เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 272 สถานที่ที่ไม่รู้จัก วาสนาลึกล้ำ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 272 สถานที่ที่ไม่รู้จัก วาสนาลึกล้ำ
ปีชางเลอที่สิบเอ็ด เพิ่งผ่านพ้นปีใหม่ไป โอรสสวรรค์แต่งตั้งว่าที่กษัตริย์
ก่อนหน้านี้เขาไม่ยอมตัดสินใจมาโดยตลอด แต่จู่ๆ ก็มาแต่งตั้งว่าที่กษัตริย์เสียแล้ว ทำเอาชาวเมืองหลวงวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
มีเสียงเล่าลือในหมู่ราษฎรว่า สุขภาพของโอรสสวรรค์ย่ำแย่ลงทุกวัน
ตอนเพิ่งเสร็จสิ้นงานชุมนุมใหญ่รุ่งเรืองสำราญเมื่อปีกลาย โอรสสวรรค์ก็ต้องไปพักผ่อนเร็วกว่าเมื่อก่อน
ไป๋ฉีนำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อเจียงฉางเซิงเช่นกัน เจียงฉางเซิงกลับไม่ได้ใส่ใจ เพราะตัวเขาห่างจากเจียงซิ่งสี่รุ่น และมิได้ชมชอบเจียงซิ่งเท่าใด
สามารถช่วยให้เจียงซิ่งขึ้นครองราชย์ได้ ก็นับว่าสงสารอีกฝ่ายมากพอแล้ว ไยต้องไปประจบและช่วยเหลือเขาอีก
ราชสกุลเจียงมิได้ขาดแคลนคนที่จะมาเป็นฮ่องเต้
อีกประการ เป็นหรือตายนั้นขึ้นอยู่กับชะตาอย่างมาก ที่สุดเขาสามารถช่วยให้เจียงซิ่งมีอายุยืนยาวออกไปได้อีกสองสามปี โอสถชนิดนี้เตรียมเอาไว้ในคลังของแคว้นเรื่อยมาอยู่แล้ว และเจียงซิ่งก็เริ่มกินมาหลายปีแล้ว
“คิดไม่ถึงว่าเจียงซิ่งจะจากไปเร็วกว่าพ่อของเขา เช่นนี้ไม่ช่วยเขาพูดเสียเป็นดี”
ไป๋ฉีทอดถอนใจ มันไม่ได้สนิทสนมกับทายาทของเจียงซิ่งมากนัก ฉะนั้นเมื่อเทียบกับการที่โอรสของเจียงซิ่งขึ้นครองราชย์ มิสู้ให้เจียงเช่อเป็นโอรสสวรรค์ต่อไปดีกว่าหรือ อย่างน้อยมันยังจะได้ประโยชน์มากกว่า
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เจ้าเจียงเช่อนั่นไม่มีแก่ใจจะเป็นฮ่องเต้นานแล้ว วันๆ เอาแต่หมกตัวหลอมโอสถอยู่ในตำหนักบรรพบุรุษ ไม่เคยเห็นเขามาที่นี่เลย”
เขาไม่ได้มีนิสัยแอบดูลูกหลาน ขอเพียงเจียงเช่อไม่มีอันตรายใดเป็นพอ
ต่อให้ถูกคนร้ายสังหาร เขาก็ยังใช้วิชาฟื้นตายกลับเป็นได้ในทันที
ความจริงแล้ว หลังจากที่เจียงเช่อเริ่มแสวงหายาอายุวัฒนะ พลังยุทธ์ของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ดูไปแล้วพระสนมอวี้ผู้นี้จะรักเขาจริงๆ
มีเผ่าภูตปรากฏตัวให้เห็นในแถบไกลๆ มหาอาณาจักรเทียนจิ่ง คอยส่งของล้ำค่าหายากและซากศพของสัตว์อสูรให้แก่เจียงเช่อ ในไท่ฮวงซากศพของสัตว์อสูรจะไม่เน่าเปื่อยไปโดยง่าย ยิ่งอยู่ในระดับขั้นสูงเท่าใดก็ยิ่งเป็นเช่นนี้
เจียงฉางเซิงเริ่มคำนึงถึงอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือควรให้ลูกหลานสกุลเจียงทำงานในตำหนักยมโลกหรือไม่ ไว้พวกเขาตายแล้วค่อยลองถามดูก็แล้วกัน
หากเพิ่งตาย เจียงฉางเซิงก็สามารถไปขวางวิญญาณของพวกเขาไว้ได้ทันที ไม่ให้พวกเขาไปขึ้นสวรรค์ก่อน
ไม่กี่ชาติภพนี้ เจียงฉางเซิงจะคอยช่วยปกป้องทายาทในสามรุ่นให้มาก แต่เมื่อเลยจากสามรุ่นไปแล้ว หลังจากกลับชาติมาเกิดก็จะมิได้เกี่ยวข้องกับเขาอีก
หากพวกเขายินยอมมาทำงานในตำหนักยมโลก ก็ยังสามารถขยายวาสนาในสายเลือดต่อไปได้
เมื่อมีวิญญาณของคนที่ตายแล้วในตำหนักยมโลกมากขึ้นเรื่อยๆ สะบั้นเศียรและจางอิงก็มีงานยุ่งมากขึ้น และถึงขั้นที่ยังได้พบกับเรื่องแปลกๆ บางเรื่องด้วย
เช่น ได้พบกับอริที่ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากตายไปแล้วก็ยังจะวิวาทกันอีก
นอกจากศัตรูคูอาฆาตแล้ว ก็ยังมีศัตรูหัวใจ ศัตรูตระกูล สับสนวุ่นวายไปหมด สรุปก็คือเวลานี้ตำหนักยมโลกคึกคักอย่างยิ่งทีเดียว โดยมากแล้ววิญญาณในตำหนักยมโลกมาจากมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง ตอนนี้ยังไม่ไปรวมเอาวิญญาณจากนอกต้าจิ่งมา
เจียงฉางเซิงฝึกวิชาไปพลาง สนทนากับไป๋ฉีไปพลาง ในเวลานี้เอง
“ผู้อาวุโส… ผู้อาวุโส… พวกเราเกิดเรื่องใหญ่แล้ว ท่านจะช่วยพวกเราสักหน่อยได้หรือไม่…”
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็ได้ยินเสียงในใจของหลินเฮาเทียน น้ำเสียงเขาร้อนรนอย่างมาก
เจียงฉางเซิงสัมผัสถึงรอยประทับสังสารวัฏของคนทั้งสามทันที ทว่าเมื่อเขาใช้วิชาเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต กลับไม่อาจหาเบาะแสได้ อยู่ไกลเกินไป!
เจียงฉางเซิงส่งกระแสจิตติดต่อพวกเขาทันทีเพื่อให้เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ที่แท้ทั้งสามคนนี้ตามคนของเผ่าภูตเข้าไปสำรวจวังเก่าของเผาราชาแล้วบังเอิญไปเปิดค่ายกลและถูกส่งไปยังที่ที่ไม่รู้จัก
เจียงฉางเซิงจึงใช้ฟังก์ชันแต้มเซ่นไหว้อัญเชิญเทพ นำพลังของตนไปใส่ในตัวเจียงเจี่ยน และได้รับภาพที่เจียงเจี่ยนมองเห็นด้วย
เวลานี้พวกเจียงเจี่ยนทั้งสี่คนกำลังยืนบนหน้าผาชันแห่งหนึ่ง ป่าที่อยู่เบื้องหลังรกร้างนัก ต้นไม้ไม่มีใบ มีแต่กิ่งก้านเหี่ยวแห้งแปลกประหลาดระทึกขวัญ
เจียงเจี่ยนสั่นสะท้านไปทั้งตัว เพราะสัมผัสได้ถึงพลังแข็งแกร่งที่พุ่งเข้ามาในกาย จนเขาต้องตกตะลึง
“เป็นอะไรไป” หลินเฮาเทียนสังเกตเห็นความผิดปกติของเขาจึงรีบถาม
เขาเป็นคนพาเจียงเจี่ยนออกมา หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นแล้วเขาจะชี้แจงกับมรรคาจารย์อย่างไรดี
“ไม่ต้องตระหนก เป็นข้าเอง”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังออกมาจากภายในกายของเจียงเจี่ยน ทุกคนได้ยินแล้วต้องเบิกตาโต หลินเฮาเทียนถามไปอย่างตกตะลึงว่า
“ผู้อาวุโส ท่านอยู่ในตัวเขาหรือ?”
“ไม่ใช่ เพียงแต่พละกำลังของข้าสามารถเข้าประทับในตัวเขาได้ ข้าจะมองไปรอบๆ ก่อน”
เจียงฉางเซิงตอบมาประโยคหนึ่ง จากนั้นก็สังเกตมองดินแดนแห่งนี้
หัวใจเจียงเจี่ยนเต้นเร็วขึ้น ตัวแข็งทื่อไปหมด ท่านปู่สามารถมาประทับร่างเขาได้ด้วยหรือนี่ หรือจะเป็นเพราะดวงตาที่สามของเขา เป็นไปได้อย่างมาก พรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือดวงตาดวงนี้
แต่เขารู้ดีว่าดวงตานี้ได้รับการถ่ายทอดมาจาก หลินเฮาเทียนแอบสงสัยอยู่ในใจว่าผู้อาวุโสและเจียงเจี่ยนมีความเกี่ยวพันอย่างไรกันแน่ ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกว่าเจียงเจี่ยนหน้าตาคล้ายกับผู้อาวุโสมาก หรือว่า…
หลิงเฟิงกลับตื่นเต้นเอามากๆ เขาได้ยินมานานแล้วว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งนัก เมื่อได้มาเห็นเรื่องที่เกินคาดคิดตรงหน้าตอนนี้ เขาจึงยิ่งเลื่อมใสมรรคาจารย์มากขึ้น
เจียงฉางเซิงทอดสายตาออกไปไกล เบื้องล่างเป็นแผ่นดินรกร้าง ทุกหนแห่งล้วนเต็มไปด้วยโครงกระดูกและต้นไม้แห้งมากมาย
กระดูกจำนวนหนึ่งกองรวมอยู่ด้วยกันกลายเป็นภูเขาลูกเล็ก ทำให้ยิ่งดูน่าสยดสยองเข้าไปอีก
ท้องฟ้าที่สุดปลายผืนแผ่นดินมีไอเลือดและไอสีดำเป็นริ้วๆ ทำให้แดนแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและอึมครึมน่าขนลุก
ดูอยู่พักใหญ่ เจียงฉางเซิงก็มองไม่เห็นสาระใด ทำได้แต่เพียงให้พวกเขาลงมืออย่างระมัดระวัง
“แม้ว่าพลังของข้าจะช่วยพวกเจ้าได้ แต่พวกเจ้าก็ห้ามประมาท เพราะร่างกายของพวกเจ้าไม่อาจรับพลังทั้งหมดของข้าได้”
เจียงฉางเซิงเอ่ยเตือน จากนั้นก็คลายวิชาแต้มเซ่นไหว้อัญเชิญเทพ ร่างกายของเจียงเจี่ยนกลับมาเป็นปกติดังเดิม เขาอดถอนหายใจยาวไม่ได้
หลินเฮาเทียนถามอย่างสงสัยว่า “เมื่อครูนี้เป็นความรู้สึกเช่นใดกัน”
เจียงเจี่ยนเอ่ยด้วยแววตาเป็นประกายว่า “ทำได้ทุกอย่าง แข็งแกร่งนัก แข็งแกร่งมากจริงๆ ลำพังแค่พลังส่วนนี้ ข้าก็อยู่เหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว”
หลินเฮาเทียนมีสีหน้าอิจฉา แต่หลิงเฟิงกลับขวัญกระเจิงเพราะเรื่องนี้
ผิงอันเกาศีรษะแล้วถามว่า “เมื่อใดจะได้… กิน… กินเนื้อ”
แม้ว่าต้นเหตุของเรื่องนี้เป็นเพราะเขาไปเก็บดอกไม้ดอกนั้น แต่ทั้งสามคนต่างไม่กล้าโทษเขา
หลินเฮาเทียนถามอย่างสงสัยว่า “เพิ่งผ่านไปไม่นานก็หิวเสียแล้วรึ ดอกไม้ดอกนั้นเล่า”
ผิงอันฉีกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ในท้อง…”
เจียงเจี่ยนได้ฟังก็กระวนกระวายขึ้นมาทันที รีบเข้าไปตรวจดูร่างกายผิงอัน
ผิงอันนับเป็นผู้อาวุโสของเขา ทั้งยังเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกันมา อยู่กับเขามาร้อยกว่าปีแล้ว
“ข้า… สบายดี…”
ผิงอันเอ่ยทั้งยิ้มซื่อๆ เพียงแต่พูดไปพูดมา บนศีรษะของเขาก็เริ่มมีควันพวยพุ่งออกมา ร่างกายร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ใต้ต้นวิญญาณปฐพี เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น หมดคำพูดเสียจริงๆ
นึกไม่ถึงว่าเจ้าสามคนนั้นจะไปยังดินแดนแสนไกลได้ถึงขนาดนั้น เขาถึงขั้นไม่สามารถใช้แต้มเซ่นไหว้ไปพยากรณ์ได้ เวลานี้ทำได้แค่ภาวนาให้พวกเขาโชคดีสักหน่อย อย่าได้ไปเจอกับเรื่องยุ่งยากใหญ่โตเข้า
หากตายอยู่ในที่ห่างไกลเช่นนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาเกิดใหม่ที่มหาอาณาจักรเทียนจิ่งได้หรือไม่ แต่ดูอัตราส่วนแล้วคือเป็นไปไม่ได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงฉางเซิงก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา
เจียงเจี่ยนเป็นหลานที่เขาชื่นชอบที่สุดทีเดียว เขาจึงไม่อยากให้เกิดเรื่องกับเจียงเจี่ยน ผิงอันก็เป็นศิษย์รักของเขา หลินเฮาเทียนยิ่งเป็นคนที่เขาบ่มเพาะมากว่าร้อยปี ยังไม่ทันเจิดจรัสก็มาตายเสียแล้ว จะน่าเสียดายเพียงใดกัน
ไป๋ฉีสังเกตเห็นว่าสีหน้าเขาเปลี่ยนไป จึงสอบถามอย่างระมัดระวัง เจียงฉางเซิงไม่ได้ปิดบัง พอบอกออกไปจืออู๋จวินก็ยังเบิกตากว้าง
“จุ๊ๆ ไว้ วันหน้าเมื่อไปยังไท่ฮวง จะต้องระวังให้มาก หากถูกส่งไปยังอีกฟากหนึ่งของไท่ฮวง แม้แต่ข้าก็ยังจะหาพวกเจ้าไม่พบ”
เจียงฉางเซิงเตือน ปีศาจทั้งสามตัวรีบพยักหน้า จืออู๋จวินก็แอบตกใจเช่นกัน
นางคิดขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนนางออกไปผจญภัย ก็เคยได้พบกับค่ายกลหินแห่งหนึ่ง เพียงแต่นางกลัวจะเป็นอันตรายจึงได้อยู่ห่างๆ โชคดีจริงๆ!
ตำหนักบรรพบุรุษ ภายในตำหนักที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง เจียงเช่อกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในเตาหลอมโอสถ มีไอโลหิตหมุนวนรอบตัว ผิวกายของเขามีเส้นเลือดหลายเส้นปูดโปนออกมา ราวกับเป็นแผนที่ของชีพจรน่าขนลุกนัก
พระสนมอวี้มาข้างๆ เขาแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท คล้ายว่าโอรสสวรรค์จวนจะถึงวาระสุดท้ายแล้วเพคะ ระยะนี้จึงได้ทรงแต่งตั้งว่าที่กษัตริย์ และยังถ่ายทอดกำลังภายในให้ว่าที่กษัตริย์ด้วยเพคะ”
เจียงเช่อกล่าวทั้งไม่ได้ลืมตาว่า “แล้วแต่เขา ต่อให้ต้องตายก็นับว่าตายอย่างไม่เสียดายแล้ว”
ตอนที่เขาเลือกจะสละราชบัลลังก์นั้น เขาได้ปล่อยวางความคิดเล็กน้อยเหล่านี้ไปหมดแล้ว และมุ่งมั่นเสาะแสวงหาความเป็นอมตะ
พระสนมอวี้กล่าวอย่างเป็นกังวลว่า “ท่านไม่ไปดูโอรสสวรรค์หน่อยหรือเพคะ อย่างไรโอรสสวรรค์ก็เป็นโอรสที่ท่านรักใคร่ที่สุด”
เมื่อเอ่ยถึงคำว่าโอรส นัยน์ตาของนางก็มีแววอิจฉาขึ้นมา
เจียงเช่อกล่าวว่า “หากเขามีแก่ใจก็ควรจะมาเยี่ยมเรา สิบเอ็ดปีแล้วเขาไม่เคยมาเลย คนทั้งแผ่นดินต่างคิดว่าเขามีใจกตัญญู แต่สำหรับเราแล้วในใจเขามีเพียงตนเอง ส่วนตำแหน่งโอรสสวรรค์นั้นก็ให้ดำเนินไปตามครรลองเถิด ต้าจิ่งจะไม่เกิดความวุ่นวายหรอก ต่อให้ตกอยู่ในมือของกษัตริย์โฉดเขลา หากเรายังสามารถมีชีวิตอยู่จนถึงวันนั้น ค่อยไปเปลี่ยนตัวโอรสสวรรค์ หรือต่อให้ไม่มีเรา ก็ยังมีบรรพบุรุษของเราอยู่”
เพราะเขารักใคร่พระสนมอวี้อย่างมาก จึงบอกความจริงเรื่องความสัมพันธ์ของมรรคาจารย์กับสกุลเจียงให้นางรู้
ตอนแรกนั้นพระสนมอวี้ก็ตกตะลึงมากเช่นกัน มาอยู่ต้าจิ่งตั้งหลายปีนางย่อมรู้จักฐานะของมรรคาจารย์ มิน่าเล่ามรรคาจารย์จึงคอยปกป้องต้าจิ่งเรื่อยมา
ความรักที่มรรคาจารย์มีต่อลูกหลาน ทำให้นางยิ่งมีความหวังต่อลูกของนางเช่นกัน แต่จนใจที่นางและเจียงเช่อต่างเผ่าพันธุ์กันจึงไม่อาจมีลูกได้ เวลานี้นางจึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับวิชาเทพลักสวรรค์
“ฝ่าบาท วิชาเทพลักสวรรค์ของท่านอยู่ในระดับขั้นใดแล้วเพคะ” พระสนมอวี้ถามอย่างระมัดระวัง
เจียงเชอลืมตาขึ้น ม่านตาของเขากลายเป็นสีน้ำตาลแดงดูเหมือนปีศาจนัก เขายกมุมปากขึ้นแล้วเอ่ยว่า
“ยังฝึกไม่สำเร็จแต่ก็ใกล้แล้ว ถึงเวลานั้นเราจะขโมยสับเปลี่ยนชะตาได้ตามอำเภอใจ มิใช่ว่าเจ้าต้องการลูกหรอกหรือ เมื่อเราสามารถผสานปราณพิสุทธิ์เข้ากับเจ้าได้แล้ว ย่อมต้องสำเร็จ”
พระสนมอวี้กล่าวอย่างยินดียิ่งว่า “จริงหรือเพคะ”
เจียงเชอมองหญิงงามที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน
“สิ่งที่เจ้าและเผ่าภูตทุ่มเทเพื่อเรา เราจดจำไว้ในใจเสมอ ชีวิตนี้เรารักเจ้าด้วยใจจริงแล้วจะหลอกลวงเจ้าได้อย่างไร เรายังคิดว่าวันหนึ่งจะต้องพาเจ้าไปพบกับมรรคาจารย์ด้วย”
พระสนมอวี้ได้ฟังก็ทั้งเขินอายและทั้งตื่นเต้น นางกล่าวว่า “มรรคาจารย์จะรังเกียจชาติกำเนิดของข้าหรือไม่เพคะ”
เจียงเช่อส่ายหน้าหัวเราะลั่น “จะเป็นไปได้อย่างไร ในเรือนเขายังเลี้ยงปีศาจเอาไว้ด้วย ไป๋ฉีที่เคยมาครั้งก่อนเจ้าคงยังจำได้อยู่กระมัง นางปีศาจนั่นคิดแต่จะประจบมรรคาจารย์อยู่ทุกวี่วัน เกรงว่ามันคงมีใจให้แล้ว แม้ว่ามรรคาจารย์จะไม่ได้สนใจแต่ก็ไม่ได้ไล่มันไป แสดงว่าในใจของผู้เฒ่าเช่นเขา เรื่องของเผ่าพันธุ์มิได้สลักสำคัญอันใด แค่อย่าทำเรื่องชั่วร้ายเป็นพอ”
พระสนมอวี้ได้ฟังก็ยิ่งดีใจ ไป๋ฉีนอนหมอบอยู่ข้างเตาหลอมโอสถ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าคันที่จมูก และอดเอาอุ้งเท้าไปคลึงไม่ได้
เจียงฉางเซิงกำลังหลอมโอสถไปพลาง คอยฟังเสียงในใจของพวกหลินเฮาเทียนทั้งสามคนไปพลาง และพิจารณาสิ่งที่พวกเขาประสบจากเสียงในใจนั้น
ไม่รู้ว่าเจ้าผิงอันไปกินสิ่งใดเข้า ถึงกับลมปราณพลุ่งพล่าน พลังยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพียงแต่เขาคึกคักเกินไปจึงได้วิ่งวุ่นไปทั่วและหยุดไม่ได้แต่อย่างใด พวกเจียงเจี่ยนทั้งสามคนคอยวิ่งไล่ตามผิงอันเรื่อยมา จนตอนนี้จึงยังไม่ได้พบสิ่งมีชีวิตใดเป็นการชั่วคราว
ผิงอันวิ่งมาครึ่งเดือนแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้พบกับสิ่งมีชีวิตใดเลย พวกเขามาถึงที่ที่เงียบสงัดแห่งหนึ่งที่ไม่รู้ว่าคือที่ใด
เจียงฉางเซิงใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์มูลค่าของผิงอัน และพบว่ามูลค่าของเจ้านี่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นเป็นดอกไม้ชนิดใดกันแน่ ถึงได้ทำให้ผิงอันมีมูลค่าเกือบถึงขั้นถ้ำสวรรค์สอง
จำต้องรู้ว่านี่ไม่ใช่การบรรลุขั้น เขาบรรลุขั้นในเวลานี้ก็เกรงว่าลมปราณจะก้าวกระโดดไปถึงจุดสูงสุดของขั้นถ้ำสวรรค์สอง ซึ่งเข้าใกล้ขั้นถ้ำสวรรค์สามทีเดียว