เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 276 จุดหักเหของประวัติศาสตร์
ความดื้อดึงเรื่องที่พระสนมอวี้ พระสนมในโอรสสวรรค์ไท่เหอตั้งครรภ์ปีศาจ แพร่กระจายในเมืองหลวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องราวที่เล่าน่าเหลือเชื่อเพิ่มขึ้นทุกที จนสุดท้ายมันก็กระจายไปทุกแห่งหนทั่วใต้หล้า
ลือกันว่าพระสนมอวี้เป็นภูตผีปีศาจจากขุมนรกมาล่อลวงโอรสสวรรค์ไท่เหอให้ลุ่มหลง
ลือกันว่าครรภ์ของพระสนมอวี้คือปีศาจกลับชาติมาเกิด
ลือกันว่าพระสนมอวี้เป็นร่างจำแลงของปีศาจจิ้งจอก
ลือกันว่า…
ข่าวลือมากมายเหลือคณานับทำให้ประชาชนในเมืองหลวงไม่อาจสงบใจ มีคนไม่น้อยเริ่มย้ายไปที่เมืองซุนเทียน ไม่ว่าอย่างไรโอรสสวรรค์ก็จะย้ายเมืองหลวงอยู่แล้ว
พลบค่ำ มู่หลิงลั่วกลับมาถึงเขามังกรผงาด นางนั่งอยู่ข้างกายเจียงฉางเซิงแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“โอรสสวรรค์ต้องการย้ายเมืองหลวง ท่านอนุญาตหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “แล้วแต่เขาเถิด หากตระกูลมู่อยากติดตามไปเมืองซุนเทียนด้วยก็ไป”
ยามนี้วิถียุทธ์กับราชสำนักแยกจากกันไม่ได้แล้ว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของยุทธภพกับตระกูลใหญ่ทั้งหลายล้วนทำงานอยู่ในราชสำนัก
ประการที่หนึ่ง เพื่อทำงานให้ต้าจิ่ง
ประการที่สอง เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ให้ตนเอง
ไม่มีผู้ใดเป็นนักบุญ ตระกูลมู่ก็มีจุดประสงค์ของตนเอง ขอเพียงไม่ทำให้ต้าจิ่งวุ่นวาย เจียงฉางเซิงยอมลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง
ความจริงแล้วแม้แต่ซิงเอ๋อร์ก็กังวลอยู่มากว่า วันใดโอรสสวรรค์ย้ายเมืองหลวง อารามมังกรผงาดควรจะเลือกอย่างไร
มู่หลิงลั่วพยักหน้าแล้วถามว่า “เรื่องพระสนมอวี้เป็นเรื่องจริงหรือลวงเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงยังไม่ทันเอ่ยตอบ ไป๋ฉีก็ขยับเข้ามาก่อน
“เรื่องจริงน่ะสิ ข้าไปดูมาแล้ว ท้องของนางใหญ่โตยิ่งนัก ด้านในจะต้องเป็นสัตว์ประหลาด ไม่สิ ต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์ไร้คนเทียบเทียมเป็นแน่ ลืมบอกเจ้าไป นายท่านตัดสินใจจะรับเด็กคนนั้นมาแล้ว หลังจากนี้จะพาเขามาที่อารามมังกรผงาด”
มู่หลิงลั่วแปลกใจยิ่งกว่าเดิม คนที่เจียงฉางเซิงสนใจล้วนไม่มีคนใดไม่ใช่ อัจฉริยะ ยิ่งไปกว่านั้นคุณสมบัติของคนที่รับเขามามีแต่จะแข็งแกร่งมากขึ้น นั่นย่อมหมายความว่าเด็กในครรภ์คนนั้นพรสวรรค์ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าหลินเฮ่าเทียนหรือจีอู่จวิน!
นางกะพริบตาแล้วเอ่ยว่า “ระยะนี้มีหลายตระกูลเตรียมตัวจะจัดการพระสนมอวี้ ในเมื่อท่านตั้งใจจะรับเขาไว้ เช่นนั้นข้าจะให้ผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลมูไปคอยปกป้องเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า เรื่องเพียงเท่านี้จะให้เขาลงมือเองก็กระไรอยู่ ถือเสียว่าเปิดโอกาสให้ตระกูลมู่กระชับสัมพันธ์กับพระสนมอวี้และเผ่าภูตพอดี
หลังจากนั้น มู่หลิงลั่วก็เล่าเรื่องราวที่ประสบในหลายปีนี้ให้ฟัง นางนำตระกูลมู่ไปก่อตั้งสำนักในไท่ฮวง ในสำนักมีค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่ จึงเคลื่อนย้ายผ่านระยะทางไกลตรงไปถึงไท่ฮวงได้อย่างสะดวกยิ่งนัก
ระหว่างหลายปีนี้ ตระกูลมู่อัจฉริยะเกิดมาไม่น้อย มู่เสวียนกังคิดจะยกตำแหน่งประมุขตระกูลให้นางด้วยแต่ถูกนางปฏิเสธ นางไม่อยากเฝ้าปกปักษ์ตระกูลมู่ทั้งชีวิต รอให้ตระกูลมู่แข็งแกร่งมากพอแล้วนางก็จะย้ายมาอยู่ที่เขามังกรผงาดอย่างถาวร
ตระกูลมู่ไม่เคยลืมบุญคุณของมรรคาจารย์ แต่ละปีพวกเขาล้วนมอบของขวัญมากมายมาให้อย่างตรงเวลา
แม้ยามนี้อารามมังกรผงาดจะไม่มีคนเดินทางมาเซ่นไหว้แล้ว แต่ขุมกำลังกลับแข็งแกร่งขึ้นทุกที อย่างน้อยศิษย์ของอารามมังกรผงาดก็ไม่ขาดแคลนทรัพยากรสำหรับการฝึกยุทธ์อีกแล้ว
เจียงฉางเซิงฟังเรื่องสัพเพเหระที่นางเล่าเหล่านั้นอย่างเพลิดเพลิน การฟังเรื่องเล่าของผู้อื่นทำให้เขาได้สัมผัสชีวิตมนุษย์เดินดินที่เขาไม่เคยได้สัมผัส สำราญใจไปอีกแบบ
หลายวันหลังจากนั้น มู่หลิงลั่วก็จากไป ไม่ถึงสามวันศิษย์ตระกูลมู่ก็เดินทางมาถึงตำหนักบรรพบุรุษ เสนอตัวปกป้องพระสนมอวี้จนกว่าจะคลอด
เจียงเช่อย่อมดีใจและไม่เป็นห่วงสักนิด เพราะเขารู้ความสัมพันธ์ระหว่างมู่หลิงลั่วกับท่านบรรพบุรุษดี
การมาเยือนของตระกูลมู่ข่มขวัญตระกูลต่างๆ ในรัฐซือได้เป็นอย่างดี ในโลกแห่งยุทธใบนี้คนมากมายยังมีความเชื่องมงาย พวกเขาเชื่อในเทพเจ้าและภูตผี คอยหลบเลี่ยงสิ่งอัปมงคล
นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เจียงฉางเซิงตักตวงแต้มเซ่นไหว้มาได้มากมายมหาศาล และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อพระสนมอวี้กลายเป็นดาวหายนะในสายตาของผู้คน พวกเขาจึงโยนความทุกข์ยากที่ตนเองประสบให้เป็นความผิดของพระสนมอวี้เสียอย่างนั้น
นอกจากนี้ยังมีคนมากมายกลัวว่าพระสนมอวี้จะส่งผลต่อพลังโชคชะตาของตนเองจนอยากขับไล่นางออกจากเมืองหลวง แม้แต่สกุลเจียงก็มีคนกลัวว่าพระสนมอวี้จะทำลายพลังโชคชะตาของต้าจิ่ง
อีกด้านหนึ่ง แผนการย้ายเมืองหลวงถูกกำหนดแน่นอนแล้ว อดีตวังหลวงในเมืองซุนเทียนถูกบูรณะปรับปรุงจนใกล้เสร็จแล้ว
ปีเหยียนหยวนที่เจ็ด หลังเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ โอรสสวรรค์ก็ออกราชโองการให้เริ่มย้ายเมืองหลวง การอพยพหนนี้กินเวลาไปหนึ่งเดือนเต็มๆ ไม่ใช่ว่าเมืองหลวงทั้งเมืองจะถูกย้ายไปจนหมด มีเพียงชนชั้นสูงทั้งหลายที่ย้ายไป
เมืองจิงเจิงที่เคยเป็นเมืองหลวงยังคงเป็นเมืองที่ครึกครื้นอันดับหนึ่งไม่ก็อันดับสองในใต้หล้า ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างตระกูลขุนนางประคองจันทร์ วัดพญามังกร จวนมังกรจำแลง กับลัทธิเกาะลับแลน้อยก็ล้วนไม่ย้ายไปไหน พวกเขายังอยู่ในรัฐซือเช่นเดิม
เจียงหลิวรู้เรื่องนี้ก็ยิ่งลิงโลด
“ฮ่าๆ หลังจากนี้เป็นต้นไป เราไม่ต้องคอยมองสีหน้าผู้อื่นแล้ว!”
เจียงหลิวยืนอยู่ในวังซุนเทียน มองแผ่นดินอันกว้างใหญ่แล้วเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่นอย่างกำเริบเสิบสานและสบายอกสบายใจ
เทพจอมโจรที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาส่ายหน้าเบาๆ ช้าเร็วเจ้าจะเจอดี!
เทพจอมโจรแอบบ่นกับตนเองในใจ แต่เขาไม่กล้าเอ่ยต่อหน้า เพราะการรักษาตำแหน่งขุนนางของตนเองสำคัญที่สุด
บัดนี้นครหลวงของต้าจิ่งจึงเปลี่ยนเป็นเมืองซุนเทียน เรื่องนี้ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในหมู่ประชาชน คนมากมายคิดว่าโอรสสวรรค์บ้าไปแล้ว แต่ไม่นานเมื่อเรื่องพระสนมอวี้แพร่ออกมาและกลายเป็นสาเหตุของการย้ายเมืองของโอรสสวรรค์ ความไม่พอใจที่ประชาชนมีต่อโอรสสวรรค์ก็ลดน้อยลงมาก
ศักราชใหม่ของต้าจิ่งเริ่มต้น เหตุการณ์ย้ายเมืองหลวงจักกลายเป็นจุดหักเหบนประวัติศาสตร์
ใต้ต้นวิญญาณปฐพี บนเขามังกรผงาด
“นายท่าน พระสนมอวี้ยังไม่คลอดเลย เด็กที่ถือกำเนิดออกมาข้าจะเลี้ยงได้จริงหรือ”
ไป๋ฉีเดินมาตรงหน้าเจียงฉางเซิงแล้วถามอย่างกังวล
มันกลัวว่าพระสนมอวี้จะคลอดอัจฉริยะฝีมือร้ายกาจออกมาแล้วตนเองจะต่อกรกับเขาไม่ได้
มันมักจะไปที่ตำหนักบรรพบุรุษบ่อยๆ ในปีนี้ทุกครั้งที่มันไปเยือน มันล้วนหวาดหวั่นขวัญผวา ที่แท้เพราะเจียงเช่อคอยถ่ายทอดลมปราณใส่ร่างพระสนมอวี้เพื่อไม่ให้นางถูกสูบพลังจนเหือดแห้ง เด็กในครรภ์คนนั้นจึงแข็งแกร่งมากขึ้นทุกที
เจียงฉางเซิงกำลังเปิดอ่านคัมภีร์ภูผาสมุทรอยู่ เขาเอ่ยอย่างนิ่งสงบว่า
“แล้วเจ้ายังไม่ขยันขันแข็งอีกรึ หากผู้อื่นเกิดมาก็แข็งแกร่งกว่าเจ้า เจ้าก็คงไม่มีคุณสมบัติจะเลี้ยงดูเขาจริงๆ”
หลังจากย้ายเมืองหลวง เมืองจิงเจิงก็เงียบสงบลงเล็กน้อย เจียงฉางเซิงตั้งใจจะปล่อยเจ้าตัวน้อยทั้งหลายในโลกแห่งมรรคาออกมา ไท่วา ไท่ซี และไป๋หลงก้าวเข้าสู่ขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว ส่วนจินอูอยู่ขั้นจักรวาล แต่สัตว์อสูรตนอื่นเขาไม่คิดจะพาออกมา ประการแรกเพราะพวกมันร่างกายมหึมา ประการที่สองเพราะพวกมันดุร้ายเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งไท่ซุ่ย มันกระหายเลือดยิ่งนัก
ไป๋ฉีหน้าบูด “บ่าวก็อยาก แต่พรสวรรค์มันไม่ให้นี่!”
เจียงฉางเซิงไม่สนใจมัน เขากำลังพอใจมาก คัมภีร์ภูผาสมุทรแข็งแกร่งขึ้นทุกทีแล้ว!
จำนวนหน้ากระดาษทะลุสี่ร้อยหน้าแล้ว ทุกหน้าล้วนเป็นสัตว์อสูรต่างชนิดกัน หากปล่อยสัตว์อสูรเหล่านี้ออกมา ไม่ว่าขุมกำลังใดที่อยู่ใต้ขั้นจักรพรรดิฟ้าดินก็ต้านไม่ได้!
เจียงฉางเซิงสร้างร่างแยกออกมาอีกครั้ง แล้วให้ร่างแยกนำคัมภีร์ภูผาสมุทรกับคันฉ่องฟ้าดินจากไป
ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “นายท่าน เจ้าสมบัติสองชิ้นนั้นมีประโยชน์อะไรกันแน่”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ความลับสวรรค์มิอาจเปิดเผย”
ไป๋ฉีเบ้ปาก หมาป่าตนหนึ่งเบ้ปากช่างดูประหลาดยิ่งนัก
หลายวันหลังจากนั้น เจียงฉางเซิงก็แวะไปที่ป่าไผ่เขียวกระดูกหยก แล้วปล่อยไท่วา ไท่ซี ไป๋หลง และจินอูออกมา พวกมันรู้มาก่อนแล้วว่าต้องปกปิดการมีอยู่ของโลกแห่งมรรคาเอาไว้
“ในที่สุดก็กลับมาแล้ว ไม่รู้ว่ายามนี้ไป๋ฉีระดับขั้นใดแล้ว”
ไป๋หลงหัวเราะ ในคำพูดเต็มไปด้วยความคาดหวัง แม้ว่ามันจะหดร่างให้เล็กที่สุดแล้ว แต่ก็ยังตัวใหญ่โตมโหฬารอยู่ดี
จินอูบินมาเกาะบนหัวไหล่ของเจียงฉางเซิง ขนาดของมันดูไม่แตกต่างจากนกอินทรีธรรมดา แต่ความจริงแล้วมันสยายปีกได้กว้างถึงร้อยจั้ง เพียงแต่ว่ามันกำลังหดร่างให้เล็กลงอยู่เช่นกัน
มองจากบางแง่ ไป๋หลงกับจินอูก็ถือได้ว่าเป็นสัตว์ปีศาจของโลกแห่งการฝึกเซียนแล้ว แต่พวกมันถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ของโลกแห่งยุทธ์อยู่
ไท่วากับไท่ซีตื่นเต้นอย่างมาก พวกมันติดตามอยู่ด้านหลังเจียงฉางเซิงอย่างระมัดระวัง จินอูเจื้อยแจ้วไม่หยุดเพราะตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ไม่นานพวกเขาก็กลับมาในลานเรือน พวกปีศาจสามตัวกับจีอู่จวินหันมามองพวกเขา จากนั้นทุกคนก็ตกตะลึง
“อีกาสวรรค์รึ ไม่ถูกต้องสิ ไม่ใช่อีกาสวรรค์!”
จีอู่จวินจับจ้องจินอูแล้วถามอย่างประหลาดใจ
ไป๋ฉีเอ่ยเสียงสั่นเทา “เจ้าคือปีศาจนกนางแอ่นน้อยตัวนั้นหรือ”
จินอูหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ “ถูกต้องแล้ว โปรดเรียกข้าว่าจินอู ข้าคืออีกาทองสามขา”
แม้มันจะมีเปลวเพลิงลุกโชติช่วงอยู่ทั่วร่าง แต่มันควบคุมเปลวเพลิงของตนเองไม่ให้เผาสิ่งอื่นๆ ได้ นี่ก็คือจุดหนึ่งที่อีกาทองแข็งแกร่งกว่าอีกาสวรรค์
เจียงฉางเซิงแนะนำอย่างสั้นๆ จากนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาทำความรู้จักกันเอง ส่วนตัวเองกลับไปฝึกวิชาใต้ต้นวิญญาณปฐพี
มีเจ้าพวกพลังร้ายกาจอยู่เยอะแยะเช่นนี้ พอลูกของพระสนมอวี้ขึ้นเขามาก็คงจะปรามได้อยู่บ้าง เขาจะได้ไม่กลายเป็นราชามารผู้ทำให้โลกปั่นป่วน
จีอู่จวินจูงไท่วาไปด้วยกัน ทั้งสองคนสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ไท่วาเติบใหญ่แล้ว แม้ครึ่งท่อนล่างเป็นงูแต่ใบหน้าของนางดูอ่อนโยน ทำให้คนเกิดความรู้สึกดีด้วยง่ายอย่างยิ่ง
ส่วนไท่ซีไปคุยกับหวงเทียน แต่หวงเทียนเอาฐานะจักรพรรดิปีศาจมาสั่งให้เขาเป็นลูกน้องก็ขู่เขาได้ผลชะงัดแล้ว
ผู้ที่ติดตามอยู่ข้างกายมรรคาจารย์ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ไท่ซีคิดเช่นนี้ นิสัยของเขาก็เป็นเช่นนี้ เพราะอย่างนั้นยามอยู่ในโลกแห่งมรรคาตำแหน่งของเขาจึงต่ำต้อยที่สุด ต้องคอยประจบเอาใจไท่วา นิสัยไม่แข็งแกร่งอย่างภาพลักษณ์ภายนอกแม้แต่น้อย
การมาเยือนของพวกเขาทำให้ลานเรือนครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง จีอู่จวินมองปีศาจกับเผ่าพันธุ์ปริศนาทั้งหลายที่อยู่ในลานเรือน แล้วแน่ใจยิ่งกว่าเดิมว่า มรรคาจารย์กำลังวางหมากกระดานใหญ่อยู่!
ต้าจิ่งในอนาคตคงไม่ใช่แค่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์แน่!
ปีเหยียนหยวนที่เก้า หลังจากย้ายเมืองหลวงก็ผ่านมาสองปีแล้ว ใต้หล้าเริ่มยอมรับความจริงเรื่องที่เมืองหลวงย้ายมาซุนเทียนได้แล้ว
บุตรของพระสนมอวี้ยังคงเติบโตอยู่ในครรภ์ แต่มีตระกูลมู่อปกป้องอยู่ ผู้ฝึกยุทธ์ที่คิดลักลอบเข้ามาในตำหนักบรรพบุรุษเหล่านั้นจึงล้วนถูกกำราบสิ้น
ทว่าเมื่อพวกเขาถูกองครักษ์ชุดขาวจับตัวไป ไม่นานก็ถูกปล่อยออกมาอีก เพราะเมื่อเรื่องนี้ลอยไปถึงหูโอรสสวรรค์ โอรสสวรรค์ก็ตัดสินพระทัยว่าพวกเขาไม่ผิด
โอรสสวรรค์อยากกำจัดโอรสของพระสนมอวี้แต่ไม่สะดวกจะออกคำสั่งด้วยพระองค์เอง ดังนั้นเขาจึงอนุญาตกลายๆ ให้ตระกูลเหล่านั้นลงมือ
หลังจากเจียงหลิวไปเมืองซุนเทียนแล้ว แม้เขาจะเสพสุขอย่างเต็มที่แต่ก็ไม่เคยละเลยบ้านเมือง เขาถึงขั้นเริ่มก่อสร้างบ้านเมืองในอาณาเขตที่ลึกเข้าไปในไท่ฮวงแล้ว
รัฐแห่งนั้นจะกลายเป็นแนวป้องกันไท่ฮวงด่านแรกของต้าจิ่ง สองฝั่งของรัฐห่างกันไกลโพ้นจนต้องอาศัยค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่มาช่วย หลังจากนี้รัฐแห่งนี้ก็จะถูกใช้เป็นทางผ่านสู่ไท่ฮวง ช่วยให้เผ่ามนุษย์สร้างเมืองได้มากกว่านี้ ขยายอาณาเขตเผ่ามนุษย์ของต้าจิ่งให้ใหญ่ขึ้นกว่านี้ เรื่องนี้เหล่าขุนนางต่างเห็นพ้องต้องกัน อย่างน้อยโอรสสวรรค์ก็ทำงานทำการอยู่
เจียงหลิวก็เหมือนกับบิดาของเขา เขาไม่ชอบฝึกยุทธ์ เขาเคยพูดว่า มีความสุขหนึ่งร้อยปีย่อมดีกว่าทนทุกข์ฝึกห้าสิบปี
เดือนสิบ เจียงเช่อเดินทางมาคารวะเจียงฉางเซิง เขาผอมซูบลงไปไม่น้อย ถึงขั้นดูแก่ชราขึ้นเล็กน้อยด้วย แตกต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับคนละคน เขาดูประหนึ่งตะเกียงที่กำลังจะสิ้นน้ำมันแล้ว
แม้เขาจะแปลกใจที่มีสิ่งมีชีวิตประหลาดจำนวนหนึ่งเพิ่มมาในเรือน แต่เขาไม่มีกะจิตกะใจไปสนใจ เขานั่งประจันหน้าดื่มชากับเจียงฉางเซิงแล้วยิ้มขื่นเอ่ยว่า
“ลูกคนนั้นของข้าจะทำให้พวกข้าตายแล้วจริงๆ”
เพื่อป้องกันไม่ให้พระสนมอวี้ถูกสูบพลังจนเหือดแห้ง เจียงเช่อจึงใช้ลมปราณของตนเองบำรุงลูกน้อยในครรภ์ ส่วนเจียงฉางเซิงก็ส่งโอสถจำนวนมากมายมาให้
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ก็ไม่อาจทำให้ร่างกายของพระสนมอวี้ดีขึ้นได้เลย สิ่งที่แน่ใจได้แล้วก็คือ เมื่อเด็กคนนี้เกิดออกมา พระสนมอวี้จะต้องตายอย่างแน่นอน แม้แต่วิชาพื้นตายกลับเป็นของเจียงฉางเซิงก็ช่วยไม่ได้ เพราะพระสนมอวี้ปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรมมาเป็นเวลานาน นั่นจึงเท่ากับว่าหดอายุขัยของตนเองให้สั้นลง
เจียงฉางเซิงรินชาพลางถามว่า “แล้วอย่างไร พวกเจ้าจะยอมแพ้แล้วหรือ”
เจียงเช่อเคยคิดจะควักทารกออกมาก่อนเวลาจริงๆ แต่เมื่อเขาบอกเรื่องนี้กับพระสนมอวี้ พระสนมอวี้กลับปฏิเสธอย่างแน่วแน่
ตัวนางรู้สภาพของตนเองดีที่สุด ต่อให้ทำเช่นนั้นนางก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานอยู่ดี ซ้ำร้ายยังจะกระทบกับพรสวรรค์ของลูกอีกด้วย
พระสนมอวี้เตรียมใจที่จะตายเอาไว้แล้ว ไม่หวาดกลัวแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
ความดื้อดึงประการนี้ เจียงฉางเซิงมิอาจพูดอันใดได้ ทำได้เพียงเคารพเท่านั้น แม้ว่าในมุมของเขาจะคิดว่าเป็นความดื้อดึง แต่หากมองจากมุมของพระสนมอวี้ นี่ย่อมเป็นเรื่องดีงาม