เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 308 ลิขิตสวรรค์เสริมส่ง มรรคาจารย์เปลี่ยนไป
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 308 ลิขิตสวรรค์เสริมส่ง มรรคาจารย์เปลี่ยนไป
“ท่านอาจารย์ ข้าชอบความเงียบสงบขอรับ พวกเขาเอะอะกันเกินไป”
เจียงฉางเชิงวัยเด็กตอบด้วยเสียงเบามาก เขาดูประหม่าและกระสับกระส่ายยิ่งนัก นักพรตชิงชวีจ้องเขาด้วยแววตาสงบนิ่งจนน่ากลัว เมื่อมองจากมุมที่เจียงฉางเชิงยืนอยู่ จะสามารถมองเห็นแววตาของนักพรตชิงชวีได้ชัดเจนมาก
“ในความทรงจำของข้าในเวลานั้นไม่ได้เห็นแววตาของเขาเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นจินตนาการของข้าเอง หรือว่าได้กลับไปในอดีตกัน”
เจียงฉางเชิงคิดเงียบๆ เขารู้สึกว่าไม่น่าใช่อย่างหลัง หากเป็นการกลับไปในอดีต เหตุใดเขาในวัยเด็กกับนักพรตชิงชวีจึงมองไม่เห็นตัวเขากัน หรือว่าจะเป็นการถอดจิตออกไป
“ฉางเซิง เจ้ามีความคิดของตนเองตั้งแต่ยังเล็ก แม้อาจารย์ไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ แต่อาจารย์ดีใจกับการเติบโตของเจ้ายิ่งนัก จงเก็บรักษาความคิดของเจ้าในเวลานี้ไว้ อาจเป็นเรื่องดีก็เป็นได้ ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลง”
นักพรตชิงชวีกล่าว สีหน้าของเขาดูซับซ้อน เจียงฉางเชิงเข้าใจจิตใจเขา สิ่งที่เขาพูดคือเจียงฉางเชิงรู้จักวางตัวสงบเสงี่ยมเหมาะสม ไม่ได้ทำให้เจียงยวนเดือดร้อนยุ่งยาก ลูกหลานในเมืองหลวงไม่มีทางรู้ว่าอารามมังกรผงาดมีคนเช่นเขาอยู่ ดังนี้แล้วเขาก็ไม่ต้องไปเปิดเผยฐานะตนต่อสายตาของเหล่าผู้ทรงอำนาจ
เพื่อปกป้องเขาในครั้งนั้น จึงได้ปรามอำนาจของตระกูลฝั่งฮองเฮาไปด้วยพร้อมกัน เจียงยวนส่งเขาไปที่อารามมังกรผงาดนึกว่าจะสามารถปกปิดเอาไว้ได้ แต่จนใจนักที่มีผู้ทรงอำนาจจำนวนไม่น้อยต้องการสังหารเขา อาจเป็นเขี้ยวเล็บจากฝักฝ่ายขององค์ชายองค์อื่นๆ หรืออาจเป็นพวกปลายแถวของหอมังกรมหายาน
แม้ภายหลังเจียงยวนจะอาศัยการปราบปรามพรรคมารมาจัดการคนเหล่านี้จนสิ้นซากแล้ว แต่สาเหตุสำคัญที่สุดที่เขามีชีวิตรอดได้ก็เพราะได้รับประโยชน์จากระบบรอดชีวิตและการฝึกฝนตั้งแต่เล็กจนโต มิเช่นนั้นเขาคงถูกพรรคมารสังหารไปแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงฉางเซิงก็เข้าใจขึ้นมาทันใดว่าเหตุใดตนเองจึงได้มาที่นี่ คำพูดทั้งหมดของนักพรตชิงชวีทำให้เจียงฉางเชิงเข้าใจถึงการเติบโตขึ้นอย่างสงบเสงี่ยม เขายังจำได้ดีว่านอกจากสงบเสงี่ยมแล้วก็ยังมีสิ่งอื่นด้วย
“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เข้าใจขอรับ”
เจียงฉางเซิงวัยเด็กเงยหน้าขึ้นพูดและสบตากับนักพรตชิงชวี นักพรตชิงชวีเอื้อมมือออกมาลูบศีรษะเขา หลังจากกำชับอีกสองสามประโยคก็จากไปอีกครั้ง เจียงฉางเชิงมองแผ่นหลังของนักพรตชิงชวีที่จากไปพลางทอดถอนใจว่า
“ท่านอาจารย์ ไม่ได้พบกันนานแล้วจริงๆ ท่านยังคงอบอุ่นอยู่เช่นนี้เสมอ”
เขามองตนเองในวัยเด็ก แววตาของตัวเขาในวัยเด็กภายใต้แสงจันทร์ช่างแน่วแน่นัก แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องยิ้มออกมา
ปีติ้งเหอที่แปด ต้นเดือนหนึ่ง ทัพกลยุทธ์สวรรค์เปิดศึกใหญ่กับสวี่หมาง ศึกใหญ่ครั้งนี้ก็เป็นเช่นที่คนในใต้หล้าและในทัพคิดไว้ สวี่หมางไมอาจเอาชนะทัพกลยุทธ์สวรรค์ได้แต่อย่างใด
ทัพกลยุทธ์สวรรค์เป็นสุดยอดความเกรียงไกรของต้าจิ่ง มีแม่ทัพขั้นถ้ำสวรรค์อยู่ไม่น้อย และมีค่ายกลทัพแห่งโชคชะตาที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าจิ่ง ไม่มีทางที่ทัพใหญ่ของสวี่หมางจะต้านทานได้ ศึกครานี้ทำให้แสนยานุภาพของทัพกลยุทธ์สวรรค์ระบือในใต้หล้าอีกครั้ง เป่ยเจียงอ๋องก็ได้ปรากฏต่อสายตาของคนทั่วหล้าอีกครั้ง โดดเด่นไม่มีสองขึ้นมาในทันใด อ๋องผู้ครองรัฐผู้นี้เคยช่วยหนุนอดีตโอรสสวรรค์มาก่อน และมีความชอบในการศึกใหญ่หลวง!
แม้สวี่หมางจะแพ้แต่ก็ไม่ได้พ่ายแพ้เสียทั้งหมด เพียงแต่ทำให้สมรภูมิมีพื้นที่ลดลงและมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่รัฐเป่ยเสวียน
หลังปีใหม่ ทัพกลยุทธ์สวรรค์ได้ชัยชนะใหญ่อีกครั้ง หลังจากพ่ายแพ้ย่อยยับสองครั้งติดต่อกัน ทำให้ความมั่นใจของฝ่ายสวี่หมางลดลงอย่างมาก
โถงใหญ่ที่ว่าการรัฐเป่ยเสวียน บุรุษสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำผู้หนึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งหลักด้วยท่าทีองอาจเด็ดเดี่ยว เขามีใบหน้าหล่อเหลาเพียงแต่ดวงตาขวาบอด และมีรอยแผลเส้นหนึ่งกับรอยประหลาดสีดำเส้นหนึ่งอยู่บนหน้าผาก มีกลิ่นอายชั่วร้ายที่ยากจะอธิบายได้แพร่ออกมาจากทั้งตัวของเขา สวี่หมาง! บุคคลเลื่องชื่อผู้ซึ่งสั่นสะเทือนมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง!
สวี่หมางกวาดตามองทหารและกุนซือที่ยืนอยู่ในโถง ประหนึ่งกษัตริย์กำลังก้มลงมองเหล่าขุนนางของตน บรรยากาศตึงเครียดนัก
“หัวหน้า ทัพกลยุทธ์สวรรค์ทรงอานุภาพนัก ในเมื่อพวกเราไม่อาจต้านพวกเขาได้ มิสู้ละทิ้งรัฐเป่ยเสวียนไปเสียดีกว่าหรือ จากนั้นก็ออกไปเกณฑ์ไพร่พล ซื้อเวลาเพื่อเตรียมตัวเผื่อเกิดเรื่องอีกในวันหน้าขอรับ!”
บุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งเอ่ยปาก เสียงเช่นระฆังกังกังวานสะท้อนก้องอยู่ภายในโถงใหญ่ เขาสวมชุดเกราะสีดำ ลำแขนทั้งสองข้างเปลือยเปล่า แขนท่อนบนที่มีกล้ามเนื้อนูนออกมาขนานหนายิ่งกว่าเอวของทหารนายอื่นเสียอีก
คำพูดของเขาได้รับความเห็นชอบจากคนจำนวนไม่น้อย พวกเขาไม่ต้องการเผชิญหน้ากับทัพกลยุทธ์สวรรค์อีกแล้ว ทว่าสวี่หมางเอ่ยเสียงเย็นเยียบว่า
“เกิดเรื่องอีกอย่างนั้นรึ พูดเสียเป็นเรื่องง่าย หากพวกเราพ่ายแพ้อีก ความแข็งแกร่งของต้าจิ่งจะไม่มีวันเปลี่ยนไปนับร้อยปี ยิ่งไปกว่านั้นพวกเรายังจะถูกสังหารตายกันดาษดื่น ตัวข้าผู้แซ่สวี่ไร้เรื่องต้องพะวงมานานแล้ว แต่พวกเจ้าเล่ายังคิดจริงๆ หรือว่าจะสามารถหันหลังกลับฝั่งได้ โอรสสวรรค์เป็นคนเช่นใด และพวกตระกูลขุนนางเก่าแก่เหล่านั้นชั่วช้าเช่นใดกัน”
คำพูดของเขาจี้ใจดำทุกคำ ทุกคนฟังแล้วต้องนิ่งเงียบลงอีกครั้ง สวี่หมางสูดหายใจลึกกล่าวว่า
“พวกเจ้าอย่าได้ลนลาน ข้าจับตาดูปรากฏการณ์ในยามค่ำคืนแล้ว ภายในสามวัน ต้าจิ่งจะเกิดความเปลี่ยนแปลง ส่วนชะตาของพวกเรานั้นยังไม่นิ่ง แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวของเรา”
“นับแต่โบราณมา ผู้กล่าวอ้างความชอบธรรมล้วนไม่มีเคยมีจุดจบที่ดี โดยมากล้วนเป็นพวกตัดชุดแต่งงานที่อยู่เบื้องหลังเหล่าผู้ปกครองทั้งสิ้น ข้าไม่เชื่อในความชั่วร้ายนี้ สวรรค์ต้องช่วยข้า และจะต้องช่วยทัพใหญ่มหาคลื่น พวกเจ้าเตรียมรับโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่สวรรค์จะประทานมาให้แล้วหรือไม่”
ทันทีที่เอ่ยออกไป ทุกคนต่างหายใจกระชั้น เลือดร้อนในอกพลุ่งพล่าน และต่างร้องตะโกนออกมา
“พวกข้าเตรียมพร้อมแล้ว!”
“ราชบัลลังก์ผลัดกันครอง หนึ่งโอรสสวรรค์หนึ่งกลุ่มขุนนาง วาสนาเงินทองต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มา!”
“หากพวกเราทำสำเร็จ มิใช่ว่าจะชื่อจารึกในประวัติศาสตร์หรอกหรือ ต่อสู้มาจนถึงบัดนี้มรรคาจารย์ก็ยังไม่ออกโรงเลย แสดงว่ามรรคาจารย์ก็ไม่พอใจกับแผ่นดินของสกุลเจียงเช่นกัน ควรถึงแก่เวลาของหัวหน้าได้แล้ว!”
“ฮ่าๆๆ ต่อไปนี้ใต้หล้าจะต้องแซ่สวี่ พวกเราจะได้มียศถาบรรดาศักดิ์กันแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าความฮึกเหิมของคนสนิททั้งหลายถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว สวี่หมางจึงมีรอยยิ้มพึงพอใจ เขาค่อยๆ โน้มตัวไปข้างหน้า ราวกับกำลังจะกระโจนเข้าตะครุบเหยื่อ พร้อมแววตาเย็นเยียบ
“มหาคลื่นถาโถมแล้ว จะเป็นคลื่นลมสงบ หรือม้วนกลืนใต้หล้า ก็ต้องขึ้นอยู่กับปณิธานอันเด็ดเดี่ยวของทุกท่านแล้ว”
คำพูดนี้ของสวี่หมางไม่ได้พูดให้แม่ทัพในทัพของตนเองฟังเท่านั้น แต่พูดให้ตัวเขาเองฟังด้วย
ในเรือนพักเขามังกรผงาด สติสัมปชัญญะของเจียงฉางเซิงกลับมาในความเป็นจริง แววตาของเขามุ่งมั่นขึ้นมาอย่างประหลาด เมื่อนึกย้อนกลับไปในอดีต ยิ่งทำให้จิตมรรคาของเขาแข็งแกร่งขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นว่าเขาลืมตาแล้ว ไปฉีที่อยู่ใต้ต้นไม้ก็รีบถามว่า “นายท่าน ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
คนอื่นๆ ต่างมองมาทางเจียงฉางเชิง เขานั่งอยู่บนต้นไม้มาหลายเดือนแล้ว ทุกคนเคยร้องเรียกเขาแต่ก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับ สภาวะเช่นนี้ทำให้พวกเขาตึงเครียด เมื่อได้เห็นเจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นพวกเขาจึงได้โล่งอก
เจียงฉางเชิงใช้วิชาดวงเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกวาดตามองต้าจิ่งแล้วถามว่า “เรื่องใดหรือ?”
“เมื่อครึ่งเดือนก่อน รัฐเป่ยเสวียนถูกก้อนอุกกาบาตยักษ์นอกพิภพพุ่งเข้าชน และกระแทกลงบนสนามรบ ส่งผลให้ทัพกลยุทธ์สวรรค์บาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน จึงจำเป็นต้องล่าถอย ทัพใหญ่ของสวี่หมางได้ทีมีชัย รุกไล่โจมตี และทำให้กำลังความสามารถของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมากอีกด้วย!” จีอูจวินพูดออกมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาไปฉีหมดอารมณ์ เหตุใดชอบแย่งพูดอยู่เรื่อย
นายท่านไปทอดถอนใจว่า “ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน กลับมีอุกกาบาตนอกพิภพมาช่วย เกินคาดคิดนัก หรือว่าตัวเขาจะมีลิขิตสวรรค์ (เทียนมิ่ง)”
เจียงเทียนมิ่งพูดอย่างไม่พอใจว่า “เหตุใดตัวเขาจึงได้มีข้าอยู่เล่า”
คนอื่นๆ จึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน เรื่องที่สวี่หมางได้รับการช่วยเหลือจากอุกกาบาตนอกพิภพแพร่ออกไปอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ตัวเขามีประกายของตำนานขึ้นมา เจียงฉางเซิงได้ฟังแล้วจึงสอบถามอยู่ในใจ
ผู้แข็งแกร่งที่อยู่เบื้องหลังสวี่หมาง แข็งแกร่งเพียงใด?
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 108,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
หนึ่งร้อยล้านแต้มเซ่นไหว้!
ไม่ได้การ! มูลค่าตัวหนึ่งร้อยล้านก็สามารถเรียกอุกกาบาตนอกพิภพมาได้แล้วหรือ? ยากเสียแล้ว หรือว่าเจ้าหมอนี่จะมีชะตาเช่นเดียวกับหลิวซิ่วแห่งประเทศจีน
สายตาของเจียงฉางเซิงเห็นสวี่หมางได้อย่างรวดเร็ว สวี่หมางกำลังนำกองทัพเข้าโจมตีเมืองชาง ทรงอำนาจฮึกเหิมนัก ดวงจิตของเขาสามารถครอบคลุมได้ทั่วทั้งต้าจิ่งแล้ว เขาสัมผัสได้ว่ามีพลังที่พิเศษชนิดหนึ่งอยู่บนตัวสวี่หมาง คล้ายกับพลังแห่งเคราะห์กรรม พลังนี้เล็กน้อยนักแต่สามารถชักนำพลังแห่งฟ้าดินได้ หรือจะเป็นเพราะพลังนี้
เจียงฉางเชิงเอ่ยว่า “หากแม้แต่สวี่หมาง ต้าจิ่งก็ไม่อาจทำลายได้ ก็ควรต้องเปลี่ยนโอรสสวรรค์ใหม่แล้ว”
เขาลงมาบนพื้นและเดินไปยังอารามที่เปลี่ยนมาจากตำหนักเมฆาม่วง เมื่อทุกคนเห็นเขาเข้าไปในอารามแล้วจึงได้แอบสนทนา
เยี่ยสวินตี่พึมพำว่า “รู้สึกว่ามรรคาจารย์มีบางสิ่งเปลี่ยนไป” คนอื่นๆ พยักหน้า เพราะต่างก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน แต่ว่าจะเปลี่ยนไปเช่นใดบ้าง พวกเขากลับบอกไม่ถูก
เดือนสี่ เกิดทัพกบฏขึ้นมากกว่าสิบรัฐในต้าจิ่ง ล้วนเป็นสาวกของมหาคลื่นที่ยึดถือในตัวสวี่หมาง พวกเขาตีเมืองของดินแดนหลายแห่งและทำให้ใต้หล้าเกิดความโกลาหลใหญ่หลวง
โอรสสวรรค์กริ้วหนักจึงส่งทหารออกไปจำนวนมาก อ๋องผู้ครองรัฐ เจ้าเมืองทั้งหมด ต่างเริ่มยกทัพไปปราบทัพของสวี่หมาง และกำลังทำศึกอย่างดุเดือด มีวีรบุรุษจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ออกมาปรากฏตัว ส่วนมากเป็นลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธ์ หรือตระกูลขุนนางเก่าแก่ในหลายรัชสมัย และมีเหล่าปรมาจารย์ที่มาจากยุทธภพอีกด้วย
หยางโจวแห่งอารามมังกรผงาด นำสิบแปดกลุ่มดาวบุกรัฐเป่ยเสวียนจนเกือบจะเด็ดหัวสวี่หมางมาได้ แต่สุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้เพราะข้างกายสวี่หมางมียอดฝีมือจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แม้จะเป็นดังนี้ เมื่อหยางโจวและสิบแปดกลุ่มดาวต้องถอยออกมา ก็ยังมีชื่อเสียงสะเทือนใต้หล้า ผู้คนในแผ่นดินพากันรื้อฟื้นชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของหยางโจวและพรรคพวกที่เคยมีเมื่อก่อนนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ตระกูลมู ตระกูลอวี๋ ตระกูลเฉิน และตระกูลอื่นๆ แม้แต่ศิษย์ส่วนหนึ่งของนักปราชญ์ฉีก็มาปรากฏตัวเพื่อปราบสวี่หมางด้วย
หลังจากเกิดเรื่องของสวี่หมางมาหลายปี นับวันจึงมีชาวบ้านรู้เห็นเบาะแสเรื่องชั่วช้าที่ทัพของสวี่หมางทำมากขึ้น ผู้คนในใต้หล้าจึงได้เพิ่งตระหนักว่าสวี่หมางก็มิได้ทรงคุณธรรมอันใด เพียงอ้างชื่อของประชาชนและหวังฮุบแผ่นดินเท่านั้น
เดือนสิบ แม่ทัพผู้หนึ่งนามว่า หยางเจิง เขานำลูกหลานตระกูลหยางออกมาเผยตัวต่อโลกหล้า พวกเขาบุกเข้าทำศึกทันที สามารถตีเมืองต่างๆ ของทัพใหญ่แห่งสวี่หมางจนแตกพ่ายได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เลื่องชื่อระบือไกล หยางเจิงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหยางโจว เขามาจากตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ลึกล้ำที่สุดในต้าจิ่ง บรรพบุรุษของตระกูลมีความชอบในการหนุนฮ่องเต้ขึ้นครองแผ่นดิน ฮองเฮาองค์แรกเมื่อต้าจิ่งก่อตั้งแคว้นก็มาจากตระกูลหยาง
ตระกูลหยางสร้างความก้าวหน้ามาสามร้อยปี นับว่าดำรงอยู่อย่างมั่งคงยิ่งใหญ่ในต้าจิ่ง และยังมีสัมพันธ์อันดีกับอารามมังกรผงาดด้วย มีขั้นถ้ำสวรรค์สามคนในอาณัติของหยางเจิง ล้วนเป็นคนของตระกูลหยางทั้งสิ้น เป็นสามผู้มีพรสวรรค์ยิ่งใหญ่ที่ล้ำเลิศที่สุดของตระกูลหยาง ถูกขนานนามว่า สามยอดขุนศึกตระกูลหยาง ทรัพยากรที่พวกเขาทั้งสามคนได้รับนั้นมากกว่าเป่ยเจียงอ๋องเสียอีก
เป่ยเจียงอ๋องทรงอานุภาพแข็งแกร่งแต่เพียงเบื้องหน้าเท่านั้น แต่ยามอยู่ต่อหน้าตระกูลหยางกลับเทียบไม่ได้แต่อย่างใด ทันใดนั้น ชื่อเกริกก้องของตระกูลหยางก็เข้ายึดครองทั่วทั้งใต้หล้า
ปลายปี หยางเจิงนำทัพตระกูลหยางบุกเขารัฐเป่ยเสวียน สามยอดขุนศึกตระกูลหยางเข้าต่อสู้กับขั้นถ้ำสวรรค์สิบคนเพียงลำพัง สังหารไปได้สี่คน และโจมตีจนล่าถอยไปหกคน ทำให้เลื่องชื่อไร้เทียบเทียมขึ้นมาในบัดดล แม้แต่หยางโจวและสิบแปดกลุ่มดาวแห่งอารามมังกรผงาดก็ยังเทียบไม่ได้
ห้องทรงพระอักษร เมืองซุนเทียน โอรสสวรรค์ดีใจเป็นที่สุดเมื่อได้ฟังรายงานจากองครักษ์ชุดขาว หลังจากเทพจอมโจรให้องครักษ์ชุดขาวออกไปแล้ว จึงถามเสียงเบาว่า
“ทูลฝ่าบาท เดิมทีตระกูลหยางก็มีเส้นสายในราชสำนักลึกล้ำนัก หากว่าบัดนี้สร้างความชอบใหญ่หลวง กระหม่อมเกรงว่าอันฉางจะสะกดไว้ได้ยาก จะชักนำให้เกิดความแค้นเคืองในเหล่าขุนนางพะยะค่ะ”
นับแต่ต้าจิ่งก่อตั้งแคว้นมา ตระกูลหยางก็มีอำนาจใหญ่หลวง ถึงขั้นที่เคยมีอัครมหาเสนาบดีแซ่หยางมาแล้วสองคนในรัชสมัยเดียวกัน หลังจากถูกฮ่องเต้จิงอู๋จูปรามอำนาจในครั้งนั้น ตระกูลหยางจึงได้วางตัวสงบเสงี่ยมเรื่อยมา แต่ตระกูลหยางไม่เพียงมีความชอบในการหนุนฮ่องเต้จิงอู๋เจิ้นขึ้นครองบัลลังก์เท่านั้น ยังเคยมีส่วนร่วมที่ยิ่งใหญ่ครั้งฮ่องเต้ไท่จงก่อการด้วย เหล่าเชื้อพระวงศ์แห่งราชสกุลเจียงล้วนต้องเกรงใจตระกูลหยาง พูดอย่างไม่เกินจริง ในต้าจิ่งนอกจากราชสกุลเจียงแล้ว ตระกูลหยางก็คือตระกูลใหญ่อันดับสอง
โอรสสวรรค์กล่าวว่า “หากไม่อาจปรามอำนาจได้ เช่นนั้นเขาก็ไม่คู่ควรเป็นหมากของเรา อย่างไรก็ต้องตาย”
เขารู้จักตระกูลหยางลึกซึ้งยิ่งกว่านี้เสียอีก ฮองเฮาซึ่งเป็นบรรพบุรุษของตระกูลหยาง เป็นมารดาแท้ๆ ของมรรคาจารย์ทีเดียว! เมื่อมีความสัมพันธ์เช่นนี้อยู่ โอรสสวรรค์รัชสมัยต่อๆ มาจึงไม่กล้าไปปรามอำนาจตระกูลหยางมากเกินไป ทว่าฝ่ายตระกูลหยางกลับไม่รู้ความจริงข้อนี้ จึงราวกับยืนอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางเรื่อยมา ไม่ได้ก่อเรื่องใดขึ้น ยามนี้แผ่นดินโกลาหลหนัก ตระกูลหยางจึงจำเป็นต้องลงมือ
“สามยอดขุนศึกตระกูลหยางเก่งกาจนัก สมกับเป็นตระกูลหยางโดยแท้” โอรสสวรรค์เอ่ยทั้งหัวเราะลั่น มีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าใจความหมายอีกชั้นหนึ่งในคำพูดของตน
มรรคาจารย์มีสายโลหิตของตระกูลหยางอยู่ครึ่งหนึ่ง ยามนี้ตระกูลหยางถือกำเนิดยอดขุนศึกแห่งยุค ทั้งทำให้เขาประหลาดใจและรู้สึกว่าสมเหตุสมผลในเวลาเดียวกัน