เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 310 แผ่นศิลาสร้างโลก สวรรค์เก้าชั้น
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 310 แผ่นศิลาสร้างโลก สวรรค์เก้าชั้น
ปีติงเหอที่สิบเอ็ด ใต้หล้าร่มเย็น ประชาราษฎรล้วนคิดว่าความวุ่นวายในแผ่นดินผ่านพ้นไปแล้ว
ทว่าในท้องพระโรงกลับโหมกระหน่ำสายลมคาวโลหิต อันฉางกับหยางเจิงเปิดศึกทั้งลับและแจ้งในท้องพระโรง
เร็ววันก็ก่อเกิดเป็นสองขั้วอำนาจ ทำให้เมืองซุนเทียนเกิดคดีอุกฉกรรจ์ขึ้นบ่อยครั้ง
เมืองจิงเฉิงที่อยู่ห่างไกลจากเมืองซุนเทียนอย่างสุดแสนยังคงสงบสุข มีอารามมังกรผงาดตั้งอยู่ เมืองจิงเฉิงจึงยังเป็นแผ่นดินสุขาวดีเช่นเดิม
ไปฉีนอนคว่ำอยู่ใต้ต้นวิญญาณปฐพี อาปากหาวพลางเอ่ยว่า “นายท่านไม่ได้ออกมานานแล้ว หรือว่าจะใกล้บรรลุขั้นอีกแล้ว”
มูหลิงลั่วล่วงรู้เรื่องนี้แตนางมิได้พูดออกมา อย่างไรการบรรลุขั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
เหลายอดฝีมือมากมายล้วนถูกลอบสังหารในช่วงเวลาบรรลุขั้น
แม้โลกนี้จะไม่มีผู้ใดทำร้ายเจียงฉางเซิงได้ แต่นางก็ไม่อาจประมาท
“อาจจะใช่ก็ได้ พวกเรายังบรรลุขั้นกันยาก แล้วมรรคาจารย์เล่าจะยิ่งเพียงใด”
เยี่ยสวินตี่ยักไหล่กล่าวขณะนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น มือทั้งสองโคจรกำลังภายใน เสื้อคลุมพลิ้วสะบัดเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่กำลังก่อตัว
เทพกระบี่กล่าวว่า “เจียงเจียน หลินเฮาเทียน และผิงอัน สามคนนั้นบรรลุขั้นเร็วมาก พวกเราต้องไม่ยอมแพ้”
มีมหาพิภพจิตจรอยู่ ไม่ว่าจะไกลเพียงใดพวกเขาก็สามารถติดต่อกันได้ พวกเขามักแลกเปลี่ยนกับเจียงเจียนและหลินเฮาเทียนเป็นประจำ
เจียงเทียนมิ่งขัดสมาธิลอยอยู่กลางอากาศ รอบกายอบอวลด้วยพลังที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เขาหลับตาแต่ดวงตาแนวตั้งที่หว่างคิ้วกลับลืมขึ้น จ้องมองคนในลานเรือนแล้วกล่าวว่า
“พวกท่านจงเร่งเวลา อย่ารอจนข้าบรรลุขั้นถึงขั้นจอมราชันยุทธแล้วพวกท่านยังไปไม่ถึง”
“เล่าถึงตอนนั้นพวกท่านก็ไม่คู่ควรจะผจญภัยกับข้าแล้ว”
ไปฉีกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่างไรข้าก็ไมอยากผจญภัยไปทั่วหล้าอยู่แล้ว”
ระหว่างที่พวกเขากำลังถกเถียงกันอยู่ เฉินหลี่ก็เดินเข้ามาในลานเรือน
เจ้าหมอนี่ถ้าวางเมื่อไรก็มักจะมาที่ลานเรือน พูดคุยเรื่องบ้านเมืองกับทุกคน ในสายตาเจียงฉางเซิงดูคล้ายคนที่ชอบดื่มเหล้าคุยโม้
“ท้องพระโรงกำลังจะวุ่นแล้ว!”
คำพูดของเฉินหลี่ดึงดูดสายตาของทุกคนในทันที
มูหลิงลั่วถามด้วยความประหลาดใจว่า “ตระกูลมูส่งจดหมายมาถึงข้า บอกว่าอันฉางกับหยางเจิงไม่มีใครเอาชนะกันได้ แล้วเหตุใดยังจะเกิดความวุ่นวายอีกเล่า”
แม้นางจะไม่ได้กลับตระกูลมูนานแล้ว แต่ประมุขตระกูลมูก็มักเขียนจดหมายถึงนางอยู่เสมอ
อย่างไรงนางคือสายสัมพันธ์ระหว่างตระกูลกับมรรคาจารย์ อีกทั้งพลังของนางก็โดดเด่นกว่าใครในตระกูลมูแล้ว ตระกูลมูจะปล่อยให้นางห่างเหินได้อย่างไร
เฉินหลี่นั่งลง รินสุรารสเลิศที่เขานำติดตัวมาใส่จอกแล้วกล่าวว่า
“หยางเจิงทนเล่นเล่ห์เพทุบายกับอันฉางไม่ไหวอีกแล้ว สามขุนศึกของตระกูลหยางเตรียมจะสังหารอันฉางและพรรคพวกแล้ว”
จืออู๋จวินเดินเข้ามานั่งลงตรงข้ามเขาแล้วถามว่า “ตระกูลหยางคิดจะกบฏหรือ”
คนอื่นๆ ก็เข้ามาร่วมวงด้วย เฉินหลี่ดื่มเหล้าไปหนึ่งจอก กล่าวว่า “พูดยากนัก”
“หากตระกูลหยางถืออำนาจล้นฟ้า หยางเจิงก็ย่อมควบคุมตระกูลหยางได้ยาก อย่างไรใจคนก็ยากหยั่งถึง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ความวุ่นวายที่แท้จริงในใต้หล้ากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ยุคแห่งการแบ่งแยกอำนาจของเหล่าขุนศึกกำลังมาเยือน”
“เรื่องราวเช่นนี้ในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่แหละคือวัฏจักรมรรคาสวรรค์”
ไท่หัวที่อยู่ไม่ไกลนัก พอได้ยินก็เริ่มพึมพำคำว่า วัฏจักรมรรคาสวรรค์ ซ้ำไปซ้ำมา ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
เยี่ยสวินตี่ขยับคอแล้วกล่าวว่า “ฟังแล้วทำให้ข้าตั้งตารอเสียจริง นานแล้วที่ไม่ได้สู้กับใคร ไม่รู้ว่าสามขุนศึกตระกูลหยางจะสู้ข้าได้หรือไม่”
เฉินหลี่หัวเราะกล่าวว่า “สามขุนศึกตระกูลหยางมีพรสวรรค์โดดเด่น แถมยังได้รับทรัพยากรมากมาย แต่หากเทียบกับเจ้าแล้วพวกเขายังอ่อนเกินไป”
เขาแอบทอดถอนใจ อย่างไรมรรคาจารย์ก็เหนือกว่าอย่างยิ่ง เพียงแค่คนในลานเรือนแห่งนี้ก็สามารถกวาดล้างทั่วหล้าได้แล้ว
เมื่อมีมรรคาจารย์อยู่ สกุลเจียงก็จะไม่ล่มสลาย อย่างมากก็แค่สั่นคลอนชั่วครู่เท่านั้น
ทุกคนรู้ดีว่าเฉินหลี่มีเส้นสายอยู่ในราชสำนัก จึงพากันสอบถามเรื่องในท้องพระโรง เฉินหลี่เองก็ไม่ได้ปิดบัง เล่าให้ทุกคนฟังด้วยความเพลิดเพลิน
ท้องฟ้ามืดสลัว เมฆอัสนีแปรปรวนไปมา ยังมีอุกกาบาตจากนอกฟ้าทะลวงผ่านทะเลเมฆอยู่เรื่อยๆ
พวงเพลิงลุกโชนตกสู่ทะเลหินหลอมเหลวไร้ขอบเขตที่อยู่ด้านล่าง บรรดายอดเขาเรียงรายดุจคมมีดตั้งตระหง่าน
สัตว์ปีกขนาดยักษ์รูปร่างประหลาดบินวนอยู่ในนั้น บางก็โฉบลงมาใช้กรงเล็บตะครุบปลาสีเพลิงขึ้นจากหินหลอมเหลว
บนยอดเขาสูงใหญ่ลูกหนึ่ง มีร่างนั่งขัดสมาธิเรียงรายเป็นวงกลม ก่อตัวเป็นวงใหญ่
ตรงกลางมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ นั่นคือราชันมารเก้าขุมนรก รวมทั้งสิ้นสิบสองคน แต่ละคนล้วนทรงพลัง
ทันใดนั้น ราชันมารทั้งสิบสองก็ลืมตาขึ้นมองไปเบื้องหน้า
เห็นเพียงกลางอากาศเบื้องหน้าพวกเขา ปรากฏลูกไฟหนึ่งลูกลุกโชนรุนแรง บิดเบือนพื้นที่จนผิดรูป
ลูกไฟนั้นขยายตัวขึ้นทันใด กลายเป็นทะเลเพลิงกลืนกินยอดเขา
ราชันมารทั้งสิบสองเงยหน้าขึ้นมอง เห็นทะเลเพลิงรวมตัวกลายเป็นใบหน้ายักษ์น่าสะพรึงจ้องมองลงมา
“คารวะจอมมาร!” ราชันมารทั้งสิบสองกล่าวขึ้นพร้อมกัน จากนั้นคุกเข่าคารวะ
ใบหน้าของจอมมารดูคล้ายเผ่ามนุษย์แต่ไม่อาจเห็นหน้าได้ชัด เขากวาดตามองราชันมารทั้งสิบสอง กล่าวว่า
“แผ่นศิลาสร้างโลกได้ปรากฏแล้ว มหันตภัยหมื่นเผ่าได้เริ่มขึ้น จงรวมพลเผ้ามารทั้งใต้หล้าเตรียมเข้าสู่มหันตภัย!”
คำพูดนี้เอ่ยออกมา ราชันมารทั้งหลายกลับไม่มีใครตกใจ เพราะเป็นสิ่งที่คาดไว้แล้ว
ราชันมารผมขาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “จอมมาร แล้วแผ่นศิลาสร้างโลกอยู่ที่ใดหรือขอรับ”
จอมมารตอบว่า “ผู้ใดสามารถขึ้นเป็นเผาราชา ผู้นั้นก็จะได้แผ่นศิลาสร้างโลกไปครอบครอง เปิดกฎแห่งฟ้าดินและเคล็ดวิธีฝึกบำเพ็ญของตนเองได้”
“ไม่ต้องไปสนใจว่าตอนนี้มันอยู่ที่ไหน ขอเพียงมุ่งพัฒนาเผ้ามารไปสู่การเป็นเผาราชา กวาดล้างหมื่นเผ่าในไท่ฮวง”
“ยึดครองภูผาศักดิ์สิทธิ์ฉางหลิว จะได้รับอานิสงส์จากฟ้าดิน”
“เป้าหมายแรกของเผ้ามารก็คือ เผ่าเก้าหยิน ในร้อยปีนี้ เผ้ามารต้องกลืนกินเผ่าเก้าหยินให้ได้ ชิงจิตวิญญาณเก้าหยิน”
สิ้นคำ ทะเลเพลิงก็มลายหายไป จอมมารหายวับไปกลางอากาศ ราชันมารทั้งสิบสองสบตากัน
“เผ่าเก้าหยินหรือ พวกนั้นจัดการไม่ได้ง่ายๆ เลย สิบสองเผ่าใหญ่ที่อยู่ใต้เผ่าราชา ล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งที่ครอบครองดินแดนหนึ่งได้”
“พวกเราก็เคยแพ้ให้เผ่าเก้าหยินมาแล้วเมื่อหมื่นปีก่อน”
“ได้ยินว่าตอนนี้สิบสองเผ่าใหญ่เริ่มเคลื่อนไหวกันหมดแล้ว เผ่าเฉียงเหลียงถูกพวกเผ่ามนุษย์ที่กลับมาดึงดูดความสนใจอยู่”
“กำลังเตรียมกวาดล้างเผ่าอีกฝ่ายให้สิ้น เผ่ามนุษย์ช่างโชคร้ายนัก เพิ่งกลับมาก็จะถูกล้างเผ่าเสียแล้ว”
“เผ่าปีศาจเองก็พุ่งเป้าไปที่ไท่ฮวง จอมราชันเผ่าปีศาจไม่ธรรมดาเลย ข้าเกรงว่าคงบรรลุขั้นจักรพรรดิฟ้าดินแห่งสวรรค์ชั้นห้าแล้วด้วยซ้ำ”
“ข้ากลับเป็นห่วงเผ่าเกิดใหม่ เผ่านีไม่ธรรมดา พวกเขากำลังอาละวาดฟื้นคืนชีพยอดฝีมือระดับจักรพรรดิผู้ล่วงลับ”
“วิถียุทธ์คงอยู่ไม่รู้กี่ปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงของเผ่าราชาไม่รู้กี่ครั้ง บัดนี้แผ่นศิลาสร้างโลกปรากฏอีก เกรงว่าอาจก่อเกิดหายนะที่ไม่เคยมีมาก่อน”
“ยังมีคงคาลึกลับนอกพิภพ ช่วงนี้มักมีหินคงคาลึกลับนอกพิภพตกลงสู่ไท่ฮวง เรื่องนี้มิอาจมองข้าม”
เมื่อได้ยินการสนทนาของเหล่าราชันมารคนอื่น ราชันมารเก้าขุมนรกพลันนึกถึงมรรคาจารย์ของเผ่ามนุษย์ขึ้นมา
เล่ากันว่ามรรคาจารย์คือเทพเซียนลงมาจุติ แตมิทราบว่ามีที่มาอย่างไร
ราชันมารเก้าขุมนรกมิได้คิดอะไรมาก เขาลุกขึ้นแปรเปลี่ยนร่างเป็นหมอกดำจางหายไปใต้แสงจันทร์
ภายในตำหนักอันมืดมิด อันฉางกำลังฝึกฝนวิชา
เสียงฟ้าร้องนอกตำหนักเป็นสัญญาณว่าพายุใหญ่ใกล้จะมาเยือน บรรยากาศในตำหนักกดดันยิ่งขึ้น
เกิดเสียงดังปัง ประตูถูกพังออก เงาร่างใหญ่สามคนยืนอยู่ที่หน้าประตู แสงจันทร์ฉายเงาพวกเขาให้ยืดยาวจนกระทั่งทอดทับบนร่างของอันฉาง
อันฉางยังคงหลับตา เอ่ยปากว่า “เจิงฝ่าโหวชอบเยาะเย้ยสวี่หมางว่าใจร้อน แต่ข้าว่าเจิงฝ่าโหวกลับร้อนใจกว่าสวี่หมางเสียอีก”
เสียงเย็นเยียบดังตอบว่า “อันฉาง การล่วงเกินตระกูลหยางไม่มีจุดจบที่ดี”
“เจ้าคิดว่าการชักจูงเศษสวะพวกนั้นจะมีประโยชน์หรือ ใต้หล้านี้คือใต้หล้าของวิถียุทธ์ ไม่ว่าจะในยุทธภพหรือในราชสำนัก ล้วนต้องดูว่าใครหมัดแข็งกว่า!”
“พี่ใหญ่จะพูดกับเขาทำไม ข้าจะฟาดมันด้วยหอกเดียวให้แหลกเป็นเนื้อบด อย่าให้ยืดเยื้อ!”
“ค่ำคืนนี้จวนแห่งนี้ถึงกับไม่มีการป้องกัน หรือเจ้าคิดไว้แล้วว่าพวกเราจะมา”
เงาร่างอีกสองคนเอ่ยตาม เป็นสามขุนศึกแห่งตระกูลหยางนั่นเอง
อันฉางลืมตาขึ้นแค่นหัวเราะเหยียด “ดูเหมือนพวกเจ้าก็ไม่โง่ หยางหยวนหง สิ่งที่เจ้าว่านั้นถูกต้อง”
“ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องวัดกันที่ใครหมัดแข็งกว่า เพียงแต่พวกเจ้าสามคนแค่ขั้นถ้ำสวรรค์สอง คิดว่าไร้เทียมทานแล้วหรือ?”
ทันทีที่คำพูดจบลง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากความมืดภายในตำหนัก สามขุนศึกแห่งตระกูลหยางได้ยินก็ลงมือทันที
ขุนศึกด้านซ้ายคว้าหอกยาวพุ่งออกมาทันที แสงเย็นเยียบเฉือนผ่านความมืดภายในตำหนัก
ตู้ม!
ความเงียบสงบของเมืองซุนเทียนถูกเสียงระเบิดสนั่นฟ้าดินรบกวน ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนสะดุ้งตื่นจากความฝัน
ในวังหลวง โอรสสวรรค์ยืนอยู่หน้าตำหนักบรรทม มองแสงเพลิงที่อยู่ห่างไกลนอกวัง สีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์
เทพจอมโจรปรากฏตัวขึ้นข้างกายเขา ถามเสียงต่ำว่า “ฝ่าบาทจะต้องขัดขวางเรื่องนี้หรือไม่”
โอรสสวรรค์กล่าวว่า “ไม่ต้องยุ่ง เราก็อยากเห็นเหมือนกันว่าเบื้องหลังของอันฉางคือใคร”
เทพจอมโจรขมวดคิ้วเหมือนจะพูดบางอย่างแต่ก็กลืนคำกลับไป
มองโอรสสวรรค์ที่มั่นใจวางกลยุทธ์เป็นขั้นเป็นตอน เทพจอมโจรรู้สึกว่าอีกฝ่ายยิ่งหยิ่งทระนงขึ้นทุกที
การปราบกบฏสวี่หมางทำให้ใจของโอรสสวรรค์ผยองเกินไป เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดี
แม้จะเป็นห่วงแต่เทพจอมโจรก็อดทนไว้ อย่างไรเขาก็ไม่ใช่กษัตริย์ แค่ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีก็พอแล้ว!
เดือนเจ็ด ข่าวหนึ่งสร้างความตกตะลึงทั่วใต้หล้า
เจิงฝ่าโหวแห่งตระกูลหยาง ส่งสามขุนศึกคนสำคัญของตระกูลไปบุกจวนอัครมหาเสนาบดีอันฉางในยามค่ำคืน
ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกใหญ่ ส่งผลกระทบไปทั่วครึ่งเมืองซุนเทียน ศึกนี้เริ่มตั้งแต่กลางดึกลากยาวถึงรุ่งสาง มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายไม่รู้เท่าใด
โอรสสวรรค์ส่งองครักษ์ชุดขาวไปห้ามแต่กลับถูกทั้งสองฝ่ายฆ่าตายเช่นกัน
รายละเอียดของเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่มีการเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นเจิงฝ่าโหวหรืออันฉางต่างก็ไม่ได้รับโทษใดๆ จากโอรสสวรรค์
โอรสสวรรค์ไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย เหตุการณ์ทั้งหมดชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด
เดือนแปด ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น ระหว่างคิ้วของเขาปรากฏลวดลายมรรคาส่องแสงระยิบระยับ ราวกับมีดวงตาหนึ่งซ่อนอยู่ภายใน
หลังผ่านการรู้แจ้งในช่วงหลายปีมานี้ ดวงเนตรมหามรรคาของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลง
เขารวมเนตรเทวะลวงตาเข้ากับดวงเนตรมหามรรคา สร้างอภินิหารที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
อภินิหารนี้คือวิชามายา ตราบใดที่ถูกอภินิหารนี้สาดส่อง จิตวิญญาณจะพลิกคว่ำจมอยู่ในภาพลวงตาไม่รู้จบ
และเขาสามารถใช้อภินิหารนี้สร้างโลกเสมือนขึ้นได้ ซึ่งโลกเสมือนนี้สามารถกดข่มจิตวิญญาณได้
ความแข็งแกร่งของอภินิหารนี้จะเป็นรองก็ไม่สำคัญนัก ประเด็นคือเขาเริ่มใช้พลังแห่งกฎเกณฑ์ของฟ้าดินที่ตนเองเข้าใจ
“การสร้างสวรรค์เก้าชั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเอง ไม่นานก็เริ่มพยากรณ์พลังของผู้แข็งแกร่งในแต่ละพื้นที่ในต้าจิ่ง
ปรากฏตัวตนที่มีมูลค่าสามร้อยล้าน เขาเพ่งพินิจเพียงครู่ก็พบเป้าหมาย
เจ้าหมอนั่นเป็นคนต่างเผาที่ปลอมตัวเป็นมนุษย์อยู่กับสวี่หมาง กำลังสอนสวี่หมางฝึกยุทธ์
ส่วนขุมอำนาจเบื้องหลังสวี่หมาง เจียงฉางเซิงก็มองทะลุแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับบุคคลหนึ่งที่เขาเคยรู้จัก
เขาไม่ได้ลงมือ เพียงอยากดูว่าสกุลเจียงจะรับมือกับแผนการลับนี้ได้หรือไม่ เขาหันไปมองเมืองหลวงซุนเทียน
โอรสสวรรค์กำลังนอนอยู่บนเตียง ลมหายใจกำลังรวยริน ดูท่าคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี
ชนต่างเผ่าพันธุ์ ตระกูลใหญ่ ฝ่ายยุทธภพ ขุนนาง เชื้อพระวงศ์ ต้าจิ่งในยามนี้ช่างเต็มไปด้วยภัยภายใน
ผู้คนมากมายอยากให้โอรสสวรรค์ตาย แต่โอรสสวรรค์ก็ยังไม่เคยขอความช่วยเหลือจากเจียงฉางเซิง
และไม่ได้เป็นผู้ศรัทธาในตัวเจียงฉางเซิง เพียงแต่เคารพในความแข็งแกร่งของเขา เคารพท่านเซียนแต่ไม่เคยอธิษฐานกับเขาเลย