เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 299 กลยุทธ์ทลายสถานการณ์หนึ่งคำแห่งห้วงอารมณ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 299 กลยุทธ์ทลายสถานการณ์หนึ่งคำแห่งห้วงอารมณ์
“จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร”
ไป๋ฉีถามด้วยความสงสัย คนอื่นๆ ก็หันไปมองเฉินหลี่
เฉินหลี่ปรายตามองเจียงฉางเซิงก่อนกล่าวว่า
“หนึ่งคือโอรสสวรรค์แต่งตั้งว่าที่กษัตริย์เร็วเกินไป ส่งผลให้โอรสสวรรค์องค์ถัดไปจะได้ขึ้นครองราชย์ตอนอายุมากแล้ว นี่คือจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลง แต่ก็เปลี่ยนยากเพราะหมายถึงต้องล้มล้างระบบบุตรชายคนโต
สองคือหลายรัชสมัยที่ผ่านมา ขุนนางบู๊บุ๋นถืออำนาจไว้แน่น ส่งผลให้โอรสสวรรค์คนใหม่ควบคุมพวกเขาได้ยาก แม้จะจงรักภักดีแต่ก็จะหยิ่งผยองในใจ คิดว่าตนเข้าใจโลกดีกว่าโอรสสวรรค์
สามคือตระกูลใหญ่ทรงอำนาจครอบครองวิชาเฉพาะ ช่องว่างระหว่างพวกเขากับประชาชนทั่วไปยิ่งห่างออกทุกที เรื่องนี้คือกฎของทุกยุคทุกสมัย เมื่อถึงจุดนั้นก็มักจะเกิดจลาจลภายในขึ้นได้
ยังมีปัญหาอื่นอีกเช่นความสามารถของโอรสสวรรค์แต่ละพระองค์
ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ได้ทันที วิธีนั้นก็คือปล่อยให้ต้าจิ่งวุ่นวาย พอถึงเวลาที่ต้าจิ่งใกล้ล่มสลาย ค่อยสนับสนุนโอรสสวรรค์องค์ใหม่กำหนดกฎใหม่ ตอนนั้นจะไม่มีใครกล้าขัดขวาง”
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด
เทพกระบี่กล่าวว่า “เจ้ากล้าเสนอความคิดเช่นนี้เพราะหวังให้มรรคาจารย์รับผิดชอบหรือ”
เฉินหลี่พยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ถูกต้อง ต้าจิ่งมีมรรคาจารย์อยู่ ตราบใดที่มรรคาจารย์ไม่คิดทอดทิ้ง ต้าจิ่งก็จะไม่ล่มสลาย เพราะเช่นนั้นจะวุ่นวายเพียงใดก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่อาจจะมีประชาชนรุ่นหนึ่งจะลำบาก แต่หากมองจากมุมของแผ่นดิน หากต้องการให้ต้าจิ่งไปได้ไกลและอยู่ได้นาน เสียสละรุ่นหนึ่งจะเป็นไรไป”
แม้จะโหดร้ายแต่ก็เป็นความจริง เฉินหลี่ไม่ใช่บัณฑิตหนุ่มเลือดร้อนคนเดิมอีกต่อไป
เขาเคยผ่านสนามรบ เคยไปอยู่ในหมู่ประชาชน เคยเผชิญการผลัดเปลี่ยนของโอรสสวรรค์มาหลายรัชสมัย และเคยถูกกดดันมาแล้ว เขารู้ดีว่าไม่มีทางเลือกใดจะสมบูรณ์พร้อมไปทุกด้าน
จีอู๋จวินกล่าวว่า “หากไม่เกิดความวุ่นวายภายใน ก็ไม่อาจชำระล้างโครงสร้างได้ แต่หากทั่วหล้าปั่นป่วน ก็ย่อมง่ายที่กษัตริย์ผู้ปรีชาจะถือกำเนิดขึ้น หากโชคชะตาของต้าจิ่งยังไม่สิ้น ย่อมต้องมีกษัตริย์ผู้ปรีชาถือกำเนิดขึ้นมา เช่นเดียวกับเมื่อครั้งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เกือบล่มสลาย ก็ยังมีคนตระกูลจีลุกขึ้นมานำพาอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์กลับคืนสู่ความรุ่งเรือง”
มู่หลิงลั่วหันไปมองเจียงฉางเซิง สงสัยว่าเขาคิดเห็นอย่างไร
เจียงฉางเซิงต่างจากคนอื่น เขาไม่ใช่แค่ผู้ปกป้องต้าจิ่ง แต่ยังเป็นบรรพบุรุษของราชวงศ์ เขาจะทนได้หรือ
เจียงฉางเซิงไม่ได้พูดอะไร ดื่มชาคนเดียวเงียบๆ
ไป๋ฉีถามอย่างตกใจว่า “จำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยหรือ นายท่านลงมือโดยตรง เปลี่ยนตระกูลขุนนางใหญ่และโอรสสวรรค์เสียเลยไม่ดีกว่าหรือ”
เฉินหลี่ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า
“หากแตะเพียงจุดเดียวก็จะกระเทือนไปทั้งร่าง เกี่ยวพันถึงผู้คนและผลประโยชน์มากมาย หากทำเช่นนั้นประชาชนจะหมดศรัทธาต่อมรรคาจารย์ จะใช้วิธีเข่นฆ่าไปตลอดได้อย่างไร ฆ่าจนไม่มีใครกล้าคัดค้าน เช่นนั้นต้าจิ่งก็จะต้องแตกแยกเป็นสี่เป็นห้า ฐานะอย่างมรรคาจารย์มีไว้เพื่อมอบความหวังในยามคับขันเท่านั้น”
พูดมาถึงตรงนี้เขาก็ถอนหายใจหนึ่งครั้ง ศัตรูภายนอกของต้าจิ่งถูกมรรคาจารย์จัดการหมดแล้ว สุดท้ายปัญหาภายในยังต้องให้มรรคาจารย์ลงมือ เขาเองก็รู้สึกละอาย
“ไม่เช่นนั้นมรรคาจารย์ก็ขึ้นเป็นฮ่องเต้เสียเลยเถิด อย่างไรเสียท่านก็คือคนสกุลเจียง อีกทั้งยังเป็นท่านเซียน น่าจะไม่ต้องรับผลกระทบจากโชคชะตาที่จำกัดอายุขัย ถึงตอนนี้ท่านก็ยังไม่หลอมรวมโชคชะตากับต้าจิ่งด้วยซ้ำ”
เยี่ยสวินตี๋หัวเราะพลางกล่าว ประโยคนั้นทำให้ตาของจีอู๋จวินเป็นประกาย
ความจริงแล้วในใจของจีอู๋จวินและนายท่านไป๋ มรรคาจารย์ขึ้นครองบัลลังก์นั้นคือความหวังสูงสุด ในโลกแห่งวิถียุทธ์ โอรสสวรรค์จะอ่อนแอไม่ได้ ไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งที่สุดก็ต้องเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น จึงจะปราบใต้หล้าทั้งปวงให้อยู่ใต้ร่มธงได้
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า
“ปล่อยให้เป็นไปเถิด ไม่ว่าบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร วิถียุทธ์ของต้าจิ่งก็จะไม่หยุด เพียงแต่รอเวลาเหมาะสม ถ้าอำนาจกษัตริย์ยังมั่นคงไม่พอก็เพียงสนับสนุนโอรสสวรรค์อีกคนขึ้นมาเท่านั้น”
ในมุมมองของเขา ปัญหาของต้าจิ่งในเวลานี้เป็นเพียงเรื่องเล็ก ไม่ว่าราชวงศ์ใดก็ล้วนต้องเผชิญ ขอเพียงต้าจิ่งไม่ล่มสลายก็พอ
ส่วนผู้ศรัทธาในตัวเขา หากศรัทธาถึงระดับหนึ่งก็จะสามารถเข้าสู่มหาพิภพจิตจร ได้รับยอดเคล็ดวิชา สามารถเปล่งประกายโดดเด่น หลุดพ้นจากความทุกข์ยากของชนชั้นล่างได้ สำหรับผู้ที่ศรัทธาไม่เพียงพอ เจียงฉางเซิงก็ไม่มีแรงจะดูแลไปชั่วชีวิต
เมื่อนึกถึงมหาพิภพจิตจร เขาต้องเตรียมตัวเทศนาครั้งที่สอง แม้เขาจะบำเพ็ญเซียนแล้ว แต่ก็ควบคุมยอดเคล็ดวิชาวิถียุทธ์นับไม่ถ้วนได้เช่นกัน ย่อมสามารถอธิบายความสงสัยแก่ผู้ศรัทธาได้ แม้กระทั่งถ่ายทอดยอดเคล็ดวิชาให้ หวังว่าเทศนาครั้งต่อไปจะช่วยให้แต้มเซ่นไหว้ของเขาเพิ่มขึ้นไวกว่าเดิมอีกหน่อย
เฉินหลี่อยู่ที่เรือนพักในจวนได้ครึ่งวันก็ลงจากเขาไป เขามีจวนอยู่ในเมืองจิงเฉิง เตรียมพักผ่อนหลายสิบปี ดื่มด่ำกับความสุขของครอบครัว เมื่อยุคสมัยวุ่นวายมาถึง เมื่อกษัตริย์ผู้ชอบธรรมปรากฏ เขาจึงจะออกมาอีกครั้ง
“หวังเฉิน เกิดในปีไท่เหอที่สามสิบสอง ตายในสนามรบระหว่างต้าจิ่งกับเผ่าเฉียงเหลียง มีคุณความดีมากกว่าความชั่ว มีสิทธิ์เป็นทหารภูตของตำหนักยมโลก และเจ้าก็สามารถเลือกโอกาสรอการเวียนว่ายกลับมาเกิดใหม่ได้เช่นกัน”
ในตำหนักยมโลก เสียงของสะบั้นเศียรดังกึกก้องสะท้อนอย่างเย็นชา
ดวงวิญญาณในตำหนักเงยหน้าขึ้นถามว่า “หากเป็นทหารภูตแล้วต้องเป็นไปตลอดกาลหรือไม่”
“หาใช่เช่นนั้น ตำหนักยมโลกมีระเบียบและกฎของตำหนักยมโลก การเป็นทหารภูตก็คือเข้าสู่วิถีภูตผี วันหน้าใช่ว่าจะไม่สามารถกลายเป็นภูตเซียนได้ นับเป็นการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ แต่ก็ต้องแลกกับการเสียความสุขในโลกมนุษย์ไป”
ได้ยินดังนั้นหวังเฉินจึงพูดทันทีว่า “เช่นนั้นข้าขอเป็นทหารภูต!”
สะบั้นเศียรพยักหน้า ใช้พู่กันสะบัดใส่เขาหนึ่งที ส่งพลังแห่งเคราะห์กรรมไปแล้วให้ยมทูตที่อยู่สองด้านพาเขาลงไป
ไม่นานนักเจียงเซ่อก็เดินเข้ามา
“ช่วงนี้ดวงวิญญาณจากต้าจิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ หลายดวงรอมาแล้วนับหลายปี หากยังไม่มีการเกิดใหม่อีก เกรงว่าจะเกิดปัญหา”
เจียงเซ่อพูดอย่างกังวล เขาหยุดเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ไม่ทราบมรรคาจารย์มีคำแนะนำหรือไม่”
สะบั้นเศียรตอบว่า
“ไม่ต้องกังวล น้ำพุเหลืองผุดขึ้นแล้ว สังสารวัฏจะสร้างได้ในไม่ช้า ไม่ต้องรบกวนมรรคาจารย์ให้ลำบากใจ ตอนนี้เมื่อดวงวิญญาณในตำหนักยมโลกมีมากขึ้น พลังแห่งเคราะห์กรรมในตำหนักยมโลกก็แข็งแกร่งขึ้น การให้กำเนิดระบบการเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องแน่นอน ข้าตั้งใจจะสร้างสิบพญายม เจ้าคิดว่าอย่างไร”
เจียงเซ่อพูดว่า “นั่นย่อมเป็นเรื่องดี มิเช่นนั้นดวงวิญญาณทั้งหมดต้องสะสมอยู่ในตำหนักนี้ ประสิทธิภาพต่ำเกินไป”
สะบั้นเศียรพยักหน้า เรื่องการคัดเลือกสิบพญายมเขาต้องไตร่ตรองให้ดี เจียงเซ่อไม่รบกวนเขาอีก หลังจากมาถึงตำหนักยมโลก ตำแหน่งของเขากับสะบั้นเศียรก็กลับตาลปัตร เขาไม่มีความไม่พอใจ ตรงกันข้ามเขากลับนับถือสะบั้นเศียรอย่างยิ่ง เพราะอย่างไรสะบั้นเศียรก็เป็นผู้ดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก
ปีตี้หวงที่เจ็ด โอรสสวรรค์หยุดการชำระล้างราชสำนักเสียที ใต้หล้าจึงเริ่มมั่นคง
วิถียุทธ์ต้าจิ่งกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งเพราะได้อานิสงส์จากซากศพของชนเผ่าเฉียงเหลียงเหล่านั้น แต่ละร่างใหญ่ราวภูผา พอแจกจ่ายไปก็เป็นประโยชน์ต่อผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วน
คนในเรือนของเจียงฉางเซิงได้รับเนื้อของมหาราชาเผ่าเฉียงเหลียงไปด้วย พลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พากันทะลวงผ่านระดับขั้นเดิมทั้งหมด
เจ้าหนูเจียงเทียนมิ่งบรรลุถึงขั้นถ้ำสวรรค์สามแล้ว จีอู๋จวินบรรลุถึงขั้นถ้ำสวรรค์เก้า นางเอาแต่คิดจะทะลวงขึ้นเป็นจอมราชันยุทธ์
เจียงเทียนมิ่งในตอนนี้ยังดูเด็ก แม้สติปัญญากลับสุขุมรอบคอบ ทว่าผู้คนก็ยังยากจะมองเขาเป็นผู้ใหญ่
เข้าสู่สารทฤดูเรือนเงียบสงบ เจียงฉางเซิงกำลังนั่งฝึกวิชาในตำหนักเมฆาม่วง นับตั้งแต่เขามีตำหนักแห่งนี้ก็ย้ายเข้ามาฝึกฝนโดยเฉพาะ ออกไปข้างนอกเพียงเดือนละไม่กี่ครั้ง ทุกคนไม่รู้สึกเสียใจ กลับโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เสมือนว่าไม่มีเจียงฉางเซิงอยู่ในเรือนแล้ว พวกเขาก็จะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
วันนี้นับเป็นวันเงียบสงบอันหาได้ยาก เจียงฉางเซิงกำลังจับตามองเจียงเจี่ยน หลินเฮ่าเทียน และผิงอัน
เจ้าตัวแสบทั้งสามต่างบรรลุถึงขั้นถ้ำสวรรค์สี่แล้ว โดยเฉพาะผิงอันกลับไล่ตามทันคนอื่นได้ ดอกไม้ประหลาดนั้นไม่ธรรมดาทำให้คุณสมบัติของเขาเปลี่ยนไป ถึงขั้นทำให้เจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนยังอดอิจฉาไม่ได้ นี่มันโชคดีอะไรกัน แค่เก็บดอกไม้มาดอกหนึ่งก็พลิกชะตาได้
ทั้งสามคนกับหลิงเฟิงจากเผ่าภูตผจญภัยในไท่ฮวงลึกเข้าไป เมื่อไม่นานนี้พวกเขากลับพบกับชนเผ่ามนุษย์ในไท่ฮวง ซึ่งชนเผ่านี้แยกตัวจากโลกภายนอก มีจำนวนไม่ถึงล้านคน ทว่าแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
หลังจากมีการปะทะกันเล็กน้อย ทั้งสี่คนก็ได้เข้าสู่ชนเผ่า ได้รับมิตรภาพจากชนเผ่านี้ และเกิดเรื่องเกินคาดขึ้น
เจียงเจี่ยนเกิดความรู้สึกดีๆ กับบุตรสาวของประมุขเผ่า จึงขัดใจกับบุรุษในชนเผ่าไม่น้อย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวมากมาย
เจียงฉางเซิงฟังเสียงในใจของพวกเขารู้สึกว่าน่าสนใจ หากเขาชอบผจญภัยก็คงจะได้เจอชีวิตคล้ายๆ แบบนี้
เจียงเจี่ยนมีชีวิตอยู่ในต้าจิ่งมานานแต่ไม่เคยมีภรรยาหรือมีลูก แม้จะเคยมีสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน แต่ในใจก็คิดถึงใต้หล้ามาโดยตลอด จนกระทั่งพบรักครั้งนี้เขาจึงสับสนยิ่งกว่าครั้งไหน
ถ้าจะอยู่ก็ไม่มีทางได้กลับต้าจิ่งอีกแล้ว ถ้าไม่อยู่ก็ยากจะพานางกลับไปด้วย การพาคนรักเดินทางเส้นเดียวกันนั้นจะอันตรายเพียงใด
หลินเฮ่าเทียนกลับรู้สึกว่าไม่เป็นไร เขารู้สึกว่าในมหาพิภพจิตจรนี้ไม่ว่าไกลแค่ไหนก็ยังเจอกับสหายแห่งต้าจิ่งได้เสมอ อีกทั้งเขาไร้พันธะ อยากตอบแทนเจียงฉางเซิงแต่ก็ตัวคนเดียวอยู่ดี ดังนั้นอยู่ที่ชนเผ่าก็ไม่เลว อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้วิถียุทธ์ของที่นี่
ชนเผ่านี้แยกจากโลกภายนอกแต่กลับมีวิถียุทธ์ที่แข็งแกร่งผิดปกติ ทำให้หลินเฮ่าเทียนรู้สึกถึงกลิ่นอายของวิถียุทธ์โบราณ
เจียงฉางเซิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น สำหรับทางเลือกของเจียงเจี่ยนเขาเองก็ไม่มีความเห็นอื่น ให้เจียงเจี่ยนเป็นคนตัดสินใจเอง หากตัดสินใจได้แล้วระยะห่างในอนาคตก็ย่อมไม่ใช่ปัญหา ต่อให้เจียงเจี่ยนข้ามไม่ได้ เขาก็จะข้ามไปหาเอง นี่คือหลานชายที่เขารักที่สุด เจียงฉางเซิงย่อมต้องลำเอียง
“สถานการณ์ตระกูลมู่เป็นอย่างไรบ้าง” เจียงฉางเซิงเอ่ยปากถาม
มู่หลิงลั่วนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างเขา มีเพียงนางเท่านั้นที่สามารถเข้ามาฝึกกับเขาได้
มู่หลิงลั่วได้ยินก็ลืมตาขึ้นกล่าวว่า
“ดีมากเจ้าค่ะ แม้จะมีการแก่งแย่งทั้งลับและเปิดเผยกับตระกูลอื่น แต่ไม่จำเป็นต้องสนใจ ข้าเองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่ง เมื่อศิษย์รุ่นใหม่เติบโตขึ้นทีละรุ่น หลายเรื่องก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้าควบคุมได้อีกต่อไป พี่ฉางเซิงท่านก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจความเห็นของข้ามากนัก ตอนนี้ใจของข้าย่อมอยู่กับท่านแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเซิงยิ้ม “เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าแค่บังเอิญได้ยินเรื่องในใจของเจ้าเด็กเจียงเจี่ยนคนนั้นเท่านั้น”
เขาจึงเล่าเรื่องของเจียงเจี่ยนออกมา
คราวนี้มู่หลิงลั่วจึงเข้าใจ นางกะพริบตาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“บิดามารดาของข้าย่อมใส่ใจเรื่องชีวิตคู่ของข้า ทว่าจะให้เรื่องพิธีแต่งงานของโลกมนุษย์มาผูกมัดท่านได้อย่างไร”
นางกลับมองว่าไม่สำคัญเท่าไร สำหรับนางแล้วการให้มรรคาจารย์แต่งงานกับนางอย่างเป็นทางการนั้นช่างน่าขัน เป็นการลดเกียรติของมรรคาจารย์ นางก็ใช้เหตุผลข้อนี้ตอบโต้กับบิดามารดา แม้บิดามารดาจะไม่พอใจ แต่เมื่อมีการสนับสนุนจากมู่เสวียนกังปู่ของนาง พวกเขาก็จำใจต้องยอม
ความจริงนางเข้าใจดี บิดามารดาอยากให้เจียงฉางเซิงแต่งงานกับนางอย่างเป็นทางการ ก็เพื่อจะได้อาศัยบารมีของมรรคาจารย์ ตำแหน่งของตระกูลมู่ในวันนี้มีสายสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกกับมรรคาจารย์แล้ว นางไม่ได้บอกปู่และบิดามารดาว่าเจียงฉางเซิงมีความเกี่ยวข้องกับสกุลเจียงอย่างไร ไม่มีใครในใต้หล้ารู้เรื่องเลย
“พี่ฉางเซิง ท่านเล่าเรื่องของฮวาเจียนซินให้ข้าฟังได้หรือไม่เจ้าคะ”
มู่หลิงลั่วอดถามไม่ได้
เจียงฉางเซิงยิ้ม “ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้ฟังไปแล้วหรือ”
มู่หลิงลั่วขยับเข้าไปใกล้เขาแล้วกล่าวว่า
“ก่อนหน้านี้พูดไว้กว้างเกินไป ฟังไม่ละเอียด ยังมีเรื่องของเจียงจื่ออวี้อีกเจ้าค่ะ”
ไม่รู้เพราะเหตุใด ตั้งแต่ได้ยินชื่อเจียงจื่ออวี้นางก็รู้สึกผูกพันอย่างประหลาด พอได้ยินคนในโลกสรรเสริญไท่จง นางก็อดรู้สึกดีใจไปด้วยไม่ได้