เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 283 สกุลเจียงยอมมีเทียนมิ่งของตนเอง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 283 สกุลเจียงยอมมีเทียนมิ่งของตนเอง
“หากเป็นเมื่อก่อนจะบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์ในวัยร้อยปีแทบจะไม่กล้าคิดด้วยซ้ำ
แต่พอมาอยู่ที่ไท่ฮวงบวกกับมีวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ที่นักปราชญ์กวนคิดค้นขึ้น
ทำให้ความเร็วในการฝึกทะลวงของผู้ฝึกยุทธ์เร็วกว่าสมัยก่อนมาก
เป่ยเจียงอ๋องเองก็เป็นถึงอ๋องผู้ครองรัฐ
ไม่จำเป็นต้องออกไปเสี่ยงภัยก็สามารถได้อสูรมาฝึกฝนไม่ขาดมือ
อีกทั้งยังมีพรสวรรค์สูง
ช่วงไม่กี่ปีมานี้เขาจึงกลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก”
เทพกระบี่เอ่ยทอดถอนใจในฐานะชายชราที่ใช้ชีวิตในสมัยทวีปชีพจรมังกร
ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องมรรคาจารย์เคลื่อนย้ายทวีปก็สะท้านใจยิ่งนัก
ไป๋ฉีมองไปทางเยี่ยสวินตี๋พลางกล่าวหยอกล้อ
“เยี่ยสวินตี๋ เจ้าดูเหมือนจะไม่ชอบเป่ยเจียงอ๋องเอาเสียเลยนะ”
เยี่ยสวินตี๋ฮึดฮัดเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตอบอะไร
เทพกระบี่ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า
“เป่ยเจียงอ๋องบ่มเพาะผู้ฝึกยุทธ์ไว้มากมาย
ใช้อำนาจกดขี่ไปทั่วในไท่ฮวง
มักแย่งอสูรที่ผู้อื่นล่ามาอย่างลำบากไปเป็นของตน
ด้วยอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์จากแต่ละสำนักไม่กล้าร้องเรียน
แม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นกัน
จะว่าไป… เป่ยเจียงอ๋องก็ถือว่าได้รับบารมีจากมรรคาจารย์
พูดให้ถูกต้องคือบุตรหลานสกุลเจียงล้วนถูกมองว่าได้รับการคุ้มครองจากมรรคาจารย์”
เมื่อกล่าวจบเขาก็เหลือบมองไปทางเจียงฉางเซิง
รอดูว่าเจียงฉางเซิงจะตอบสนองเช่นไร
ทว่าท่าทีของเจียงฉางเซิงกลับสงบนิ่งไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ย
จินอู ไท่ซี ไท่หว่า ล้วนไม่แสดงความเห็น
พวกเขาไม่สนใจเป่ยเจียงอ๋อง
ไป๋หลงยิ่งหลับสนิทอยู่ด้วยซ้ำ
จีอู๋จวินกลับเริ่มตั้งตารอ
นางซึ่งรู้สถานะที่แท้จริงของเจียงฉางเซิง
อยากรู้ว่าเขาจะรับมือกับลูกหลานตนเองอย่างไร
ไม่นานนักเป่ยเจียงอ๋องก็เดินเข้ามาเพียงลำพัง
เขาสวมอาภรณ์สีดำลวดลายงูหลาม รูปร่างสูงใหญ่
หน้าตาหล่อเหลาสวมมงกุฎทองประดับไขมุก
มีลวดลายปานตรงหว่างคิ้วช่วยเสริมให้ดูองอาจสงางาม
เขาก้าวเข้าลานราวพยัคฆ์ร้ายร่ายมังกรเหาะ
เมื่อเห็นจินอู ไป๋หลง มนุษย์งูในลานเรือน
เป่ยเจียงอ๋องถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
เขารีบเดินมาตรงหน้าเจียงฉางเซิง ยกมือคารวะ
“เจียงเจวียขอคารวะมรรคาจารย์ ขอให้มรรคาจารย์มีอายุยืนยาวดุจสวรรค์”
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นมองสำรวจคนรุ่นหลังผู้นี้
ฮ่องเต้ซุนเทียนทะเยอทะยานยิ่งนัก
ตั้งชื่อให้โอรสแต่ละองค์ด้วยตัวอักษรที่ดุดันทั้งสิ้น
เช่น เซ่อ เจวีย ต้วน จิน เป็นต้น
เคยถูกวิจารณ์ไม่น้อยแต่ด้วยความอหังการแบบจิ่งไท่จง
เขาจึงไม่สนใจคำคัดค้านของเหลาราชสกุลและตั้งชื่อตามใจตนเอง
เช่นนั้นปีนั้นด้วยความอหังการของฮ่องเต้ซุนเทียน
เหล่าองค์ชายจึงไม่กล้าคิดเป็นอื่น
เป่ยเจียงอ๋องมุ่งมั่นฝึกฝนวรยุทธ์ ทั้งยังออกรบ
จนมานั่งประจำการทางแดนเหนือและดำรงตำแหน่งยาวมาจนถึงทุกวันนี้
เป่ยเจียงอ๋องมีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีกับเจียงเซ่อ
จึงส่งผลให้เจียงชิงและเจียงหลิวใกล้ชิดกับเขาด้วย
นี่ก็คือเหตุผลที่เจียงหลิวให้เขาไปยังรัฐฮวง
เจียงฉางเซิงเอ่ยขึ้น
“ครั้งก่อนที่พบเจ้า เจ้าก็ยังเด็กนัก พูดยังติดอ่างอยู่เลย
บัดนี้กลับสามารถดูแลดินแดนด้านหนึ่งได้อย่างมั่นคง
กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของต้าจิ่ง
กาลเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก”
เมื่อได้ยินว่ามรรคาจารย์ยังจดจำตนได้
เป่ยเจียงอ๋องก็เผยรอยยิ้มออกมากล่าวว่า
“ข้าอยากมาเยี่ยมท่านนานแล้ว
แต่เสด็จพ่อเกรงว่าพวกเราจะไปรบกวนท่าน
ดังนั้นตลอดหลายปีจึงไม่กล้าแวะมาเลยขอรับ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าเล็กน้อย
เป่ยเจียงอ๋องเองก็ไม่ประหม่า เริ่มต้นเล่าเรื่องประสบการณ์ของตน
เยี่ยสวินตี๋ฟังแล้วก็อดเบะปากไม่ได้
การมาถึงของเป่ยเจียงอ๋องทำให้เจียงเทียนมิ่งไม่อาจตั้งสมาธิฝึกวรยุทธ์ได้
เอาแต่มองเขาด้วยความอยากรู้
เป่ยเจียงอ๋องเองก็สังเกตเห็นเจียงเทียนมิ่งเช่นกัน
มีดวงตาสามข้าง!
เหมือนกับเจียงเจี่ยน!
บุตรของพี่ใหญ่…
เป่ยเจียงอ๋องคิดเงียบๆ แต่ปากกลับพูดจาคล่องแคล่วราบรื่น
เขาเล่าเรื่องราวน่าสนใจของแดนเหนือ
เจียงฉางเซิงก็ฟังอย่างตั้งใจ ใบหน้าแย้มรอยยิ้มเมตตาออกมา
ผ่านไปนาน เมื่อพูดจนคอแห้ง
เป่ยเจียงอ๋องก็หยิบขวดหยกสีขาวหกใบออกมาจากแหวนบรรจุสรรพสิ่ง
วางบนโต๊ะหินแล้วกล่าวว่า
“นี่คือของดีประจํารัฐฮวง ทำจากผลไม้แปลกพันธุ์หมื่นปี
หมักกลั่นออกมาเป็นน้ำหวาน มรรคาจารย์ท่านอยากลองดูหรือไม่”
เจียงฉางเซิงเดินไปนั่งลงที่โต๊ะ
เมื่อเห็นดังนั้น เป่ยเจียงอ๋องก็รีบหยิบจอกขึ้นมาแล้วเทน้ำหวานให้ทันที
กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วลานเรือน
เจียงเทียนมิ่งได้กลิ่นก็พุ่งพรวดมาที่โต๊ะ
ไป๋ฉีก็วิ่งตามมา ส่วนไป๋หลงถึงกับตื่นขึ้นทันที
เห็นว่าเจียงเทียนมิ่งกำลังจะคว้าสุ่มสี่สุ่มห้า
เจียงฉางเซิงจึงอุ้มเขาขึ้นมากดไว้ในอ้อมอก
“ท่านปู่ทวด ข้าจะกิน! ข้าจะกิน!”
เจียงเทียนมิ่งตะโกนเรียก
เสียงเรียกนั้นทำให้มือขวาของเป่ยเจียงอ๋องสั่นเล็กน้อย
ไป๋ฉีก็วิ่งเข้ามาใกล้ ลิ้นแลบห้อยออกมาข้างปาก
เจียงฉางเซิงรับจอกน้ำหวานดื่มไปหนึ่งจอก
แล้วจึงรับจอกที่สองมาส่งให้ไป๋ฉี
จากนั้นให้เป่ยเจียงอ๋องรินให้คนอื่นๆ
สุดท้ายจึงรินให้เจียงเทียนมิ่ง
หลังจากนั้นเป่ยเจียงอ๋องก็นั่งลง
ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“มรรคาจารย์ ข้ามาวันนี้เพราะเป็นห่วงบ้านเมือง
เป็นห่วงแผ่นดินต้าจิ่ง เป็นห่วงอนาคตของต้าจิ่ง!”
ถ้อยคำนี้ทำให้ทุกคนในลานเรือนหันไปมองเขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปทันที
เป็นดังคาด คงจะไม่มาถ้าไม่มีเรื่อง
เจียงฉางเซิงสีหน้าไม่เปลี่ยน ไม่กล่าวอะไรต่อ
เป่ยเจียงอ๋องกัดฟันแล้วกล่าวว่า
“นับตั้งแต่จิ่งหมิงจงสละราชบัลลังก์ บ้านเมืองของต้าจิ่งก็เปลี่ยนไป
ฮ่องเต้เจาจงแม้รักความสำราญแต่ก็ยังส่งเสริมชีวิตราษฎร
ส่วนโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันแม้จะมีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง
แต่ฝีมือกลับธรรมดา ทั้งยังลังเลไม่เด็ดขาด
ข้าดูบุตรหลานของเขาก็เป็นเช่นเดียวกัน
องค์รัชทายาทในยามนี้ ยิ่งถึงขั้นลอบทำร้ายพี่น้อง
องค์ชายเจ็ดเจียงเยี่ยหายตัวไปก็เพราะเขานั่นแหละขอรับ
โอรสสวรรค์กลัวข่าวนี้แพร่ออกไป จึงช่วยองค์รัชทายาทปิดบังเรื่องนี้ไว้
ช่างเลอะเทอะสิ้นดี!
ฮ่องเต้จิ่งไท่จงเคยกล่าวไว้ว่า ราชสกุลเจียงห้ามมิให้ต่อสู้กันเองภายใน
แต่โอรสสวรรค์กลับละเมิดกฎที่จิ่งไท่จงตั้งไว้ กระทั่งช่วยปกปิดด้วยซ้ำ
ภายใต้การยินยอมของเขา ช้าเร็วองค์รัชทายาทจะต้องกลายเป็นภัยแน่นอน
อนาคตของต้าจิ่งไม่อาจจินตนาการได้แล้วขอรับ!”
ทุกคนในลานล้วนรู้สึกสะเทือนใจ
จากนั้นก็เหลือบมองเจียงฉางเซิงอย่างระมัดระวัง
หลังเยี่ยสวินตี๋และเทพกระบี่กลับมา ก็ได้รับรู้สถานะที่แท้จริงของเจียงฉางเซิง
อย่างไรเจียงเทียนมิ่งก็เอาแต่เรียกว่าท่านปู่ทวดทุกวัน
พวกเขาจะไม่สับสนได้อย่างไร เจียงฉางเซิงจึงบอกความจริงเรื่องนี้ไป
ทำให้ทั้งสองตกใจอยู่นาน
ปณิธานที่จิ่งไท่จงหลงเหลือไว้ ไม่ใช่เจตจำนงของมรรคาจารย์หรอกหรือ
เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม “แล้วเจ้าคิดว่าควรทำอย่างไรเล่า”
เป่ยเจียงอ๋องสูดลมหายใจเข้าลึก
“มรรคาจารย์ ตำแหน่งโอรสสวรรค์นั้น ขอเพียงเป็นสายเลือดของจิ่งไท่จง
ล้วนมีสิทธิ์ได้…”
เพล้ง!
จอกในมือของเจียงฉางเซิงแตกกระจาย กลายเป็นผงปลิวว่อน
ทำให้หัวใจของเป่ยเจียงอ๋องแทบหยุดเต้น
แม้เขาจะเข้าสู่ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งแล้ว
แต่ก็ไม่โง่พอจะคิดว่าตนเอาชนะมรรคาจารย์ได้
เจียงฉางเซิงจ้องมองเขา
“ใครบอกว่าล้วนมีสิทธิ์ได้กัน ไท่จงรึ เหรินจงรึ เทียนจงรึ
หรือฮ่องเต้สององค์แรกของราชวงศ์กัน”
เป่ยเจียงอ๋องตกใจจนรีบคุกเข่า หน้าผากแตะพื้นเต็มแรง
เหงื่อเย็นไหลพราก กัดฟันพูดว่า
“มรรคาจารย์ ข้านับถือไท่จงเป็นเกียรติ ข้าอยากเป็นเช่นไท่จง
ไท่จงไม่อนุญาตให้ต่อสู้กันเองในครอบครัว ข้าย่อมไม่ทำเช่นนั้น
ไท่จงต้องการให้ต้าจิ่งทำสงครามอย่างต่อเนื่อง รวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่ง
ตอนนี้ทวีปชีพจรมังกรรวมเป็นหนึ่งแล้วก็จริง แต่ใต้หล้านี้เล่า
ต้าจิ่งไม่ควรหยุดนิ่ง บรรดาโอรสสวรรค์ต่างเริ่มแสวงหาความสุขสำราญ
หากปล่อยไว้นานเข้าแผ่นดินจะต้องปั่นป่วน
แม้ในช่วงเวลาสงบสุขก็ยังมีปัญหาต่างๆ ซ่อนอยู่”
เจียงฉางเซิงมองเขาจากที่สูงพลางกล่าวว่า
“ดูเหมือนเทียนจงจะรักเจ้ามากจริงๆ ถึงได้บอกทุกอย่างเช่นนี้”
เป่ยเจียงอ๋องกัดฟันเอ่ยต่อ
“หากเป็นเช่นนั้น เสด็จพ่อจดจำคำสอนของไท่จงเสมอมา
ส่งต่อให้เพียงวาทิกษัตริย์เท่านั้น
เพียงแต่เขากลัวว่าอนาคตอาจมีเหตุให้แผนการขาดตอน
จึงสั่งให้เขียนความลับของราชวงศ์แล้วซ่อนไว้ในคลังหลวง
ข้าเพียงแค่บังเอิญได้รู้เข้าเท่านั้น”
เจียงฉางเซิงแค่นเสียง
“เจ้าก็ยังพอมีความกตัญญูอยู่ ไม่เอาชื่อบิดาเจ้ามาอ้างให้ตัวเองดูชอบธรรม”
“ลูกหลานมิกล้า…”
เป่ยเจียงอ๋องรีบเปลี่ยนคำทันที
เจียงฉางเซิงรินน้ำหวานใส่จอกให้ตนเองอีกครั้งโดยไม่กล่าวอะไรอีก
เป่ยเจียงอ๋องกลั้นลมหายใจ รักษาท่วงท่าคุกเข่าของตนอย่างแน่นนิ่ง
หากอยู่นอกเขามังกรผงาด
เป่ยเจียงอ๋องถือเป็นผู้เย่อหยิ่งไร้ผู้ใดต้าน
แม้แต่จูเทียนจื้อแห่งจวนมังกรจำแลงยังต้องไว้หน้าเขา
แต่อยู่ต่อหน้าบรรพบุรุษเช่นนี้ เขากลับตึงเครียดถึงขีดสุด
ตลอดชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกประหม่าเช่นนี้มาก่อน
เขารู้ดีว่านี่คือการเดินหมากที่เสี่ยงยิ่งนัก แต่ก็จำต้องลองเดินดู
คนอื่นๆ ต่างไม่กล้าเอ่ยเสียง ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น
เจียงเทียนมิ่งทำลายความเงียบลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงรื่นเริงว่า
“อร่อย อร่อยขอรับ ข้าขอดื่มอีก ข้าอยากดื่มทุกวันเลย”
เจียงฉางเซิงเอ่ย
“วันหลังค่อยส่งน้ำหวานชนิดนี้ให้หลานเจ้าบ่อยหน่อยก็แล้วกัน”
“ขอรับ…”
เป่ยเจียงอ๋องรีบตอบรับไปทันควัน
ขณะเดียวกันก็รู้สึกอิจฉาเจียงเทียนมิ่งจนเต็มอก
เหล่าคนในสกุลเจียงที่สามารถติดตามอยู่ข้างกายบรรพบุรุษได้ ล้วนโชคดีปานใดกันเล่า
เจียงฉางเซิงเหลือบตามามองเขา ถามขึ้นว่า
“เจ้าคิดว่าตำแหน่งโอรสสวรรค์สมควรให้คนที่มีความสามารถได้ครองหรือไม่”
เป่ยเจียงอ๋องตอบ
“ย่อมไม่ใช่เสมอไปขอรับ แต่หากปรากฏทรราชขึ้นก็สมควรเปลี่ยนเป็นผู้มีความสามารถแทน”
“แล้วความสามารถของเจ้าคืออะไร
การใช้อำนาจข่มผู้อื่นนับเป็นความสามารถของเจ้าหรือ
การดึงขุนนางมาอยู่ฝ่ายตนนับเป็นความสามารถของเจ้าหรือ
หรือความสามารถของเจ้าคือฝีมือการต่อสู้กันเล่า”
พอได้ยินประโยคนี้ เหงื่อเย็นก็ไหลพรากลงจากหลังของเป่ยเจียงอ๋องทันที
เป่ยเจียงอ๋องกัดฟันกล่าว
“ลูกหลานเพียงต้องการแข็งแกร่งให้ถึงขีดสุด
เจียงเจี่ยนแม้จะแข็งแกร่งแต่ไม่ข้องเกี่ยวกับอำนาจ
โอรสสวรรค์มีอายุขัยจำกัด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป
วิถียุทธ์ของสกุลเจียงย่อมถูกตระกูลอื่นแซงหน้าในไม่ช้า
กระทั่งอาจถูกทิ้งห่าง ข้าจึงต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แม้ข้าจะแย่งชิงเหยื่อของผู้อื่นแต่ก็ไม่ได้รังแกพวกเขา
เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าจริง แต่หากไม่นับเรื่องนี้ ข้าก็หาได้กระทำผิดสิ่งใดอีก”
เจียงฉางเซิงกล่าว
“เลิกคิดเถิด อย่าโลภมากนัก เรื่องนี้เปิดทางให้ไม่ได้
หากเจ้าคิดกบฏต่อเจียงหลิวในวันนี้
วันหน้าก็จะมีคนคิดกบฏต่อลูกหลานของเจ้า
จิตวิญญาณของสกุลเจียงย่อมเสื่อมทรามไปอย่างสิ้นเชิง”
“ข้า…”
“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าปีหน้าเอาน้ำหวานนี้มาให้หลานเจ้าดื่มด้วย
เขาเกิดมาพร้อมพลังขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายถึงอะไร”
เป่ยเจียงอ๋องเงยหน้าขึ้นมองเจียงเทียนมิ่งอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
เจียงเทียนมิ่งยิ้มอย่างลำพอง ทั้งยังฮึดฮัดใส่ด้วย ดูภูมิอกภูมิใจเหลือเกิน
‘เป็นไปได้อย่างไร…’ เป่ยเจียงอ๋องคิดอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เจียงฉางเซิงกล่าว “สกุลเจียงมีเทียนมิ่งอยู่แล้ว”
เป่ยเจียงอ๋องยิ้มขึ้นได้แต่ก้มหน้า
ครู่ต่อมาเป่ยเจียงอ๋องก็เดินจากไปอย่างไร้จิตวิญญาณ
เยี่ยสวินตี๋รู้สึกโล่งอกทันทีพลางยิ้ม
“มรรคาจารย์ ท่านไม่ได้ถูกเขาหลอกจริงๆ”
เจียงฉางเซิงวางเจียงเทียนมิ่งลงเอ่ยว่า
“แม้ข้าจะไม่ลงจากเขา แต่เรื่องราวใต้หล้าก็ไม่ได้หลุดพ้นจากสายตาของข้า”
เขาไม่พอใจเจียงหลิวก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเห็นดีเห็นงามกับเป่ยเจียงอ๋อง
เรื่องราชบัลลังก์เป็นเรื่องเล็กในสายตาของเขา
หากใต้หล้าล่มสลายเมื่อใดเขาจึงจะลงมือสนับสนุน
เป่ยเจียงอ๋องก็ไม่แน่ว่าจะได้ใต้หล้าที่ดีกว่ากลับคืนมา
เป่ยเจียงอ๋องกล้ายึดทรัพย์ประชาชนที่รัฐฮวงต่อกษัตริย์
หากเขากลายเป็นโอรสสวรรค์แล้วจะไม่ยิ่งกว่าหรือ
ทุกคนได้ฟังคำพูดนี้ต่างรู้สึกเคารพอย่างลึกซึ้ง
ความสามารถของเทพเซียน มนุษย์ธรรมดาย่อมไม่อาจจินตนาการได้
จีอู๋จวินเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “หากเป่ยเจียงอ๋องไม่ยอมรามือเล่า”
เจียงฉางเซิงนั่งขัดสมาธิหน้าต้นวิญญาณปฐพีแล้วเอ่ยว่า
“เช่นนั้นก็ให้เขากลายเป็นหินลับมีดของโอรสสวรรค์ไป”
ไป๋ฉีถามตาม “แต่ถ้าโอรสสวรรค์ไร้ความสามารถ ถูกเขาทรมานจนตายเล่า”
“นั่นคือราคาที่เขาต้องจ่าย แต่ก็เป็นราคาที่เป่ยเจียงอ๋องต้องจ่ายเช่นกัน”
เจียงฉางเซิงหลับตาลงกล่าวช้าๆ
เขาเข้าข้างสกุลเจียงมากพอแล้ว มอบวิชายุทธ์และโอสถล้ำค่าไปตั้งเท่าไร
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาจะโอนอ่อนกับทุกคนในสกุลเจียง
เจียงฉางเซิงไม่ครุ่นคิดอีก
เทียบกับเรื่องจุกจิกพวกนี้ การฝึกวิชาสำคัญที่สุด!
จอมราชันเผ่าปีศาจ เผ่าราชา ไท่ฮวง คงคาลี้ลับ นอกพิภพ
รวมถึงหมื่นเผ่าพันธุ์ที่ยังไม่รู้จักในอนาคต
ยังมีเรื่องที่ควรให้เขากังวลอีกมากนัก!