เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 279 เทียนมิ่งจอมหมิ่งจง
เจียงฉางเชิงอุ้มทารกกลับเข้าสู่เขามังกรผงาด
ภายในเมืองจิ่งเฉิงเกิดเสียงฮือฮาอื้ออึ้งสนั่น
เมฆอัสนีที่ปกคลุมเมืองก็เริ่มสลายตัว
ผู้คนพากันเข้ามาล้อมดูทารกเพศชายในอ้อมแขนของเขา
เด็กน้อยดูไม่ต่างจากทารกทั่วไป เพียงแค่ที่หน้าผากมีดวงตาดวงที่สามเพิ่มขึ้นมา
“เอ? ดันเหมือนเจียงเจี่ยนไม่มีผิดเลยนี่นา”
ไปฉีเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
คนอื่นๆ เองก็สะท้อนใจเช่นกัน
เจียงเจี่ยนนั้นมีพรสวรรค์ล้ำลึกเพียงใดกัน โดยเฉพาะดวงตาตั้งตรงดวงนั้นที่กดข่มโชคชะตาและช่วยให้กายาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เด็กน้อยผู้นี้มีสายเลือดสัตว์อสูรร้อยชนิด แถมยังสืบทอดดวงตาดวงที่สามมาอีก แล้วพรสวรรค์ของเขาจะน่าสะพรึงกลัวขนาดไหนกัน
“ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง…”
จือวูจวินจ้องมองทารกน้อยพลางพึมพำ ทำให้ทุกคนหันกลับมาตั้งสติได้อีกครั้ง
ไปฉีเบิกตาอ้าปากค้างสุดขีด
ไป่หลงกับจินอูถึงกับนิ่งงัน
หวงเทียนสบถหยาบออกมาทันที
ไท่วาก็มองเด็กน้อยพลางคิดบางสิ่ง
ส่วนไท่ซีเงียบที่สุด แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ชอบคิดฟุ้งซ่านอยู่แล้ว
เด็กผู้นี้เพิ่งลืมตาดูโลกก็อยู่ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งแล้ว!
คิดดูดีๆ แล้วก็ปกติ ตลอดสิบปีที่อยู่ในครรภ์เขาดูดซับพลังปราณทั้งหมดของเจียงเช่อ
ยังได้รับโอสถนานาชนิดจากเจียงฉางเชิง และในขณะคลอดเขาก็ซึมซับปราณวิญญาณยุทธ์อย่างมหาศาล
เกิดมาก็ยืนอยู่ในเป้าหมายสูงสุดที่คนธรรมดาส่วนมากยากจะปรารถนา
เจียงฉางเชิงมองเด็กน้อยในอ้อมแขน กล่าวเสียงแผ่วเบา
“จากนี้ไปก็เรียกเจ้าว่าเทียนมิ่งแล้วกัน เจียงเทียนมิ่ง”
ตัวอักษรเทียนมาจากรุ่นปู่ของเด็กคนนี้ ทว่าในอนาคตเขาจะอยู่เคียงข้างเจียงฉางเชิง มิได้เติบโตกับสกุลเจียง จะต้องสนใจพิธีรีตองเหล่านั้นไปใย
ยิ่งไปกว่านั้นเขาคือบรรพบุรุษ เขาอยากจะตั้งชื่อเช่นไรก็ตั้งได้หมด
“เทียนมิ่ง…”
จือวูจวินพึมพำชื่อนั้น สายตาเป็นประกาย แล้วนางก็พลันตระหนักขึ้นในบัดดล!
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!
มรรคาจารย์หาใช่จักรพรรดิยุทธ์ไม่ หากแต่เป็นเทพเซียนผู้มองต่ำลงมายังหมื่นเผ่าพันธุ์ ทว่าลูกหลานของเขาสามารถเป็นจักรพรรดิยุทธ์ได้!
จักรพรรดิยุทธ์ถือกำเนิดสามารถทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งโลกหม่นหมองลงได้ ไม่ใช่เจียงเทียนมิ่งหรอกหรือ!
เกิดมาก็อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์ ต่อไปจะแข็งแกร่งถึงเพียงไหนกัน
อาจมีจักรพรรดิยุทธ์โบราณบางคนที่เกิดมาก็อยู่ในระดับขั้นเดียวกับเจียงเทียนมิ่ง
แต่ในบันทึกของอาณาจักรสองหมื่นปีมานี้ ยังไม่เคยมีใครพรสวรรค์ร้ายกาจถึงเพียงนี้มาก่อน!
“เทียนมิ่งหรือ ชื่อดีนัก!”
“ฮ่าๆๆ แค่ลำดับญาติจะยุ่งเหยิงหน่อยเท่านั้นเอง”
“อีกหน่อยพอผ่านไปสักร้อยปี ลำดับญาติก็ไม่สำคัญหรอก ตอนนั้นคนที่มีศักดิ์สูงกว่าเขาคงเหลือแค่เจียงเจี่ยนคนเดียว”
“ชื่อดีนัก โอรสสวรรค์ไท่เหอมีบุตรชายดีขนาดนี้ น่าเสียดายที่เจ้าจงไม่ได้เห็น”
“ถ้าเจียงซิ่งรู้เข้าจะไม่ยิ่งโกรธเคืองหรือ”
ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ขณะที่เจียงฉางเชิงส่งเจียงเทียนมิ่งให้ไปฉี
ไปฉีรีบใช้กรงเล็บรับทารกน้อยไว้ในทันที
หลังจากร่างถูกสร้างขึ้นใหม่ เจียงเทียนมิ่งมีมือเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่ร่างกายของเขากลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ความแข็งแกร่งของโลหิตและลมปราณเทียบเท่ากับสัตว์อสูรแล้ว
ไท่วาดูเหมือนจะสนใจเจียงเทียนมิ่งไม่น้อย จึงยื่นมือเข้าไปอุ้มเขา ทำให้ไปฉีถอนหายใจโล่งอก
เด็กคนนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่ามันเสียอีก มันจะไม่มีแรงกดดันได้อย่างไร
โชคดีที่เจียงเทียนมิ่งกำลังหลับสนิท ใบหน้าดูเรียบร้อยน่ารัก
ยากจะเชื่อว่าเงาปีศาจร้ายที่ปกคลุมเมืองจิ่งเฉิงก่อนหน้านี้คือเขาเอง
เจียงฉางเชิงสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกจากลานตามลำพัง
แม้คนอื่นจะอยากรู้อยากเห็นแต่ไม่มีใครกล้าถามอะไรมาก
ขณะที่เดินไป ข้อความหนึ่งก็ลอยขึ้นเบื้องหน้าของเขา
[ปีเหยียนหยวนที่สิบสอง มารปีศาจเจียงเทียนมิ่งที่มีสายเลือดพิเศษถือกำเนิดขึ้น อาละวาดทั่วเมืองจิ่งเฉิง โชคดีที่เจ้าลงมือทันกาล ทำให้ราษฎรพ้นเคราะห์ร้าย เจ้ารอดชีวิตจากการโจมตีของเจียงเทียนมิ่ง ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคมนามว่า ‘คฑาปราบมาร’]
มารปีศาจหรือ?
ก็จริง แม้เจียงเทียนมิ่งดูเหมือนมนุษย์แต่ความจริงแล้วมิใช่
เขาไมอาจจัดอยู่ในเผ่าพันธุ์ใดได้โดยชัดเจน จึงจำต้องเรียกรวมว่ามารปีศาจไปโดยปริยาย
เจียงเทียนมิ่งยามคลุ้มคลั่งก่อนหน้านี้ได้แสดงพรสวรรค์ของสัตว์อสูรหลากหลายชนิดออกมา รวมถึงพรสวรรค์อสูรโชคชะตาด้วย
ทำให้พลังแห่งฟ้าดินพลุ่งพล่าน ความรู้สึกกดดันที่ระเบิดออกมานั้นไม่ใช่ขั้นถ้ำสวรรค์ทั่วไปสามารถเทียบเคียงได้
คิดไม่ถึงว่าเจ้าหนูนี่เพิ่งคลอดมาก็มีของขวัญใหญ่ให้ข้าเสียแล้ว
เจียงฉางเชิงมีสมบัติอาคมอยู่แล้วไม่น้อย แต่เขาไม่เคยคิดว่ามีมากเกินไป
ในเมื่อเป็นมรรคาจารย์ย่อมต้องมีสมบัติอาคมนับไม่ถ้วน ยิ่งมีมากยิ่งดี
หากวันหนึ่งสร้างวิถีเซียนสำเร็จ เขาอาจเอาเยี่ยงอย่างมรรคาจารย์แห่งสามบริสุทธิ์ในตำนานเทพของจีนที่ให้ลูกศิษย์ยืมสมบัติออกอาละวาดไปทั่วหล้าเหมือนในไซอิ๋ว
สัตว์ปีศาจที่มีเบื้องหลังล้วนมีสมบัติอาคมจากเทพเซียนเป็นที่พึ่ง ทำให้เทพเซียนดูยิ่งใหญ่จนเกินต้านทาน
แน่นอนว่าหากเขาทำเช่นนั้นจริงๆ เขาจะไม่ยอมให้ศิษย์ใช้มันก่อกรรมทำเข็ญแน่
เจียงฉางเชิงคิดไปพลางเดินเข้าสู่ป่าไผ่เขียวกระดูกหยกไปพลาง
เขานำเจียงเช่อและพระสนมอวี้ออกมา สองดวงวิญญาณปรากฏตรงหน้า
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ
พอทั้งสองเห็นเจียงฉางเชิงก็ชะงัก รีบคารวะแล้วหันมามองกันอย่างงุนงง
“ข้า… ข้ายังไม่ตายหรือ”
เจียงเช่อเอ่ยอย่างประหลาดใจ เขาดีใจจนเผลอยื่นมือจะกอดพระสนมอวี้ แต่กลับพบว่ามือทะลุผ่านร่างวิญญาณของนางไป
ร่างวิญญาณของเขาชะงักค้างทันที
พระสนมอวี้เองก็ไม่เข้าใจสถานการณ์จึงเริ่มตื่นกลัวขึ้นมาเช่นกัน
เจียงฉางเชิงเอ่ยเสียงเรียบ “พวกเจ้าตายแล้วตอนนี้อยู่ในสภาพวิญญาณ”
ได้ยินเช่นนี้เจียงเช่อก็เงียบลงแล้วถอนมือกลับมา
พระสนมอวี้หันไปมองเจียงฉางเชิง เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “มรรคาจารย์ ลูกของข้า…”
“เขาถือกำเนิดอย่างปลอดภัยต่อไปจะอยู่เคียงข้างข้า ข้าได้ตั้งชื่อให้เขาแล้วนามว่าเทียนมิ่ง”
เจียงฉางเชิงเอ่ยอย่างราบเรียบ ทำให้พระสนมอวี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เจียงเช่อครุ่นคิดถึงชื่อนี้ เพียงพอทำให้เห็นว่ามรรคาจารย์ให้ความสำคัญกับเด็กคนนี้เพียงใด เทียนมิ่ง…
เจียงฉางเชิงกล่าวต่อ “ข้าให้พวกเจ้าสองทางเลือก หนึ่งไปเกิดใหม่ สองเข้าสู่ตำหนักยมโลกแล้วเป็นยมทูต หลังจากเลือกเกิดใหม่พวกเจ้าจะพานพบกันหรือไม่ยากจะเอ่ย แต่ถ้าอยู่เป็นยมทูตในตำหนักยมโลกพวกเจ้าจะไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้ ทว่าพวกเจ้าก็สามารถอยู่ในตำหนักยมโลกไปได้ตลอด เห็นหน้ากันทุกวัน”
ได้ยินเช่นนั้นพระสนมอวี้ก็รีบเอ่ยทันที “ข้ายินดีจะเป็นยมทูตเจ้าค่ะ!”
นางหันไปมองเจียงเช่อพร้อมส่งสายตาเร่งเร้าไม่หยุด
เจียงเช่อเอ่ยอย่างระมัดระวัง “นอกจากจะไม่ได้ไปเกิดใหม่ ยังมีราคาอื่นที่ต้องจ่ายอีกหรือไม่”
ตำหนักยมโลกแค่ได้ยินชื่อก็ไม่ใช่ที่ที่น่าไปสักเท่าไร
เจียงฉางเชิงกล่าว “ตำหนักยมโลกจะควบคุมสังสารวัฏของมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง เป็นสถานที่รวมวิญญาณเร่ร่อน ส่วนราคาอื่นที่ต้องจ่ายแน่นอนว่าคือความน่าเบื่อชั่วนิรันดร์”
พระสนมอวี้กล่าวโน้มน้าว “ท่านบรรพบุรุษจะทำร้ายเราหรือเพคะ ยังไม่รีบตอบตกลงอีกหรือฝ่าบาท ไม่ต้องการอยู่กับข้าตลอดไปหรือเพคะ”
เจียงเช่อหัวเราะขื่น “ข้าจะไป ข้าจะไปตำหนักยมโลก ข้าแค่อยากรู้รายละเอียดให้ชัดก่อนก็เท่านั้นเอง”
“เมื่อกลายเป็นยมทูตต่อไปพวกเจ้าก็กลับขึ้นมาในโลกมนุษย์ได้ มองดูบุตรของพวกเจ้าอีกครั้งก็ยังได้”
คำพูดนี้ของเจียงฉางเชิงทำให้ทั้งสองยิ่งยินดี
ต่อจากนั้นทั้งสองก็ขอไปดูเจียงเทียนมิ่ง ซึ่งเจียงฉางเชิงก็อนุญาต
สองดวงวิญญาณรีบตรงไปยังลานเรือนทันที
เจียงฉางเชิงยังคงยืนรออยู่ที่เดิม
แม้แต่จือวูจวินที่แข็งแกร่งก็ยังไม่อาจมองเห็นวิญญาณได้
วิญญาณที่สามารถเห็นได้ในโลกนี้ล้วนเป็นวิญญาณร้ายที่หลุดพ้นจากสถานะวิญญาณ กลายเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่ไม่อาจไปเกิดใหม่หรือหลุดพ้นได้อีก
เจียงฉางเชิงเริ่มรับถ่ายทอดความทรงจำของคฑาปราบมาร
คฑาปราบมารคือสมบัติอาคมที่ออกแบบมาเพื่อปราบมาร
มารในที่นี้มิได้หมายถึงเผ่ามารเท่านั้น หากใครมีแรงกรรมสะสมอยู่ก็ล้วนถูกโจมตีได้ ยิ่งแรงกรรมหนักหนาอานุภาพยิ่งสูงตาม
แรงกรรมเกิดจากผลแห่งการสังหาร ยิ่งเข่นฆ่ามากบ่วงกรรมของผู้ตายจะพันธนาการผู้สังหารไว้ ยิ่งมากยิ่งหนาแน่น
แรงกรรมถือเป็นนิยามหนึ่งของเหตุและผลตามแนวทางของบำเพ็ญเซียน
บางสมบัติอาคมหรือบางเคล็ดวิชาถึงขั้นใช้แรงกรรมเพื่อเพิ่มพลังได้ แต่วิถีฝึกตนเช่นนั้นขัดต่อมรรคาสวรรค์โดยตรง เสี่ยงถูกสวรรค์ลงทัณฑ์
ไม่นับว่าแย่เลย แม้จะเทียบไม่ได้กับเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันหรือต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง แต่ก็มีประโยชน์ในแบบของมันเอง
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป เจียงเช่อก็พาพระสนมอวี้ที่ยังอาลัยอาวรณ์กลับมา
เจียงฉางเชิงสะบัดแขนเสื้อส่งทั้งสองเข้าสู่ตำหนักยมโลกทันที แล้วให้สะบั้นเศียรออกมาต้อนรับ
เมื่อมาถึงหน้าตำหนักยมโลก มองดูเหล่าวิญญาณที่ต่อแถวยาวเหยียด เจียงเช่อกับพระสนมอวี้ถึงกับตะลึง
ที่แท้ดินแดนหลังความตาย เก้าขุมนรกก็มีอยู่จริง
ทั้งสองรู้สึกหวั่นใจ เผชิญกับดินแดนและหน้าที่ที่ไม่รู้ พวกเขาย่อมต้องเป็นกังวล ไม่รู้ว่ายมทูตนั้นเป็นง่ายหรือไม่
เมื่อเดินมาถึงเบื้องหน้าตำหนักยมโลก สายตาก็พลันเห็นเงาร่างหนึ่งซึ่งคุ้นเคย ทั้งสองถึงกับตะลึง
“ฝ่าบาท ไม่ได้พบกันเสียนาน”
จางอิงยิ้มพลางค้อมตัวทำความเคารพ
เขาที่สวมชุดยมทูตดูน่าเกรงขามมาก จนพระสนมอวี้รู้สึกประหม่า
เจียงเช่อถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือว่ามรรคาจารย์เป็นคนแนะนำเจ้า”
จางอิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้วพะยะค่ะ พวกเราเข้าไปพบเจ้าผู้ครองตำหนักยมโลกกันก่อน แล้วข้าจะเล่าให้ท่านฟังเอง”
เขาเอียงตัวผายมือเชิญ เจียงเช่อกับพระสนมอวี้จึงเดินเข้าสู่ตำหนักยมโลก ท่ามกลางสายตาอันเต็มไปด้วยความสงสัย โกรธเคือง และงุนงงของเหล่าวิญญาณรอบข้าง
“ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเจ้าผู้ครองตำหนักยมโลกเป็นใคร เขากับมรรคาจารย์มีความเกี่ยวข้องอย่างไร”
เจียงเช่อกระซิบถาม จางอิงยิ้มให้
“เจ้าผู้ครองตำหนักยมโลกเป็นคนกันเอง ฝ่าบาทไม่ต้องกังวลเลย ตำหนักยมโลกนี้ก็เป็นสิ่งที่มรรคาจารย์สร้างขึ้นเอง”
เจียงเช่อได้ยินเช่นนั้นถึงกับตกตะลึง
พระสนมอวี้เองก็เบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ
จางอิงเห็นสีหน้าทั้งสองเปลี่ยนไปก็แอบสะใจ ในตอนที่เขาเพิ่งมาถึงตำหนักยมโลกใหม่ๆ เขาก็ตกใจเช่นนี้ พอเห็นคนอื่นตกใจบ้าง เขากลับรู้สึกสนุกอยู่ไม่น้อย
ผ่านไปครู่ใหญ่เจียงเช่อกับพระสนมอวี้จึงได้พบกับเจ้าผู้ครองตำหนักยมโลก
เจียงเช่อมองเงาร่างผู้ทรงอำนาจตรงหน้า รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
สะบั้นเศียรเอ่ยพร้อมเผยรอยยิ้ม “ฝ่าบาท ไม่ได้พบกันนานแล้วนะพะย่ะค่ะ”
เจียงเช่อสะท้านในใจ ก่อนกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“สะบั้นเศียร!”
สะบั้นเศียรเคยรับใช้ฮ่องเต้หลายรัชสมัย เจียงเช่อเองก็เติบโตมาใต้การคุ้มครองของเขา ความผูกพันย่อมลึกซึ้งไม่ธรรมดา
เจียงเช่อไม่เคยคิดฝันเลยว่าเจ้าผู้ครองตำหนักยมโลกจะเป็นสะบั้นเศียร!
หลังใช้เวลาตลอดคืน เจียงฉางเชิงก็ทลายเขตอาคมของคฑาปราบมารสำเร็จ
ตัวคฑาปราบมารเป็นสีทอง ฐานด้านล่างมีลักษณะเป็นปลายแหลมสามแฉก ส่วนบนมีความประณีตวิจิตรคล้ายพระพุทธนั่งขัดสมาธิ
เมื่อกุมคฑาปราบมารไว้ก็ราวกับจับกริชหนาเล่มหนึ่ง
เขาลูบไล้คฑาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโยนเก็บไว้ในแหวนมหาวิญญาณแล้วเดินออกจากเรือน
หลายวันถัดมา ข่าวการถือกำเนิดของบุตรแห่งเทพแพร่สะพัดไปทั่วใต้หล้า พร้อมกับข่าวการสิ้นพระชนม์ของเจียงเช่อและพระสนมอวี้
ผู้คนทั่วหล้าพากันวิพากษ์วิจารณ์ ล้วนตั้งข้อสันนิษฐานกันไปสารพัด
เมื่อโอรสสวรรค์เจียงหลิวทราบเรื่องก็ส่งองครักษ์ชุดขาวไปจัดการรับศพของเจียงเช่อ
ในเดือนเดียวกันเจียงหลิวมีราชโองการแจ้งต่อทั่วหล้า ส่งเจียงเช่อไปยังศาลบูรพกษัตริย์ มีสมัญญานามว่าหมิงจง
ในรัชสมัยหมิงจง ต้าจิ่งรุ่งเรืองถึงขีดสุด ถึงขั้นรวมทวีปชีพจรมังกรเป็นหนึ่งได้ สถาปนายุคทองแห่งวิถียุทธ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ความดีความชอบย่อมไม่น้อย
แม้ว่าเบื้องหลังจะมีความดีความชอบของมรรคาจารย์ แต่เขาสามารถใช้ความสัมพันธ์นี้ให้เป็นผลดีก็ถือเป็นความดีความชอบเช่นกัน
หากมองในอีกแงหนึ่ง เจียงเช่อก็มีผลงานไม่แพ้เหล่าฮ่องเต้ของต้าจิ่งคนก่อนๆ เพียงแต่ในสมัยของเขาไม่ได้พบเจอเคราะห์ใหญ่ จึงยากจะนำไปเทียบกับไท่จงหรือเทียนจงได้
แน่นอนว่านั่นก็เป็นเพียงมุมมองของคนร่วมยุคเท่านั้น ตำแหน่งในหน้าประวัติศาสตร์ย่อมต้องให้คนรุ่นหลังเป็นผู้ตัดสิน
วันนี้เจียงฉางเชิงมองดูไปฉี หวงเทียน และเฮยเทียน ไล่ตามเจียงเทียนมิ่งที่กำลังบินพล่านอย่างสนุกสนาน
จากนั้นก็เริ่มพยากรณ์พลังของผู้แข็งแกร่งที่อยู่ใกล้ๆ สิ่งนี้กลายเป็นกิจวัตรของเขาไปแล้ว
‘ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่เผ่ามนุษย์ต้าจิ่งเคลื่อนไหว นอกเหนือจากข้าแล้ว แข็งแกร่งเพียงใด’
คำถามนี้ครอบคลุมพื้นที่มากมายในไท่ฮวง ตอนนี้ขอบเขตที่เผ่ามนุษย์ต้าจิ่งเคลื่อนไหวนั้นกว้างขวางเหลือเกิน
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 3,700,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]