เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 271 ต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง พลังแห่งการทำลายล้าง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 271 ต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง พลังแห่งการทำลายล้าง
“เรื่องนี้ควรค่าให้พวกเราไตรตรองให้มาก สงครามครั้งนี้จะต้องเอาชนะศัตรูและหลอกเอาข้อมูลมาให้ได้”
เฉินหลี่เอ่ยทั้งพยักหน้าแล้วหันหลังจากไป
เจียงซิ่งรีบบอกว่า “ขุนนางเฉิน ศึกครานี้จะเป็นเจ้าบัญชาการ”
เฉินหลี่เอ่ยทั้งไม่หันหน้ากลับมาว่า “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย แม่ทัพสวีเดินทางไปแล้วพะยะค่ะ”
เจียงซิ่งโล่งอก ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมา
นับตั้งแต่เขาขึ้นครองราชย์ แม้จะช่วยให้การเงินการคลังของต้าจิ่งรุ่งเรืองขึ้นมาก ทั้งส่งเสริมกระแสของความสุขสำราญทำให้ราษฎรมีความสุขขึ้นเรื่อยๆ
แต่ท่ามกลางขุนนางบู๊บุ๋นทั้งปวง กลับไม่มีคนที่เขาบ่มเพาะมาด้วยตนเองเลย ขุนนางที่เขาใช้สอยอยู่นั้นยังคงเป็นขุนนางเก่า
หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือ นับแต่วิถียุทธ์ของต้าจิ่งพุ่งทะยานขึ้นมา อายุของเหล่าขุนนางบู๊บุ๋นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน
หลายสิบปีผ่านไปก็ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงมากมายอันใด แม่ทัพก็ยังคงนำโดยสวีเทียนจีเช่นเดิม ขุนนางบุ๋นก็ยังคงนำโดยเฉินหลี่เช่นเดิม
ผลงานของพวกเขามีมากมายเหลือเกิน และยังคงทำงานมาแล้วในรัชสมัยของฮ่องเต้หลายองค์ แม้แต่คนที่มีพลังยุทธ์เหนือกว่าก็ยังไม่อาจสั่นคลอนรากฐานของพวกเขาได้
โดยเฉพาะสวีเทียนจีที่มีความชอบในการสนับสนุนฮ่องเต้จิ่งไท่จง ต่อมาภายหลังในสมัยของฮ่องเต้จิ่งเทียนจงและฮ่องเต้ไท่เหอก็มีความชอบในการศึก แม้บางคราวจะออกจากราชการไปแต่ก็ถูกฮ่องเต้เชิญตัวกลับมาอีกอย่างรวดเร็ว
เจียงซิ่งขมวดคิ้ว เขาเริ่มเป็นกังวลต่อคนรุ่นหลังขึ้นมา
ก่อนหน้านี้เป็นเวลาเนิ่นนาน อำนาจของราชสกุลเจียงสยบเหล่าขุนนางได้อย่างไร มรรคาจารย์ก็ไม่มีทางจะคอยจับตาดูราชสกุลเจียงได้ตลอดเวลา
ในความเป็นจริง มีเพียงเมื่อต้าจิ่งมีภัยร้ายแรงที่กระทบถึงแคว้นเท่านั้น มิเช่นนั้นแม้จะเป็นเวลาหลายสิบปี มรรคาจารย์ก็ยากจะลงมือสักหน
ในฐานะโอรสสวรรค์ ย่อมไม่ใช่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นเจียงซิ่งก็ต้องคอยไปหาแต่มรรคาจารย์ ในเมื่อตอนขึ้นครองราชย์เขาก็อาศัยมรรคาจารย์แล้ว เวลานี้เขาก็ต้องมุมานะด้วยตนเอง
แต่ตัวแปรที่มาอย่างกะทันหันในวันนี้ ทำให้เจียงซิ่งตระหนักว่าตนเองเหมาะจะเป็นกษัตริย์ในยามสุขสงบเท่านั้น แต่ไม่อาจเป็นกษัตริย์ในช่วงเวลาที่เกิดสงครามได้
แววตาของเจียงซิ่งสั่นไหวและตกอยู่ในห้วงความคิด
บุรุษคิ้วเพลิงกำลังมองสงครามระหว่างเผ่ามนุษย์และเผ่าอัคนีที่อยู่เบื้องหน้า หัวคิ้วเขาพลันขมวดเข้ามา
เผ่ามนุษย์แข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้ แม้ว่าเผ่าอัคนีจะมีเขาและยังมีจอมราชันยุทธ์อีกสามคน แต่นักรบคนอื่นๆ ล้วนเป็นขั้นจักรวาลและขั้นถ้ำสวรรค์
หากเขาไม่ออกโรงก็จะไม่สามารถปราบเผ่ามนุษย์ได้ในเวลาอันสั้น
ผู้อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์ของต้าจิ่งนั้นมีจำนวนมากถึงหลายร้อยคน เพราะแต่แรกนั้นได้ดึงเอาขุมอำนาจต่างๆ เข้ามา ทั้งทะเลสวรรค์ จวนมังกรจำแลง ตระกูลมู่ และเกาะลอยฟ้าเป็นต้น ผ่านไปหลายสิบปีจึงมีขั้นถ้ำสวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วน
“เขาน่าจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่ามนุษย์แล้ว”
บุรุษคิ้วเพลิงคิดอยู่เงียบๆ ขณะจับจ้องกวนทงโยว กวนทงโยวแข็งแกร่งมากจริงๆ
คนเดียวต่อสู้กับจอมราชันยุทธ์ทั้งสามของเผ่าอัคนี ทำให้บุรุษคิ้วเพลิงเสียหน้าอย่างหนัก คนพวกนี้จะต้องตาย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นความอัปยศของเผ่าอัคนี!
บุรุษคิ้วเพลิงยกมือขวาขึ้น หันฝ่ามือเข้าหากวนทงโยว นัยน์ตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
ในเวลานั้นเอง คล้ายว่าบุรุษคิ้วเพลิงจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงช้อนตาขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ยังไม่ทันที่เขาจะมองเห็นชัดเจน ลำแสงสีทองสายหนึ่งก็ร่วงลงมาจากฟ้า เหมือนกับแม่น้ำสีทองบนท้องฟ้าที่ท่วมนักรบเผ่าอัคนีและวิหคอสูรที่ยังไม่ได้ออกไปต่อสู้
บุรุษคิ้วเพลิงก็ถูกปกคลุมอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
โครมคราม…
คงคาสวรรค์สีทองร่วงลงมาสู่พื้น สั่นสะเทือนผืนแผ่นดิน ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์และนักรบเผ่าอัคนีที่กำลังต่อสู้กันอยู่ต้องหันหน้ามามองด้วยความตกใจ
“เป็นท่านนั้นลงมือแล้ว…”
กวนทงโยวมีความยินดีอยู่ในแววตา แต่หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกอับอายขึ้นมาอย่างมาก ดูทามรรคาจารย์จะคิดว่าเขารับมือกับเผ่านี้ไม่ไหวแล้ว
จืออู๋จวินก็คิดดังนี้เช่นกัน คล้ายว่าไม่มีนักรบเผ่าอัคนีถัดลงมาจากขั้นจอมราชันยุทธ์คนใดที่นางสามารถต่อกรได้
จนใจนักที่นางถูกล้อมเอาไว้ จึงไม่สามารถแสดงพลังที่แข็งแกร่งออกมาได้
สวีเทียนจีที่เพิ่งเร่งรีบมาจากสุดปลายฟ้า ได้เห็นภาพนี้เข้าพอดี เขาพึมพำว่า
“เผ่านี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ถึงกับทำให้มรรคาจารย์ต้องออกโรงเอง”
จวบจนคงคาสวรรค์สีทองบนท้องฟ้าหายวับไป บุรุษคิ้วเพลิงและนักรบเผ่าอัคนีที่ยังไม่ได้เข้าต่อสู้ก็หายวับไปทั้งหมด
ทว่าป่าเขาที่อยู่เบื้องล่างกลับไม่ได้ถูกทำลายแต่อย่างใด เห็นแล้วทำให้รู้สึกว่าไม่เหมือนความจริงเลย
“หัวหน้าตายแล้วหรือ!”
นักรบเผ่าอัคนีผู้หนึ่งตะโกนขึ้นมาด้วยความตกใจ
ยังไม่ทันที่เผ่าอัคนีจะตั้งตัวทัน เหล่าผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์ก็ระเบิดลมปราณที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเมื่อครูนี้มากนักออกมา โอกาสทอง!
ใต้ต้นวิญญาณปฐพี เจียงฉางเซิงเก็บเกาทัณฑ์และกลับมานั่งสมาธิอีกครั้ง
ไป๋ฉีถามด้วยความสงสัยว่า “จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า
“ฝ่ายนั้นมอดไหม์เป็นเถ้าถ่านแล้วหรือ”
“อืม”
“น่าเสียดาย พวกเขาก็น่าจะเป็นอสูรด้วย…”
เจียงฉางเซิงไม่ได้ตอบอะไร เหตุที่เขาจงใจทำเช่นนี้ก็เพราะนักรบเผ่าอัคนีเหลืออยู่ตั้งมากมาย เพียงพอให้เผ่ามนุษย์จับตัวและเค้นเอาความลับที่ต้องการได้
ส่วนมูลค่าซากศพของบุรุษคิ้วเพลิงนั้น เขากลับไม่ได้ไยดีใดๆ เพราะตอนนี้เขายังใช้ซากศพของเจ็ดจอมปีศาจไม่หมดเลย
นานๆ ทีจะได้ออกโรงเอง ก็ต้องแสดงความแข็งแกร่งของตนให้ประจักษ์สักหน่อย หากว่ามรรคาจารย์ลงมือแล้วไม่อาจสังหารศัตรูได้ จะทำให้ภาพลักษณ์ผู้ไร้เทียมทานของเขาสั่นคลอน
ผ่านไปพักหนึ่ง
[ปีชางเลอที่สิบ เผ่าอัคนีรับคำบัญชาจากราชันมารเก้าขุมนรกให้มาทำลายเผ่ามนุษย์ เจ้าลงมือได้ทันกาล สังหารยอดฝีมือแห่งเผ่าอัคนีลง ผ่านเคราะห์กรรมไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคมนามว่า ‘ใบหยกเกล็ดทอง’ x12]
ครั้งนี้ห่างจากครั้งก่อนที่ได้รับรางวัลรอดชีวิตถึงยี่สิบแปดปี คิดถึงเสียจริงๆ
ใบหยกเกล็ดทองก็นับว่าไม่เลวแล้ว บวกกับครั้งนี้ได้มาถึงสิบสองใบ ทำให้เขาสะสมใบหยกเกล็ดทองได้เก้าสิบเอ็ดใบแล้ว
เจียงฉางเซิงอารมณ์ดีขึ้นมาทันที เตรียมจะทลายเขตอาคมใบหยกเกล็ดทองสิบสองใบนี้ จากนั้นจะทดลองประกอบเข้ากับกระบองเกล็ดทองดู
‘ข้าอยากรู้ว่าราชันมารเก้าขุมนรกแข็งแกร่งเพียงใด’
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 3,700,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่เบาเลยทีเดียว!
เจียงฉางเซิงคิดคำถามหนึ่งขึ้นมาได้อีก จึงสอบถามในใจว่า ‘ข้าอยากรู้ว่าผู้แข็งแกร่งที่ราชันมารเก้าขุมนรกสามารถเชิญมาช่วยได้ แข็งแกร่งเพียงใด’
[คนผู้นั้นไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่ระบบรู้ ไม่อาจพยากรณ์ได้ชั่วขณะ]
น่าเสียดาย พยากรณ์ไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องสงวนท่าทีกับราชันมารเก้าขุมนรกเอาไว้ก่อน แสร้งทำไม่รู้ว่ามีราชันมารเก้าขุมนรกอยู่
เมื่อสูญเสียมือดีแห่งเผ่าอัคนีไป ราชันมารเก้าขุมนรกจะต้องไม่มาราวีในทันทีแน่ ไม่ทำศึกที่ไม่มั่นใจ!
นับตั้งแต่บรรลุขั้นมา พลังยุทธ์ของเจียงฉางเซิงก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของตัวเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ถึงขั้นที่เขาไม่เห็นราชันมารเก้าขุมนรกอยู่ในสายตาแล้ว
ส่วนจอมราชันเผ่าปีศาจ เจียงฉางเซิงหวังว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นอีกสักหน่อย เมื่อได้สู้กันในภายภาคหน้าจะได้ให้รางวัลรอดชีวิตชิ้นงามแก่เขา
จากนั้นเจียงฉางเซิงก็ลุกขึ้นและเดินกลับเข้าไปในห้อง เริ่มทลายเขตอาคมใบหยกเกล็ดทอง
ครึ่งวันหลังจากนั้น จืออู๋จวินก็กลับมา บนเสื้อเกราะทองและทวนเงินวิญญาณมังกรเปรอะเปื้อนรอยเลือด
นางกลับเข้าห้องเพื่อถอดชุดเกราะออกก่อน จากนั้นก็นำเกราะและทวนเงินวิญญาณมังกรไปทำความสะอาด
ไป๋ฉีถามว่า “เหตุใดจึงดูเชื่องซึม แพ้มาหรือ”
จืออู๋จวินพูดเบาๆ ว่า “ทำนองนั้นกระมัง”
อีกด้านหนึ่ง กวนทงโยวก็กลับมาถึงจวนและมีอารมณ์ขุ่นมัวเช่นกัน
ความจริงแล้วไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์ที่ร่วมทำศึกครั้งนี้ต่างรู้สึกถึงความกดดัน
แม้ว่านักรบของเผ่าอัคนีที่เหลือนั้นที่ตายก็ตาย ที่ถูกจับเป็นเชลยได้ก็ถูกจับ ไม่มีใครหนีรอดไปได้แม้สักคน
แต่การปรากฏตัวของเผ่าอัคนีทำให้ต้าจิ่งสัมผัสได้ถึงวิกฤต เผ่าอัคนีมีร่างกายท่อนบนคล้ายมนุษย์ สติปัญญาก็ไม่ด้อยกว่าพวกเขา
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าลึกเข้าไปในไท่ฮวง ยังมีเผ่าพันธุ์ที่เฉลียวฉลาดเช่นเดียวกับเผ่ามนุษย์อีกจำนวนมาก
พวกเขาถึงกับได้ยินนักรบเผ่าอัคนีตนหนึ่งร้องขึ้นมาอย่างตกใจว่า หัวหน้าผู้อยู่ในขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินจะตายได้อย่างไร
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน!
ทั้งกวนทงโยวและพวกเขาต่างเคยได้ยินชื่อของระดับขั้นนี้เป็นครั้งแรก
หากไม่ได้มรรคาจารย์ออกโรง เกรงว่าต้าจิ่งจะต้องถูกนักรบหนึ่งหมื่นตนของเผ่าอัคนีเหยียบจนราบเป็นหน้ากลอง แค่คิดพวกเขาก็ขวัญกระเจิงแล้ว
เมื่อเจียงซิ่งรู้เรื่องนี้จากปากขององครักษ์ชุดขาวก็ตื่นตกใจนัก จอมราชันยุทธ์สามคนและผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินหนึ่งคน!
อึดใจนี้เขาก็สัมผัสได้ทันใดว่าไท่ฮวงอันตรายอย่างยิ่ง อันตรายกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มาก
เขาออกคำสั่งลงไปทันทีว่า ให้จือเทียนจื้อกับสวีเทียนจีเค้นสอบนักรบเผ่าอัคนีที่รอดชีวิตมา
นักรบเผ่าอัคนีส่วนมากตายไปแล้ว รวมทั้งจอมราชันยุทธ์ทั้งสามด้วย หากต้องการจับพวกเขาเป็นเชลยก็ยากกว่าสังหารพวกเขามากนัก
กวนทงโยวต้องใช้กำลังทั้งหมดที่มีจึงสังหารพวกเขาได้หมด ยังดีที่สวีเทียนจีใช้ค่ายกลทหารรวบรวมโชคชะตาของต้าจิ่ง ควบคุมความเร็วของจอมราชันยุทธ์ทั้งสามเอาไว้ แม้ผลจะออกมาธรรมดา แต่สำหรับการต่อสู้ในระดับนี้แล้ว ช้าลงเพียงเล็กน้อยก็ถูกสังหารได้แล้ว
ร่างกายของจอมราชันยุทธ์ไม่เหมือนกับจักรพรรดิยุทธ์ ไม่อาจทำลายได้แม้แต่น้อย
หลังจากนั้นหนึ่งเดือน ภายในห้องเจียงฉางเซิงมีสีหน้าพึงพอใจเมื่อเห็นสมบัติอาคมชิ้นใหม่ลอยขึ้นมาตรงหน้า
ใบหยกเกล็ดทองเก้าสิบเอ็ดใบ ประกอบเข้ากันเป็นกระบองเกล็ดทองสำเร็จแล้ว และกลายเป็นยอดของวิเศษ “ต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง”
ของวิเศษนี้เป็นยอดของวิเศษที่ใช้ในการทำลายล้าง มีอานุภาพไม่ด้อยกว่าเกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน เมื่อตัดวิชาเกาทัณฑ์ตาอีพิฆาตโลกาออกไปแล้ว อานุภาพทำลายล้างของต้นไม้วิเศษเกล็ดทองยังเหนือกว่าเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีใบไม้ซึ่งเป็นใบหยกเกล็ดทองมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองก็จะแข็งแกร่งขึ้นได้อีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เขายกมือขึ้นจับกิ่งของต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง ดูๆ ไปแล้วเหมือนยอดของต้นไม้ทั่วไป บนนั้นมีใบหยกเกล็ดทองฝังอยู่หลายใบ ยามกุมไว้ในมือเขาสัมผัสได้ถึงพละกำลังที่พลุ่งพล่านอย่างหนึ่ง พละกำลังชนิดนี้อัศจรรย์ยิ่ง คล้ายกับจิตสังหารแต่ในขณะเดียวกันก็มีส่วนที่ต่างกันด้วย
สิ่งนี้น่าจะเป็น พลังแห่งการทำลายล้าง!
ชั่วอึดใจนี้เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าตนเองไร้เทียมทานขึ้นมาทีเดียว ราวกับว่าไม่มีใครในโลกหล้าที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ เมื่อเขาคลายมือ ความรู้สึกที่รุนแรงชนิดนี้ก็หายไป
“นี่ก็คือผลที่ปราณทำลายล้างนำมาหรือ หากอยู่ในศึกสงครามอาจกระตุ้นให้ข้าระเบิดกำลังที่แข็งแกร่งมากขึ้นได้”
เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ ก่อนเก็บต้นไม้วิเศษเกล็ดทองเข้าไปในแหวนมหาวิญญาณ หลังจากประกอบเข้าด้วยกันแล้วก็ยังสามารถดึงใบหยกเกล็ดทองออกมาได้
แต่เมื่อใดที่ใบไม้ทั้งหมดถูกดึงออก จะต้องนำไปประกอบเข้ากันใหม่ การประกอบเข้าด้วยกันจะต้องทลายเขตอาคมระหว่างพวกมันอีก ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวัน
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นเดินออกไปในลานเรือน ตอนนี้เป็นเวลาดึก มีเสียงจักจั่นดังก้องอยู่ภายในเขามังกรผงาด
จืออู๋จวิน ไป๋ฉี หวงเทียน กับเฮยเทียน ต่างกำลังฝึกวิชา เจียงฉางเซิงไม่ได้รบกวนพวกนาง และตัวเขาเองต้องฝึกวิชาด้วยเช่นกัน
เขาให้ผู้ลึกลับที่อยู่เบื้องหลังราชันมารเก้าขุมนรก เป็นศัตรูในจินตนาการ ซึ่งทำให้เขามีปณิธานในการต่อสู้มากยิ่งขึ้น
สมมติว่าอีกฝ่ายอยู่ขั้นจักรพรรดิฟ้าดินแห่งสวรรค์ชั้นสิบ ไม่สิ คิดว่าอีกฝ่ายอยู่เหนือกว่าขั้นจักรพรรดิฟ้าดิน และมีมูลค่าถึงหลายหมื่นล้านไปเสียเลย
เมื่อคิดเช่นนี้ เจียงฉางเซิงก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว และสัมผัสวิกฤตรุนแรงขึ้นมาทันใด
ไม่กลัวหนึ่งหมื่น แต่กลัวหนึ่งในหมื่น! หากน่ากลัวได้ถึงขนาดนั้นจริงๆ เราห้ามลำพอง อย่างไรก็ต้องสงบเสงี่ยมมุ่งมั่นฝึกวิชาเข้าไว้!
ภายในวังใต้ดินที่มืดมนแห่งหนึ่ง เจียงเจี่ยน หลินเฮาเทียน ผิงอัน และหลิงเฟิง เดินมาถึงตรงหน้าค่ายกลหินที่อยู่ตรงกลางตำหนักใหญ่
แสงสีครามที่ส่องประกายทั่วตัวหลิงเฟิง ช่วยส่องแสงสว่างในตำหนักแห่งนี้ให้พวกเขา
“ระวังหน่อย ของสิ่งนี้อย่าได้เป็นค่ายกลหินเคลื่อนย้ายหรือกับดักใดเสียเล่า”
เจียงเจี่ยนเห็นว่าหลิงเฟิงดูท่าทางไม่ระมัดระวังจึงได้เอ่ยเตือน หลิงเฟิงกล่าวว่า
“ข้าไม่เดินเข้าไปในนั้นหรอก พวกท่านรีบมาดูสิ บนนี้มีตัวอักษรที่บางส่วนมองเห็นไม่ชัดเจน”
เจียงเจี่ยนและหลินเฮาเทียนรีบขยับเข้ามาข้างกายเขาแล้วตั้งใจมองอย่างละเอียด
อยู่ๆ ดวงตาของผิงอันก็เป็นประกาย เขาเดินมาข้างผนังและเห็นว่ามีดอกไม้สีแดงดอกหนึ่งฝังอยู่บนผนัง จึงเอื้อมมือออกไปเด็ด
โครมคราม…
ทั่วทั้งวังใต้ดินสั่นสะเทือนอย่างหนัก ค่ายกลหินสั่นไหวและส่องแสงจ้าออกมา แท่นหินเบื้องล่างเริ่มหมุน
“ถอยหลังไป อย่าเข้าไปในค่ายกล!”
เจียงเจี่ยนดึงตัวหลิงเฟิงกับหลินเฮาเทียนให้ถอยหลัง
หลินเฮาเทียนคล้ายนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงหน้าเสียไปทันใด และร้องขึ้นมาอย่างตกใจว่า
“ไม่ได้การ นั่นเป็นแค่แกนกลางของค่ายกล แต่ตัววังใต้ดินแห่งนี้เองต่างหากที่เป็นค่ายกล! รีบหนี!”
เขาหันหลังเตรียมจะหนีไปทันที แสงจ้าของค่ายกลหินสว่างจ้าขึ้นมากและส่องไปทั่ววังใต้ดิน ภายในพริบตา
ทันใดนั้นพวกเจียงเจี่ยนทั้งสี่คนก็ขยับตัวไม่ได้ มีพลังลึกลับพันธนาการพวกเขาเอาไว้