เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 311 คืนก่อนบรรลุขั้น ความตกตะลึงของสวี่หมาง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 311 คืนก่อนบรรลุขั้น ความตกตะลึงของสวี่หมาง
เจียงฉางเซิงมองโอรสสวรรค์พักหนึ่งจึงเก็บสายตากลับมา
เขาพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในอาณาเขตอื่นๆ ต่อไป จวบจนแน่ใจว่าพลังของตนอยู่ในระดับใด
มองจากตอนนี้แล้วยังไม่มีอันตรายใหญ่หลวงอะไร เพียงพอที่เขาจะสามารถฝึกตนได้อย่างสบายใจและบรรลุขั้นในเร็ววัน
เขาแอบตัดสินใจแล้วว่า เมื่อบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบแล้ว จะปรับปรุงต้าจิ่งเสียใหม่
หนึ่งเพื่อใหชาวต้าจิ่งมีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น ราชสำนักเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง
สองเพื่อใหแต้มเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิผล
เจียงฉางเซิงไม่เคยหลบเลี่ยงความในใจของตน เขาให้ความสำคัญต่อแต้มเซ่นไหว้อย่างยิ่ง
แม้จิตใจของเขาจะไม่ได้มีความเมตตาปรานีเท่าใดนัก แต่หากระหว่างที่ทำให้ตนเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้นนั้น ยันนำชีวิตที่ดียิ่งกว่ามาสู่ราษฎรได้ด้วย เขาก็จะไม่ตระหนี่ขี้เหนียว
หลังจากพยากรณ์เสร็จสิ้น เจียงฉางเซิงก็ฝึกวิชาต่อ
การเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกโฉมหน้าใหม่ของดวงเนตรมหามรรคา ทำให้เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงโอกาสทองในการบรรลุขั้น
เขารู้สึกได้ว่าตนอยู่ไม่ไกลจากการบรรลุขั้นแล้ว และเขาก็เริ่มเฝ้ารอว่าหลังจากการบรรลุขั้นแล้วตัวเขาจะเปลี่ยนไปเช่นใด
ส่วนเรื่องการต่อสู้ภายในของต้าจิ่งในช่วงเวลานี้ ก็ปล่อยให้พวกเขาต่อสู้กันไป ดูว่าสู้แล้วจะได้สิ่งใดใหม่ๆ ออกมาบ้าง
ปีติ้งเหอที่ยี่สิบ เพิ่งผ่านวันปีใหม่ไป โอรสสวรรค์จัดให้มีการปูนบำเหน็จรางวัลยาวเหยียด
ทั้งยังปลดขุนนางเก่าออกไปไม่น้อย รวมทั้งแต่งตั้งให้หยางหยวนหงเป็นแม่ทัพใหญ่ทหารม้า
และปลดอัครมหาเสนาบดีสามรัชสมัยหนึ่งคนออก พายุคาวโลหิตในเมืองซุนเทียนยังคงดำเนินต่อไป
ปีติงเหอที่สิบสาม เจิงฝ่าโหวและแม่ทัพใหญ่ใต้บัญชาของเขาถูกโยกย้ายไปยังเป่ยเจียง
อันฉางกลายเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนัก
โอรสสวรรค์เจียงฉือในวัยบั้นปลาย ประกาศสละราชบัลลังก์ให้องค์รัชทายาทเจียงเสวียนเหนียนขึ้นครองราชย์
ข่าวนี้แพร่ไปทั่วใต้หล้า ปีถัดมาเจียงเสวียนเหนียนขึ้นครองราชย์และเปลี่ยนชื่อรัชสมัยเป็นปีเหยียนอู
ในปีแรกของรัชสมัยเหยียนอู เจียงเสวียนเหนียนให้ความสำคัญกับด้านการยุทธ จึงเลื่อนยศให้แม่ทัพจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนของตระกูลหยาง
ทว่าในเดือนสิบเอ็ดปีเดียวกันนั้น มีเผ่าสัตว์อสูรบุกโจมตีจากทางเหนือ
เผ่านีไม่ใช่เผ่าที่มีสติปัญญา แต่พวกมันมีร่างกายใหญ่โตและบุกเข้ามาเป็นกลุ่ม รุนแรงเกินต้าน
เจียงเสวียนเหนียนจำเป็นต้องระดมกำลังของทัพกลยุทธสวรรค์และกำลังของรัฐต่างๆ ทางเหนือบุกไปต่อต้าน
ปีเหยียนอูที่สอง เดือนสาม ภายในตำหนักบรรพบุรุษซุนเทียน
เจียงเสวียนเหนียนนั่งอยู่ข้างเตียง มองเจียงฉือโอรสสวรรค์แห่งติงเหอที่นอนอยู่บนเตียง
เจียงฉืออ่อนแรงเต็มทน เขาลืมตาขึ้นครึ่งหนึ่ง ลมหายใจบางเบาเฉกไหมละเอียด กล่าวว่า
“เสวียนเหนียน… โลกเปลี่ยนไปแล้ว ราชอำนาจแห่งโอรสสวรรค์ไม่ได้สูงส่งเหนือใครอีกต่อไปรวมถึงเราด้วย”
“มีโอรสสวรรค์สามรัชสมัยถูกลอบสังหารไปแล้ว พวกมันบังอาจขึ้นเรื่อยๆ เจ้าต้องระวัง…”
เจียงเสวียนเหนียนยังคงถือหม้อเล็กไว้ในมือ คางคกวิเศษฟ้าดินเป็นสมบัติล้ำค่าของฟ้าดิน เขาไม่กล้าปล่อยมันไปแม้แต่อึดใจเดียว
ได้ฟังคำของพระราชบิดา เจียงเสวียนเหนียนก็ถอนหายใจและกล่าวว่า
“เสด็จพ่อ ชะตากรรมของสกุลเจียงถูกกำหนดไว้แล้ว ต่อให้กระหม่อมระวังแล้วจะเกิดประโยชน์ใด”
นับแต่ครองราชย์ เขาก็พบว่ามีหลายสิ่งที่หาใช่เรื่องที่โอรสสวรรค์จะตัดสินใจอีกต่อไป
ทุกสิ่งเริ่มขึ้นนับแต่เจียงฉือยอมใหอันฉางและหยางเจิงต่อสู้กัน
ขุมอำนาจของทั้งสองฝ่ายอ้างเรื่องการต่อสู้กันเพื่อกำจัดคนสนิทของโอรสสวรรค์
ตระกูลหยางควบคุมด้านการปกป้องเมือง อันฉางได้รับการคุ้มครองจากผู้แข็งแกร่งลึกลับ ตระกูลหยางจึงไมอาจแตะต้องเขาได้
โอรสสวรรค์จึงตกอยู่ในภาวะขี่หลังเสือยากจะลงมา เมื่อตระหนักว่าขุมอำนาจทั้งสองฝ่ายล้วนสามารถพรากชีวิตตน
เขาจึงไม่กล้าปลดอันฉางและหยางเจิงออกไปโดยง่าย
หลังการรบครานั้น สถานการณ์ในซุนเทียนก็กลับตาลปัตร คล้ายว่าอันฉางและหยางเจิงจะบรรลุข้อตกลงบางประการกันโดยปริยาย
แม้ภายนอกจะยังต่อสู้กันอยู่ แต่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังลอบสังหารองครักษ์ชุดขาวเรื่อยมา เพื่อทำให้กำลังของโอรสสวรรค์อ่อนด้อยลง
เมื่อสองปีก่อน โอรสสวรรค์ถูกลอบสังหารโดยยอดฝีมือลึกลับ คนผู้นั้นไม่ได้สังหารเขา เพียงแต่ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส
บีบให้โอรสสวรรค์ต้องสละราชสมบัติ ในช่วงถ่ายโอนอำนาจ โอรสสวรรค์หวั่นเกรงว่าอาจเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับเจียงเสวียนเหนียน จึงย้ายตระกูลหยางออกไป
แต่หลังจากเจียงเสวียนเหนียนขึ้นครองราชย์ก็ถูกอันฉางควบคุมอำนาจ จึงจำเป็นต้องเรียกตระกูลหยางกลับมา
ยามนี้เอง เจียงเสวียนเหนียนจึงเพิ่งตระหนักว่า ราชสำนักไม่ใช่ราชสำนักของสกุลเจียงอีกต่อไป แต่เป็นของอันฉางและตระกูลหยาง
ตระกูลหยางไมอาจทำสิ่งใดกับอันฉางได้ ส่วนอันฉางก็ลงมืออย่างประหลาด ทำให้ยากจะเข้าใจว่าเขาต้องการทำสิ่งใดกันแน่
เขาไม่ได้กำราบตระกูลหยางมากเกินไป เพียงแตรีดไถทรัพย์สินเท่านั้น
เจียงฉือกัดฟันแล้วกล่าวว่า “หากท่านไม่ไหว เช่นนั้นก็ไปหามรรคาจารย์… แม้เขาจะเหินห่างกับพวกเรานัก แต่ดีชั่วก็ยังเชื่อมโยงกันทางสายเลือด”
“เสด็จปู่ของเจ้าต้องการให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นด้วยตนเอง แต่เราไร้กำลังที่จะกลับไปเรืองอำนาจได้”
“ในที่สุดเราก็เข้าใจแล้วว่า ชะตากรรมของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์แห่งโชคชะตาได้ถูกลิขิตเอาไวแล้ว เหมือนกับอายุขัยที่มีขีดจำกัด”
เจียงเสวียนเหนียนส่ายหน้า “การไปขอความช่วยเหลือจากมรรคาจารย์ ไม่อาจแก้ปัญหาจากต้นตอ”
“เรารู้สึกว่า ชะตากรรมของสกุลเจียงถูกลิขิตเอาไว้แล้ว ลิขิตว่าต้องเป็นสายเลือดฝั่งของเรา”
“เราเตรียมการสนับสนุนเสวียนเจิน ปลุกปั่นให้เกิดการความวุ่นวายในหมู่เจ้าผู้ครองแคว้น เพื่อให้เสวียนเจินสามารถชิงตำแหน่งโอรสสวรรค์มาได้ และสร้างต้าจิ่งขึ้นมาใหม่!”
ยิ่งเขาพูด ดวงตาก็ยิ่งเป็นประกาย เขาพูดอย่างตื่นเต้นว่า “นับตั้งแต่โบราณมา ไหนเลยจะมีราชวงศ์ที่ไม่ดับสลาย”
“ราชวงศ์ที่อยู่รอดมาหลายร้อยปี ล้วนต้องเคยประสบกับเหตุการณ์ที่ราชอำนาจสั่นคลอนทั้งสิ้น”
“แต่เป็นเพราะคนในตระกูลสามารถพลิกสถานการณ์และสืบสานโชคชะตาแห่งแคว้นได้”
“เหตุที่พวกเขาสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ เพราะพวกเขาพลิกผันระบบชนชั้นในแผ่นดิน”
“ท่ามกลางความโกลาหลใหญ่หลวง มีเพียงความโกลาหลเท่านั้นที่จะสร้างความสงบเรียบร้อยขึ้นมาได้”
เจียงฉือมองเจียงเสวียนเหนียนด้วยสายตาที่ซับซ้อนและถามว่า “เจ้าตัดใจได้หรือ”
เจียงฉือก็เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน แต่แผนการเช่นที่ว่าช่างน่าละอายเหลือทน
“จะต้องกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่ไปชั่วกาล กลายเป็นเรื่องน่าขำในบันทึกประวัติศาสตร์ของคนรุ่นหลังเป็นแน่”
“เสวียนเจินมีความสามารถที่จะเป็นจักรพรรดิเรืองนามไปชั่วกาล เรายินดีจะเป็นคนปูทางให้เขา”
เจียงเสวียนเหนียนพูดอย่างจริงจัง นัยน์ตายังมีแววแห่งความคาดหวังอีกด้วย
เจียงฉือถอนหายใจและกล่าวว่า “แต่เล็กมาเจ้าก็รักใคร่เสวียนเจิน น้ำใจนี้จะทำร้ายเจ้า”
เจียงเสวียนเหนียนยิ้ม “ในฐานะพี่ชายก็ต้องดูแลน้องชายสิพะยะค่ะ ต่อให้เขาได้เป็นโอรสสวรรค์ เขาก็ยังคงเป็นทายาทของท่าน”
“และเราเชื่อว่าเขาจะดูแลลูกหลานของเราเป็นอย่างดี”
ปลายปีนั้น เจียงฉือ โอรสสวรรค์ติงเหอสวรรคต ได้สมัญญานามว่า ฮ่องเต้เซวียนตี้
เนื่องจากพระองค์ไม่มีผลงานใดๆ ในรัชสมัย ซ้ำยังเกิดความไม่สงบภายใน
เจียงเสวียนเหนียนไมอาจต้านทานแรงกดดันได้ จึงส่งเจียงฉือเข้าสู่ศาลบูรพกษัตริย์
ปีเหยียนอูที่สาม โอรสสวรรค์ทรงแต่งตั้งเจียงเสวียนเจิน พระอนุชาร่วมพระมารดาเป็นเวยอ๋อง และส่งเขาไปประจำการที่รัฐชายแดนตอนเหนือ
เหตุการณ์นี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบใดมากนัก เนื่องจากมีอ๋องผู้ครองรัฐกำเนิดขึ้นทุกปี ผู้คนทั้งใต้หล้าจึงไม่รู้สึกแปลกใจแล้ว
ในปีเดียวกันนั้น ในที่สุดสัตว์อสูรทางตอนเหนือก็ถูกสังหารจนหมด ทัพของรัฐต่างๆ เปิดการต่อสู้ทั้งทางลับและทางแจ้งเพื่อแย่งชิงศพสัตว์อสูรเหล่านั้น
ปีเหยียนอูที่สี่ ฮองเฮาสิ้นพระชนม์เพราะถูกพิษ ทั้งราชสำนักต่างตื่นตะลึง
โอรสสวรรค์กริ้วโกรธยิ่ง ตระกูลหยางก็บันดาลโทสะหนักหนาเช่นกัน จึงรวบรวมทัพใหญ่ล้อมเมืองซุนเทียนเอาไว้ เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่าเป็นฝีมือของอันฉาง
สงครามใหญ่จึงปะทุขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับไม่ถ้วนในเมืองซุนเทียน
ผู้แข็งแกร่งลึกลับที่อยู่เบื้องหลังอันฉางจึงลงมือ และขับไล่กองทัพของตระกูลหยางจนล่าถอยออกไป
ต่อมา หยางเจิงได้ประกาศราชโองการลับของโอรสสวรรค์ไปทั่วหล้า ให้ทุกแห่งในใต้หล้ามุ่งมาโจมตีอันฉาง
ผู้ใดก็ตามที่สังหารอันฉางได้ จะได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋อง ใต้หล้าเข้าสู่ความโกลาหลใหญ่หลวงอีกครา!
ปีนี้ เจียงฉางเซิงมีอายุครบสามร้อยยี่สิบเอ็ดปี
ภายในอาราม เมื่อเขาลืมตาขึ้น นัยน์ตาก็มีประกายสว่างวาบขึ้นมา
“ในที่สุดข้าก็จะบรรลุขั้นแล้ว แต่ข้ากลัวว่าการบรรลุขั้นครั้งนี้จะต้องใช้เวลาสักพัก”
เจียงฉางเซิงพึมพำกับตัวเอง ก่อนลุกขึ้นยืนและเดินออกจากอาราม
เมื่อทุกคนในลานเรือนเห็นเขาปรากฏตัว ต่างก็ลุกขึ้นยืนคำนับเขา
“นายท่านบรรลุขั้นสำเร็จแล้วหรือ” ไปฉีถามด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ยัง แต่ก็จวนเจียนแล้ว ขามีเรื่องที่ต้องสั่งความกับพวกเจ้า”
มูหลิงลั่ว จืออู๋จวิน เจียงเทียนมิ่ง เยี่ยสวินตี่ เทพกระบี่ จินอู ไป๋หลง ไท่หัว และไท่ชี ต่างก็ใคร่รู้กันอย่างยิ่ง
มรรคาจารย์ไม่ได้สั่งให้พวกเขาทำสิ่งใดมาเนิ่นนานแล้ว หลังจากนั้นไม่นานเฉินหลี่ก็มาถึง
เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างตั้งตาคอย เขาก็เริ่มรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาเช่นกัน
เจียงฉางเซิงส่งสัญญาณให้เขานั่งลงแล้วกล่าวว่า
“ต่อจากนี้ ข้าเตรียมตัวจะเข้ารู้แจ้งมรรคาเพื่อบรรลุขั้น และจะไม่ไม่ออกมาในเวลาอันสั้น ขอฝากใต้หล้าแห่งนี้ให้พวกเจ้าดูแล”
“เฉินหลี่ ข้าอนุญาตให้ดำเนินแผนการของเจ้าต่อไป แต่มีข้อหนึ่ง ต้าจิ่งจะดับสูญไม่ได้”
เฉินหลี่ได้ยินก็รีบพยักหน้ารับทันที
เจียงฉางเซิงมองไปยังคนอื่นๆ และกล่าวว่า “หากสกุลเจียงมีภัย พวกเจ้าก็สามารถยื่นมือเข้าช่วย แต่ห้ามเทียนมิ่งลงมือ”
เมื่อเจียงเทียนมิ่งได้ยินเช่นนี้ก็ถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อว่า “แล้วหากว่าข้าไปถึงขั้นจอมราชันยุทธเล่าขอรับ”
เจียงฉางเซิงยิ้มและกล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเราก็มาแข่งกันว่าใครจะบรรลุขั้นได้ก่อน”
“ตกลงขอรับ!” ดวงตาของเจียงเทียนมิ่งเป็นประกาย เขาตื่นเต้นมากที่ได้แข่งขันกับปู่ทวดว่าใครจะบรรลุขั้นได้เร็วกว่ากัน
มูหลิงลั่วกล่าวว่า “วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าเองก็จะบอกให้ตระกูลมูคอยช่วย แผ่นดินนี้จะเป็นของราชสกุลเจียงสืบไป และต้าจิ่งก็จะไม่มีวันดับสูญ”
คนอื่นๆ ต่างรับประกันรวมทั้งจืออู๋จวินด้วย แม้ใต้หล้าจะวุ่นวายแต่พวกเขาก็ไม่ได้เห็นเรื่องนี้อยู่ในสายตาเลย
เจียงฉางเซิงมอบเส้นผมให้พวกเขาคนละเส้น และบอกว่ามันสามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้ในยามวิกฤต จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นและกลับไปที่ตำหนักเมฆาม่วง
“หรือจะเป็นวิชาอาคมที่เหมือนกับโปรยถั่วเสกทหาร” เยี่ยสวินตี่ถามอย่างตื่นเต้น
จืออู๋จวินยิ้ม “อาจจะใช่ แต่ข้าไม่มีทางตกอยู่ในอันตรายใดๆ”
นางไม่ได้เห็นผู้แข็งแกร่งในใต้หล้าต้าจิ่งอยู่ในสายตาจริงๆ เพราะมีเพียงนักปราชญ์กวนที่สามารถเอาชนะนางได้ นอกจากนี้นักปราชญ์กวนยังถือเป็นคนกันเองอีกด้วย
“เช่นนั้นก็มอบให้ข้าเถิด”
“ไม่ได้” จืออู๋จวินปฏิเสธคำขอของเยี่ยสวินตี่ทันควัน ก่อนเก็บเส้นผมของเจียงฉางเซิงเอาไว้อย่างดี
สายตาที่มูหลิงลั่วจ้องนางนั้นเต็มไปด้วยความหมายลึกล้ำ แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงนั่งลง หันสายตาไปมองผู้ที่มีมูลค่าถึงสามร้อยล้านซึ่งคอยอยู่กับสวี่หมาง และรำพึงว่า
“ข้ารอเจ้ามานานนักแล้ว แต่เจ้ายังคงจำศีลอยู่ เช่นนั้นจงไปที่ตำหนักยมโลกเถิด”
ดวงเนตรมหามรรคาที่หว่างคิ้วของเขาลืมตาขึ้น พร้อมเปล่งประกายสีทอง
ในเวลานี้เอง ร่างแยกก็นำคัมภีร์ภูผาสมุทรและคันฉ่องฟ้าดินกลับมาก่อนหลอมรวมเข้าไปในร่างของเขา
ทันใดนั้น ลำแสงสีทองก็พุ่งออกมาจากดวงเนตรมหามรรคาและหายวับไปในอากาศ
จากนั้นเจียงฉางเซิงหลับตาลง ในเมื่อจะบรรลุขั้นก็จะต้องทำใจให้สงบ
แม้ว่าผู้มีมูลค่าสามร้อยล้านจะไม่ได้อยู่ในสายตาเขา ทว่าภายในต้าจิ่งก็ไม่มีใครเทียบเทียมคนผู้นี้ได้
ท่ามกลางหมู่เขา สวี่หมางกำลังเปลือยกายนั่งสมาธิอยู่ริมทะเลสาบ ขุนเขาโอบล้อมทะเลสาบ ทิวทัศน์เฉกภาพวาด
ชายคนหนึ่งนอนไขว่ห้างอยู่บนพื้นข้างๆ สวี่หมาง คาบต้นหญ้าต้นหนึ่งอยู่ในปาก สวมชุดผ้าป่าน ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ ดูไม่เข้าท่าเข้าทาง
สวี่หมางลืมตาขึ้นกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ข้ายังต้องฝึกฝนอีกนานเท่าใด”
บุรุษชุดผ้าป่านเอ่ยทั้งหลับตาอย่างเกียจคร้านว่า “ไว้เจ้าชักนำดวงดาวบนท้องฟ้าได้ เจ้าก็ลงเขาได้”
สวี่หมางเอ่ยทั้งขมวดคิ้ว “ยอดเคล็ดวิชานี้จะทำได้ถึงขั้นนั้นเชียวหรือขอรับ”
บุรุษชุดผ้าป่านได้ฟังก็ลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง และกล่าวอย่างจริงจังว่า “เจ้ากำลังคลางแคลงในตัวอาจารย์รึ”
“เผ่าดาวนักษัตรของเราเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งในไท่ฮวงทีเดียว ใช้พลังแห่งฟ้าดินกำราบไปทั่วไท่ฮวง อีกเพียงน้อยนิดก็เกือบได้กลายเป็นเผาราชาแห่งไท่ฮวงแล้ว!”
หัวคิ้วของสวี่หมางยิ่งขมวดลึกกว่าเดิม
“เจ้าจงฝึกต่อไปเถิด อีกอย่างยามนี้เจ้ายังไม่เหมาะจะลงเขา รออีกหน่อยเถิด”
บุรุษชุดผ้าป่านเอนตัวลงนอนอีกครั้ง และเปลี่ยนมาอยู่ในท่าทางสบายๆ
สวี่หมางมองดูบุรุษชุดผ้าป่านพลางเกิดความระแวงขึ้นในใจ อีกฝ่ายช่วยเขาไว้ซ้ำยังเป็นคนต่างเผ่า จะต้องมีแผนร้ายเป็นแน่
แต่เขาต้องการความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย แม้จะเป็นแผนร้ายก็ยังต้องก้าวเข้าไป สวี่หมางเอ่ยถามว่า
“ท่านอาจารย์ ผู้แข็งแกร่งที่สุดของเผานักษัตรของพวกท่าน เทียบได้กับมรรคาจารย์ของต้าจิ่งเราหรือไม่ขอรับ”
บุรุษชุดผ้าป่านได้ฟังก็เอ่ยอย่างดูแคลนว่า “มรรคาจารย์เขานับเป็นสิ่งใดได้ เผานักษัตรของพวกข้าเทียบได้กับเผ่าเฉียงเหลียงเชียวนะ…”
ตู้ม!
ลำแสงสีทองสายหนึ่งลงมาจากฟ้า พุ่งเข้าใส่บุรุษชุดผ้าป่าน
แรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวทำให้สวี่หมางกระเด็นออกไป สวี่หมางตีลังกากลิ้งตัวไกลไปบนผิวน้ำทะเลสาบและซ่อนกายอย่างรวดเร็ว
ยามเขาเพ่งสายตามองไป ก็มีสีหน้าตกตะลึงค้าง
มองเห็นบุรุษชุดผ้าป่านถูกระเบิดจนกระดูกไหม้เกรียม เมื่อลมก่อนพัดผ่าน เถากระดูกก็พัดกระจายไปตามสายลม
เรียกได้ว่าไม่เหลือแม้แต่กระดูก… เป็นไปได้เยี่ยงไรกัน!