เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 277 มังกรพญาหงส์มอบมงคล ความใคร่รู้ของฮ่องเต้
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 277 มังกรพญาหงส์มอบมงคล ความใคร่รู้ของฮ่องเต้
“โอรสของข้าผู้นี้กลายเป็นหนามยอกอกของต้าจิ่งไปแล้ว พูดตามความจริงข้าก็หวาดกลัวเขาเช่นกัน แต่เมื่อเห็นพระสนมอวี้ นาง… เฮ้อ หากว่าพระสนมอวี้ตาย ข้าก็ไม่อยากจะอยู่เพียงลำพังเช่นกัน จึงทำได้เพียงฝากลูกคนนี้ไว้กับท่าน ท่านจะต้องสอนสั่งเขาให้ดี อย่าให้เขาใช้อำนาจข่มเหงผู้อ่อนแอ และอย่าได้เป็นปรปักษ์กับต้าจิ่ง”
เจียงเชอถอนหายใจ จากนั้นเอ่ยอย่างขมขื่น
ทุกคนต่างมองเขาด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม เขาเป็นผู้แสวงหาความเป็นอมตะ แต่กลับตายได้เพื่อพระสนมอวี้ ความรักเช่นนี้ชวนให้ประทับใจนัก
เจียงฉางเซิงเอ่ยทั้งขมวดคิ้วว่า “ไม่อยากเป็นอมตะแล้วหรือ”
เจียงเชอกล่าวว่า “ไม่อยากแล้ว หากมิใช่เพราะแสวงหาความเป็นอมตะ พระสนมอวี้จะต้องพบเจอกับการตัดสินใจเช่นนี้หรือ บุตรคนนี้ของข้า แสวงหาความเป็นอมตะแทนข้าเถิด”
เขาฉีกยิ้มอย่างปล่อยวาง จากนั้นก็ดื่มน้ำชาในถ้วยจนหมดในอึกเดียว
เจียงฉางเซิงนิ่งเงียบ ความจริงแล้วตอนที่เจียงเชอเลือกจะมุ่งแสวงหาความเป็นอมตะ แม้จะรู้สึกว่ายากเย็นแสนเข็ญ แต่เจียงฉางเซิงก็รู้สึกดีใจ เพราะอย่างน้อยก็มีคนที่มีปณิธานเดียวกัน
แต่ก็คิดไม่ถึงว่าเจียงเชอจะล้มเลิกความตั้งใจนี้เพราะลูก หากเป็นเขา เขาไม่มีทางล้มเลิกเด็ดขาด เพราะเหตุนี้เองจิตใจของเขาจึงเริ่มสับสน แต่ไม่นานก็สามารถปล่อยวางลงได้
เพราะเขามองเห็นสังสารวัฏ สามารถหาคนที่เคยรู้จักกันพบ แต่เจียงเชอทำไม่ได้ ต่อให้มีชีวิตเป็นอมตะ แต่เมื่อพลาดบางสิ่งไปแล้ว ก็จะพลาดตลอดไป ไม่มีทางหวนกลับมาได้อีก
ยิ่งไปกว่านั้นคนทั้งสองต้องพบเจอกับวิกฤตจากความเป็นอมตะที่แตกต่างกัน เจียงฉางเซิงมีชีวิตยืนยาวไม่จำกัด จะกลัวก็แต่ศัตรูที่แข็งแกร่ง กลัวก็แต่อุปสรรคยากเข็ญ เพราะเขายืนอยู่ที่ปลายสุดของสิ่งที่ทุกคนแสวงหาแล้ว
เจียงฉางเซิงถามว่า “เจ้าอยากจะอยู่กับพระสนมอวี้ชั่วนิจนิรันดร์เช่นนั้นหรือ”
เจียงเชอตะลึงงัน รีบตอบไปว่า “ใช่แล้วขอรับ ท่านมีวิธีใดหรือ ท่านสามารถทำให้พวกเรามีชีวิตชั่วนิรันดร์ได้หรือ”
ทุกคนต่างหันไปมองเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงกลอกตาแล้วตอบว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าก็แค่ถามดู เมื่อพวกเจ้าถึงเวลาที่ต้องตายก็ต้องตายอยู่ดี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นวัฏจักรแห่งสวรรค์ ซึ่งข้ายังไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้”
เจียงเชอผิดหวัง ทุกคนก็รู้สึกเสียใจเช่นกัน
คุยกันอีกพักใหญ่ เจียงเชอจึงได้จากไป
เห็นชัดว่าที่เขามาครั้งนี้เพื่อจะมาบอกลา
ไป๋ฉี อูจวิน หวงเทียน และเฮยเทียน ต่างรู้สึกปวดใจขณะมองแผ่นหลังแก่ชราของเขาตอนที่จากไป
ไท่วาคล้ายกำลังขบคิดบางสิ่ง ส่วนจินอูก็เอียงหัวดูเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด
ปีเหยียนหยวนที่สิบ พระสนมอวี้ตั้งครรภ์มาแปดปีแล้ว เรื่องนี้เป็นข่าวที่รู้กันทั่วใต้หล้าแล้ว ผู้คนนับไม่ถ้วนพากันใคร่รู้และกังวลว่าเมื่อใดเด็กคนนี้จะถือกำเนิดออกมา ผู้คนในหล้าต่างเรียกเขาว่า “ครรภ์มาร”
ภายในห้องทรงพระอักษรเมืองหลวงซุ่นเทียน เจียงหลิวถือบันทึกอัศจรรย์อยู่ในมือ ขณะฟังรายงานขององครักษ์ชุดขาว ฟังไปฟังมาเขาก็หมดอารมณ์จะอ่านบันทึก เขาขมวดหัวคิ้วแน่นแล้วพึมพำว่า
“แปดปีแล้ว นี่มันครรภ์ประหลาดอันใด…”
แม้ว่าโอรสของพระสนมอวี้จะเป็นเสด็จอาของเขา แต่เขาไม่เคยเห็นว่าพระสนมอวี้เป็นคนของราชสกุลเจียงมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ทั้งราชสกุลเจียงก็เช่นกัน ตั้งครรภ์แปดปียังไม่คลอด ไม่เคยมีมาก่อน เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวนัก
ต้าจิ่งสุขสงบมานับร้อยปีแล้ว ก็สมควรแก่เวลาที่จะมีบ่อเกิดแห่งภัยปรากฏขึ้นแล้ว และบ่อเกิดที่ว่านั้นจะเป็นครรภ์มารนี้หรือไม่
องครักษ์ชุดขาวไม่กล้าพูดต่อ เรื่องของราชวงศ์เขาจะกล้าพูดได้อย่างไร
เจียงหลิวครุ่นคิดอยู่ครึ่งค่อนวันแล้วส่ายหน้า “ช่างเขา จะอย่างไรก็มีมรรคาจารย์อยู่ ออกไปเถิด วันหน้าอย่าได้พูดเรื่องครรภ์มารนั่นกับเราอีก เราต้องการก่อตั้งรัฐฮวงขึ้นให้ได้โดยเร็ว!”
“พะยะค่ะ!”
องครักษ์ชุดขาวตอบรับแล้วออกไปทันที เจียงหลิวถือบันทึกอัศจรรย์ขึ้นมาอีกครั้ง
บันทึกอัศจรรย์นี้บันทึกตำนานนานาของมรรคาจารย์เอาไว้ เป็นผู้อาวุโสแซ่หลินผู้นั้นเขียนขึ้น ต้องพูดทีเดียวว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง แม้เจียงหลิวจะหวาดเกรงมรรคาจารย์ แต่คนที่เขาเลื่อมใสที่สุดในใจก็คือมรรคาจารย์ เพราะเขารู้ฐานะที่แท้จริงของมรรคาจารย์
และยิ่งมองมรรคาจารย์จากระดับที่เขารู้จัก มรรคาจารย์มีอายุเท่ากับอายุของต้าจิ่ง ในวัยเช่นนี้หากผู้ฝึกยุทธ์สามารถไปถึงขั้นท้าสวรรค์ก็นับว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว
ทว่ามรรคาจารย์นั้นเป็นถึงผู้ไร้เทียมทานในใต้หล้า ถึงขั้นเล่าลือกันว่ามรรคาจารย์เพิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ก็ไร้เทียมทานแล้ว เนื่องจากนับแต่มรรคาจารย์มีชื่อเสียงก็ไม่มีใครรู้ว่าที่แท้แล้วเขาแข็งแกร่งมากเท่าใด เพราะไม่ว่าจะมีศัตรูที่แข็งแกร่งเช่นใดมา มรรคาจารย์ก็รับมือได้ทั้งสิ้น
เขาช่างสุดยอดมารดรมันจริงเชียว เจียงหลิวชอบอ่านบันทึกอัศจรรย์เล่มนี้เป็นที่สุด เพราะหนังสือเล่มนี้บอกเขาว่าการฝึกยุทธ์นั้นไม่มีประโยชน์ใดเลย บางคนเกิดมาก็เป็นท่านเซียนอยู่แล้ว แต่บางคนฝึกยุทธ์อย่างลำบากมาร้อยปีก็เป็นเพียงการสิ้นเปลืองชีวิตไปเปล่าๆ
เมื่อเทียบกับการฝึกยุทธ์แล้ว เขาหวังว่าตนจะให้กำเนิดท่านเซียนสักคน เพราะอย่างไรบรรพบุรุษของเขาก็ให้กำเนิดคนเช่นมรรคาจารย์ออกมาแล้ว ภายหน้าถือสิทธิ์ใดที่จะไม่อาจให้กำเนิดมรรคาจารย์คนที่สองเล่า
อีกด้านหนึ่ง เจียงฉางเซิงกำลังจับตามองพวกเจียงเจี่ยนทั้งสี่คน ทั้งสี่คนหลบซ่อนตัวมาหลายปี ในที่สุดก็อดไม่ไหว เตรียมจะบุกไปยังทิศทางนั้นอีกครั้ง พวกเขาเตรียมตัวเผชิญหน้ากับพญายักษ์ดึกดำบรรพ์เอาไว้แล้ว
เป็นดังคาด! พวกเขาถูกนิ้วยักษ์ของพญายักษ์ดึกดำบรรพ์ขวางเอาไว้จริงๆ หลังจากทดลองดูพักหนึ่งพวกเขาก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจไป พญายักษ์ดึกดำบรรพ์ยังคงไม่สังหารพวกเขา
เจียงฉางเซิงก็ไม่ได้บุ่มบ่ามเข้าไปประทับร่าง อย่างไรเสียเวลานี้พวกเจียงเจี่ยนก็ยังสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีก พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นเท่าใด พลังที่เจียงฉางเซิงมอบให้พวกเขาได้ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เขาไม่รู้ว่าพญายักษ์ดึกดำบรรพ์กำลังรอสิ่งใดอยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไรตัวเขากำลังรอโอกาสที่จะเข้าประทับร่างอยู่
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นและบอกว่า “ไป๋หลง จินอู ไปเหาะเหินเล่นบนท้องฟ้าเมืองหลวงสักคราว ให้ชาวเมืองหลวงเห็นสง่าราศีของพวกเจ้า ไปวนอยู่เหนือตำหนักบรรพบุรุษนั่นเถิด”
ระยะนี้ชาวเมืองหลวงรู้สึกต่อต้านตำหนักบรรพบุรุษมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับมีชาวบ้านไม่น้อยที่ไปร้องขายของอยู่นอกตำหนักบรรพบุรุษ และโยนไข่เน่าผักเน่าเข้าไปภายในตำหนัก จำเป็นต้องควบคุมความเดือดดาลของประชาชนแล้ว
จะควบคุมเช่นใด? เช่นนั้นก็ให้ครรภ์มารกลายเป็นครรภ์เทพเสีย!
ได้ยินเช่นนั้น ไป๋หลงและจินอูก็พลันดีใจ รีบลุกขึ้นและขยับบินออกไปทันที พวกมันอยากไปเที่ยวเล่นในเมืองมานานแล้ว
หนึ่งมังกรหนึ่งอีกาทองยังไม่ทันบินออกจากเขามังกรผงาด ก็พากันคำรามร้องอยู่นาน ทำเอาทั้งเมืองตื่นตกใจ พวกมันไม่ได้โง่ รู้ว่าต้องส่งเสียงข่มขวัญคนก่อน ให้ผู้คนในหล้าได้รู้ว่าพวกมันออกมาจากเขามังกรผงาด จะได้ไม่ถูกผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งมาโจมตีเอา
เวลานี้ต้าจิ่งเรียกได้ว่าเป็นมังกรซ่อนพยัคฆ์หลับ มียอดฝีมือมากมาย แม้แต่พวกมันที่แข็งแกร่งนักก็ยังจำเป็นต้องระวังตัว
“มังกร!”
“นั่นคือพญาหงส์หรือไม่ มังกรและพญาหงส์ออกมาเคียงกัน นี่เป็นสัญญาณแห่งมงคลทีเดียว!”
“ไม่ใช่พญาหงส์กระมัง พญาหงส์มีสามขาหรือ”
“ออกมาจากเขามังกรผงาด ดูท่าจะเป็นสัตว์ที่มรรคาจารย์เลี้ยงเอาไว้”
“พวกเจ้ารีบดูสิ มันบินวนอยู่เหนือตำหนักบรรพบุรุษด้วย นี่เป็นการปกป้องหรือว่าต้องการขจัดครรภ์มารกันแน่”
ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนกระโดดขึ้นไปบนหอสูงและกำแพง เพื่อมองพญามังกรกับอีกาทองที่อยู่เหนือตำหนักบรรพบุรุษ เสียงมังกรและเสียงอีกาดังก้องอยู่ภายในเมืองหลวง ทำให้คนตื่นตกใจมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อไป๋หลงและจินอูบินวนอยู่เหนือตำหนักบรรพบุรุษไม่ยอมจากไปเสียที และยังคอยส่งเสียงร้องไม่หยุด ราษฎรจึงตระหนักได้ว่าโอรสของพระสนมอวี้อาจไม่ใช่ครรภ์มาร
ในใจของชาวต้าจิ่ง มรรคาจารย์คือเทพสวรรค์ผู้คุ้มครองแผ่นดินต้าจิ่ง เป็นเช่นสวรรค์ลิขิต ในเมื่อเขาถึงขั้นแสดงเจตจำนงต่อทุกคนดังนี้แล้ว ทุกคนจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร
ทันใดนั้นประชาชนภายในเมืองก็เริ่มคุกเข่าลงกราบไหว้ไป๋หลงและจินอูกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ภายในตำหนักบรรพบุรุษ เจียงเชอเดินงกๆ เงิ่นๆ ออกมาจากประตูใหญ่ ยามมองเห็นไป๋หลงและอีกาทองสามขาบนฟ้า ใจของเขาก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
“ในที่สุดท่านก็ใจอ่อนแล้ว นั่นสิ ท่านเป็นเช่นนี้ตลอดมา ดูคล้ายไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสิ่งใด แต่ก็มักอดไม่ไหว…”
เจียงเชอรำพึงกับตนเองพร้อมมีรอยยิ้มบนใบหน้า จิตใจสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาแทบจะลืมความรักฮ่องเต้จิ่งเทียนจงผู้เป็นบิดาไปแล้ว แต่เขายังคงจดจำความรักของท่านบรรพบุรุษได้
ไป๋หลงและจินอูบินวนอยู่หนึ่งชั่วยามจึงได้กลับเข้าไป เวลาหนึ่งชั่วยามเพียงพอที่จะทำให้คนทั่วเมืองได้เห็นความสง่างามของพวกมัน เรื่องนี้แพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และแพร่ไปทั่วใต้หล้า
มังกรพญาหงส์มอบมงคล เทพที่มรรคาจารย์เห็นดีเห็นงามกำลังจะถือกำเนิดแล้ว!
เมื่อสำนักใหญ่ทั้งหลายได้ยินก็ประกาศเรื่องนี้ออกไปทันที พวกเขาล้วนเป็นผู้มีไหวพริบ ย่อมเข้าใจความหมายของมรรคาจารย์ และเริ่มไปประจบโอรสของพระสนมอวี้
หลังจากนั้นครึ่งปี ก็มีคนมารวมกันข้างนอกตำหนักบรรพบุรุษ แต่หนนี้ต่างพากันมากราบไหว้ด้วยนึกว่ามีท่านเซียนกำลังจะมาจุติในแดนมนุษย์อีกแล้ว เรื่องครรภ์มารจึงได้ยุติลงเสียที
ภายในเรือนพัก ไป๋อีทอดถอนใจว่า “นายท่าน ท่านช่างเก่งกาจจริงๆ แค่ให้พวกมันออกไปเหาะเหินเล่น คนในหล้าก็เปลี่ยนอคติแล้ว สุดยอดเหลือเกิน”
จินอูพูดอย่างได้ใจว่า “ก็ผู้ใดให้ข้าอีกาทองงดงามและมีสง่าราศีเช่นนี้กันเล่า!”
ไป๋อีค่อนแคะว่า “อีกาทองใดกัน คนเขานึกว่าเจ้าเป็นพญาหงส์ สิ่งที่คนเขาเล่าลือกันคือมังกรกับพญาหงส์ มิใช่มังกรกับจินอู”
“อะไรนะ ไร้เหตุผลสิ้นดี! พวกเขาไม่เคยเห็นพญาหงส์หรอกหรือ พญาหงส์มีสามขาหรือไร”
“แล้วเจ้าเคยเห็นพญาหงส์หรือ”
“ไม่เคย…”
จินอูสำลัก ได้แต่ถลึงตาโมโหหนักใส่ไป๋อี
ส่วนจีอูจวินก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ความจริงแล้วสิ่งที่คนในหล้าให้ความสำคัญคือมรรคาจารย์ หากไม่มีมรรคาจารย์ จะเป็นมังกรก็ดี พญาหงส์ก็ดี ผู้ฝึกยุทธ์ก็จะเห็นมันเป็นเหยื่อที่ต้องล่า มีสัตว์มงคลในตำนานของเผ่ามนุษย์ตั้งเท่าใดที่ถูกเผ่ามนุษย์สังหารและกินไปแล้ว”
จินอูพยักหน้า มันเคยเป็นปีศาจนกนางแอ่นจึงเคยพบเห็นเรื่องทำนองนี้มาแล้ว
ไท่วาถามอย่างสงสัย “มนุษย์ชั่วร้ายเช่นนี้จริงๆ หรือ”
จีอูจวินมองนางแล้วกล่าวว่า “เมื่อมีคนดีย่อมต้องมีคนชั่ว ปีศาจก็เช่นกัน อสูรก็เช่นกัน โดยรวมแล้วเผ่ามนุษย์นับว่ามีส่วนดีอยู่มาก แม้เผ่ามนุษย์ล่าเผ่าปีศาจ แต่จะไม่ฆ่าจนสิ้นเผ่าพันธุ์ และยังถึงขั้นไปปกป้องเผ่าพันธุ์ที่กำลังจะสูญสิ้นด้วย แต่หากมองย้อนกลับมา เผ่าปีศาจกลับอดรนทนไม่ไหวที่จะกินเผ่ามนุษย์จนหมดสิ้น แต่แน่นอนว่าในเผ่าปีศาจก็ยังมีปีศาจที่ดี เพียงแต่น้อยนิดเหลือเกิน”
ไท่วาอยู่ในท่าทีใช้ความคิด
เจียงฉางเซิงจ้องนาง แอบสงสัยเงียบๆ อยู่ในใจ นับตั้งแต่ออกมาจากโลกแห่งมรรคา ไท่วาก็ไปที่ริมหน้าผาและคอยสังเกตมองเผ่ามนุษย์ ใช้ความคิดอยู่เพียงลำพัง
เป็นเพราะนางเป็นผู้ศรัทธาที่ภักดีอย่างยิ่ง เจียงฉางเซิงจึงได้ยินเสียงในใจของนางได้ ในขณะที่นางกำลังสังเกตดูเผ่ามนุษย์ นางก็รู้สึกใคร่รู้กับทุกสิ่งที่เผ่ามนุษย์ทำ และนางยังใคร่รู้เรื่องของเผ่าปีศาจด้วย แต่นอกจากสิ่งมีชีวิตแล้วนางก็ไม่สนใจเรื่องอื่นๆ แต่อย่างใด
‘ในเมื่อตั้งชื่อให้นางว่าไท่วา เช่นนั้นก็ควรจะชักนำให้นางได้กลายเป็นหนี่ว์วาจริงๆ หรือไม่’
แต่หลังจากนั้นเขาก็ล้มเลิกความคิดนี้ไปในทันที สร้างเผ่าพันธุ์รึ? ในโลกนี้จะมีหนี่ว์วาที่เป็นเทพผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมาที่ใดกัน ไท่วาก็ไม่ได้ฝึกเซียนสักหน่อย
เจียงฉางเซิงหัวเราะเบาๆ จากนั้นจึงฝึกวิชาต่อ คนอื่นๆ พูดคุยกันต่อไป แม้จะไม่มีเจียงฉางเซิงมาร่วมด้วย แต่พวกนางก็สามารถคุยกันได้อย่างออกรสออกชาติ
ปีเหยียนหยวนที่ยี่สิบ หลังจากนั้นสองปี เด็กในท้องของพระสนมอวี้ที่ตั้งครรภ์มาแล้วสิบปีเต็ม ในที่สุดก็จะคลอดออกมาแล้ว
ฟ้าดินบังเกิดลมกระโชก ปราณวิญญาณยุทธ์มหาศาลถาโถมเข้าไปในตำหนักบรรพบุรุษ เมฆอัสนีเริ่มเข้ามารวมตัวกัน คนทั้งเมืองตื่นตกใจ ชาวบ้านเริ่มเก็บเสื้อผ้า ผู้ฝึกยุทธ์พากันขึ้นไปสังเกตการณ์บนหลังคา จึงพบเห็นปรากฏการณ์ประหลาดที่ตำหนักบรรพบุรุษ
มองจากไกลๆ ด้านบนของตำหนักบรรพบุรุษกลายเป็นสายลมพัดหมุนม้วนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
บุตรแห่งเทพจะลงมาจุติแล้ว!
พวกเขาคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทันใด ลูกหลานและศิษย์ตระกูลมูที่คอยอารักขาตำหนักบรรพบุรุษอยู่ ต่างตื่นเต้นกันขึ้นมา ดูจากปรากฏการณ์ที่เห็นนี้ หรือว่าจะเหมือนกับที่มรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์อัสนี
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นและมองไปทางตำหนักบรรพบุรุษ พร้อมแววประหลาดใจในดวงตา
ครรภ์นั้นกำลังดูดซับปราณวิญญาณยุทธ์ด้วยหรือนี่? แต่ว่าต่างกับพวกผู้ฝึกยุทธ์ที่ดูดซับปราณวิญญาณยุทธ์เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งเท่านั้น
ภายในตำหนักบรรพบุรุษ พระสนมอวี้นอนอยู่บนเตียง ท้องของนางใหญ่โตจนน่าตกตะลึง ใหญ่โตจนเกินจริงนัก นางมีสีหน้าเจ็บปวด หมอตําแยและสาวใช้ต่างไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร เพราะท้องของนางร้อนระอุเป็นที่สุด มือสองข้างของหมอตําแยคนหนึ่งถูกลวกจนไหม้ มีแต่ตุ่มน้ำพุพอง เจ็บปวดจนหมดสติไปกับที่