เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 284 จักรพรรดิยุทธ์ลิขิตสวรรค์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 284 จักรพรรดิยุทธ์ลิขิตสวรรค์
“อะไรนะ เขาไปหามรรคาจารย์หรือ เพื่อสิ่งใดกัน”
เจียงหลิวทุบโต๊ะลุกพรวดขึ้น ใบหน้าเหี้ยมเกรียม
ในขณะนั้นในห้องทรงพระอักษรยังมีเทพจอมโจรอยู่ด้วย
เทพจอมโจรกล่าวตอบ
“ข้าสอบถามศิษย์อารามมังกรผงาดแล้วแต่ไร้ผู้ใดล่วงรู้
เพียงแต่รู้ว่าตอนเป่ยเจียงอ๋องกลับจากอารามมังกรผงาดนั้น
ประหนึ่งถูกบางสิ่งกระทบใจ สภาพต่างจากยามไปเยือนโดยสิ้นเชิง”
ได้ยินดังนั้นความโกรธของเจียงหลิวก็สงบลงไม่น้อย
แม้เขาจะไม่ถนัดคิดการแต่หาได้ไร้สมองไม่ เขาแค่นหัวเราะ
“ดูท่าคงถูกปฏิเสธมาแน่ เป่ยเจียงอ๋อง เราให้เกียรติที่เจ้าเป็นเชื้อพระวงศ์
ทว่าเจ้ากลับล้ำเส้น แม้เราจะรักสุขสำราญแต่หาใช่คนยอมตายอยู่เฉยๆ
ในเมื่อเจ้าคิดแย่ง เราก็จะสู้กับเจ้า!”
สายตาเขาคมกริบ เทพจอมโจรมองเขาก็มีมึนงงไปเล็กน้อย
พลันนึกถึงมรรคาจารย์โดยไร้สาเหตุ
เทพจอมโจรเคยเป็นคนกวาดลานเรือนของมรรคาจารย์นานสิบปี
แม้วันคืนจะเรียบง่ายแต่กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลง
และใบหน้าของมรรคาจารย์ก็ตราตรึงยิ่งกว่าใครในห้วงสำนึกของเขา
โอรสสวรรค์ผู้นี้กลับมีแววตาเหมือนมรรคาจารย์อยู่หนึ่งส่วน!
เทพจอมโจรกล่าวว่า
“เป่ยเจียงอ๋องกำลังเรืองอำนาจ ครองสองรัฐมั่งคั่ง ยอดฝีมือใต้บัญชานั้นก็มีนับไม่ถ้วน
แม้แต่องครักษ์ชุดขาวก็ยังมีคนของเขาอยู่ ฝ่าบาททรงเตรียมรับมืออย่างไรพะยะคะ”
ในมุมมองของเขา หากไร้ซึ่งมรรคาจารย์ ดินแดนนี้คงถูกเป่ยเจียงอ๋องแย่งไปแล้ว
เจียงหลิวได้ฟังก็ตกอยู่ในภวังค์เงียบงัน
เป่ยเจียงอ๋องเด็ดขาดในทุกก้าวยามลงมือไม่เคยทิ้งร่องรอย
ต่อให้รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นฝีมือของเขาก็ยังไม่อาจหาหลักฐานมาเอาผิดได้
และนั่นคือความน่าสะพรึงที่สุด
ในตอนนั้นเอง เฉินหลี่ก็ย่างเข้ามาในห้องทรงพระอักษร เอ่ยออกมาว่า
“ฝ่าบาททรงสามารถสู้ได้พะยะคะ เพราะผู้ที่พระองค์ทรงรอใกล้มาถึงแล้ว”
คำกล่าวยังไม่ทันจบ เจียงหลิวก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี
เทพจอมโจรหันไปมองเฉินหลี่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“อัครมหาเสนาบดี ท่านกล่าวถึงผู้ใดหรือ”
เฉินหลี่เดินเข้ามาใกล้ตอบว่า
“หยางโจวแห่งอารามมังกรผงาด และยังสิบแปดกลุ่มดาว
ภายในสามวันพวกเขาจะมาถึงเมืองซุนเทียนเพื่อรับบัญชาจากฝ่าบาท”
เจียงหลิวเผยสีหน้าปลื้มปิติ เทพจอมโจรก็อดตื่นเต้นตามไม่ได้
หยางโจวเคยเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งต้าจิ่ง บัดนี้เขาสู่ขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว
ส่วนสิบแปดกลุ่มดาวก็ล้วนเป็นขั้นจักรวาล
หยางโจวสำเร็จวิชาเทพในระดับขั้นเดียวกันแทบจะไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อกรของเขา
เพียงเขาผู้เดียว เจียงหลิวก็มีความมั่นใจแล้วว่าจะสู้กับเป่ยเจียงอ๋องได้
แม้ขั้นถ้ำสวรรค์จะมีอยู่ไม่น้อยในต้าจิ่ง ทว่าแต่ละคนต่างก็มีสำนักของตน
หรือไม่ก็อยู่ระหว่างฝึกฝนในไท่ฮวง
ผู้แข็งแกร่งที่สุดที่องครักษ์ชุดขาวสามารถระดมมาได้ ก็เป็นเพียงแค่ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง
อีกทั้งยังเป็นขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งที่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลกว่าจะฝึกขึ้นมาได้
จะเปรียบเทียบกับหยางโจวได้อย่างไร
“ดูท่ามรรคาจารย์ยังคงสนับสนุนฝ่าบาทอยู่” เทพจอมโจรเอ่ยอย่างซาบซึ้ง
เจียงหลิวได้ฟังก็ตื้นตันอยู่บ้าง
จะว่าไปแล้วตั้งแต่เขาขึ้นครองราชย์ ก็ยังมิได้ไปเยี่ยมมรรคาจารย์เลยสักครั้ง
เขาถอนหายใจหนึ่งครากล่าวว่า “เราเสียมารยาทไปบ้างจริงๆ ภายหน้าค่อยทดแทนคืนเถอะ”
เฉินหลี่กล่าวว่า
“ฝ่าบาท เป่ยเจียงอ๋องเพิ่งออกจากเขามังกรผงาด
ที่จริงแล้วก็รอดูท่าทีของเจียงเป่ยอ๋องไปก่อนได้
บางเรื่องก็ยังไม่ใช่ถึงทางตันเสียทีเดียว”
เจียงหลิวพยักหน้า ความหม่นหมองบนใบหน้าสลายสิ้นแทนที่ด้วยแววตาสดใสเปี่ยมความหวัง
บนมหาสมุทรไร้ขอบเขต เรือทะเลหลายลำแล่นเรียงรายออกไป
นายท่านไป๋ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือมองทอดไปยังเบื้องหน้า
บุรุษสวมหน้ากากปรากฏตัวด้านข้างเขา พยายามสะกดกลั้นความตื่นเต้นพลางเอ่ยว่า
“นายท่านผู้สูงส่ง เบื้องหน้านั้นคือทะเลสวรรค์ มาถึงต้าจิ่งแล้ว
ในที่สุดพวกเราก็พบต้าจิ่งแล้ว!”
นายท่านไป๋จ้องมองหมู่เกาะยิ่งใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอยู่สุดขอบเส้นขอบฟ้า
สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน เขาพึมพำเบาๆ
“มรรคาจารย์ถึงกับย้ายทะเลสวรรค์มาได้จริงๆ”
เขาเคยเดินทางผ่านทะเลสวรรค์มาก่อนจากใต้ขึ้นเหนือ
คราวนี้ได้มาเจอหมู่เกาะเหล่านี้อีกครั้ง แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแต่ยังคงงดงามดังเดิม
บุรุษสวมหน้ากากกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ย้ายทะเล ย้ายทวีป แล้วยังย้ายมาไกลถึงเพียงนี้
ความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ช่างยากจะจินตนาการ
นี่คือความหวังของเผ่ามนุษย์อย่างแน่นอน
เขาผู้นี้จะต้องยิ่งใหญ่กว่าจักรพรรดิยุทธ์เป็นแน่”
เขากระทั่งรู้สึกว่าต้าจิ่งสามารถกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้
เพียงแต่ประโยคนี้ไม่อาจพูดออกไปได้ง่ายๆ
แม้อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จะไม่่อยู่แล้ว แต่นายท่านไป๋ยังคงเก็บความจงรักภักดีต่ออาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ไว้
“ก็จริง เดินหน้าต่อ เตรียมไปพบมรรคาจารย์!”
นายท่านไป๋สูดลมหายใจลึก เผยรอยยิ้มออกมาแล้วเอ่ยเสียงดัง
บรรดาผู้ฝึกยุทธ์บนเรือลำอื่นได้ยินต่างพากันฮึกเหิม
เดินทางหลายสิบปีในที่สุดก็ได้พบต้าจิ่งเสียที
ตลอดเส้นทางพวกเขาได้ฟังคำร่ำลือเกี่ยวกับมรรคาจารย์มานับไม่ถ้วน
ทำให้พวกเขาเคารพบูชามรรคาจารย์ยิ่งขึ้น
ในจำนวนคนเหล่านี้มีถึงแปดส่วนที่กลายเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของมรรคาจารย์แล้ว
“รับบัญชา!”
บุรุษสวมหน้ากากขานรับอย่างฮึกเหิมก่อนพลันหายตัวไป
จากเดิมที นายท่านไป๋พลันรู้สึกขึ้นมาว่าท้องฟ้าไม่เคยงดงามสดใสเช่นนี้มาก่อน
เลขปีเหยียนหยวนที่ยี่สิบ กลางเดือนสามปีใหม่
ปีนี้โอรสสวรรค์ส่งของขวัญมาให้มากมาย
แม้แต่เป่ยเจียงอ๋องก็ยังส่งน้ำหวานหนึ่งหีบมาให้
วันนี้เอง เจียงฉางเซิงหลอมโอสถเสร็จหนึ่งหม้อก็โยนเจียงเทียนมิ่งลงไปทันที
“ท่านปู่ทวด สบายจริงๆ เลย!”
เจียงเทียนมิ่งในชุดตูโตวซึ่งแช่อยู่ในโอสถร้อนๆ เอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มร่าเริงสดใสยิ่งนัก
ไป๋ฉีส่ายหน้าด่าพลางหัวเราะ “เป็นพวกวิปริตจริงๆ”
มู่หลิงลั่วผู้กลับมาที่นี่หนึ่งเดือนเต็มแล้ว ยืนอยู่ข้างเจียงฉางเซิง
นางเอ่ยทอดถอนใจว่า “หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
การบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สองก่อนโตเป็นผู้ใหญ่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย”
นางคิดมาตลอดว่าตนนับเป็นอัจฉริยะ แต่พอเปรียบกับเจียงเทียนมิ่งแล้วยังห่างไกลเหลือเกิน
การถือกำเนิดของเจียงเทียนมิ่งนั้นซับซ้อนยิ่งนัก
ต้องสังเวยชีวิตพ่อแม่ และยังต้องอาศัยดวงเนตรมหามรรคาของเจียงฉางเซิงช่วยกดเคราะห์กรรม
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ก็นับว่าใช้ได้กระมัง
แต่สักวันหนึ่งจะต้องมีอัจฉริยะที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ปรากฏขึ้นแน่”
เขาไม่ได้พูดลอยๆ เมื่อครั้งให้กำเนิดเจียงจื่ออวี้ เขาแข็งแกร่งเพียงใดกัน
หากบัดนี้ให้เขามีบุตรอีกสักคน ดวงเนตรมหามรรคานั้นอาจแกร่งกล้ายิ่งกว่าของเจียงเจี่ยนหรือเจียงเทียนมิ่งเสียอีก
มู่หลิงลั่วดูเหมือนนึกถึงบางสิ่งขึ้นได้
ใบหน้าที่งดงามและเย็นชาพลันระเรื่อขึ้นเล็กน้อย
ในตอนนี้เอง จีอู๋จวินคล้ายจะรู้สึกถึงบางอย่าง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบลุกจากไปทันที
คนอื่นๆ ต่างสงสัยแต่ก็ไม่ทันได้ถามอะไร
ครึ่งชั่วโมงต่อมา จีอู๋จวินกลับมาอีกครั้ง
นางมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยว่า
“มรรคาจารย์ นายท่านไป๋ที่ข้าเคยเอ่ยถึงก่อนหน้านี้เดินทางมาเยี่ยมเยียนแล้ว ท่านจะพบเขาหรือไม่”
เจียงฉางเซิงกล่าว “ให้เขาเข้ามาเถิด”
จีอู๋จวินเผยรอยยิ้มแล้วออกไปรับแขกทันที
เจียงฉางเซิงเดินไปนั่งที่โต๊ะหิน เริ่มรินสุราใส่จอกดื่มเองตามลำพัง
หายากนักที่เขาจะได้ผ่อนคลายครึ่งวัน จึงยอมต้องลิ้มลองสุราชั้นเลิศแห่งต้าจิ่งสักครา
ไม่นานนักจีอู๋จวินก็พานายท่านไป๋เข้ามา
เมื่อนายท่านไป๋เห็นคนในลานเรือนก็นิ่งไปเล็กน้อย
ปีศาจหมาป่า พญามังกร อีกาเพลิง มนุษย์งู…
เหตุใดถึงยังมีเด็กด้วยเล่า
นายท่านไป๋ในใจทั้งตกตะลึงทั้งสงสัย
พอสายตามองไปยังเจียงฉางเซิงก็พลันรู้สึกตะลึงพรึงเพริด
เจียงฉางเซิงที่ไม่ได้เปิดใช้แสงเทพสุดขอบตะวันเผยกลิ่นอายท่านเซียนของตนออกมา
ในโลกแห่งวิถียุทธ์ กลิ่นอายเซียนนั้นรุนแรงเหลือเกิน
ถึงแม้เป็นนายท่านไป๋ผู้รอบรู้ก็ยังอดทึ่งไม่ได้
เขาเดินตรงเข้ามาหาเจียงฉางเซิง กำหมัดคารวะแล้วเอ่ยว่า
“ข้าน้อยไป๋สิงลู่ ขอคารวะมรรคาจารย์”
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นเป็นเชิงอนุญาตให้เขานั่งลง
“ประตูสวรรค์ที่เจ้ามอบมาช่วยต้าจิ่งไว้ได้มากนัก”
เจียงฉางเซิงเอ่ยพลางยิ้ม ประตูสวรรค์หนุนส่งโชคชะตาของต้าจิ่ง
ยิ่งกว่าศิลาจักรพรรดิมนุษย์ที่ต้าจิ่งสร้างขึ้นเองเสียอีก
นายท่านไป๋ฟังแล้วพลันเบาใจลง ขุนนางใหญ่แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อย่างเขา
เมื่อเผชิญหน้ากับมรรคาจารย์ก็ยังอดตึงเครียดไม่ได้
เขาหันไปมองเจียงเทียนมิ่ง ถามอย่างแปลกใจว่า
“มรรคาจารย์ เด็กผู้นั้นทำสิ่งใดอยู่หรือ”
เจียงเทียนมิ่งสงบนิ่งแล้วนอนแช่อยู่ในโอสถ
เห็นเงียบเช่นนั้นก็ราวกับเขาหมดสติไป
จีอู๋จวินกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่จึงช่วยอธิบาย ทำให้นายท่านไป๋รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
เยี่ยสวินตี้ิยิ้มอย่างลำพอง “ท่านผู้อาวุโสแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ มองพลังของศิษย์ข้าไม่ออกหรือ”
นายท่านไป๋ได้ยินเช่นนั้นก็รีบหันไปมองทันที จ้องมองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เขามังกรผงาดมีค่ายกลอยู่มาก สามารถปิดกั้นการสอดส่อง
ทำให้ประสาทสัมผัสผู้มาเยือนอ่อนกำลังลง จึงทำให้เขาไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติของเจียงเทียนมิ่งได้ตั้งแต่แรก
“ลมปราณและโลหิตนี้…” นายท่านไป๋เบิกตากว้าง เผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
จีอู๋จวินกล่าวว่า “เขาชื่อว่าเจียงเทียนมิ่ง เกิดมาก็เป็นขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของนายท่านไป๋ยิ่งแปรเปลี่ยนถึงขีดสุด ความเข้าใจทั้งมวลถูกสั่นคลอน
“เกิดมาพร้อมขั้นถ้ำสวรรค์ มีนามว่าเทียนมิ่ง…”
นายท่านไป๋พลันนึกถึงคำพยากรณ์ของฝ่าบาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์
ร่างกายของเขาก็เริ่มสั่นสะท้าน
เจียงฉางเซิงเอ่ยขึ้นว่า “นายท่านไป๋ มิทราบว่ามาเยี่ยมข้าครานี้ด้วยเหตุอันใดหรือ”
นายท่านไป๋ยังคงเป็นขั้นถ้ำสวรรค์เก้า นำยอดฝีมือมาด้วยจำนวนหนึ่ง
ซึ่งส่วนมากล้วนเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเขา
เจียงฉางเซิงล่วงรู้จุดประสงค์ของนายท่านไป๋ผ่านเสียงในใจของพวกเขาแล้ว
ทว่าก็ยังเอ่ยถามไป
นายท่านไป๋สูดลมหายใจลึก
“กล่าวตามตรงโดยไม่ปิดบัง ข้าประสงค์จะสวามิภักดิ์ต่อมรรคาจารย์
ขอฝากความหวังของเผ่ามนุษย์ไว้กับท่าน ศักยภาพแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ต้าจิ่ง
หวังว่าท่านจะรับไว้”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็อยู่ที่เมืองจิงเฉิงก่อนแล้วกัน ลองชมต้าจิ่งนี้ดูเถิด”
นายท่านไป๋ยิ้มออกมาแล้วยกจอกขึ้น
หลังดื่มคนละหนึ่งจอก นายท่านไป๋ก็เริ่มเล่าประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ผู้คนโดยรอบต่างตั้งใจฟัง นึกไม่ถึงว่าจะมีคนตั้งใจแสวงหาต้าจิ่งเพราะได้ฟังตำนานมา
ความมุ่งมั่นเช่นนี้ นับว่ามากกว่าตระกูลมู่เสียอีก
อย่างน้อยตระกูลมู่ยังมีมรรคาจารย์ชี้ทาง มีมรรคาจารย์คุ้มครอง
แต่พวกนายท่านไป๋ล้วนแกะรอยมาด้วยตนเอง
แม้ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าต้าจิ่งจะรับพวกเขาไว้หรือไม่ ทุกคนล้วนเคารพนับถือเขายิ่งนัก
“หลังจากเจ็ดจอมปีศาจล่มสลาย เผ่ามนุษย์จึงได้พักหายใจ
เกรงว่ามหันตภัยเผ่าปีศาจจะถูกเลื่อนออกไป
บัดนี้บรรดาราชวงศ์ในมหาสมุทรยังคงแย่งชิงโชคชะตากันต่อไป
ต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์…”
นายท่านไป๋กล่าวพลางเหลือบมองสีหน้าเจียงฉางเซิง
น่าเสียดายที่สีหน้าเขาไม่มีความเปลี่ยนแปลง นายท่านไป๋กล่าวต่อ
“แต่ข้าคิดว่าเหล่าราชวงศ์ในมหาสมุทรไม่อาจมีโอกาสได้เป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์
จอมราชันเผ่าปีศาจคงเริ่มลงมือแน่ แม้เจ็ดจอมปีศาจไม่ใช่คนของเขาโดยตรง
แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้เผ่ามนุษย์เจริญรุ่งเรืองแน่นอน
ที่เขายังไม่ปรากฏตัวนั้น เพราะครานั้นเขาถูกอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เล่นงานจนบาดเจ็บหนัก และยังคงรักษาตัวอยู่”
เจียงฉางเซิงก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน ระยะหลังมานี้มูลค่าของจอมราชันเผ่าปีศาจมากกว่าห้าพันล้านไปแล้ว
หากบรรลุขั้นไปอีกก็จะน่าหวาดหวั่นเกินไป ทว่าเขายังรักษาตัวอยู่ยังพอจะรับมือได้
ต้องรู้ว่าราชันมารเก้าขุมนรกยังติดอยู่ที่สามพันเจ็ดร้อยล้านแต้มเซ่นไหว้
แม้เจียงฉางเซิงจะตระหนักถึงความแข็งแกร่งของจอมราชันเผ่าปีศาจ แต่ก็หาได้หวาดกลัว
เขาเองก็ก้าวหน้าอยู่เช่นกัน!
มูลค่าห้าพันล้านแต้มเซ่นไหวก็ยังไม่อาจคุกคามเขาได้!
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ก็รอให้เขามาเถิด ชะตาของเผ่ามนุษย์นั้นยังไม่ถึงกาลสิ้นสุด”
นายท่านไป๋ยิ้มกว้าง การมาเยือนต้าจิ่งครานี้มิได้ทำให้เขาผิดหวังจริงๆ!
“มรรคาจารย์ เจียงเทียนมิ่งมีวาสนาจะได้เป็นจักรพรรดิยุทธ์
ท่านจะให้ข้าเป็นอาจารย์อีกคนหนึ่งของเขาได้หรือไม่
นอกจากวิถียุทธ์แล้ว ข้ายังสามารถสอนเคล็ดวิชาด้านโชคชะตาเพื่อให้เขาแกร่งกล้ากว่าเดิมได้อีก”
นายท่านไป๋เอ่ยขอด้วยตนเอง เจียงฉางเซิงกล่าว
“ย่อมต้องได้ รบกวนนายท่านไป๋แล้ว”
“มรรคาจารย์เกรงใจเกินไปแล้ว”
ในใจของนายท่านไป๋ตื่นเต้นยิ่งนัก พยายามข่มอารมณ์เต็มที่
เกิดมาก็อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์ทันที ลูกศิษย์เช่นนี้…
ย่อมเป็นจักรพรรดิยุทธ์ลิขิตสวรรค์ (เทียนมิ่ง) ผู้ถูกทำนายไว้ในคำพยากรณ์ของฝ่าบาท!
เป็นครั้งแรกเช่นกันที่จีอู๋จวินได้เห็นนายท่านไป๋เสียอาการถึงเพียงนี้
จึงยิ่งเคารพนับถือมรรคาจารย์มากขึ้นอย่างอดไม่ได้
สิ่งที่เรียกว่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงขีดจำกัดสูงสุดของเผ่ามนุษย์
หาใช่ขีดจำกัดสูงสุดของต้าจิ่ง เพราะต้าจิ่งมีเทพเซียนอยู่!