่และผู้สูงส่งที่มาจากที่ต่างๆ คัดเลือกว่าผู้ใดเยี่ยมยอดกว่ากัน ทุกคนล้วนมีป้ายหนึ่งป้ายสำหรับลงเสียง ผู้ใดที่ได้รับสิบแปดป้าย องครักษ์ชุดขาวจะนำไปประกาศทั่วเมืองเพื่อให้ทุกหอในเมืองขับร้อง
เจียงฉางเซิงในชุดขาวเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนกับมู่หลิงลั่ว ทั้งสองเหมือนคู่เทพเซียนดึงดูดให้ผู้คนไม่น้อยต้องเอียงตามอง
ข้างหลังมีจีอู๋จวิน ไป๋ฉี หวงเทียน กับเฮยเทียนเดินตามมา จีอู๋จวินเอ่ยอย่างจนใจว่า “เหตุใดพวกเราจะต้องเดินตามมรรคาจารย์ด้วย”
ไป๋ฉีพูดอย่างได้ใจว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่นายท่านออกมาเดินเล่นในเมือง ก็ต้องอยู่กับนายท่านสิ”
หวงเทียนร้องว่า “ใช่แล้วๆ!”
ชาวเมืองหลวงและผู้ฝึกยุทธ์ต่างคุ้นเคยเรื่องหมาป่าและแมวพูดภาษามนุษย์ได้แล้ว เพราะในเมืองหลวงมีสัตว์ปีศาจที่พูดได้อยู่ไม่น้อย ท่านไป๋ฉีแห่งเขามังกรผงาดก็คือปีศาจหมาป่าที่เป็นสัตว์นำโชคในดวงใจของชาวเมืองหลวงทีเดียว เชื่อกันว่าจะนำโชคดีมาให้
เมื่อเจียงฉางเซิงได้สัมผัสถึงบรรยากาศครึกครื้นบนท้องถนน ภายในใจกลับรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด นับตั้งแต่มาเกิดใหม่เขาก็ซ่อนตัวฝึกวิชาอยู่แต่บนเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ลงเขามาเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศของเทศกาล
ชั่วอึดใจนี้เขาจึงรู้สึกว่าตนเองหลอมรวมกับแดนมนุษย์แห่งนี้ มิใช่กำลังเล่นเกมเกมหนึ่งอยู่ ผู้ศรัทธาก็มิได้เป็นแค่ผู้ศรัทธา แต่เป็นผู้คนมากมาย เหตุที่วิชามรรคาธรรมชาติเป็นธรรมชาติ มิใช่เพราะธรรมชาติคือกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินหรอกหรือ ซึ่งดินแดนมนุษย์แห่งนี้ก็นับเป็นธรรมชาติด้วยเช่นกัน
เจียงฉางเซิงตระหนักรู้ขึ้นมาในใจและดำดิ่งอยู่ภายใน
มู่หลิงลั่วกลับสนใจแป้งและชาดแต่งหน้า ปกติแล้วนางไม่ชอบของเหล่านี้เป็นที่สุด แต่วันนี้นางมากับเจียงฉางเซิง นางก็เกิดอยากได้ของเหล่านี้ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ระหว่างทางบังเอิญได้พบกับเหล่าศิษย์ของตระกูลมู่ ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ และอารามมังกรผงาด เมื่อเห็นพวกเขาแล้วต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปและรีบร้อนอ้อมออกไปให้ห่าง
แดนมนุษย์เจริญรุ่งเรือง โลกหล้าพลุ่งพล่าน งานชุมนุมใหญ่รุ่งเรืองสำราญที่โอรสสวรรค์จัดขึ้นประสบความสำเร็จแล้ว สำเร็จยิ่งกว่าที่เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นคาดคิดไว้เสียอีก เดิมทีพวกเขานึกว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความถดถอยแห่งต้าจิ่ง แต่คิดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นโฉมหน้าใหม่
โดยมากแล้วบทกวีของเหล่าปัญญาชนเป็นการสรรเสริญมรรคาจารย์ สรรเสริญฮ่องเต้แต่ละรัชสมัย แม่ทัพเรืองนาม ขุนนางผู้มากสามารถแห่งต้าจิ่ง ในขณะที่บทกวีของพวกเขาแพร่ไปตามถนนตรอกซอกซอย ก็ทำให้จิตใจปวงประชารวมเป็นปึกแผ่นและเกิดความภาคภูมิใจในตนเองขึ้นมาพร้อมกัน
เมื่อนั้นเหล่าขุนนางจึงเพิ่งเข้าใจเจตนารมณ์ของโอรสสวรรค์ แสนสำราญไม่ใช่แค่ความปรารถนาที่มีมาแต่กำเนิดเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นความสุขทางความคิดได้ด้วย
งานชุมนุมใหญ่รุ่งเรืองสำราญจะดำเนินติดต่อกันเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็มๆ แสงโคมยามค่ำคืนของเมืองหลวงไม่เคยดับลงเลย เมื่องานชุมนุมครั้งนี้สิ้นสุดลง มู่หลิงลั่วก็กลับไปพร้อมกับตระกูลมู่และเตรียมจะไปทำสงครามในไท่ฮวงต่อ แขกจากที่ต่างๆ ก็ทยอยกันกลับ และตำนานของงานชุมนุมใหญ่รุ่งเรืองสำราญจึงแพร่สะพัดออกไป
เล่าลือกันว่าภายในงานชุมนุมใหญ่รุ่งเรืองสำราญแห่งเมืองหลวง สามารถพบเห็นยอดเคล็ดวิชาที่ล้ำเลิศที่สุด บทกวีหน้าตื่นใจที่สุด หญิงงามเย้ายวนใจที่สุด สุราถูกปากที่สุด การประมูลที่คับคั่งที่สุด เป็นต้น
จนถึงปีชางเลอที่สอง ทุกแห่งในใต้หล้าต่างสนทนากันเรื่องงานชุมนุมใหญ่รุ่งเรืองสำราญ แต่โอรสสวรรค์กลับไม่ได้เอาแต่ลุ่มหลงในเรื่องนี้ แต่ตัดสินใจว่าจะจัดงานทุกสิบปี เช่นนี้แล้วงานชุมนุมจึงจะมีค่า
ต้นเดือนสาม ร่างแยกกลับมาแล้ว หลังจากเจียงฉางเซิงผสานร่างก็เริ่มรับรู้ความรู้สึกจากคัมภีร์ภูผาสมุทรและคันฉ่องฟ้าดิน สมบัติทั้งสองชนิดนี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แค่หยิบออกมาเขาก็สัมผัสได้ว่าสามารถสยบจักรพรรดิยุทธ์ทั่วๆ ไปได้แล้ว หลังจากถือเล่นอยู่พักหนึ่ง เจียงฉางเซิงจึงแบ่งร่างแยกออกไปอีกครั้ง และให้ร่างแยกนำสมบัติทั้งสองออกเดินทาง
ไปอีกด้านหนึ่ง ลึกลงไปใต้ดิน ผีเร่ร่อนและวิญญาณโดดเดี่ยวตนแล้วตนเล่าผุดออกมาจากด้านบนสุดของโลกใต้พิภพ ทุกตนมีสีหน้างุนงง จากนั้นก็ลอยลงไปในยังตำหนักยมโลกที่มีแสงสีเขียวล่องลอยอยู่เบื้องล่าง
ดวงวิญญาณดวงหนึ่งร่อนจากฟ้าลงมาบนพื้นดิน เขาจับจ้องตำหนักยมโลกพร้อมกับมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป รำพึงว่า
“ข้านามว่าจางอิง… เป็นรองหัวหน้าหอการค้ายอดวาสนา เหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้”
เขาก้มลงมองมือทั้งคู่ของตนเอง จากนั้นก็เคลื่อนมือมาสัมผัสร่างวิญญาณของตนก่อนจะทะลุผ่านไปทันใด ทำให้เขารู้ตัวว่าตนเองตายไปแล้ว ความทรงจำก่อนตายพุ่งเข้ามาในหัวของเขารวมทั้งเรื่องที่ได้พบมาในสองชาติหลังจากนั้น
ทว่าสิ่งที่พบมาในสองชาตินี้สั้นนักและเล็กน้อยจนนับไม่ได้ เขาหัวเราะแห้งๆ หนหนึ่งก่อนก้าวไปข้างหน้า
“หรือว่าที่นี่ก็คือเก้าขุมนรกในตำนาน เมื่อคนตายแล้วล้วนต้องมาที่นี่อย่างนั้นหรือ แปลกนัก เหตุใดตอนที่ข้าตายไปสองครั้งก่อนจึงไม่ได้มาที่นี่…”
จางอิงรำพึงกับตนเอง เหล่าวิญญาณที่ตายไปแล้วรอบตัวเขากลับไม่ได้คิดเพ้อเจ้อเช่นเขา ทั้งหมดดูราวกับไร้ซึ่งความนึกคิด เอาแต่ลอยตัวอย่างเหม่อลอยเข้าไปในตำหนักยมโลก