เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 307 จิ๋วเทียน ถามใจรู้แจ้งในมรรคา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 307 จิ๋วเทียน ถามใจรู้แจ้งในมรรคา
ขุนนางบุ๋นบู๊เต็มท้องพระโรงต่างถกเถียงกัน แต่กลับไม่มีใครกล้าก้าวออกมา เผ่าปีศาจจากไปหลายสิบปีแล้ว แต่วันนี้กลับย้อนกลับมา จะต้องมีอานุภาพที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเป็นแน่
ในเวลานั้นเอง ขุนนางชราก็ก้าวออกมากล่าวว่า “ทูลฝ่าบาท ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องกังวลพระทัย เป็นแค่การพบร่องรอยของเผ่าปีศาจเท่านั้น เผ่าปีศาจยังอยู่ห่างจากต้ากวงเทียนมากนัก ขอเพียงพวกเราเตรียมการป้องกันเอาไว้อย่างดี รอวันเจ้าแห่งฟ้ากลับมาก็พอ”
“เจ้าแห่งฟ้าเดินทางไปยังเผ่าปีศาจ อาจทำให้พลิกสถานการณ์ได้ ขุมอำนาจต่างๆ ในใต้หล้าทุกวันนี้ไม่ใช่เพียงเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจเท่านั้น ทางทิศตะวันตกยังปรากฏเผ่าอื่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักอีกจำนวนไม่น้อย นี่อาจเป็นมหันตภัยหมื่นเผ่าที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เคยทำนายเอาไว้ก็เป็นได้พะยะคะ”
คำพูดของเขาได้รับความเห็นชอบจากขุนนางบุ๋นบู๊จำนวนไม่น้อย ต้ากวงเทียนกำลังอยู่ในระหว่างการเติบโตอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่ต้องการบุ่มบ่ามลงมือ โอรสสวรรค์จึงได้แต่ต้องยอมรับอย่างจนใจ
“ทูลฝ่าบาท สิ่งที่พวกเราควรจะต้องเป็นห่วงคือราชอาณาจักรใหญ่อีกสองแห่งต่างหาก พวกเขากำลังจะเป็นพยัคฆ์ขวางเส้นทางที่ต้ากวงเทียนจะกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์พะยะคะ”
แม่ทัพผู้หนึ่งก้าวออกมาพร้อมกล่าวเสียงหนักแน่น คำพูดของเขาทำให้เหล่าขุนนางเริ่มหารือกัน การหารือครั้งนี้ไม่มีโอรสสวรรค์เข้าร่วมด้วย ขุนนางบุ๋นบู๊สองฝั่งระเบิดข้อถกเถียงกัน ก่อวิวาทะกันจนใบหูแดงไปหมด
โอรสสวรรค์เห็นแล้วรำคาญใจนัก สร้างอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ขึ้นใหม่ น่าขันเสียจริง เอาแต่กล่าวอ้างคุณธรรมความเมตตา แต่ที่แท้แล้วทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง…
โอรสสวรรค์เย้ยหยันอยู่ในใจ แต่สิ่งที่เขารู้สึกมากกว่าคือความสิ้นหวัง ราชอาณาจักรเช่นนี้จะไม่พ่ายแพ้ได้อย่างไร เมื่อพ่ายแพ้แล้วตัวเขาผู้เป็นโอรสสวรรค์ก็จะต้องตาย
ไม่รู้เพราะเหตุใด ชั่วอึดใจนี้จู่ๆ เขาก็คิดถึงชื่อหนึ่งขึ้นมา… มรรคาจารย์!
เมื่อทอดสายตาไปยังเผ่ามนุษย์ที่อยู่ในมหาสมุทรไร้ขอบเขต ผู้แข็งแกร่งที่ช่วยเหลือมนุษย์อย่างแท้จริงนั้นสามารถใช้นิ้วมือนับจำนวนได้ ส่วนมากแล้วล้วนแต่เป็นพวกบ้าอำนาจที่กระเหี้ยนกระหือรือทั้งสิ้น
ยิ่งคิดโอรสสวรรค์ก็ยิ่งปวดใจ ต่อให้มรรคาจารย์สามารถช่วยเขาได้ แล้วเขาจะไปหามรรคาจารย์ได้อย่างไร
ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงอีกคนหนึ่งขึ้นมา แม่ทัพที่เจ้าแห่งฟ้าให้ความสำคัญที่สุด เป็นผู้ศรัทธาในมรรคาจารย์อย่างยิ่งยวด อาจไปพูดคุยกับแม่ทัพผู้นั้นได้สักหน่อย
เขาเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับมรรคาจารย์มามาก เล่าขานกันมาอึกทึกครึกโครมไปหมด อย่างไรเสียเวลานี้เขาตกอยู่ในภาวะลำบากแสนสาหัส หาวิธีอื่นไม่เจออยู่แล้ว จะลองดูก็ไม่เสียหาย โอรสสวรรค์คิดว่าไม่อาจเอาแต่นั่งรอวันตายได้ หากปล่อยให้เจ้าพวกแสวงหาประโยชน์ส่วนตนเหล่านี้กำเริบเสิบสาน ไม่แน่ว่าเขายังไม่ทันสละราชบัลลังก์ก็จะต้องตายเสียก่อน
ปีติ้งเหอที่เจ็ด
นับตั้งแต่โอรสสวรรค์ประกาศราชโองการ ตระกูลขุนนางเก่าแก่และเหล่าอ๋องผู้ครองรัฐทั่วใต้หล้า ต่างส่งคนออกมาด้วยต้องการทำลายสวี่หมางให้ย่อยยับ แต่งตั้งลูกหลานที่อยู่ในวัยหนุ่มให้ได้เป็นอ๋องเพื่อขยายอำนาจของตระกูลตน
ทว่าสวี่หมางถูกล้อมโจมตีกลับยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งมีชัย และเขารุกรานตัวเมืองชิงดินแดนได้อย่างต่อเนื่อง เวลานี้ยึดดินแดนได้สี่รัฐ ทำให้ความน่าเกรงขามของเขายิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คนที่สวามิภักดิ์กับเขาก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน
จนถึงบัดนี้ ผู้คนในหล้าจึงเพิ่งรู้สึกได้ว่าสวี่หมางมิได้แค่ปรากฏขึ้นแล้วหายวับไป หากแต่สามารถสร้างความสั่นสะเทือนแก่แผ่นดินต้าจิ่งได้จริงๆ
เดือนห้า ภายในจวนแห่งหนึ่งในรัฐลัว บุรุษชุดคลุมดำยังคงดื่มชาอยู่ภายในลานเรือน นักพรตชิงชวีนั่งอยู่ข้างกายเขา ทั้งสองกำลังฟังผู้ใต้บัญชารายงานเรื่องของสวี่หมาง
จนเมื่อผู้ใต้บัญชาพูดจบ บุรุษชุดคลุมดำจึงโบกมือบอกให้อีกฝ่ายถอยออกไป ภายในลานเรือนจึงเหลือแต่พวกเขาสองคน
บุรุษชุดคลุมดำหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า “ชางหลางสาดชัดขึ้นแล้ว เพียงแต่คลื่นนี้จะคงอยู่ได้นานเท่าใด พวกเราต้องควบคุมให้ดี”
นักพรตชิงชวีขมวดคิ้วน้อยๆ บอกว่า “พลังของชางหลางแกร่งกว่าที่พวกเราคาดเอาไว้มากนัก ดูท่าจะมีผู้อื่นคอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง”
“ผู้คนที่ไมพอใจแผ่นดินสกุลเจียงมีถมเถไป พวกเขาแค่กำลังขัดข้องใจที่ไม่มีผู้นำเท่านั้น เมื่อพวกเราให้โอกาสพวกเขา พวกเขาจะไม่ทะนุถนอมไว้ได้อย่างไร” บุรุษชุดคลุมดำพูดจบก็เป่าไอร้อนข้างบนถ้วยชา
นักพรตชิงชวีถามว่า “ชางหลางโหมแล้ว เมื่อใดจิ๋วเทียนจะปรากฏตัว”
บุรุษชุดคลุมดำกล่าวว่า “จิ๋วเทียนหาใช่ว่าจะคัดเลือกออกมา แต่เป็นพวกเขาไปแย่งชิงกันเอง คอยดูเถิด จิ๋วเทียนจวนจะปรากฏตัวแล้ว”
นักพรตชิงชวีจ้องเขาแล้วถามว่า “ข้าใคร่รู้ยิ่งว่าเจ้ามีลูกไม้ฝังเอาไว้เท่าไร และมีตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ควบคุมอยู่อีกเท่าใดกันแน่”
ลมเอื่อยโชยพัดในลานเรือน ใบไม้แกว่งไกวส่งเสียง บุรุษชุดคลุมดำไม่ได้ตอบแต่บอกว่า “เจ้าลงมือได้แล้ว จำไว้ อย่าผลักให้ตนเองออกหน้าเกินไป”
นักพรตชิงชวีพยักหน้าก่อนลุกขึ้นแล้วจากไป
บุรุษชุดคลุมดำมองตามทิศทางที่เขาจากไป แววตาค่อยๆ เลือนหายเข้าสู่ภาวะจิตใจล่องลอย ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดจู่ๆ เขาก็ตื่นขึ้นมา
“ดูท่ามรรคาจารย์จะละทิ้งต้าจิ่งไปแล้วจริงๆ” บุรุษชุดคลุมดำยกมุมปากขึ้น รินชาอีกถ้วยให้ตนเอง ทว่าน้ำชาเย็นชืดไปหมดเสียแล้ว
เดือนเก้า สวี่หมางเข้าบุกรัฐทางใต้อีกครั้ง เขาทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ มากเสียจนเมืองหลวงซุนเทียนเริ่มสั่นคลอน
วาระราชการยามเช้าในตำหนักระฆังทอง ขุนนางชราผู้หนึ่งก้าวออกมาเอ่ยเสียงสั่นว่า “ทูลฝ่าบาท จะต้องหยุดยั้งอานุภาพของสวี่หมางให้ได้ ขอฝ่าบาทส่งทัพกลยุทธสวรรค์ออกไปปราบทัพศัตรูเถิดพะยะคะ!”
ทันทีที่กล่าวออกไป เหล่าขุนนางต่างก้าวออกมาขอให้โอรสสวรรค์เคลื่อนทัพกลยุทธสวรรค์ ทัพกลยุทธสวรรค์เป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของต้าจิ่ง นับแต่สวี่เทียนจีออกจากตำแหน่งก็ถูกโอรสสวรรค์ครอบครองไว้ผู้เดียว
โอรสสวรรค์เอ่ยทั้งขมวดคิ้วว่า “แล้วผู้ใดสามารถรับหน้าที่ผู้นำของทัพกลยุทธสวรรค์ได้เล่า”
ภายในทัพกลยุทธสวรรค์มียอดฝีมือดาษดื่น หากคิดจะปกครองพวกเขาก็หาใช่เรื่องง่ายดาย โดยเฉพาะหลังจากสวี่เทียนจีถูกปลดจากตำแหน่งแล้ว เทพกระบี่ไม่พอใจ ราชอำนาจแห่งโอรสสวรรค์เป็นที่เสื่อมศรัทธาและเข้าสู่ภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้แล้ว
อันฉางก้าวออกมากล่าวว่า “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมขอเสนอคนผู้หนึ่ง เป่ยเจียงอ๋องพะยะคะ”
ได้ยินเช่นนั้น หัวคิวของโอรสสวรรค์ก็ยิ่งขมวดแน่นเข้าไปอีก เหล่าขุนนางต่างคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลว หลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ โอรสสวรรค์ก็กล่าวว่า “เช่นนั้นจงถ่ายทอดราชโองการของเราออกไป แต่งตั้งให้เป่ยเจียงอ๋องเป็นผู้นำทัพกลยุทธสวรรค์เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะทำลายทัพข้าศึกสวี่หมางลงได้!”
“ฝ่าบาททรงพระปรีชา!”
ปกติแล้วพวกเขาต่างขัดแข้งขัดขากัน แล้วจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าสวี่หมางมีอำนาจมหาศาลคอยหนุนหลังอยู่ เมื่อยามนี้มีแม่ทัพแห่งทัพกลยุทธสวรรค์ออกมา ความวุ่นวายที่เกิดจากสวี่หมางจึงนับว่าสงบลงได้แล้ว ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการนี้ต่างพึงพอใจนัก ส่วนผู้คนที่เสียผลประโยชน์ก็ทั้งไม่พอใจและเสียดาย เพียงแต่ไม่กล้าแสดงออกมาเท่านั้น บางเรื่องไม่อาจแสดงออกต่อภายนอก ขุนนางต้องรู้จักทำตัวสงบเสงี่ยม หากไม่รู้จักมารยาท
โอรสสวรรค์ลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อแล้วกล่าวว่า “เลิกประชุม”
เหล่าขุนนางคุกเข่าลงถวายบังคมจนโอรสสวรรค์ออกไปแล้ว อันฉางจึงถูกเหล่าขุนนางรุมล้อมและต่างชมเชยในความกล้าหาญของเขาที่กล้าเสนอชื่อเป่ยเจียงอ๋อง
แม่ทัพผู้หนึ่งแค่นเสียง เป็นโจวเจวี่ยซื่อ ศิษย์ของเจ้าอาวาสดินแดนศักดิ์สิทธิ์วัดพญามังกรนั่นเอง เมื่อปีนั้นเขาและอวี๋ชิงหลวนแห่งตระกูลขุนนางประคองจันทร์ เคยเป็นยอดยุทธคู่แห่งต้าจิ่ง
นับแต่จักรพรรดิยุทธ์มีชื่อเสียงโดดเด่นขึ้นมา ชื่อเสียงยอดยุทธ์ของโจวเจวี่ยซื่อก็จืดจางลง ภายหลังเขามาดูแลกองทัพจวบจนปีนป่ายขึ้นมาถึงในราชสำนักได้ เวลานี้เขาอายุเกือบสองร้อยปีแล้ว และอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์สอง เป็นผู้มีอำนาจมั่นคงในบรรดาแม่ทัพทั้งปวง
โจวเจวี่ยซื่อเดินมาตรงหน้าอันฉางพลางมองเขาอย่างดูแคลน กล่าวว่า “ท่านอัครมหาเสนาบดีอัน หากข้าจับได้ว่าท่านสมคบกับเป่ยเจียงอ๋อง ท่านต้องเดือดร้อนหนักแน่” เขาเอื้อมมือขวาออกไปจิ้มนิ้วชี้ลงที่หน้าอกของอันฉาง
อันฉางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านแม่ทัพโจวกล่าวสิ่งใด ทั้งข้าและเป่ยเจียงอ๋องล้วนเป็นขุนนาง แล้วจะบอกว่าสมคบกันได้เยี่ยงไร ท่านแม่ทัพโจวอย่าได้ตำหนิและเคืองโกรธที่ข้าไม่ได้เสนอให้ท่านรับหน้าที่นำทัพกลยุทธสวรรค์ เพราะท่านเองก็มิได้เสนอตนเองแต่อย่างใด”
โจวเจวี่ยซื่อก้มหน้าลง ขยับเข้ามากระซิบข้างหูเขาว่า “ท่านไม่รู้สึกว่าท่านราบรื่นเกินไปหรอกหรือ” พูดจบโจวเจวี่ยซื่อก็ตบไหล่เขาหัวเราะลั่นแล้วจากไป
รอยยิ้มบนใบหน้าของอันฉางหายวับไป ขุนนางใหญ่คนอื่นๆ ต่างหันมองหน้ากันแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
โจวเจวี่ยซื่อเป็นขุนนางทรงอำนาจซึ่งมีจำนวนน้อยนักในราชสำนักที่สามารถโต้แย้งอันฉางได้ นอกจากระดับพลังยุทธในตัวเขาแล้ว ก็ยังมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์วัดพญามังกรหนุนหลังเขาอยู่ด้วย เวลานี้อันฉางจึงไม่สามารถแตะต้องโจวเจวี่ยซื่อได้
ปลายปี หิมะหนาโปรยปราย นานๆ ครั้งที่เจียงฉางเซิงจะออกมาจากตำหนักเมฆาม่วงและมาที่ลานเรือน เขากระโดดขึ้นไปบนต้นวิญญาณปฐพีและเริ่มชมทิวทัศน์งดงามทั่วทั้งภูเขา พร้อมกับอารมณ์ที่พรั่งพรูออกมา
เจียงเทียนมิ่งเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ท่านทวด ข้าอยากไปสู้กับสวี่หมางสักตั้งได้หรือไม่ขอรับ”
ปีนี้เขาอายุสี่สิบสามปีแล้ว แต่ดูโตเท่าเด็กอายุเจ็ดแปดขวบ แม้ร่างกายจะเติบโตช้านัก แต่ระดับพลังยุทธของเขากลับก้าวหน้ารวดเร็วยิ่ง เวลานี้ไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์ห้าแล้ว ลมปราณและโลหิตของเขาก็ยิ่งน่าตื่นตกใจนัก
นับตั้งแต่โอรสสวรรค์ส่งทัพกลยุทธสวรรค์ออกศึก ก็มีข่าวแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ยอดฝีมือในยุทธภพต่างเดินทางไปยังรัฐเป่ยเสวียนด้วยอยากดูว่าสวี่หมางจะต้านไว้ได้นานเท่าใด
สวี่หมางไม่ใชธรรมดาเลย เขาเชี่ยวชาญวิชาธรรมยุทธิ์สวรรค์วิวัฒนวิถีบุ๋นบู๊ และยังมีพลังยุทธขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง ลำพังแค่วิถีบุ๋นบู๊ ทัพใหญ่ของเขาก็สามารถตั้งค่ายกลทัพที่แข็งแกร่งมาก กองทัพนี้มีนามว่า “ค่ายกลมหาคลื่น (ชางหลาง)”
กองทัพทรงอานุภาพเช่นมหาคลื่นถาโถมและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ กองทัพใหญ่แห่งรัฐไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแต่อย่างใด วิชายุทธของเขารวมกับค่ายกลทัพที่คิดค้นขึ้นเอง ทำให้เกิดเสียงเล่าลือที่ดีต่อสวี่หมางเป็นอย่างมากในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วแผ่นดิน หากเขาไม่ได้ก่อกบฏแต่แค่ผาดโผนในยุทธภพ ก็จะต้องมีชื่อเสียงยิ่งใหญ่เป็นแน่
เจียงเทียนมิ่งเคยได้ยินนายท่านไปกับเฉินหลี่เอ่ยเรื่องการต่อสู้แสนเกรียงไกรของสวี่หมาง ทำเอาเขารู้สึกคันไม้คันมืออยู่ในใจ แม้เขาไม่เคยลงจากเขา แต่เขารู้ว่าในต้าจิ่งนี้ พลังขั้นถ้ำสวรรค์ห้าของตนไม่ได้ต่ำต้อยเลย ลำพังแค่ดวงตาที่สามของเขาและยอดเคล็ดวิชาที่เขามี ก็สามารถรับมือจีอูจวินได้หลายกระบวนท่า
เจียงฉางเซิงเอ่ยเนิบนาบว่า “ไว้เจ้าไปถึงขั้นจอมราชันยุทธก่อนค่อยว่ากัน”
เจียงเทียนมิ่งคร่ำครวญว่า “หากรอจนข้าถึงขั้นจอมราชันยุทธ ความวุ่นวายในแผ่นดินต้าจิ่งก็คงจะสงบลงแล้ว ข้าจะยังแสดงความน่าเกรงขามใดได้เล่า”
ทุกคนต่างคิดว่า เมื่อทัพกลยุทธสวรรค์ออกไปทำศึกสวี่หมางก็จะต้องพ่ายแพ้ รวมทั้งเฉินหลี่ก็คิดเช่นนั้นด้วย
เจียงฉางเซิงไม่ได้ตอบ มองคล้ายว่าเขากำลังใจลอย แต่ความจริงแล้วกำลังสัมผัสถึงใต้หล้าอยู่
จากการฝึกฝนในระยะนี้ ทำให้เขาเกิดความเข้าใจต่อวิชามรรคาธรรมชาติอย่างล้ำลึกยิ่งขึ้น และค่อยๆ เริ่มตระหนักรู้กฎแห่งฟ้าดิน เวลานี้ห่างจากครั้งก่อนที่บรรลุขั้นเก้าสิบเก้าปีแล้ว จิตวิญญาณของเขาเริ่มพลิกโฉมหน้าใหม่แต่ก็ยังคงห่างจากการบรรลุขั้นอยู่อีกระยะหนึ่ง
ซึ่งระยะห่างนี้ไม่ใช่แค่สั่งสมพลังยุทธ์ก็จะสามารถบรรลุขั้นได้ แต่ต้องรู้แจ้งในมรรคาด้วย มิน่าเล่าจึงได้มีเรื่องมหัศจรรย์นานาที่เกี่ยวกับการเป็นอรหันต์ขึ้นนกกลายเป็นเซียน หรือโบยบินขึ้นสูงยามกลางวัน การเปลี่ยนจากคนธรรมดากลายเป็นเซียนไม่ใช่แค่ตนเองเปลี่ยนใหม่เป็นคนละคนเท่านั้น แต่จิตมรรคาก็พลิกโฉมใหม่ไปด้วย
เขากำลังพิจารณาว่ามรรคาของตนคือสิ่งใด เคราะห์กรรมที่สามารถส่งผลกระทบต่อจิตมรรคาของเขาในเวลานี้มีมากมายเหลือเกิน มีทั้งคนรอบกาย มีต้าจิ่ง มีโลกแห่งมรรคา และมีตำหนักยมโลกด้วย เขาต้องหามรรคาที่เหมาะสมกับตนเองให้พบ!
ก่อนหน้านี้เขาคิดแค่จะดูแลตนเองให้ดี แต่เวลานี้คนที่เขาอยากดูแลกลับมีมากมายนัก ทว่าเขาเข้าใจดีว่าเหตุที่มีคนที่เขาต้องการดูแลมากมาย ก็เพราะเจตนารมณ์ดั้งเดิมของเขา ทุกสิ่งล้วนก่อตั้งขึ้นบนความแข็งแกร่งของเขา เขาอยากย้อนระลึกถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมที่บริสุทธิ์ของตน
เจียงฉางเซิงสัมผัสถึงพลังแห่งฟ้าดิน และในเวลาเดียวกันก็ก้มหน้าลงมองอาคารต่างๆ ภายในเขามังกรผงาด เรื่องนานาในอดีตลอยขึ้นมาตรงหน้า
โมง…
เสียงระฆังดังทำให้เจียงฉางเซิงตื่นตกใจ เขาลืมตาขึ้นและพบว่าตนเองยืนอยู่บนหอแห่งหนึ่ง เบื้องหน้ามีเด็กชายคนหนึ่งกำลังตีระฆังอยู่ เป็นเขาในวัยเด็กนั่นเอง
เจียงฉางเซิงวัยเด็กกำลังปาดเหงื่อบนหน้าผากและตีระฆังต่อไป จนเขาตีเสร็จเขาก็นั่งขัดสมาธิฝึกวิชาอยู่ข้างระฆังลูกใหญ่ นั่งอยู่เช่นนี้จนฟ้ามืด เจียงฉางเซิงมองตนเองในวัยเด็กอยู่เช่นนี้จากเช้ามืดจนรุ่งสาง
“ฉางเซิง”
เสียงหนึ่งดังมาจากข้างล่างหอ ทำให้เจียงฉางเซิงวัยเด็กตกใจ เขาลุกขึ้นและเห็นว่านักพรตชิงชวีกำลังเดินขึ้นบันไดมา
เจียงฉางเซิงวัยเด็กรีบคารวะเขา นักพรตชิงชวีมาตรงหน้าเขาก้มหน้าลงมองเขาและกล่าวว่า “แอบฝึกวิชาอีกแล้วหรือ เหตุใดไม่ไปอยู่กับพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องเล่า”