เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 289 ครอบครองทวีป พลิกโคลนความเชื่อเดิม
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 289 ครอบครองทวีป พลิกโคลนความเชื่อเดิม
“มรรคาจารย์…”
หลี่หยา เอียงศีรษะกล่าวด้วยเสียงสั่น ดวงหน้ายังเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ
หลินหงเฉิน ที่อยู่ตรงหน้าตำหนักอันห่างไกลหรี่ตาเพ่งมอง สายตาจับจ้องที่เจียงฉางเซิง เขาเองก็มิอาจมองทะลุแสงเทพสุดขอบตะวันได้ เป็นครั้งแรกที่พบเห็นผู้มีอานุภาพเปี่ยมบารมีเช่นนี้
แม่ทัพผู้ซึ่งเคยขมวดคิ้วเพราะผู้คนเยาะเย้ยตำนานของมรรคาจารย์ก่อนหน้านั้น บัดนี้กลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป แววตาเต็มไปด้วยความตื้นตัน เขาเองก็เป็นผู้ศรัทธาของมรรคาจารย์ หรือกล่าวให้ถูกก็คือผู้ศรัทธาของมหาเทพผานกู ครั้นรู้ว่าผานกู่คือเทพเซียนภายใต้อาณัติของมรรคาจารย์ เขาจึงเริ่มนับถือมรรคาจารย์เช่นกัน
“เป็นไปได้อย่างไร ลมปราณของข้าสลายไปสิ้นแล้ว…”
แม่ทัพร่างใหญ่เอามือกุมอก ร้องออกมาด้วยความตกตะลึง ถ้อยคำของเขาก่อให้เกิดเสียงอื้ออึงในหมู่แม่ทัพทั้งหลาย พลังของเขาเป็นที่รู้กันทั่ว เหนือกว่าขั้นท้าสวรรค์เก้า บรรลุถึงขั้น จอมราชันยุทธ์ ถือเป็นยอดฝีมืออันดับสองรองจากหลินหงเฉิน
ยอดฝีมือเช่นนี้สูญเสียพลังการต่อสู้ไปในพริบตาอย่างนั้นหรือ? พวกเขาไม่ได้เห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายลงมือกับแม่ทัพร่างใหญ่เช่นไร นั่นต่างหากคือเรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด
เจียงฉางเซิงทอดมองหลินหงเฉินจากระยะไกล พริบตาเดียวก็มองออกว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งที่สุด น่าจะเป็นเจ้าแห่งฟ้าของตําก่วงเทียน และเป็นอดีตเทพสงครามแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ หลินหงเฉิน!
หืม! เจียงฉางเซิงแอบรู้สึกประหลาดใจ เขารับรู้ถึงกลิ่นอายของหลินเฮาเทียนบางส่วนจากหลินหงเฉิน ประสาทการรับรู้ของเขาในยามนี้เฉียบคมยิ่ง อีกทั้งยังครอบครองดวงจิต สามารถมองทะลุสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปมองไม่เห็น เช่นกลิ่นอายของสายเลือด!
สายเลือดที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน ย่อมมีความใกล้เคียงบางประการเสมอ หลินเฮาเทียนกับหลินหงเฉินมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด!
เจียงฉางเซิงนึกถึงคำพูดของจีอูจวินในอดีตที่ว่า หลินหงเฉินเคยสนิทสนมกับเผ่าปีศาจ อาจเป็นไปได้ว่าตระกูลหลินมีที่มาเช่นนี้กระมัง เจียงฉางเซิงเพียงสงสัยเล็กน้อย หาได้ครุ่นคิดมากมาย หากหลินหงเฉินรู้กาลเทศะ เขาก็คร้านจะสังหารหลินหงเฉิน อย่างไรต่างฝ่ายก็ไม่ได้มีเวรมีกรรมต่อกัน เขาเพียงมาช่วยเฟิ่งเทียนเท่านั้น
เขาช่วยเฟิ่งเทียนเพราะเฟิ่งเทียนมีผู้ศรัทธาของเขา จะว่าไปในตําก่วงเทียนเองก็มีผู้ศรัทธาของเขาเช่นกัน ตำแหน่งของทั้งสองราชวงศ์แห่งโชคชะตาในใจเขาหาได้แตกต่างกันนัก แน่นอนว่าหากหลินหงเฉินไม่รู้จักวางตน เจียงฉางเซิงก็ไม่คิดออมมือเช่นกัน
เจียงฉางเซิงกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าจงกลับวังเถิด เฟิ่งเทียนต้องการเจ้าเพื่อปลอบขวัญผู้คน”
แม้หลี่หยากลั้นความตื่นเต้นไว้สุดกำลัง ก็ยังพยักหน้าเบาๆ จากนั้นโค้งคำนับอย่างเคารพ ในเวลาเดียวกันเมืองหลวงก็เกิดเสียงฮือฮาสั่นสะเทือนฟ้า
“คนผู้นั้นคือใคร”
“เขาคือมรรคาจารย์ นั่นคือแสงเทพแห่งมรรคาจารย์!”
“ตามตำนานกล่าวว่าเมื่อมรรคาจารย์ลงสู่โลก บนศีรษะจะมีดวงตะวันส่องสว่าง ผู้คนมิอาจมองเห็นใบหน้าเทพได้ ที่แท้ก็เป็นเรื่องจริง!”
“เฟิ่งเทียนรอดแล้วหรือ”
เหล่าราษฎรและผู้ฝึกยุทธ์ทั่วเมืองต่างร้องออกมาด้วยความตื่นตะลึง บ้างปลื้มปีติ บ้างแผดเสียงก่นด่า สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปยังเงาร่างที่ล่องลอยบนฟากฟ้า
หลินหงเฉินจ้องมองเจียงฉางเซิงแน่นิ่ง ภายนอกดูสงบแต่ภายในใจกลับปั่นป่วนดังฟ้าฟาด การลงมือของอีกฝ่ายทำให้เขาขนลุกซู่ หากถอนตัวกลับไปในยามนี้ เกียรติภูมิที่สะสมไว้ก็จะพังทลาย ในตําก่วงเทียนผู้คนล้วนเชื่อว่าเขาคือผู้ไร้เทียมทานเพราะประวัติการศึกที่ไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใดมาก่อน
เขารู้สึกได้ว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังจ้องมองตน และเหตุที่อีกฝ่ายยังไม่ลงมือก็เพราะรอคอยการตัดสินใจของเขา หากไม่ถอยก็ต้องสู้ตาย หลินหงเฉินบุกตะลุยใต้หล้ามาหลายร้อยปี เป็นครั้งแรกที่รู้สึกถึงแรงกดดันเช่นนี้ พลังของอีกฝ่ายแม้ไม่ดุดันเท่าผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจหรือจักรพรรดิยุทธ์แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับกดดันอย่างไร้สุ้มเสียง น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าฟ้าดินเงียบงัน
อย่างน้อยหลินหงเฉินก็ไม่อาจได้ยินเสียงใดอีก มองไม่เห็นสิ่งอื่นใด สายตาเขามีเพียงเจียงฉางเซิง บรรดาแม่ทัพรอบกายล้วนรู้สึกถึงบางสิ่ง ไม่กล้าพูดมาก ต่างรอคอยอย่างตึงเครียด
แม่ทัพผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ผู้นั้นไม่ได้เห็นว่าหลินหงเฉินไร้เทียมทานมานานแล้ว เขาเพียงติดตามหลินหงเฉินเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ บัดนี้กำลังสวดภาวนาอยู่ในใจ
‘เจ้าแห่งฟ้า ท่านอย่าได้หลงผิดเลย มิเช่นนั้นข้าคงต้องแทงท่านจากข้างหลัง ชดใช้บุญคุณที่เคยหยิบยื่นแก่ข้า…’ แม่ทัพเซ่นไหวนึกด้วยใจระทึก ฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อเย็นซึม
เจียงฉางเซิงเริ่มหมดความอดทน เอ่ยปากว่า “พวกเจ้าจะดื้อรั้นต่อต้านลิขิตสวรรค์หรือ”
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบแต่กลับทำให้ทั่วหล้าได้ยิน เสมือนเทพสวรรค์ผู้สูงส่งกำลังเบื่อหน่ายโลกมนุษย์
หลินหงเฉินสูดลมหายใจลึก กำลังจะเปิดปากเอ่ย แต่พลันเห็นเจียงฉางเซิงยกมือขวาขึ้น เพียงแค่ทำทางนี้ก็ทำให้หัวใจเขาเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น
“พวกข้ายอมถอย!”
หลินหงเฉินรีบร้องออกมา เพียงสี่คำนี้เขาราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก เจียงฉางเซิงหาได้ตอบกลับ หากแต่ร่ายอภินิหารออกมาทันที
ในชั่วพริบตา หลินหงเฉินก็รู้สึกได้ว่าใต้หล้าเปลี่ยนไปบางส่วน แต่ว่าเปลี่ยนตรงไหนนั้นเขาก็พูดไม่ถูก
เปรี้ยง!!
ทั้งทวีปสั่นสะเทือน วาฬยักษ์ซึ่งแบกเมืองเอาไว้ตื่นตกใจพลันหันหลังโผบินหนี แม้มันจะตัวใหญ่โตแต่วิชาท่าร่างกลับว่องไวเหนือคาด หลินหงเฉินและผู้ติดตามพลันหันกลับมองเจียงฉางเซิงด้วยสายตาตื่นตระหนก
ฉากที่เห็นต่อจากนี้ แม้แต่เทพสงครามแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อย่างเขาก็ยังสะท้านใจ เห็นเพียงภูผาธาราหดตัว ทั้งทวีปย่อขนาดลงด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า แม้แต่หลินหงเฉินผู้บรรลุขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินยังต้องยืนตะลึง
ผู้คนในเมืองหลวงรู้สึกยิ่งกว่า ในสายตาพวกเขา มรรคาจารย์พลันกลายเป็นยักษ์ ช่วงบนของร่างปกคลุมครึ่งค่อนฟ้าไพศาล ราวกับเป็นเทพผู้สร้างโลก ชาวเฟิ่งเทียนล้วนเห็นหลากนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อทั้งทวีปหดลง เมืองอื่นๆ ก็พลอยเห็นภาพนี้เช่นกัน ทุกสิ่งมีชีวิตในทวีปนี้ต่างเห็นเงาร่างอันยิ่งใหญ่ดังเทพของมรรคาจารย์
อภินิหารจักรวาลกลางฝ่ามือ!
ก่อนอื่นเจียงฉางเซิงสำแดงอภินิหารเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี แปรราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนให้กลายเป็นเกาะหนึ่ง ผืนดินแยกขาดออกจากกัน แล้วจึงสำแดงจักรวาลกลางฝ่ามืออีกครั้ง วิชามหาอิสระยกสมุทรที่เคยสำแดงมาก่อนนั้นเป็นเพราะพลังวิญญาณของเขายังไม่เพียงพอ ทว่ายามนี้เขาทะลวงขั้นแล้ว พลังวิญญาณแปรเปลี่ยนเป็นพลังอาคมโดยสมบูรณ์ จึงนำทั้งทวีปเข้าสู่ฝ่ามือได้โดยตรง แม้จะเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้างแต่ก็ใช่ว่าทำมิได้!
ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้ลงมือสักครั้ง ก็ต้องสำแดงอภินิหารให้ถึงที่สุด!
ไม่นานนัก ทั้งทวีปก็ถูกกลืนเข้าสู่ฝ่ามือของเขา แปรเปลี่ยนเป็นศิลาก้อนหนึ่ง เพียงแต่พื้นผิวของศิลาไม่เรียบเสมอกันและยังปกคลุมด้วยสีเขียว ในสายตาของสรรพชีวิตของทั้งราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน แม้แต่ผืนฟ้าก็ยังดูเหมือนไมอาจโอบรับร่างของเขาไว้ได้ ความสะทกสะท้านที่เห็นตรงหน้านั้นยากจะเอ่ยเป็นคำพูด
วาฬยักษ์ที่อยู่ไกลๆ กำลังเร่งหนีด้วยความเร็วสุดกำลัง ส่วนพวกหลินหงเฉินต่างปากอ้าตาค้าง มองไปยังสุดขอบฟ้า ทวีปอันตรธานหายไปแล้ว ทำให้น้ำทะเลโดยรอบหลั่งไหลเข้ามาแทนที่ บังเกิดเป็นน้ำวนอันน่าสะพรึงกลัว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางนั้นแม้แต่พวกเขาก็มิอาจคำนวณได้ รู้เพียงว่ามีน้ำทะเลหลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทาง เหลียวลงไปมองเบื้องล่างก็เห็นเพียงความมืดมิดดุจเหวลึก
แม่ทัพบางคนถึงกับตกใจจนทำอาวุธหลุดมือ ขณะที่แม่ทัพเซ่นไหว้ผู้นั้นถึงกับทรุดกายลงคุกเข่าโขกศีรษะ พลางกล่าวไม่ขาดปาก “มรรคาจารย์ทรงอานุภาพ… มรรคาจารย์ทรงอานุภาพ…”
หลินหงเฉินเองก็ตกตะลึงจนรู้สึกโง่งม
บนโลกนี้มีท่านเซียนอยู่จริง!
เขามีวิสัยทัศน์กว้างไกลปานใด เคยได้เห็นจักรพรรดิยุทธ์ลงมือมาบ้างแล้ว แต่จักรพรรดิยุทธ์ก็มิอาจทำถึงเพียงนี้ได้ แต่ก่อนเขาไม่เคยแม้แต่จะนึกฝันว่าวิถียุทธ์จะทำเช่นนี้ได้ ชูมือหนึ่งครั้ง เก็บได้ทั้งทวีป…
ในใจของหลินหงเฉินพลันเอ่อท้นไปด้วยความรู้สึกโชคดี โชคดีที่เมื่อครู่เขาเอ่ยปากทันเวลา เลือกที่จะก้มศีรษะยอมศิโรราบ มิเช่นนั้น… เขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ไม่กล้าคิดให้ละเอียดอีก
แม่ทัพร่างสูงใหญ่ผู้ถูกเจียงฉางเซิงทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส จมอยู่ในความหวาดกลัว เลือดลมตีขึ้นจนถึงกับหมดสติล้มลงไป เจียงฉางเซิงหันกายขี่เมฆาทะยานหมอกหายลับไปจากขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
หลินหงเฉินสูดลมหายใจลึก พยายามสงบจิตใจ เขากัดฟันแน่นแล้วกล่าวว่า “เรื่องราวในวันนี้ พวกเจ้าจงถือเสียว่าไม่เคยพบเห็นมาก่อน!”
บรรดาแม่ทัพพากันตัวสั่นงันงก รีบพยักหน้าตอบรับทันที หลินหงเฉินเหลือบตามองแม่ทัพที่ยังคงโขกศีรษะไม่หยุด ดวงตาวูบไหว เอ่ยถามไปว่า “เขาก็คือมรรคาจารย์หรือ”
แม่ทัพเซ่นไหว้กล่าวอย่างตื่นเต้น “ใช่ขอรับ เขาคือมรรคาจารย์ บรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวง เจ้าแห่งฟ้า ในเมื่อมรรคาจารย์เลือกไม่ลงมือ แสดงว่าไม่ประสงค์ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก ส่วนที่ท่านรับเอาเฟิ่งเทียนไป ข้าคิดว่าเป็นเพราะเฟิ่งเทียนมีผู้ศรัทธาจำนวนมากคอยวิงวอนขอความช่วยเหลืออยู่ไม่ขาด เหตุใดตากวงเทียนของเราไม่สร้างรูปปั้นมรรคาจารย์ เผยแพร่อานุภาพของท่านเล่า วันใดหากต้ากวงเทียนประสบเภทภัย ก็ยังมีทางรอดอยู่บ้างนะขอรับ!”
หลินหงเฉินนิ่งเงียบ เขาเป็นดั่งเทพในตําก่วงเทียน หากต้องเทิดทูนเทพองค์อื่นอีกก็ยากจะตัดสินใจได้ แต่พอคิดถึงพลังของมรรคาจารย์เมื่อครู่นี้ เขาก็สับสนไปหมด วิถียุทธ์จะไปถึงพลังระดับนี้ได้จริงหรือ
เจียงฉางเซิงย้อนกลับถึงชายแดนมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง เขามาถึงชายฝั่งตะวันตกแล้ว วางเฟิ่งเทียนลงกลายเป็นทวีปใหม่ที่ติดมหาสมุทร
บนป้อมเมืองชายแดนตะวันตก ทหารคนหนึ่งเพิ่งหาวเสร็จ เขายกมือขยี้ตาแล้วก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นมาในฉับพลัน ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้น ทหารบนกำแพงเมืองล้วนตะลึงงัน
เดิมทีเบื้องหน้าเป็นผืนน้ำทะเล เหตุใดจึงปรากฏทวีปกว้างใหญ่ขึ้นมาในฉับพลันได้ คราแรกพวกเขาล้วนคิดว่าตนตาฝาดไป
“เป็นไปได้อย่างไร!”
“โอ้สวรรค์ เกิดอันใดขึ้นกันแน่ เมื่อครู่ยังเป็นทะเลอยู่เลย”
“เดี๋ยวก่อน หรือว่ามรรคาจารย์สำแดงอภินิหารอีกแล้ว”
“ที่แท้ตำนานก็เป็นเรื่องจริง มรรคาจารย์ย้ายทั้งทวีปได้!”
“ข้านึกว่าท่านปู่หลอกข้าเสียอีก…”
เหล่าทหารต่างตื่นเต้นดีใจ ตอนนี้เองเหล่าองครักษ์ชุดขาวควบม้าเร่งรุดเข้ามาในเมือง มิใช่เพียงป้อมเมืองนี้เท่านั้น เมืองต่างๆ ทั่วแดนตะวันตกต่างรับรู้การมาถึงของราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนแล้ว ผู้คนจึงเริ่มเคลื่อนไหวเตรียมแผนกลืนกินตัวตนยิ่งใหญ่อย่างเฟิ่งเทียน
แน่นอนว่าสำหรับต้าจิ่งในตอนนี้ เฟิ่งเทียนไม่อาจก่อภัยคุกคามได้อีกต่อไป เจียงฉางเซิงกลับมาถึงลานเรือน
“เร็วขนาดนี้เชียวหรือ ครั้งก่อนยังใช้เวลามิใช่น้อย” เยี่ยสวินตี๋กล่าวอย่างตื่นตะลึง
ไป๋อีเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ลืมที่นายท่านผ่านด่านเคราะห์อัสนีไปแล้วหรือ ต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิงมานานแล้ว”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เฟิ่งเทียนมาถึงแล้ว อยู่ทางตะวันตก หากพวกเจ้าสนใจก็ไปเดินดูได้”
เจียงเทียนมิ่งกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ท่านปู่ทวด ข้าอยากไป ข้าอยากไป!”
เจียงฉางเซิงเอ่ยต่อ “แม่นางจี เยี่ยสวินตี๋ เทพกระบี่ พวกเจ้าพาเขาไปเดินชมเฟิ่งเทียนกันหน่อยเถิด อย่ามัวแต่อุดอู้ฝึกวิชาอยู่ในเรือนเลย”
ทั้งสามไม่คัดค้าน พวกเขาก็สนใจราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนอยู่ไม่น้อย คืนวันนั้นเอง เหล่าองครักษ์ชุดขาวเร่งเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อแจ้งข่าวการมาถึงของราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนต่อโอรสสวรรค์
“ฮ่าๆๆ! ดีเหลือเกิน! ดีเหลือเกิน!”
เจียงหลิวปลาบปลื้มจนแทบคลั่ง ใบหน้าซีดเผือดพลันกลายเป็นแดงเรื่อ เมื่อเทียบกับรัฐฮวงแล้ว การกลืนกินราชอาณาจักรแห่งหนึ่งจึงจะนับว่าเป็นความดีความชอบอันยิ่งใหญ่! ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนไม่ได้เล็กกว่าต้าจิ่ง กระทั่งอาจใหญ่กว่าด้วยซ้ำ เท่ากับว่าเขาเพิ่มอาณาเขตของต้าจิ่งขึ้นเป็นสองเท่า
เจียงหลิวเริ่มตั้งตารอว่าในประวัติศาสตร์ภายภาคหน้าจะบันทึกเขาไว้เช่นไร แม้รักสุขสำราญแต่กลับไม่ได้ไร้ยุทธศาสตร์อันเกรียงไกร หรือเทียบเคียงจิ่งไท่จง จิ่งเทียนจง หรือ? ราตรีนีเจียงหลิวนอนไม่หลับตลอดคืน