เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 298 โอกาสหล่อหลอมต้าจิ่งขึ้นใหม่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 298 โอกาสหล่อหลอมต้าจิ่งขึ้นใหม่
เจียงหานสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามไม่ให้ตนเองคิดฟุ้งซ่าน เขามองไปยังหม้อเล็กบนโต๊ะถามว่า “คางคกวิเศษฟ้าดิน โชคชะตาของต้าจิ่งเปลี่ยนแปลงไปหรือยัง”
“ยัง” คางคกวิเศษฟ้าดินตอบเช่นนั้น
เจียงหานไม่แน่ใจว่าเป็นเพียงความรู้สึกของตนเองหรือไม่ เขารู้สึกราวกับว่าคางคกวิเศษฟ้าดินมีความเป็นวิญญาณน้อยลง แต่จะให้อธิบายว่าลดน้อยลงตรงไหน เขาก็ไม่สามารถบอกได้ชัดเจน เจียงหานถามอย่างแปลกใจว่า “ถึงขั้นตีเผ่าเฉียงเหลียงล่าถอยได้แล้ว เหตุใดโชคชะตาของต้าจิ่งยังไม่เปลี่ยนเล่า”
คางคกวิเศษฟ้าดินไม่ตอบ มันจะตอบเพียงแค่ข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ได้อธิบายหรือไขข้อข้องใจ
เจียงหานเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง เมืองซุ่นเทียนเงียบสงัดจนน่ากลัว ไม่เหมือนเมืองที่เพิ่งได้รับชัยชนะเลยแม้แต่น้อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน ดูเหมือนไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ไมอาจเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของต้าจิ่งได้เลย
เจียงหานเคยคิดจะไปหามรรคาจารย์ แต่หากไปแล้วจะเป็นอย่างไรเล่า เขาจะกล่าวว่าอย่างไร ข้อเรียกร้องของเขาจะเป็นสิ่งใดกัน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ เจียงเยี่ย น้องชายคนที่เจ็ดของเขา ได้เป็นอ๋องผู้ครองรัฐก็เพราะถ้อยคำของมรรคาจารย์ นี่คือเหตุผลที่หลังจากเขาขึ้นครองตำแหน่งโอรสสวรรค์แล้วยังไม่เคยแตะต้องเจียงเยี่ยเลย ความบาดหมางในวัยเยาว์ก็ถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้น แต่เรื่องนี้กลับเป็นเสมือนหนามเส้นหนึ่ง เขาไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าในสายตาของมรรคาจารย์เขาคือคนเช่นไร
โอรสสวรรค์ผู้นี้ไม่เคยลังเลว้าวุ่นถึงเพียงนี้มาก่อนเลย
ปีตี้หวงที่สี่ ปีใหม่ใกล้เข้ามา
ในอาราม เจียงฉางเซิงตรวจดูแต้มเซ่นไหว้ของตนเองแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาพบว่าแต้มเซ่นไหว้ของตนไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่เป็นไปตามที่เขาคาดไว้
เขามองไปยังมหาพิภพจิตจร ปัจจุบันในมหาพิภพจิตจรมีผู้เข้าสู่ความฝันมากมายเหลือคณา ชาวต้าจิ่งครองพื้นที่ได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อมหาพิภพจิตจรถือกำเนิดขึ้น ผู้ศรัทธาที่เชิดชูเขายิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเผยแพร่ความยิ่งใหญ่ของเขา ชักนำผู้ศรัทธารุ่นใหม่เข้ามาเพิ่ม
แต่ทว่า ผู้ศรัทธาในมหาอาณาจักรเทียนจิ่งกลับมีอัตราเพิ่มที่ช้าลงเรื่อยๆ เพียงแต่พื้นที่อื่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลบเกลื่อนประเด็นนี้ไป การต่อสู้ระหว่างมรรคาจารย์กับเผ่าเฉียงเหลียงแพร่สะพัดไปทั่วมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง ผู้ศรัทธาของเขายิ่งเคารพบูชาเขามากยิ่งขึ้น เพียงแต่ผู้ศรัทธาส่วนมากมิได้เห็นกับตาตนเอง จึงไม่อาจทำให้แต้มเซ่นไว้พุ่งทะยาน
เจียงฉางเซิงหลับตาส่งจิตทวนกระแสไปยังเมืองจิงเฉิง หากเกิดเรื่องใดในต้าจิ่ง ก็สามารถได้ยินเค้าลางมาจากเมืองจิงเฉิงได้ ไม่นานนักเขาก็ได้ยินเสียงส่วนหนึ่ง
“เฮ้อ… ศึกใหญ่เมื่อปีก่อนทำให้ชาวต้าจิ่งตายไปมากมาย ได้ยินว่ามีทหารบาดเจ็บไม่น้อยที่ช่วยไม่ทัน จำนวนผู้เสียชีวิตกะประมาณไม่ได้ ราชสำนักกำลังพยายามควบคุมสถานการณ์”
“มรรคาจารย์เก่งขนาดนั้น เหตุใดไม่ลงมือให้เร็วกว่านี้? ต้องให้ลูกหลานต้าจิ่งของพวกเราตายไปมากมายถึงเพียงนี้เลยหรือ”
“มรรคาจารย์ไม่ใช่สามารถฟื้นตายกลับเป็นได้หรือ เหตุใดไม่ช่วยเหลือต้าจิ่งละ?”
“การฟื้นตายกลับเป็นของมรรคาจารย์ต้องแลกด้วยอายุขัยของเขาเองนะ! ผู้คนเป็นล้านเขาจะกล้าช่วยได้อย่างไร อีกทั้งเจ้ายังไม่สังเกตเลยหรือว่ามรรคาจารย์กับพวกเราห่างเหินขึ้นทุกวัน แม้แต่โอรสสวรรค์ยังออกจากเมืองจิงเฉิงไปแล้ว”
“เรื่องพวกนั้นช่างเถอะ ข้ากลับกังวลเรื่องความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์มากกว่า เขาแข็งแกร่งถึงขั้นที่วิถียุทธ์ของต้าจิ่งเทียบไม่ติด ข้าได้ยินจากพี่ชายคนหนึ่งว่า พละกำลังที่มรรคาจารย์แสดงออกมานั้นสามารถปราบผู้ฝึกยุทธ์ในต้าจิ่งได้ทั้งหมด… หากวันหนึ่งมรรคาจารย์เป็นศัตรูกับต้าจิ่ง หรือเผลอเดินผิดทาง เช่นนั้นต้าจิ่งจะไม่ถึงคราวจบสิ้นหรือ?”
เสียงเช่นนี้มีไม่มาก และมักเป็นการนินทาลับหลัง เพราะมรรคาจารย์ยังคงอยู่ในเมืองจิงเฉิงพวกเขาไม่กล้าพูดจาอุกอาจ แต่เมื่อเมืองจิงเจิงยังเป็นเช่นนี้ นับประสาอะไรกับเมืองอื่น
เหตุผลหลักก็คือความสูญเสียของต้าจิ่งนั้นใหญ่หลวงเกินไป ทำให้ราษฎรจำนวนมากที่สูญเสียครอบครัวเกิดความเคียดแค้นต่อเจียงฉางเซิง ความแค้นนี้แพร่กระจายออกไป ส่งผลให้ผู้คนพลอยมีใจต้านมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ตั้งแต่ย้ายมาที่ไท่ฮวง ต้าจิ่งจะยิ่งเข้มแข็งขึ้นก็ตาม แต่จิตใจของผู้คนทั่วหล้าก็เปลี่ยนตามไปด้วย หลายคนไม่อาจยอมรับความแตกต่างอย่างสุดโต่งระหว่างต้าจิ่งกับเผ่าเฉียงเหลียงได้ ความรู้สึกเช่นนี้ผสานเข้ากับความคับแค้นกลายเป็นการระบายออกพร้อมกัน
พูดตรงๆ ก็คือต้าจิ่งแข็งแกร่งเกินไป แข็งแกร่งเสียจนคนทั้งใต้หล้าเริ่มมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว จึงหันกลับไปพิจารณาผลประโยชน์ของตน
เมื่อก่อนต้าจิ่งยังไม่ใช่เจ้าเหนือใต้หล้า ทุกครั้งที่เจียงฉางเซิงลงมือช่วยเหลือก็ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นทุกครั้ง แต่เมื่อถึงวันที่ประชาชนมีชีวิตมั่งคั่งแล้ว พวกเขากลับเริ่มหวาดระแวงในความแข็งแกร่งของเขา
อภินิหารฟื้นตายกลับเป็นของเจียงฉางเซิงแทบไม่ค่อยได้นำมาใช้ สมัยก่อนตอนเกิดสงครามเขาก็ไม่เคยใช้อภินิหาร จึงคิดว่าผู้คนลืมเลือนไปแล้ว คาดไม่ถึงว่ายังมีคนเอาอภินิหารนี้มาใช้ตำหนิเขา
เขาไม่ได้โกรธและไม่ได้เสียใจ หากเขาใช้อภินิหารฟื้นตายกลับเป็นต่อไป ย่อมมีคนมาอ้อนวอนให้เขาทําอีกไม่จบสิ้น ถึงขั้นทำให้ชาวต้าจิ่งไม่กลัวความตายกันเลยทีเดียว หากไม่กลัวแม้แต่ความตายแล้ว จะยังกลัวสิ่งใดอีกในโลกวิถียุทธ์แห่งนี้
เจียงฉางเซิงไม่อาจตอบแทนผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ได้ทั้งหมด แต่สำหรับต้าจิ่งเขากล่าวได้อย่างไม่ละอายใจ หากไม่ใช่เพราะเขายื่นมือเข้าช่วยหลายครา ต้าจิ่งจะมีวันนี้ได้อย่างไร เรื่องของต้าจิ่งหากไม่มีเขาก็ยากจะรอดมาได้ ความจริงเพียงการฟื้นคืนชีพของเจ็ดจอมปีศาจก็พอจะทำให้ผู้คนทั่วทั้งทวีปชีพจรมังกรถึงคราวสิ้นเผ่าพันธุ์แล้ว แม้เจียงฉางเซิงจะมีใจเมตตาอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เมตตาอย่างโง่งม เขาแทบไม่ใส่ใจกับสถานการณ์ตรงหน้าด้วยซ้ำ เขาจะทำหรือไม่ทำสิ่งใดไม่ใช่สิ่งที่คนทั้งโลกจะมาตัดสินแทนเขาได้
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นเดินออกจากอาราม เตรียมปรุงโอสถหลอมกายยาให้ทุกคนในลาน
มูหลิงลั้วก็กลับมาแล้ว เหตุที่กลับมาช้าก็เพื่อไปปลอบตระกูลมู่และช่วยตระกูลมู่แย่งชิงผลประโยชน์ แม้ตัวนางจะเบื่อหน่ายเรื่องพวกนี้แต่ก็ขัดคำร้องขอของคนในตระกูลมู่ไม่ได้ ทันทีที่เขาออกมา ทุกคนต่างก็หันไปมอง เจียงฉางเซิงเดินมายังหน้าเตาหลอมโอสถเริ่มโยนสมุนไพรใส่ลงไปภายใน ทุกคนดูเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าเอ่ย
เจียงฉางเซิงหันมายิ้มแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ ข้ารู้ ข้าไม่ถือสาแล้วพวกเจ้าจะถือสาไปทำไมกันเล่า”
สิ้นคำนี้ บรรยากาศตึงเครียดในลานก็ผ่อนคลายลงในทันที
จีอูจวินถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ทุกครั้งที่แคว้นใดเรืองอำนาจต่อเนื่องกันสักระยะ ก็จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ตอนนั้นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็เคยประสบเช่นกันจนเกิดจลาจลในภายหลัง บางครั้งการมีอยู่ก็ยากควบคุมยิ่งกว่าการไร้ทุกสิ่งเสียอีก”
ประชาชนไม่พอใจที่มรรคาจารย์ลงมือช้าเกินไปและไม่ได้ใช้การฟื้นตายกลับเป็น ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ก็เกรงกลัวในความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ ไป๋ฉีหัวเราะแล้วกล่าวว่า “นี่แหละที่เขาเรียกว่าคนเท้าเปล่าไม่กลัวคนสวมรองเท้าใช่หรือไม่”
เยี่ยสวินตี๋กลอกตาแล้วพูดว่า “เปรียบอะไรของเจ้ากันเนี่ย เจ้าหมาบ้าโง่”
ทุกคนเริ่มพูดคุยกันเสียงเจื้อยแจ้ว พวกเขาเองก็ได้ยินข่าวลือบางอย่าง จึงคิดว่าด้วยความสามารถของมรรคาจารย์ย่อมได้ยินแน่ จึงพากันกังวลว่ามรรคาจารย์จะโกรธ แม้แต่คนใกล้ชิดอย่างพวกเขาเหล่านี้ก็ยังกังวลว่าหากมรรคาจารย์โมโหขึ้นมาอาจจะจากต้าจิ่งไปอย่างไม่หวนคืน
เจียงฉางเซิงกลับมองเรื่องนี้อย่างปล่อยวาง ผู้ใดเข้าสู่มหาพิภพจิตจรแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะหันหลังให้เขาอีก เพราะมหาพิภพจิตจรสามารถมอบโอกาสนานาประการให้แก่พวกเขา ทั้งยังมีวาสนาแห่งเทพเซียนที่ยากจะหยั่งถึงรออยู่เบื้องหน้า พวกเขาจะลังเลใจได้อย่างไร คนที่กำลังวุ่นวายในเวลานี้แต่เดิมก็ไม่ใช่ผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงอยู่แล้ว เพียงแต่เสียงของพวกเขาดังเกินไป ขัดขวางคนอีกจำนวนมากที่กำลังจะกลายเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ ปล่อยให้พวกเขาวุ่นวายไปเถอะ อีกไม่นานก็เงียบเอง
“ความแข็งแกร่งของเผ่าเฉียงเหลียงพวกเจ้าก็เห็นแล้ว เรื่องนี้หมายความว่าในภายภาคหน้าฐานะของระดับขั้นวิถียุทธ์จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ขั้นท้าสวรรค์ช่วงแรกก็จะกลายเป็นเพียงระดับขั้นธรรมดา พวกเจ้าจึงต้องเร่งฝึกฝนให้เร็วที่สุด” เจียงฉางเซิงเดินไปยังเตาหลอมโอสถอีกเตาหนึ่งพลางกล่าวเช่นนั้น ทุกคนพยักหน้า
มูหลิงลั้วกล่าวว่า “พี่ฉางเซิง เผ่าเฉียงเหลียงดูเหมือนจะมุ่งความสนใจมาที่วิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ โดยเฉพาะวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ไม่มีขีดจำกัดจริงๆ หรือ?”
คนอื่นล้วนหันไปมองเจียงฉางเซิง พวกเขาเองก็เคยถกเรื่องนี้กันมาก่อน วิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ มันสามารถกลั่นโลหิตและพลังปราณของสิ่งมีชีวิตอื่นและแย่งชิงพรสวรรค์ของพวกมันมาเป็นของตนเอง วิชายุทธ์ของต้าจิ่งจึงพัฒนาเร็วถึงเพียงนี้ วิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์มีบุญคุณยิ่งใหญ่ จนแม้แต่เผ่าเฉียงเหลียงผู้เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดยังอดหวั่นไหวไม่ได้
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ต่อให้ไม่มีขีดจำกัดก็ยังมีเคราะห์กรรม เผ่าเฉียงเหลียงก็คือราคาที่ต้องจ่ายของวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ ราคานี้จะต้องแลกด้วยชีวิตของผู้คนจำนวนมาก และเผ่าเจียงเหลียงไม่ใช่ศัตรูเพียงหนึ่งเดียว”
วิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ก็เป็นเพียงเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งเท่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์ที่ใช้วิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์กลั่นโลหิตของสัตว์อสูรก็ต้องแลกด้วยเวลาและแรงกายของตนเอง ไหนจะยังต้องเสี่ยงชีวิตล่าอีก ผู้แข็งแกร่งยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ผู้ที่อ่อนแอก็ยังคงไม่อาจข้ามด่านการล่าไปได้อยู่ดี ยังสู่วิถีเซียนของเขาไม่ได้เลย! วิถีเซียนคือวิถีแห่งการฝึกฝนตนเอง
“หลังศึกคราวนี้ หากเผ่าเฉียงเหลียงไม่กล้ากลับมาอีก แน่จะต้องไปชักชวนเผ่าอื่นมาแทน ถือว่าเป็นศัตรูร่วมสายเลือดกันไปแล้ว หากความแข็งแกร่งของวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์แพร่ออกไป เผ่าอื่นก็ไม่จำเป็นต้องให้เผ่าเฉียงเหลียงมาชักจูงเลย พวกเขามีแต่จะบุกมาเอง” เทพกระบี่กล่าวพลางส่ายศีรษะ
แม้เป็นเช่นนั้นแต่เผ่ามนุษย์ก็ไม่มีทางละทิ้งวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ได้แน่นอน หัวข้อบทสนทนาเปลี่ยนไปยังไท่ฮวง ทุกคนเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงเผ่าพันธุ์แข็งแกร่งที่ตนเองเคยพบ เจียงฉางเซิงเองก็นั่งฟัง แม้จะมีร่างแยกออกไปท่องทั่วไท่ฮวงแต่เขาแข็งแกร่งเกินไป จึงไม่เคยได้สัมผัสสีสันแบบที่ทุกคนพบเจอ
สองปีต่อมา เผ่าเฉียงเหลียงที่เคยสร้างบาดแผลให้ต้าจิ่งก็กลายเป็นอดีต ความไม่พอใจของผู้คนถูกกาลเวลาเยียวยาจนเรียบสนิท ไม่พอใจแล้วอย่างไรจะมีประโยชน์อันใด อีกทั้งด้วยการโฆษณาชวนเชื่อของโอรสสวรรค์และผู้ศรัทธาจำนวนแต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงจึงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์ที่มรรคาจารย์แสดงอภินิหารแพร่ไปทั่วทุกมุมของต้าจิ่ง
เมืองซุ่นเทียน ในห้องทรงพระอักษร
เจียงหานมองเฉินหลี่ ทอดถอนใจกล่าวว่า “ขุนนางเฉิน เราก็จนปัญญา หากเจ้าเชิญมรรคาจารย์ออกมาได้ เราถึงจะรักษาเจ้าไว้ได้”
เฉินหลี่เผยรอยยิ้มอ่อนโยนกล่าวว่า “กระหม่อมไม่โทษฝ่าบาทพะยะค่ะ กระหม่อมเหนื่อยมานานแล้ว ฝ่าบาทไม่ต้องปกป้องกระหม่อมอีก ขอเพียงให้กระหม่อมได้ลาออกและกลับเมืองจิ่งเจิงก็พอพะยะค่ะ”
เจียงหานพยักหน้าแต่ยังเสริมอีกประโยคว่า “เจ้าช่วยให้เหล่าทหารได้ประโยชน์มากมายก็จริง แต่เหล่าเชื้อพระวงศ์ ตระกูลใหญ่ สำนักยุทธ์ พวกเขาล้วนมีอิทธิพลเหนือเรา เราไม่มีพลังยุทธ์เช่นเดียวกับครั้งที่เทียนจงเคยควบคุมต้าจิ่งอีกแล้ว”
สมัยที่เทียนจงเรืองอำนาจ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่แข็งแกร่งรองจากมรรคาจารย์ จึงสามารถพูดคำใดก็เป็นคำนั้น
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงปลอบโยน กระหม่อมไม่ขอเป็นภาระฝ่าบาทอีก วันนี้กระหม่อมจะออกเดินทางทันทีพะยะค่ะ” เฉินหลี่ค้อมมือพลางยิ้ม เขาเข้าใจดีว่าคำพูดของโอรสสวรรค์นั้นเป็นความจริง แต่โอรสสวรรค์ก็ต้องการลดอำนาจของเขาเช่นกัน ช่วยไม่ได้อำนาจและบารมีของเขานั้นมากเกินไป ไม่ปลดออกโอรสสวรรค์กับเหล่าตระกูลย่อมไม่อาจวางใจได้
เฉินหลี่หันหลังจากไป แววตาของเจียงหานพลันเย็นเยียบลง เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงหยิบฎีกาขึ้นมาฉบับหนึ่ง พึมพำว่า “สวีเทียนจี ถึงคราวของเจ้าแล้ว”
เฉินหลี่กลับมาถึงเขามังกรผงาด เมื่อเจอกับเจียงฉางเซิงเขาก็คำนับด้วยความเคารพ ไม่ว่าเขาจะได้รับอำนาจมากเพียงใด บนโลกนี้ก็มีคนผู้หนึ่งที่ทำให้เขาไม่กล้าแสดงท่าทีอีกเลย นั่นก็คือมรรคาจารย์ เป็นมรรคาจารย์ที่มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่เขา
“อะไรนะ! โอรสสวรรค์ปลดเจ้าแล้วหรือ? เขาคิดจะล้มฟ้านี่นา ยังไม่รีบไปขอให้นายท่านของเราช่วยเจ้าอีกหรือ ให้ท่านเป็นคนจัดการแทน!” ไป๋อีเบิกตากว้างกล่าวด้วยความโกรธปนตกใจ หากเฉินหลี่ไม่รับตำแหน่ง บรรดาเครื่องบรรณาการในลานเรือนก็คงลดลงมากทีเดียว
เยี่ยสวินตี๋กับเทพกระบี่ขมวดคิ้วพวกเขาเองก็โกรธแทนเฉินหลี่เช่นกัน
เฉินหลี่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก ข้าก็เห็นดีด้วย มรรคาจารย์ไม่จำเป็นต้องช่วยข้า ข้าเพียงแค่ทำตามกระแส หากโอรสสวรรค์คิดจะปลดอำนาจของข้าก็ไม่ง่ายถึงเพียงนั้น”
จีอูจวินถามด้วยความประหลาดใจ “แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องทำตามกระแสเล่า?” หากเป็นในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ขุนนางใหญ่อย่างเฉินหลี่นั้นไม่มีทางยอมวางอำนาจลงง่ายๆ แน่
เฉินหลี่กล่าวพร้อมกับดวงตาเป็นประกาย “ต้าจิ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง มิเช่นนั้นก็จะเดินตามทางเดิมของคนรุ่นก่อน ข้ารอจังหวะอยู่ รอโอกาสที่จะหล่อหลอมต้าจิ่งขึ้นใหม่อีกครั้ง!”