เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 280 จักรพรรดิปีศาจลงเขา อัจฉรียะและเศษสวะ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 280 จักรพรรดิปีศาจลงเขา อัจฉรียะและเศษสวะ
ตอนที่ 280: จักรพรรดิปีศาจลงเขา อัจฉริยะและเศษสวะ
มูลค่าแต้มเซ่นไหว้สามพันเจ็ดร้อยล้านเป็นเจ้านั้น!
เจียงฉางเชิงพลันตื่นเต้นขึ้นมาในใจเต็มไปด้วยความคาดหวัง หรือว่าจะลงมือบุกมาแล้ว
เขาขยายดวงจิตไปค้นหาทั่วมหาอาณาจักรเทียนจิ่งกลับไม่พบตัวตนนั้น
หากยังเข้าไปในไท่ฮวงอีกอาณาเขตก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นอีก
เขาเริ่มฟังเสียงในใจของผู้ศรัทธาหาสิ่งผิดปกติ แต่ผ่านไปนานเขาก็ยังไม่พบร่องรอยของอีกฝ่าย
จึงได้แต่ต้องล้มเลิกความพยายาม
อีกฝ่ายไม่มีทางถล่มต้าจิ่งจนราบคาบได้โดยไร้ร่องรอย ขอเพียงลงมือเจียงฉางเชิงย่อมจับสัมผัสได้ทันที
เจียงฉางเชิงมองดูลานเรือนที่เต็มไปด้วยความครึกครื้น ยิ้มเล็กน้อยแล้วหันกลับไปฝึกกำลังภายในต่อ
การปรากฏตัวของเจียงเทียนมิ่งทำให้เขามังกรผงาดกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ทั้งไปฉี ไป่หลง จินอู หวงเทียน เฮยเทียน ล้วนวนเวียนอยู่รอบตัวเขาตลอดวัน แม้แต่ไท่วาก็ยังมาดูแลเขาเป็นบางครา
แม้ไม่มีพ่อแม่แต่เขาไม่เคยขาดความรักเลย
แสงอาทิตย์สาดส่องทะลุผ่านหมอกวงกตที่ปกคลุมเขามังกรผงาด ส่องลงในลานเรือน
เจียงฉางเชิงหลับตาใช้ดวงจิตสั่งปิดค่ายกลม่านหมอกวงกตบนเขามังกรผงาด
เขาอยากให้วัยเยาว์ของเจียงเทียนมิ่งเต็มไปด้วยแสงแดดและชีวิตชีวา
ค่ายกลเช่นนี้ก็มีไว้เพียงประดับ มิได้มีประโยชน์จริงจังอยู่แล้ว
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขามังกรผงาด ทุกคนล้วนสัมผัสได้ถึงความรักลึกซึ้งของเจียงฉางเชิงที่มีต่อเจียงเทียนมิ่ง มรรคาจารย์ไม่ได้แสดงความเอ็นดูต่อผู้ใดเช่นนี้มานานมากแล้ว
งานฝังพระศพของฮ่องเต้จิ่งหมิงจงเสร็จสิ้นโดยเร็ว สถานการณ์ไม่วุ่นวายนัก อย่างไรเขาก็เป็นเพียงโอรสสวรรค์องค์ก่อนๆ อยู่แล้ว
แต่ในหมู่ประชาชนกลับเกิดกระแสรำลึกถึงความดีความชอบของฮ่องเต้จิ่งหมิงจงอย่างคึกคัก
ถึงขั้นมีการถกเถียงกันว่าฮ่องเต้องค์ใดมีผลงานมากที่สุด
แม้โอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันจะรักความสำราญ แต่กลับไม่ละเลยราษฎร กระทั่งนโยบายยังถือว่าก้าวหน้า นี่จึงเป็นเหตุให้ประชาชนกล้าพูดถึงราชวงศ์อย่างเปิดเผย
กระทั่งเข้าสู่ปีเหยียนหยวนที่สิบสาม กระแสเรื่องฮ่องเต้จิ่งหมิงจงกับบุตรแห่งเทพจึงเริ่มซาไป และผู้คนในใต้หล้าก็หันไปให้ความสนใจกับอีกเรื่องหนึ่งแทน
โอรสสวรรค์ออกพระราชโองการประกาศเริ่มโครงการใหญ่รัฐฮวง
ในปีนี้มีการเปิดรับผู้อยู่อาศัยในรัฐฮวงจากทั่วหล้า อยากสร้างรัฐหนึ่งขึ้นมา
นอกจากผู้ฝึกยุทธ์ผู้แข็งแกร่งแล้ว ยังต้องการแรงงานจำนวนมหาศาลเพื่อก่อสร้างเมืองด้วย
ชั่วขณะนั้นใต้หล้าปั่นป่วน สวัสดิการของชาวรัฐฮวงดียิ่งนัก ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนอยากเข้าร่วม
แม้แต่สำนักในยุทธภพก็ยังส่งผู้มีอำนาจไปยังเมืองซุนเทียนด้วยอยากพบกับโอรสสวรรค์
มหาอาณาจักรเทียนจิ่งตั้งอยู่ตรงชายแดนไท่ฮวง แม้จะสงบสุขแต่กลับไม่เพียงพอสำหรับขุมอำนาจในยุทธภพ
พวกเขาต้องการไปแสวงหาทรัพยากรในอาณาเขตไท่ฮวงที่ลึกยิ่งขึ้น หากตอนนี้สามารถพึ่งพาอำนาจของต้าจิ่งได้ก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือ
สองปีผ่านไป ปีเหยียนหยวนที่สิบห้า ค่ายกลเคลื่อนย้ายของรัฐฮวงเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ
ตอนนี้ตั้งอยู่ที่เมืองซุนเทียนเพียงแห่งเดียว
ในปีนี้เจียงเทียนมิ่งมีอายุครบสามขวบแล้ว!
แม้จะอายุสามขวบแล้วแตรูปลักษณ์ยังดูเหมือนทารกน้อย เพียงแต่ว่องไวขึ้นมากและพูดจาได้คล่องแคล่ว
แม้ร่างกายจะไม่เติบโตนักแต่พลังปราณและโลหิตกลับพุ่งพรวดขึ้นเรื่อยๆ
หากวัดเฉพาะพละกำลังในลานเรือน นอกจากเจียงฉางเชิงแล้ว ไม่มีมนุษย์หรือปีศาจตนใดเทียบได้เลย
ช่วงเที่ยงตรง เจียงฉางเชิงกำลังหลอมโอสถ
เจียงเทียนมิ่งซึ่งสวมตูโตว [1] สีแดงเดินเข้ามาดึงแขนเสื้อของเขาเบาๆ แล้วพูดเสียงนุ่มนิ่มว่า
“ท่านปู่ทวด ข้าก็อยากกินด้วย”
ไปฉีเบิกตาโตตะโกนว่า “เจ้าเด็กนี่ไยถึงกล้ามาแย่งโอสถกับพวกเรา เจ้าวิปริตเกินพออยู่แล้วนะ!”
เจียงเทียนมิ่งหันไปทำหน้าเยาะเย้ยจนมันโมโหกระโจนเข้าใส่ เขารีบกระโดดหลบทันที
ไม่ว่าไปฉีจะไล่ตามอย่างไรก็ไม่มีทางจับเจ้าหนูคนนี้ได้เลย
เจียงฉางเชิงมองการไล่ล่าครึกครื้นตรงหน้าแล้วเผยรอยยิ้มออกมา
เขานึกถึงช่วงเวลาที่เคยสั่งสอนเจียงจื่ออวิ้กับเจียงชิ่วในอดีตขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
กาลเวลานี่ช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน
ตอนนั้นเองหวงเทียนก็เดินเข้ามากล่าวอย่างระมัดระวัง
“นายท่าน ข้ากับเฮยเทียนจะได้ลงเขาเมื่อไรหรือ”
แม้สองปีศาจแมวนี้จะดูตัวเล็ก แต่แท้จริงล้วนบรรลุขั้นจักรวาลแล้ว และอยู่ไม่ห่างจากขั้นถ้ำสวรรค์มากนัก
มีพลังพอปกป้องตนเองได้แล้ว
ตั้งแต่เจียงเทียนมิ่งปรากฏตัว ทั้งสองก็รู้สึกถูกกระตุ้นอย่างแรง
เมื่อก่อนทั้งคู่ถือเป็นผู้ที่ฝึกฝนเร็วที่สุดในลานเรือน แต่พอเทียบกับเจียงเทียนมิ่งแล้วความต่างนั้นช่างมากมาย ดังนั้นพวกมันจึงเริ่มมีความคิดจะออกจากเขาไปฝ่าฟันในดินแดนไท่ฮวง
“เมื่อไรก็ได้”
เจียงฉางเชิงมองไปยังเตาหลอมโอสถขานตอบเบาๆ
หวงเทียนนึกว่าตนหูฝาดถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจสุดขีด
ไปฉีพูดด้วยความร้อนรน “นายท่าน ท่านจะปล่อยพวกมันลงเขาจริงหรือ ข้ากลัวเจ้าโง่สองตัวนี้จะไปตายเอาน่ะสิ!”
เจียงฉางเชิงกล่าว “ก็ต้องให้พวกมันได้ฝึกฝนบ้าง ในเมื่อพวกมันอยากไปก็ปล่อยให้พวกมันไปเถิด”
หวงเทียนรีบไปปลุกเฮยเทียนที่กำลังหลับสบาย เมื่อบอกเรื่องนี้ออกไป เฮยเทียนก็ตื่นเต้นทันที
ทั้งสองปีศาจรีบจัดการทุกอย่างแล้วลงจากเขาอย่างว่องไว
เจียงเทียนมิ่งเองก็อยากตามไปด้วยแต่ถูกจือวูจวินหยุดไว้
เขาถูกยกตัวขึ้นลอยในอากาศอย่างหมดหนทาง ต่อให้ดิ้นเท่าไรก็ไม่อาจหลุดพ้น สุดท้ายเริ่มร้องไห้โฮ
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครคิดจะปลอบ
เจียงฉางเชิงไม่คิดจะตามใจเขาไปเสียทุกเรื่อง เจ้าหนูนี่มีพรสวรรค์ที่น่ากลัวอยู่แล้ว หากตามใจอีกต่อไปจะต้องกลายเป็นตัวก่อหายนะแน่นอน
จินอูนอนเหยียดยาวอยู่บนกำแพงลานเรือน มองไปยังไป่หลงที่นอนขดอยู่ตรงมุมลาน จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เจ้าว่าเจ้าสองตัวนั้นจะกลายเป็นจักรพรรดิปีศาจได้จริงหรือไม่”
ไป่หลงหาวหวอดแล้วกล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า
“ฟังพวกมันคุยโวเถอะ อีกไม่กี่ปีพวกมันก็ต้องกลับมา”
อย่างไรมันก็ไม่คิดจะลงเขา ไม่คิดจะรวมเผ่าปีศาจ และมันกระทั่งไม่ชอบต่อสู้ด้วยซ้ำ
คิดเรื่องพวกนี้ทั้งวัน ไม่สู้หาแดดดีๆ นอนหลับพักผ่อนดีกว่าหรือ นี่ถึงจะเป็นสิ่งดีงามที่สุดในใต้หล้านี้ต่างหาก
ดวงอาทิตย์อันร้อนแรงลอยอยู่สูงกลางท้องฟ้า ภูผาสลับซับซ้อนทอดยาวออกไป มีสายน้ำเล็กๆ คดเคี้ยวไหลผ่านกลางหุบเขา
ทั้งต้นน้ำทั้งปลายน้ำล้วนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
ที่ริมลำธารมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเปลือยท่อนบนกำลังฝึกฝนยืนทรงตัวทำขี่ม้า
บนศีรษะ แขนสองข้าง และต้นขาทั้งสองข้าง มีหินสีม่วงหนักหลายก้อนกดทับไว้
ทั้งร่างสั่นสะท้าน หายใจหอบราวกับวัว เหงื่อบนหน้าผากผุดออกมาดั่งเม็ดฝน ตรงหว่างคิ้วมีลวดลายแนวตั้งภายใต้แสงอาทิตย์ดูเจิดจรัสประหนึ่งมีรัศมีออกมา
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่ร่างกายค่อนข้างผอม เขากัดฟันเอ่ยว่า
“ท่านอาจารย์ ข้ายังต้องฝืนอีกนานแค่ไหนกัน ศิษย์ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว”
ไม่ไกลนัก บุรุษอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินฝึกฝนอย่างเงียบเชียบ
เขาก็คือตัวตนลึกลับที่เพิ่งเป่าไปที่เผ่าราชาใหม่ๆ ก่อนหน้านี้ เขาก็คือราชันมารเก้าขุมนรก ขั้นจักรพรรดิฟ้าดินแห่งสวรรค์ชั้นสาม!
ราชันมารเก้าขุมนรกไม่แม้แต่จะลืมตา กล่าวอย่างราบเรียบ
“ฝืนต่ออีกหนึ่งชั่วโมง หรือไม่ก็จนกว่าจะสลบไป”
เด็กหนุ่มได้ฟังก็หน้าตาบิดเบี้ยวไปหมด แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันฝืนต่อ
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บ เขาจึงเอ่ยปากชวนคุยเรื่องอื่นขึ้นมา
“ท่านอาจารย์ ท่านเป็นผู้ใดกันแน่หรือขอรับ ท่านอยู่ในระดับขั้นไหนหรือ คงจะเป็นขั้นถ้ำสวรรค์ในตำนานกระมัง”
เด็กหนุ่มเอ่ยถามอย่างยากลำบาก
ราชันมารเก้าขุมนรกเอ่ยตอบเรียบๆ “ถือว่าใช่กระมัง”
แววตาเด็กหนุ่มเผยความเลื่อมใสออกมา
“เสด็จพ่อของข้าให้ความเคารพกับขั้นถ้ำสวรรค์อย่างมาก ข้าใฝ่ฝันอยากกราบยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์เป็นอาจารย์มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เสด็จพ่อกลับไม่ยอม เขาไม่อนุญาตให้พวกเราฝึกยุทธ์ เพราะเกรงว่าเราจะเก่งเกินพี่ใหญ่
โอ้ ที่จริงตั้งแต่ไหนแต่ไรข้าก็ไม่เคยคิดจะแย่งตำแหน่งว่าที่กษัตริย์ เมื่อเทียบกับการเป็นโอรสสวรรค์ ข้ากลับอยากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ผู้มีชีวิตอิสระเสียมากกว่า”
ราชันมารเก้าขุมนรกไม่ได้ตอบอะไรอีก
“น่าเจ็บใจนัก ข้าแค่แอบออกมาล่าสัตว์ กลับถูกลอบโจมตีเสียได้ ต้องเป็นฝีมือพวกสมุนของพี่ใหญ่แน่ หากไม่ใช่เพราะท่านช่วยไว้ข้าป่านนี้คงตายไปแล้ว
เฮ้อ ต่อให้ข้าตายเสด็จพ่อก็คงไม่สนใจ เสด็จแม่ของข้าสิ้นไปตั้งแต่ข้ายังเล็ก เสด็จพ่อไม่เคยมาเยี่ยมข้าด้วยตนเองเลย บางทีเขาอาจลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีข้าเป็นลูกอีกคนหนึ่ง
ท่านอาจารย์ เสด็จพ่อของข้านี่เจ้าชู้จริงๆ สองปีก่อนยังไปมีลูกนอกสมรสในเมืองซุนเทียนอยู่เลย ไม่รู้ว่าพระสนมในวังมากมายไม่พอหรืออย่างไร ถึงต้องออกไปเก็บบุปผานอกวัง”
เมื่อได้เริ่มบ่นเรื่องโอรสสวรรค์เจียงหลิว เด็กหนุ่มก็พูดไม่หยุด
ราชันมารเก้าขุมนรกขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอยู่บ้าง เหตุใดเด็กน้อยเผ่ามนุษย์ถึงพูดมากเพียงนี้
แต่เมื่อคิดถึงแผนการใหญ่ที่วางไว้ เขาก็ได้แต่ข่มอารมณ์ไว้
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด เกิดเสียงดังโครมคราหนึ่ง เด็กหนุ่มล้มพับลงกับพื้นสลบไสลหมดสติไปแล้ว
ราชันมารเก้าขุมนรกลุกขึ้น ควักสมุนไพรคล้ายกระบองเพชรออกมาจากแขนเสื้อ บดมันจนแหลกแล้วกรอกใส่ปากของเด็กหนุ่ม
“พรสวรรค์แย่เกินไป เป็นสวะจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะโชคชะตานี้ ข้าคงไม่ลำบากถึงเพียงนี้…”
ราชันมารเก้าขุมนรกพึมพำกับตัวเอง เขาลุกขึ้นแปรเปลี่ยนเป็นหมอกดำจางๆ แล้วสลายหายไป
เมื่อเด็กหนุ่มฟื้นขึ้นมาก็เป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว กลิ่นหอมของเนื้อย่างลอยเข้าจมูก
เขาหันไปมองทันที เห็นราชันมารเก้าขุมนรกกำลังย่างเนื้ออยู่ด้านข้าง
เขาพลันตื่นเต้นจนรีบลุกขึ้นมา แต่กลับรีบร้อนเกินไป กล้ามเนื้อทั้งร่างราวกับฉีกขาด เจ็บจนต้องกัดฟัน
“ท่านอาจารย์ หอมจังเลยขอรับ นี่คือเนื้ออะไรหรือ”
“เนื้อกวางต้นกำเนิดอสูรที่ค่อนข้างอ่อนแอ เหมาะสำหรับพวกอ่อนหัดอย่างเจ้า เอาไว้เสริมร่างกาย”
“ท่านอาจารย์ ท่านช่างดีกับข้าจริงๆ เลย ตั้งแต่เกิดมาท่านคือคนที่สองที่ดีต่อข้า คนแรกคือขันทีหวัง ครั้งหนึ่งตอนข้าเด็กเผลอเตะลูกกลมเข้าลานเรือนของพี่ใหญ่ ฮองเฮาก็โกรธจะลงโทษข้า แต่ขันทีหวังก็รับผิดแทน แล้วก็หายไปเลย มีคนบอกว่าเขาถูกเสด็จพ่อไล่ออกจากวัง เฮ้อ…”
มุมปากของราชันมารเก้าขุมนรกกระตุกเล็กน้อย เจ้าหนูนี่ทำไมพูดไปพูดมามีแต่เรื่องห่วยแตกทั้งนั้น
เห็นทีว่าเจ้าหนุ่มยังไม่คิดจะหยุดพูด ราชันมารเก้าขุมนรกจึงต้องพูดขัด
“เจ้ารู้เรื่องมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งมากน้อยแค่ไหน”
ก่อนหน้านี้เขาเคยส่งเผ่าอัคนีไปยังต้าจิ่ง สุดท้ายสิ้นชีพทั้งหมด
ดังนั้นเมื่อมาต้าจิ่งอีกครั้งเขาจึงไม่คิดบุ่มบ่ามอีก และหลังจากสืบข่าวมาาระยะหนึ่ง เขาก็รู้แล้วว่าใครคือผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งต้าจิ่ง มรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง!
แม้แต่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ในแคว้นประเทศราชชายขอบของต้าจิ่งเอง ก็ยังเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงในมรรคาจารย์ เวลานี้เขาอยากฟังความเข้าใจที่ราชวงศ์ต้าจิ่งมีต่อมรรคาจารย์
เด็กหนุ่มได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งตื่นเต้น “มรรคาจารย์อย่างนั้นหรือ ข้ารู้จัก รู้จักดีเลยละ!”
จากนั้นเขาก็เริ่มเล่าเรื่องราวและตำนานของมรรคาจารย์อย่างลื่นไหลไม่หยุด
ตั้งแต่ตอนที่มรรคาจารย์เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในต้าจิ่งนั้นข่าวสารส่งต่อได้ยาก เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนส่วนใหญ่จึงลืมเรื่องราวของมรรคาจารย์เมื่อสองร้อยปีก่อนไปเกือบหมด
แต่ราชวงศ์กลับไม่เคยลืม ยังคงมีขุนนางฝ่ายบู๊ที่คอยจดทุกเหตุการณ์ บรรดาราชโอรสและเชื้อพระวงศ์ล้วนต้องเรียนรู้เรื่องของมรรคาจารย์ตั้งแต่วัยเยาว์
แม้แต่เจียงหลิว ผู้ที่อยากสลัดพันธะจากมรรคาจารย์เองก็ยังบังคับให้ลูกหลานศึกษาเรื่องนี้อย่างเข้มงวด
เจียงหลิวนั้นไม่ได้โง่เขลา เขาแค่ต้องการเป็นฮ่องเต้ที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่เขาไม่ได้คิดจะตัดขาดจากมรรคาจารย์แต่อย่างใด หากวันใดราชวงศ์เกิดตกต่ำลงจริงๆ อย่างน้อยก็ยังมีคนจดจำความสัมพันธ์ระหว่างสกุลเจียงกับมรรคาจารย์ได้ บางทีอาจเป็นเส้นทางสุดท้ายที่ช่วยกู้บัลลังก์ของสกุลเจียงกลับคืนมาได้อีกครั้ง
ราชันมารเก้าขุมนรกฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่เมื่อเขาได้ยินเรื่องโปรยถั่วเสกทหาร ฟื้นตายกลับเป็น ย้ายทวีป ใจของเขาก็ค่อยๆ จมดิ่งสู่ก้นเหวแห่งความหนักอึ้ง
ในฐานะขั้นจักรพรรดิฟ้าดิน เขาย่อมมีประสบการณ์อันกว้างไกล ทว่าเล่ห์กลบางอย่างของมรรคาจารย์นั้นกลับทำให้เขารู้สึกไม่อาจหยั่งถึงได้
เรื่องการชุบชีวิตคนตายนั้น เขายังพอคิดว่าคนพวกนั้นอาจจะแกล้งตาย
ยกทั้งทวีปไปยังไท่ฮวง… เรื่องนี้ทำให้เขาไม่อาจเข้าใจได้เลย
ก่อนหน้านี้เขายังสงสัยอยู่ว่าเผ่ามนุษย์โผล่ออกมาได้อย่างไร ที่แท้ก็ออกมาแบบนี้นี่เอง หลุดโลกเกินไปแล้ว!
และเมื่อเขาได้ยินเด็กหนุ่มพูดถึงเรื่องมรรคาจารย์วิวัฒนมังกร เขาก็สะท้านใจเป็นครั้งแรก
[1] ตูโตว มีลักษณะเป็นผืนผ้าคล้ายผ้ากันเปื้อน สำหรับคาดรอบอก และมีสายผ้าผูกที่คอกับเอว