เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 290 รู้แจ้งสรรพสิ่ง คางคกวิเศษฟ้าดิน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 290 รู้แจ้งสรรพสิ่ง คางคกวิเศษฟ้าดิน
การช่วยราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนไม่ได้ทำให้เจียงฉางเซิงได้รับรางวัลรอดชีวิต แต่แต้มเซ่นไหว้ของเขากลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์น่าพอใจยิ่ง
ในเรือนเมื่อขาดพวกเจียงเทียนมิ่งทั้งสี่คนก็แลดูเงียบเหงาลงมาก จินอู ไท่วา และไท่ซี ล้วนอยากลงเขา แต่เจียงฉางเซิงปรามไว้ ด้วยรูปลักษณ์ของพวกเขาหากออกไปจะก่อความยุ่งยากได้ง่าย ควรตั้งใจฝึกยุทธ์เสียจะเหมาะกว่า
ไม่ถึงหนึ่งเดือน ข่าวเรื่องราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนมาถึงแล้วก็แพร่ไปทั่วมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง นามของมรรคาจารย์จึงขจรขจายไปทั่วหล้าอีกครา สองราชอาณาจักรหลอมรวมบังเกิดเป็นคลื่นลมครั้งใหม่ทั่วหล้า เมื่อโอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนประกาศสวามิภักดิ์ต่อต้าจิ่ง กลายเป็นแคว้นประเทศราช ชาวเฟิ่งเทียนจึงพากันแตกตื่น หลายคนไม่ยอมรับ รวมถึงขุนนางและแม่ทัพนายกอง
แต่ยามที่ยอดฝีมือจากต้าจิ่งย่างกรายมาถึง พวกเขาก็ยอมจำนน ข่าวสารนานับประการเกี่ยวกับไท่ฮวงและต้าจิ่งถาโถมเข้าสู่เฟิ่งเทียน ทำลายโลกทัศน์ของทั้งชาวบ้านและผู้ฝึกยุทธ์แห่งเฟิ่งเทียน เพียงไม่กี่เดือนเฟิ่งเทียนก็บังเกิดกระแสสำรวจไท่ฮวงเช่นเดียวกับต้าจิ่งตอนแรกเริ่ม ปีนี้ถูกกำหนดว่าต้องจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ใต้หล้านี้ วุ่นวายยิ่งนัก
ขุนนางบู๋บุ๋น พ่อค้า ผู้ฝึกยุทธ์ ชาวนา และชาวบ้าน ต่างก็พากันซาบซึ้งในความยิ่งใหญ่ของอภินิหารมรรคาจารย์ ผู้ศรัทธาในมหาพิภพจิตจรก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เจียงฉางเซิงมิจำเป็นต้องใส่สิ่งใหม่ใดๆ ลงไปในมหาพิภพจิตจร เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้ศรัทธาหลงใหลอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว การแลกเปลี่ยนข่าวสารและวิถียุทธ์กลายเป็นแนวคิดหลักของโลกเสมือนแห่งนี้ และที่นี่ไม่มีพรมแดนของขั้นพลังยุทธ์ เพราะตราบใดที่เจ้าไม่เปิดเผยว่าแกร่งเพียงใดก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ในบรรดาผู้ศรัทธาขณะนี้ ผู้แข็งแกร่งที่สุดคือ กวนทงโยว อยู่ในขั้นจอมราชันยุทธ์ ขั้นจอมราชันยุทธ์นั้นมีอยู่สามคน ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ที่ระดับขั้นสูงกว่านั้นยิ่งยากจะมีศรัทธาต่อผู้อื่น เพราะพวกเขาเชื่อมั่นเพียงตนเอง
กาลเวลาล่วงเลยอย่างเงียบงัน สามปีผ่านไป ปีเหยียนหยวนที่สามสิบเอ็ด
เฟิ่งเทียนและต้าจิ่งหลอมรวมกันโดยสมบูรณ์ หลี่หยาได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์เฟิ่งเทียน โชคชะตาแห่งเฟิ่งเทียนตกสู่ต้าจิ่งทั้งหมด ทว่าแม้เป็นเช่นนั้น ร่างกายของหลี่หยากลับทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว ตราบใดที่เคยเป็นโอรสสวรรค์แห่งราชอาณาจักรโชคชะตา ชะตาชีวิตก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แม้ภายหลังจะไม่ได้เป็นโอรสสวรรค์แล้ว และหันไปฝึกยุทธ์เต็มที่ก็ไม่อาจยืดอายุขัยได้มากนัก
ไม่ใช่เพียงหลี่หยา แม้แต่อดีตโอรสสวรรค์แห่งต้าจิ่งก็ไม่ต่างกัน เจียงหลิวไม่ฝึกยุทธ์ หนำซ้ำยังหลงใหลในความสำราญ ยามเฟิ่งเทียนเข้าสู่ต้าจิ่ง เขาก็ฉลองตลอดสามปี มิได้ว่าราชการยามเช้าเลยแม้แต่วันเดียว ปล่อยให้อัครเสนาบดีสามกรมว่าราชการแทน จนบังเกิดการแย่งชิงอำนาจกันทั้งในที่แจ้งและที่ลับ
วันหนึ่งปลายเดือนห้า ในที่สุดพวกจีอูจวินก็กลับมา เจียงเทียนมิ่งสวมอาภรณ์สีน้ำเงินที่บรรจงตัดขนาดเล็กกะทัดรัด ดูแล้วน่าเอ็นดูนัก ตอนนี้รูปลักษณ์ภายนอกของเขายังดูเพียงสามขวบ ทว่าสติปัญญากลับเติบโตถึงสิบเก้าปีแล้ว
“สองเดือนก่อนเขาแอบดื่มเหล้า พอดีมมากเกินไป อยู่ดีๆ ก็ทะลวงขั้นในพริบตา…” เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ จีอูจวินก็จนปัญญายิ่งนัก เจียงเทียนมิ่งบรรลุถึงขั้นท้าสวรรค์สองแล้ว!
เยี่ยสวินตี๋และเทพกระบี่พากันนิ่งเงียบ แม้เหตุการณ์จะล่วงเลยมากว่าสองเดือนแล้ว แต่ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ใจก็พลันหม่นหมองลงยิ่งนัก พวกเขาต้องทุ่มเทพยายามเพียงใดจึงผ่านขั้นท้าสวรรค์สองมาได้ แต่เจียงเทียนมิ่งกลับแค่กินดื่มไปวันๆ ก็ทะลวงขั้นสำเร็จเช่นนั้นหรือ
ไป๋อี จินอู ไท่วา ไท่ซี ต่างพากันเบิกตากว้างมองเจียงเทียนมิ่งอย่างตกตะลึง ส่วนไป๋หลงกลับไม่ได้สะทกสะท้านเพราะมันยังหลับอยู่ เจียงเทียนมิ่งยิ้มอย่างภาคภูมิ “จะเรียกว่าดื่มมากไปได้อย่างไร นั่นคือข้ากำลังรู้แจ้งมรรคาไร้สิ่งรบกวน พวกท่านถึงปลุกข้าไม่ได้”
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นกวักครั้งหนึ่ง ดึงเขามายังเบื้องหน้าผ่านอากาศแล้วเพ่งพินิจอย่างถี่ถ้วน เจียงเทียนมิ่งเอ่ยอย่างตกใจ “ท่านปู่ทวด ท่านเก่งยิ่งนัก ข้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้วยังถูกท่านหยอกล้อได้ตามใจ”
น้ำเสียงของเขายังมีความเป็นเด็กอยู่ ทว่าหลังออกไปเที่ยวเล่นถึงสามปี บวกกับมีมหาพิภพจิตจรอยู่ เขาก็เข้าใจหลายสิ่งไม่น้อย ไม่ใช่เด็กโง่งมอย่างวันวานอีกต่อไป เจียงฉางเซิงตรวจดูครู่หนึ่ง ครั้นเห็นว่าร่างกายของเขาไม่มีสิ่งผิดปกติใดจึงค่อยวางใจ เขาปล่อยมือแล้วเอ่ยว่า “ไม่เลว แต่ยังต้องมุมานะอีก เจ้าพรสวรรค์ล้ำเลิศ ข้าจึงตั้งมาตรฐานไว้สูงกว่า หากเจ้ามิบรรลุถึงขั้นจอมราชันยุทธ์ ก็ยังไม่อาจลงเขาไปฝึกเดี่ยวได้”
เจียงเทียนมิ่งเชิดคางพลางว่า “ไม่มีปัญหาขอรับ ไม่เห็นยากสักนิด!”
มูหลิงลั้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จู่ๆ ข้าก็อยากพาเขากลับไปยังตระกูลมู ไปกระตุ้นพวกอัจฉริยะของตระกูลมูให้ลุกขึ้นมาบ้าง”
ไป๋ฉีส่งเสียงฮึดฮัด “พวกศิษย์อารามมังกรผงาดก็ควรถูกกระตุ้นเช่นกัน หลายปีมานี้พวกอัจฉริยะเกิดขึ้นมากมาย เจอข้าแล้วยังไม่ยอมคำนับเสียอีก ไม่เข้าท่าเลยจริงๆ”
ทุกคนเริ่มพูดคุยเรื่องราวต่างๆ วนเวียนอยู่รอบเจียงเทียนมิ่ง เจียงฉางเซิงยิ้มบางๆ ทว่าในใจกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ ไม่นานมานี้กลิ่นอายอันแข็งกล้ารอบมหาอาณาจักรเทียนจิ่งเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หาใช่เผ่ามนุษย์ไม่ พวกเขามิกล้าเหิมเกริมบุกเข้าต้าจิ่ง จึงแฝงกายอยู่ภายนอก และบางคราวก็ผูกมิตรกับผู้ฝึกยุทธ์แห่งเผ่ามนุษย์
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ล้วนเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญา รูปร่างไม่ใหญ่โตนัก ผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์มักไม่กล้าโจมตีเจ้าที่คล้ายคลึงตนอย่างบุ่มบ่าม จึงมักเลือกจะผูกสัมพันธ์มากกว่า ซึ่งนั่นเองทำให้ต้าจิ่งเริ่มหลอมรวมเข้าสู่โลกของไท่ฮวงอย่างช้าๆ
ไท่ฮวงกว้างใหญ่เหลือประมาณ เผ่าพันธุ์เหล่านั้นเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าไท่ฮวงกว้างเพียงใด ระหว่างเผ่าจึงมีทั้งผูกมิตรและบาดหมาง ความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าพันธุ์เหล่านั้นกับราชอาณาจักรเผ่ามนุษย์แทบไม่ต่างกัน เช่นเผ่าภูตตอนนี้ก็เริ่มสานสัมพันธไมตรีทางการค้ากับต้าจิ่งแล้ว เจียงฉางเซิงไม่ได้ครุ่นคิดให้มากความ หากมีเผ่าใดกล้าลงมือกับต้าจิ่งก็ล้มล้างเผ่านั้นเสีย เขาเองก็กำลังกังวลที่ไม่มีศัตรูมามอบรางวัลรอดชีวิตให้มานานแล้วอยู่พอดี
เมืองซุ่นเทียน ภายในวังหลวง
เจียงหลิวนอนเอกเขนกอยู่บนบัลลังก์มังกร ทันทีที่สูดลมหายใจเข้าทางปลายหนึ่งของไม้ไผ่ เรียวหนึ่ง ใบหน้าก็พลันมีสีสันขึ้น ทั้งร่างสั่นเล็กน้อยคล้ายจิตใจปลอดโปร่งโล่งสบาย
“ของสิ่งนี้ช่างเร้าใจนัก ปลูกเป็นจำนวนมากได้หรือไม่” เจียงหลิวเอ่ยถามด้วยความคาดหวัง
ในท้องพระโรง เว้นเสียแต่ขันทีและนางกำนัล ยังมีพ่อค้าวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ท่าทีเคารพนอบน้อม
“ฝ่าบาท ของสิ่งนี้มีนามว่า ไผ่สวรรค์สำราญ พบได้ยากยิ่ง บรรจุปราณวิญญาณยุทธ์ไว้มาก จัดเป็นสมบัติแห่งฟ้าดิน กระหม่อมก็ได้มาโดยบังเอิญ แต่กระหม่อมจะสั่งให้ผู้คนออกไปเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่องพะย่ะค่ะ” พ่อค้าวัยกลางคนเอ่ยตอบ
เจียงหลิวเผยแววเสียดายออกมา สีหน้ากลับซีดลง เขาสูดลมหายใจอีกหนึ่งเฮือกแล้วเอ่ยว่า “นอกจากสิ่งนี้แล้ว ยังมีของดีใดอีกหรือไม่”
พ่อค้าวัยกลางคนยิ้มแล้วหยิบหม้อใบน้อยออกมาจากแขนเสื้อ ขนาดพอเหมาะมือเดียวถือได้ กล่าวด้วยความภาคภูมิว่า “ฝ่าบาท ของถัดไปนี้มิใช่ของสามัญ เรียกว่า คางคกวิเศษฟ้าดิน สามารถพูดภาษามนุษย์ รู้เรื่องราวทั่วหล้า ตัดสินเป็นตายได้ ถือเป็นสัตว์วิเศษโดยแท้ ข้าน้อยได้มาจากเผ่าโบราณ ทั่วทั้งฟ้าดินมีเพียงหนึ่งตัวผู้หนึ่งตัวเมีย เลี้ยงมาตั้งแต่เกิด เมื่อตายแล้วยังจะกำเนิดใหม่เป็นคู่ได้อีกพะย่ะค่ะ”
เจียงหลิวรู้สึกสนใจขึ้นมาในทันที ลุกขึ้นมารับหม้อเล็กใบนั้น มองผ่านช่องเล็กๆ ที่ผิวหม้อ ก็เห็นคางคกขนาดเท่าหัวแม่มืออยู่ภายใน ผิวหนังเป็นประกายเงินอมฟ้า ดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา
“อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเราขอลองดู เจ้าคางคกวิเศษฟ้าดินเจ้ารู้จักนามของเราหรือไม่”
“เจียงหลิว” คางคกวิเศษฟ้าดินเอ่ยด้วยเสียงคล้ายเด็กชาย ทำเอาเจียงหลิวเลิกคิ้วขึ้น
เจียงหลิวจึงถามต่อ “เรารั่งเจ้าคนผู้นี้ให้ช่วยจัดการเรื่องโอสถ เขาได้กำไรไปเท่าไร” เขาหันคางคกวิเศษฟ้าดินไปทางพ่อค้าคนนั้น ผู้เป็นพ่อค้าก็พลันรู้สึกกระอักกระอ่วน อยากกล่าวออกมาแต่ก็ลังเล
“สามส่วน”
“อะไรนะ! สามส่วนหรือ!”
เจียงหลิวเดือดดาล ลุกพรวดขึ้นในฉับพลัน บุรุษวัยกลางคนรีบทรุดตัวคุกเข่า เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก กล่าวว่า “ฝ่าบาท แม้กระหม่อมผู้นี้จะได้กินส่วนแบ่งอยู่บ้าง แต่กระหม่อมก็ขึ้นราคามาหลายเท่าแล้วนะพะย่ะค่ะ! ต้องคอยจัดการทั้งบนทั้งล่างล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น…”
เจียงหลิวนึกได้ว่าตนก็ได้กำไรมากมายจากเขาเช่นกัน ความโกรธจึงคลายลงไม่น้อย แม้เขาจะเป็นโอรสสวรรค์ แต่เงินในท้องพระคลังกลับมิได้เป็นของเขาโดยสมบูรณ์ หากต้องการใช้เงินจำนวนมากก็ยังจำต้องปรึกษากับบรรดาเสนาบดี เป็นเรื่องยุ่งยากนัก เจียงหลิวหันไปมองคางคกวิเศษฟ้าดินอีกครั้ง ถามว่า
“เรายังพออยู่ได้อีกกี่ปี”
“ห้าปี” คางคกวิเศษฟ้าดินตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เปลือกตาของเจียงหลิวก็กระตุก ถึงแม้จะพอเดาได้อยู่บ้าง แต่ก็ยังรู้สึกยากจะยอมรับ เขาย่อมรู้สภาพร่างกายของเขาดีที่สุด แม้กระนั้นก็หาได้รู้สึกเสียใจไม่ ชีวิตนี้ได้ลิ้มลองมาครบทุกอย่าง และยังมีความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ไร้ซึ่งสิ่งใดให้ต้องค้างคา บัดนี้เขาเพียงรู้สึกเบื่อหน่าย จึงให้บุรุษวัยกลางคนช่วยค้นหาสมบัติตามที่ต่างๆ มาให้ดูเล่น
เวลานั้นเอง บุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามา เป็นองค์รัชทายาท เจียงหาน นั่นเอง เจียงหานเร่งฝีเท้าเข้ามา เมื่อเห็นบุรุษวัยกลางคนก็ขมวดคิ้วแน่น พลางเอ่ยว่า “เสด็จพ่อ หลานของลูกคลอดแล้ว เด็กในรุ่นนี้ควรตั้งชื่อโดยใช้อักษรใดเป็นลำดับรุ่นดีพะย่ะค่ะ”
เจียงหลิวหัวเราะชอบใจเอ่ยว่า “คางคกวิเศษฟ้าดิน เจ้าคิดว่าเหลนของเรารุ่นนี้ควรใช้อักษรใดเป็นชื่อรุ่น”
“ใช้อักษร เสวียน เป็นชื่อลำดับรุ่น”
“เจียงเสวียนรึ ไม่เลวนัก ชื่อสามพยางค์ย่อมเหมาะดี” เจียงหลิวหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปมองเจียงหานเอ่ยว่า “หลานชายเจ้าก็ใช้อักษรเสวียนเป็นชื่อรุ่นเถิด ส่วนชื่อจริงเจ้าก็ตั้งเอง เราไม่มีเวลามาใส่ใจ”
เจียงหานขมวดคิ้ว สายตาเหลือบมองหม้อเล็กที่บรรจุคางคกวิเศษฟ้าดิน เอ่ยถามว่า “สิ่งนี้คืออะไรหรือพะย่ะคะ”
เจียงหลิวหัวเราะด้วยความภาคภูมิใจตอบว่า “สมบัติที่รู้ทุกเรื่องในใต้หล้า จริงสิ สวีปาง สิ่งนี้จะอยู่ได้สักกี่ปีกัน”
ยังไม่ทันให้บุรุษวัยกลางคนที่ชื่อ สวีปาง ตอบ คางคกวิเศษฟ้าดินก็กล่าวขึ้นว่า “มีชีวิตได้ถึงพันปี ข้ายยังเหลือเวลาอีกสามร้อยปี”
“เจ้าช่างมีจิตวิญญาณแท้จริง เช่นนั้นเราต้องถามเจ้าให้ละเอียดแล้ว” เจียงหลิวหัวเราะแล้วหันไปทางเจียงหานกล่าวเร่งว่า “ยังไม่รีบออกไปอีก เราจะเริ่มซักถามแล้ว เจ้าอยู่ฟังไม่ได้!”
คิ้วของเจียงหานขมวดแน่นกว่าเดิม สะบัดแขนเสื้อพลางส่งเสียงฮึดฮัดแล้วหมุนกายจากไป เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจเจียงหลิว ส่วนเจียงหลิวเองก็เคยชินเสียแล้วไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
“เจ้าเด็กเหลือขอ ให้เขารีบกลับมายับยั้งทำท่าทางไม่พอใจเราอีก ไม่อยากเป็นโอรสสวรรค์แล้วรึ ระวังเราจะปลดตำแหน่งว่าที่กษัตริย์เสีย” เจียงหลิวบ่นพึมพำพลางหัวเราะ
สวีปางทำทีไม่ได้ยิน จากนั้นเจียงหลิวก็นั่งลง วางหม้อใบเล็กบนโต๊ะไม้ข้างบัลลังก์มังกรแล้วเริ่มซักถามสารพัดคำถาม
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามรรคาจารย์ปรารถนาสิ่งใด”
“มรรคาจารย์คือผู้ใดหรือ”
“ดูท่ามรรคาจารย์คงเป็นเทพเซียนโดยแท้ แม้แต่เจ้าก็ยังไม่รู้ เช่นนั้นเราจะย้อนถามเรื่องตนเอง เจียงหานจะเป็นกษัตริย์ผู้ปรีชาหรือไม่”
“มิใช่”
“หลานของเราเป็นกษัตริย์ผู้ปรีชาหรือไม่”
“มิใช่”
“ลูกหมาเลี้ยงขี้ขลาดกันทั้งคอกจริงๆ เหมือนเราไม่มีผิด!” เจียงหลิวสบถเสียงดัง
สวีปางได้ยินถึงกับอยากลุกหนีจากตำหนัก เกรงว่าหากล่วงรู้มากไปจะถูกปิดปาก “เจ้าจะเดินไปไหน ของล้ำค่านี้เจ้าเป็นผู้นำมาถวายเรา หากเรารู้ความกระจ่างแล้วจำต้องฆ่าปิดปาก ถึงแม้เจ้าจะมิได้ยินก็ต้องตายอยู่ดี!” เจียงหลิวแค่นเสียงกล่าว
จบคำก็ทำเอาสวีปางเหงื่อเย็นไหลท่วมหลัง เจียงหลิวยังคงซักถามไม่หยุด แต่ละคำถามยิ่งทำให้สีหน้าของเขาเคร่งเครียด สวีปางยิ่งตัวสั่นไปทั้งร่าง ขณะที่ขันทีและนางกำนัลในตำหนักต่างหน้าซีดเผือดตกใจกลัวกันถ้วนหน้า
ใบหน้าของเจียงหลิวค่อยๆ หม่นหมองลงจนถึงขีดสุด ชั่วขณะนั้นโอรสสวรรค์ก็เผยอำนาจขึ้นอีกครา
“ทุกคนออกไปให้หมด สวีปางอยู่ก่อน!”
เจียงหลิวกล่าวเสียงทุ้ม ขันทีและนางกำนัลต่างคุกเข่าคำนับอย่างเร่งร้อนแล้วรีบลาถอยออกไป เมื่อทุกคนจากไปแล้ว เจียงหลิวจึงกล่าวอีกครั้ง “องครักษ์ชุดขาวอยู่ไหน”
ร่างหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเร็วไว คุกเข่าทำความเคารพตรงหน้า
“ขันทีและนางกำนัลที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่ สังหารให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว อย่าให้มีเสียงเล็ดลอด!”
“พะยะค่ะ!”
องครักษ์ชุดขาวรีบลาถอยไปอย่างเงียบเชียบ สวีปางตัวสั่นงันงก หน้าผากแนบพื้นไม่กล้าแม้แต่จะเงยขึ้นมอง