เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 281 กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในต้าจิ่ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 281 กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในต้าจิ่ง
“ท่านอาจารย์ ข้าพูดจบแล้ว มรรคาจารย์จะเป็นท่านเซียนแห่งโลกมนุษย์ใช่หรือไม่”
เด็กหนุ่มพูดอย่างลำพองใจ
มรรคาจารย์เป็นชาวต้าจิ่ง ซ้ำยังมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับราชสกุลเจียง เขาย่อมภาคภูมิใจตามไปด้วย
ระหว่างพูดเขาก็ยื่นมือไปฉีกเนื้อย่างออกมาชิ้นหนึ่ง แม้จะร้อนลวกมือ แต่คนหิวจนท้องร้องจ๊อกๆ อย่างเขาก็ไม่ใส่ใจเท่าไรแล้ว
ราชันมารเก้าขุมนรกนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร ในใจเขากลับรู้สึกตื่นตะลึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หรือว่าต้นกำเนิดของเผ่าราชาใหม่จะถูกสร้างขึ้นโดยมรรคาจารย์กันแน่ หากเป็นเช่นนั้น มรรคาจารย์ที่สามารถสร้างเผ่าราชาได้ต้องแข็งแกร่งเพียงใดกัน ความแน่วแน่ของเขาเกิดหวั่นไหวขึ้นมาในทันที
เผ่ามนุษย์จะแตะต้องไม่ได้!
แต่เขาไม่ได้คิดจะล้มเลิก เพียงแค่ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ เขาเงยหน้ามองเด็กหนุ่ม แววตาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดแล้วกล่าวช้าๆ ว่า
“เป้าหมายฝึกวรยุทธ์ของเจ้าคืออะไร เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุด ลองปล่อยใจให้จินตนาการอย่างกล้าหาญดู”
ได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มนาม เจียงเยี่ย ชะงักไปเล็กน้อย จมสู่ภวังค์ความคิด
ราชันมารเก้าขุมนรกไม่ได้เร่งเร้า แค่รออย่างอดทน ผ่านไปเนิ่นนานเจียงเยี่ยเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างจริงจังว่า
“ท่านอาจารย์ ข้าต้องการเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในต้าจิ่ง!”
ตั้งแต่เด็กเขาก็อยากฝึกยุทธ์ ยิ่งเจียงหลิวคอยกดเขา เขายิ่งอยากทำจนกลายเป็นความยึดมั่นไม่อาจปล่อยวาง
ราชันมารเก้าขุมนรกไม่ได้กล่าวขัดเขา เพียงกล่าวเรียบๆ ว่า “เช่นนั้นก็จงเตรียมใจแลกด้วยชีวิตเสียเถิด”
เจียงเยี่ยไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่น หากแต่ดำดิ่งในภวังค์ตั้งตารออย่างไรร้สิ้นสุด
เขาผ่านความเป็นความตายมาแล้ว จึงรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดอีกที่น่ากลัวจนต้องลังเลใจ
ปีเหยียนหยวนที่สิบแปด
ในที่สุด เจียงเทียนมิ่ง ก็โตขึ้นเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น
อายุหกขวบของเขาดูเผินๆ ราวกับเด็กเพิ่งขวบเดียว
ตั้งแต่ต้นปีนี้เขาจะเริ่มฝึกยุทธ์อย่างเป็นทางการ อยู่ภายใต้การสั่งสอนของ จีอูจวิน นางรู้สึกสนใจมากและคาดหวังอย่างยิ่งว่าจะได้เลี้ยงดูยอดจักรพรรดิยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาสักคน
ปลายวสันตฤดูอากาศเย็นสบาย เยี่ยสวินตี๋ กับ เทพกระบี่ กลับมาหลังจากหายไปหลายปี
แม้จะก้าวหน้าไปกันคนละทาง แต่ระยะห่างจากการทะลวงขั้นก็ยังเหลืออยู่อีกพอสมควร
เมื่อพวกเขาเห็นเจียงเทียนมิ่ง ต่างก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
ข่าวที่ว่าจิ่งหมิงจงให้กำเนิดบุตรแห่งเทพได้แพร่กระจายไปทั่วมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง ทั้งเผ่ามนุษย์และต้าจิ่งต่างก็ล่วงรู้กันทั่ว
แม้กาลเวลาผ่านไปจนหลายคนเริ่มลืมเลือน แต่ในยุทธภพยังคงมีเรื่องเล่าบุตรแห่งเทพสืบต่อมาไม่ขาด
“เด็กคนนี้เองรึ! ข้าอยากเห็นนักว่าเขาจะมหัศจรรย์สักแค่ไหน!”
เยี่ยสวินตี๋พูดพร้อมรอยยิ้ม เดินเข้าไปหาเจียงเทียนมิ่งด้วยความอยากรู้
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงเทียนมิ่งได้พบคนแปลกหน้า จึงประหม่าอยู่บ้าง
เมื่อเห็นเยี่ยสวินตี๋เดินตรงเข้ามา เขาก็เบี่ยงตัวหลบในทันที ไปโผล่ด้านหลังของเจียงฉางเซิงราวกับหายตัว
“ความเร็วนี้…!”
ดวงตาของเยี่ยสวินตี๋พลันกระตุก เทพกระบี่ก็รู้สึกตกใจเช่นกัน ถึงกับละสายตาจากไป๋อีหันไปจ้องเจียงเทียนมิ่งเขม็ง
“เดี๋ยวก่อน! เขาอยู่ในขั้นท้าสวรรค์อย่างนั้นหรือ เด็กน้อยแค่นี้เองนะ”
เยี่ยสวินตี๋รู้สึกได้ถึงบางสิ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที เขาอุทานออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ
ไป๋อียิ้มอย่างภาคภูมิ “เขาเกิดมาก็อยู่ในขั้นท้าสวรรค์แล้ว เจ้าคิดว่าเขาเทพหรือไม่ล่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยสวินตี๋และเทพกระบี่ต่างสะท้านใจ หันมามองเจียงเทียนมิ่งพร้อมกัน
เกิดมาก็อยู่ในขั้นท้าสวรรค์ นี่ยังเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ
เจียงเทียนมิ่งเห็นสีหน้าของพวกเขาก็อดยกนิ้วดึงเปลือกตาแลบลิ้นหยอกล้อใส่ไม่ได้
เจียงฉางเซิงพูดขึ้นว่า “พวกเจ้ากลับมาแล้วหรือ ดีเลย ต่อไปช่วยกันสั่งสอนเขาเถิด ศิษย์เช่นนี้หาได้ยากนัก”
พอเยี่ยสวินตี๋และเทพกระบี่ได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที
“ได้เลยขอรับ!”
“พวกเรามีคุณสมบัติเพียงพอหรือ”
คำตอบของทั้งสองไม่เหมือนกัน เยี่ยสวินตี๋ตื่นเต้น ส่วนเทพกระบี่กลับรู้สึกกังวลเล็กน้อย
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “พวกเจ้าสอนวิชายุทธ์ ใครเก่งกว่าก็เป็นอาจารย์ได้ ระดับขั้นไม่ใช่ทุกสิ่ง”
เขาโยนเจียงเทียนมิ่งที่อยู่ข้างหลังไปตรงๆ
เยี่ยสวินตี๋รีบคว้าตัวเจียงเทียนมิ่งไว้ทันที
เจียงเทียนมิ่งวัยหกขวบนั้นยังใส่ตู้โตว (เอี๊ยม) ผูกผมไว้ด้านบน ดูซนแบบแปลกๆ ใบหน้าเล็กๆ ที่หล่อเหลาก็ดูน่ารักยิ่งนัก
ถูกเยี่ยสวินตี๋อุ้มไว้ เขาพยายามดิ้นสุดแรง แต่เยี่ยสวินตี๋ก็เป็นถึงขั้นท้าสวรรค์สาม รวบรวมพลังปราณได้เต็มที่แล้ว เขาจะผลักออกได้อย่างไร
“เด็กแสบ อย่าดิ้นนักเลย ตอนพ่อเจ้ามาเจอข้ายังต้องพูดจาสุภาพอยู่เลยนะ”
เยี่ยสวินตี๋พูดยิ้มๆ แต่ในใจกลับบ่นอุบ แม่เจ้าเอ๊ย! เจียงเชอให้กำเนิดปีศาจอะไรออกมากัน ทำไมแรงเยอะขนาดนี้
ถ้าไม่โคจรพลังภายในเลย เขาแทบกดเจียงเทียนมิ่งไว้ไม่อยู่ แม้จะโคจรพลังภายในแล้ว เขาก็ยังถูกจับจนเจ็บไปทั้งแขน
แต่เพื่อรักษาหน้าไว้ เขาต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไร
เจียงเทียนมิ่งหยุดดิ้น ถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านรู้จักพ่อข้าด้วยหรือ”
เยี่ยสวินตี๋ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วกล่าวว่า “แน่นอนสิ ข้าเห็นพ่อเจ้าโตมากับตาเลย!”
เขาเริ่มพล่ามโม้ไม่หยุด ส่วนเจียงเทียนมิ่งก็ตั้งใจฟังจริง
เจียงฉางเซิงยิ้มบางๆ เขามองออกว่าเยี่ยสวินตี๋กำลังลำบากแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรให้เสียหน้า
ด้วยเหตุนี้พวกเยี่ยสวินตี๋กลับมาแล้วก็ไม่ลงเขาอีก เริ่มสอนเจียงเทียนมิ่ง คอยอยู่เคียงข้างเจ้าหนูคนนี้จนเติบใหญ่
เจียงฉางเซิงก็ไม่ทำให้พวกเขาเสียเปรียบ ยื่นเลือดเนื้อของเจ็ดจอมปีศาจให้พวกเขาไปชุบกาย
วันเวลาเริ่มครึกครื้นขึ้นกว่าเดิม
อีกด้านหนึ่ง รัฐฮวงก่อตั้งขึ้นอย่างสมบูรณ์ มีขุมอำนาจในยุทธภพหลายแห่งเข้าร่วม ทำให้รัฐฮวงเติบโตอย่างรวดเร็ว
แค่จำนวนผู้ฝึกยุทธ์ที่มีบันทึกอยู่ในทะเบียนก็เป็นรองเพียงรัฐชื่อและรัฐตงไห่เท่านั้น ในอนาคตมีแนวโน้มจะกลายเป็นรัฐอันดับหนึ่ง
รัฐฮวงตั้งอยู่ในไท่ฮวง สะดวกต่อการออกล่าของผู้ฝึกยุทธ์ ย่อมดึงดูดสำนักยุทธภพและพ่อค้าได้เป็นธรรมดา
เมืองซุ่นเทียน ณ ตำหนักระฆังทอง
“กบฏแล้ว!”
“กบฏแล้ว!”
เจียงหลิวยืนอยู่หน้าบัลลังก์มังกร ตะโกนออกมาด้วยเสียงกร้าว
ขุนนางบุ๋นบู๊ในท้องพระโรงต่างก้มหน้าไม่กล้าสบมองเขา
เจียงหลิวตวาดด่า “เราใช้เงินไปเท่าไรกว่าจะสร้างรัฐฮวงขึ้นมาได้ ปรากฏว่าปีนี้กลับขาดทุน เห็นเราเป็นคนโง่หรือ ค่าใช้จ่ายสูงอะไรกัน ต้องรออีกหลายปีอะไรกัน เงินที่เก็บจากค่ายกลเคลื่อนย้ายไปไหนหมดแล้ว ไหนจะภาษีที่ดินอีก เหตุใดจึงมีแค่หนึ่ง ไม่มีใครซื้อเลยหรือไรกัน ค้นหามาให้เราทีว่าใครฮุบเงินเราเข้าส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นใครจงตรวจสอบมาแล้วประหารเก้าชั่วโคตร!”
บรรดาขุนนางเงียบกริบปานจักจั่นในฤดูหนาว
ทว่าขุนนางใหญ่หลายคนก้มหน้างุด แต่สีหน้ากลับไม่ได้สนใจสักนิด
ผ่านไปเนิ่นนานหลังแยกย้ายจากการว่าราชการยามเช้า เจียงหลิวย้อนกลับไปยังห้องทรงพระอักษรอย่างโกรธเกรี้ยว
เฉินหลี่เดินตามอยู่ข้างหลัง สองมือวางอยู่ในแขนเสื้อ ท่าทางดูสบาย
ในฐานะขุนนางที่ปรึกษาหลายรัชสมัย เขามีสิทธิ์และความมั่นใจมากพอจะวางท่าเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องรัดกุมจนเกินควร
เจียงหลิวทรุดกายลงนั่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงกร้าว “อาจารย์ ไหนท่านลองว่าซิ ใครหนุนหลังพวกเขาอยู่กันแน่ อย่างไรต้องมีคนเป็นจุดศูนย์กลางกระมัง!”
เฉินหลี่กล่าวว่า “แม้ฝ่าบาทจะออกจากเมืองจิงเฉิง แต่บารมีของมรรคาจารย์ยังคงอยู่ ปวงชนใต้หล้าไม่กล้าก่อเรื่อง ผู้ที่กล้าเป็นผู้นําย่อมไม่กลัวฝ่าบาทอย่างแน่นอน และไม่ได้หวาดเกรงมรรคาจารย์เท่าไรนัก”
เจียงหลิวขมวดคิ้ว เอ่ยถามว่า “ต้าจิ่งยังมีคนกล้าได้กล้าเสียเช่นนี้อีกหรือ เราจะไม่รู้ได้อย่างไร หรือจะเป็นคนของอารามมังกรผงาด ไม่ใช่สิ อารามมังกรผงาดไม่มีใครเข้าไปในรัฐฮวงเลยด้วยซ้ำ”
เฉินหลี่ส่ายหน้า
เจียงหลิวกล่าวอย่างไม่พอใจ “อาจารย์ อย่าเล่นเหมือนสร้างปริศนา เราไม่ชอบใช้สมองมากนัก”
เฉินหลี่ยิ้มอย่างจนปัญญา “ย่อมต้องเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตของฝ่าบาท กระหม่อมได้ยินว่า เป่ยเจียงอ๋อง ไปรัฐฮวง แม้ไม่ใช่ผู้ปกครองรัฐ แต่ก็มีสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับผู้ที่ดูแลรัฐ”
เจียงหลิวขมวดคิ้ว จมอยู่ในความเงียบงัน
เฉินหลี่กล่าวว่า “เป่ยเจียงอ๋องเป็นถึงบุตรแห่งเทียนจง พรสวรรค์ด้านวิชายุทธ์เลิศล้ำ ตัวเขาอยู่ขั้นท้าสวรรค์แล้ว ทั้งยังควบคุมกองกำลังเข้มแข็งไว้ในมือ เครือข่ายคนรู้จักในราชสำนักก็ยิ่งกว่าฝ่าบาทเสียอีก ฝ่าบาทอยากแตะต้องเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีพระราชโองการกำหนดไว้ว่าห้ามเชื้อพระวงศ์ฆ่าฟันกันเอง แต่ถ้าฝ่าบาทอยากจะจัดการเขาให้ได้ ก็ต้องมีหลักฐานชัดเจนมากพอ แล้วใช้แนวโน้มใต้หล้าบีบให้เขาปล่อยมือ!”
คิ้วของเจียงหลิวขมวดแน่นกว่าเดิม เพราะวิถียุทธ์รุ่งเรืองนัก ทำให้เชื้อพระวงศ์มีจำนวนมากเกินไป
โอรสสวรรค์มีข้อจำกัดด้านอายุขัย แต่เชื้อพระวงศ์เหล่านี้ตราบใดที่มีระดับพลังยุทธ์สูง ก็จะมีอายุยืนยาวกว่าปกติ
ปัจจุบันจำนวนคนเหล่านี้มีมากเกินไปจนทำให้เจียงหลิวไม่สามารถแสดงอำนาจในฐานะโอรสสวรรค์ได้อย่างสมบูรณ์
ชั่วขณะนั้นเจียงหลิวเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แผ่นดินสกุลเจียงต้องวุ่นวายแน่นอน
เจียงหลิวเองก็เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันแล้ว ไม่ต้องพูดถึงโอรสสวรรค์รุ่นถัดไป รุ่นถัดไปจากนั้นอีก…
เฉินหลี่ไม่กล่าวอะไรต่อ ปล่อยให้โอรสสวรรค์ไตร่ตรองด้วยตนเอง
‘ไม่ใช่แค่เชื้อพระวงศ์หรอก ยังมีขุนนางอย่างข้าด้วย ทั้งขุนนางผู้ทรงอำนาจ ขุนนางจงรักภักดี ไปจนถึงขุนนางทุจริต ใต้หล้านี้จะมีราชวงศ์ใดที่สงบสุขชั่วนิจนิรันดร์ได้เล่า จะมีราชวงศ์ใดที่ไม่ล่มสลายเลย ฝ่าบาทหนอฝ่าบาท ท่านจะรับมืออย่างไรดี’
เฉินหลี่จ้องมองเจียงหลิว คิดในใจเงียบๆ
เขามีอำนาจสูงล้น แต่เขากล้ายืนยันอย่างไม่ละอายใจว่าเขาภักดีต่อโอรสสวรรค์อย่างแท้จริง
ทว่าโอรสสวรรค์จะวางใจเขาได้จริงหรือไม่อีกเรื่อง อำนาจของเขาถูกลดลงแล้ว ขณะนี้ก็มีขุนนางอีกหลายคนที่มีอำนาจไม่แพ้เขา
และนั่นก็แค่ในราชสำนัก ใต้หล้านี้ยังมีอีกตั้งหลายรัฐ หลายแคว้น ประเทศราช ไม่รู้ว่ามีคนจิตใจมุ่งร้ายเท่าไรที่กำลังวางแผนบางอย่างอยู่
แต่ก่อนมีมรรคาจารย์สยบไว้ ทว่าตอนนี้มรรคาจารย์ปรากฏตัวน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่วิถียุทธ์ของต้าจิ่งกลับพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามรรคาจารย์จะปกป้องต้าจิ่งได้ตลอดไปหรือไม่ แม้แต่ตัวมรรคาจารย์เอง วันหนึ่งก็อาจจะเผชิญกับคนที่กล้าท้าทายอำนาจของเขา
ต้าจิ่งจำต้องปฏิวัติ!
เฉินหลี่อยากใช้โอกาสนี้ดูว่าเจียงหลิวมีความเด็ดขาดพอจะเปลี่ยนแปลงแผ่นดินหรือไม่
เจียงหลิวกัดฟันกล่าว “เช่นนั้นเราก็จะตรวจสอบเป่ยเจียงอ๋องให้ถึงที่สุด ถึงจะแซ่เจียงเหมือนกัน แต่เราจะบอกให้เขารู้ว่าใครคือผู้ครองใต้หล้า ใครคือดวงตะวันที่ส่องสว่างเหนือมหาอาณาจักรเทียนจิ่งเพียงหนึ่งเดียว!”
เฉินหลี่เผยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ