เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 312 สรรพสิ่งล้วนแตกต่างไป นอกขอบฟ้า
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 312 สรรพสิ่งล้วนแตกต่างไป นอกขอบฟ้า
หลังจากตัดผู้แข็งแกร่งต่างเผ่าที่มีมูลค่าสามร้อยล้านไปแล้ว เจียงฉางเซิงก็เรียกแต้มเซ่นไหว้ของตนเองออกมาดู
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน: 23,100,985,501]
สองหมื่นสามพันล้าน!
ไม่รู้ว่าพอให้บรรลุขั้นหรือไม่ เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ แต่เมื่อความรู้สึกมาแล้วเขาก็ไม่สามารถสะกดเอาไว้ได้
ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็มีสมบัติอาคมอยู่กับตัวตั้งมากมาย หากจะผ่านด่านเคราะห์ก็ไม่น่ามีปัญหา
เขาหลับตาลง เริ่มใช้วิชามรรคาธรรมชาติ ตะวันตกจันทราขึ้น สี่ฤดูผันผ่าน
ภายในลานเรือนพำนักมีคนมาและมีคนไป ดอกไม้ใบหญ้าริมกำแพงเติบโตขึ้นแล้วก็ถูกดึงออกไป ทุกสิ่งล้วนเป็นวัฏจักร
เจียงฉางเซิงเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งในมรรคา ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด จิตสำนึกของเขาก็พลันโบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้า และสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
จนมาถึงด้านใต้จุดสูงสุดของแผ่นฟ้า เมื่อเงยหน้าขึ้นจะมองเห็นเป็นสีดำมืด เมื่อก้มหน้าลงจะมองเห็นเป็นพื้นปฐพีกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
สีน้ำเงิน สีเขียว สีขาว เป็นสามสีที่มีอยู่มากที่สุด ล้วนเป็นความเวิ้งว้างที่กว้างไกลไร้ขอบเขต
ดินแดนเบื้องหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนไป พลังอัศจรรย์เหนือคณานับราวกับเป็นสายใยที่ห่อหุ้มพื้นปฐพีทั้งหมดเอาไว้ เป็นภาพที่อลังการเหนือธรรมดา
“หรือว่านี่ก็คือกฎแห่งฟ้าดิน” เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ
ลวดลายแห่งมรรคาที่หว่างคิ้วของเขาเบิกดวงเนตรมหามรรคาขึ้นมา
ดวงเนตรมหามรรคาไม่ใช่ดวงตาบนร่างกายของเขา แต่เป็นดวงตาแห่งจิตวิญญาณ
ดวงตาทั้งสามกวาดไปทั่วหล้า รับทุกสรรพสิ่งในหล้าเข้ามาสู่ดวงตา
เขาเห็นกองทัพสองทัพกำลังฟาดฟันกันอยู่ในมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง เลือดไหลนองเป็นสายธาร
เขาเห็นว่าบนเขาสูง มีผู้ฝึกยุทธ์ที่หลีกเร้นจากโลกภายนอกกำลังฝึกหมัดอยู่ที่ริมหน้าผา ทุกหมัดล้วนมีพลังที่สามารถพลิกแผ่นดินได้
เขามองเห็นตัวเมืองที่เจริญงดงาม ริมถนนที่มีรถม้าผ่านและผู้คนพลุกพล่าน
กลับมีเด็กทารกกำลังนอนหลับอยู่ข้างกายขอทาน ดูไม่เข้ากับผู้ฝึกยุทธ์และพ่อค้าที่เดินทางไปมาบนถนนเอาเสียเลย เหมือนภาพของสองโลกที่นำมาวางต่อกัน
เขาเห็นว่าบนหอหรูหรา มีหญิงงามกำลังโยกย้ายร่างอรชร เหล่าผู้ทรงอำนาจร่วมดื่มสุรา ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยราคะ
การพบเจอ พรากจาก ความสำราญในแดนมนุษย์ ล้วนเข้ามาในดวงตาของเขา สายตาของเขาไม่เคยโชติช่วงเช่นนี้มาก่อน
จากนั้นเขาก็มองเห็นสายธารแห่งโชคชะตาเหนือต้าจิ่ง
สายธารแห่งโชคชะตาสายนี้ประหนึ่งมังกรเก้าสวรรค์ที่พันตัวอยู่เหนือแผ่นดินต้าจิ่ง มันกว้างใหญ่ยิ่งกว่าแม่น้ำสายใดๆ ในต้าจิ่ง สงางาม ทรงพลัง และยิ่งใหญ่อลังการ
ม่านตาของเจียงฉางเซิงหดลงทันใด สายตาของเขาจับจ้องที่จุดปลายของสายธารแห่งโชคชะตา
มีดวงวิญญาณมากมายขดตัวอยู่ท่ามกลางโชคชะตาที่คับคั่ง เจียงยวน เจียงอวี้ เจียงจื๋ออวี้ เจียงชิว และคนอื่นๆ
แม้แต่ฮองเฮาหยาง มารดาของเขาในชาตินี้ก็อยู่ในนั้นด้วย
ที่แท้เป็นดังนี้เอง มิน่าเจียงฉางเซิงรอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นพวกเขามาเกิดเสียที
ที่แท้โอรสสวรรค์ทุกรัชสมัยล้วนถูกโชคชะตากักขังเอาไว้ แต่เหตุที่ฮ่องเต้รุ่นหลังๆ สามารถกลับมาเกิดได้ เพราะการถือกำเนิดขึ้นของตำหนักยมโลกและเพราะเขาเข้าไปก้าวก่าย
สายตาของเจียงฉางเซิงจรดลงที่ตัวเจียงจื๋ออวี้ ไม่ได้พบกันสองร้อยกว่าปี เขายังคงมีรูปร่างหน้าตาเช่นเดิม แต่แก่ชราและโรยแรง
เจียงฉางเซิงดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว และตระหนักรู้ฟ้าดินต่อไป
ผลมรรคาในกายของเขากำลังบ่มเพาะพลังอาคมมหาศาลเพื่อหล่อเลี้ยงผลมรรคา
ภายในตำหนักเมฆาม่วง ลำแสงสายหนึ่งค่อยๆ พุ่งออกมาจากเหนือศีรษะของเจียงฉางเซิง
ลำแสงนั้นม้วนตัวคดเคี้ยว บังเกิดเป็นลมกระโชกภายในตำหนักเมฆาม่วง และโอบล้อมตัวเจียงฉางเซิงเอาไว้
ภายในลานเรือน มูหลิงลั่ว จืออู๋จวิน และคนอื่นๆ คล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงลืมตาขึ้นและมองออกไป
เจียงเทียนมิ่งเบิกตาโตและร้องอย่างตกใจว่า “นี่เป็นลมปราณใดกัน ช่างรุนแรงนัก!”
แม้แต่เขาก็ยังสัมผัสได้ว่ารุนแรงมาก ประสาอะไรกับคนอื่น
ไปฉีกล่าวว่า “ดูท่า นายท่านจวนจะบรรลุขั้นสำเร็จแล้ว เทียนมิ่ง เมื่อใดเจ้าจึงจะได้ไปถึงขั้นจอมราชันยุทธเสียที”
เจียงเทียนมิ่งถลึงตาใส่มัน “นี่มัน กาใดไม่เดือด ยกเอากานั้น!” [1]
ทว่าจืออู๋จวินทอดถอนใจว่า “เวลาผ่านไปห้าปีแล้ว แผ่นดินสับสนวุ่นวาย ไม่รู้ว่าเมื่อใดมรรคาจารย์จึงจะบรรลุขั้นสำเร็จเสียที”
ไปฉีผายอุ้งเท้าออกแล้วกล่าวว่า “วุ่นวายก็วุ่นวายไปสิ เยี่ยสวินตี่และเทพกระบี่ก็ลงเขาไปแล้ว จะวุ่นวายได้ถึงไหนกัน”
จากนั้นทุกคนก็พากันคุยเรื่องของใต้หล้า หลังจากตระกูลหยางประกาศความลับของโอรสสวรรค์ ทุกรัฐในใต้หล้าจึงเริ่มรวบรวมกำลังทหารเพื่อไปปราบอันฉาง และเข้าช่วยโอรสสวรรค์ที่เมืองซุนเทียน
แต่อันฉางกลับจับโอรสสวรรค์เป็นเชลย เมื่อเหล่าอ๋องผู้ครองรัฐและเจ้าเมืองต่างๆ เข้าไปในวังหลวง ก็หาโอรสสวรรค์ไม่พบแล้ว โอรสสวรรค์หายตัวไป!
ยุบกรมโชคชะตา! เกิดเสียงอื้ออึงทั่วใต้หล้า ไม่ถึงครึ่งปีก็เกิดกองทัพกบฏในที่ต่างๆ ขึ้นประหนึ่งหน่อไม้หลังฝน
มีเจ้าผู้ครองแคว้นเกิดขึ้นมาสอดรับการเกิดขึ้นของทัพกบฏด้วย ในที่สุดยุคที่เจ้าผู้ครองแคว้นแบ่งแยกแผ่นดินก็มาถึง
อ๋องผู้ครองรัฐไม่น้อยหวังอาศัยโอกาสนี้ช่วงชิงแผ่นดิน รวมทั้งเป่ยเจียงอ๋องและจิ้นอ๋อง เจียงเยี่ยเป็นต้น
ตระกูลหยางก็อยากอาศัยจังหวะนี้ช่วงชิงใต้หล้าเช่นกัน ตระกูลขุนนางเก่าแก่ในใต้หล้าจึงเริ่มวางเดิมพันด้วยการส่งลูกหลานออกไปเป็นแรงหนุนให้แก่เจ้าผู้ครองแคว้นที่ตนเองคิดว่ามีความหวัง
มหาอาณาจักรเทียนจิ่งเข้าสู่ภาวะวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เจ้าผู้ครองแคว้นทั่วหล้ามีจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยคน และทำศึกกันอยู่ทุกวัน
ในช่วงเวลานี้ มีสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นลอบเข้ามาในต้าจิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ และล้วนแต่มีเจตนาร้ายทั้งสิ้น
แม้แต่เผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาที่เคยเป็นมิตรที่ดีกับต้าจิ่ง ก็ยังเริ่มวางแผนยึดครองมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง
เยี่ยสวินตี่และเทพกระบี่ลงจากเขาก็เพื่อยกทัพไปปราบพวกต่างเผ่าที่เข้ามารุกรานนี่เอง
มรรคาจารย์เพิ่งปิดด่านมาได้ห้าปี ใต้หล้ากลับวุ่นวายจนถึงขั้นนี้ ทำให้ทุกคนในลานเรือนกังวลใจนัก
เจียงเทียนมิ่งแค่นเสียงเอ่ยว่า “ในโลกแห่งยุทธ ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่”
“หากต้องการเป็นฮ่องเต้ที่รวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง จะอาศัยเพียงศาสตร์แห่งจักรพรรดิ [2] ไม่ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือพลังยุทธ์”
“จะวุ่นวายก็วุ่นวายไปเถิด เมื่อเกิดความวุ่นวายจึงจะบีบให้เกิดโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคออกมาได้”
ไปฉีมองจืออู๋จวินแล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “เห็นหรือไม่ เงื่อนไขของต้าจิ่งเหมือนกับเงื่อนไขที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มีต่อเผ่ามนุษย์พอดี อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์กำลังแสวงหาจักรพรรดิยุทธ ส่วนต้าจิ่งในเวลานี้ก็ต้องการโอรสสวรรค์ที่ไร้เทียมทานในใต้หล้า”
จืออู๋จวินกล่าวว่า “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น อำนาจยิ่งใหญ่ในใต้หล้าหลายเส้นทางมุ่งสู่หนทางเดียว”
มูหลิงลั่วกล่าวต่อ “เจิ้นอ๋อง เจียงเยี่ย ก็ไม่เลวเลย เขาบรรลุขั้นพลังยุทธ์ได้รวดเร็วนัก ทว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาอ๋องผู้ครองรัฐก็ยังคงเป็นเจียงหลัว อนุชาฝาแฝดของฮ่องเต้เหรินจง แต่เขาไม่มีปณิธานที่จะเป็นฮ่องเต้”
จืออู๋จวินส่ายหน้าหัวเราะลั่น “เขาเป็นเพียงคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาอ๋องผู้ครองรัฐเท่านั้น แต่ยังไม่เพียงพอจะผาดโผนในใต้หล้า”
“ต้าจิ่งมีผู้แข็งแกร่งที่อยู่เหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์ห้าด้วยซ้ำ ยังต้องจับตาดูเจ้าพวกนี้ว่าจะคืบหน้าเช่นใด ซึ่งในสายตาของข้านั้น คนที่มีความหวังที่สุดก็ยังคงเป็นเทียนมิ่ง”
สายตาของนางมองไปทางเจียงเทียนมิ่ง เจียงเทียนมิ่งรีบส่ายหน้าบอกว่า
“เป็นฮ่องเต้รึ เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด ต่อให้ต้าจิ่งจะล่มสลาย ข้าก็จะไมเป็นฮ่องเต้”
“เพราะนั่นมิใช่การทำให้อายุสั้นหรอกหรือ ต่อให้ข้าไม่ทำให้อายุสั้น ข้าก็ไม่อยากสิ้นเปลืองเวลาไปกับเรื่องของบ้านเมือง”
นอกจากนายท่านไป๋จะสอนสั่งเขาเรื่องศาสตร์แห่งโชคชะตาแล้ว ก็ยังอธิบายเรื่องบ้านเมืองให้เขาฟังเล็กน้อยด้วยหวังจะบ่มเพาะเขา
แต่เขากลับต่อต้านอย่างยิ่ง และคิดว่าเป็นเรื่องที่เหี่ยวแห้งเป็นที่สุด ไม่น่าสนใจเลยแม้สักนิด
ก่อนหน้านั้นนายท่านไป๋คิดไม่ถึงว่า สิ่งที่ตนเองทำกลับเป็นการผลักไสเจียงเทียนมิ่งให้ออกไปไกลจากบัลลังก์แห่งต้าจิ่งยิ่งกว่าเดิม
ทุกคนจึงเริ่มสนทนากันว่าใครมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นโอรสสวรรค์ และแต่ละคนก็แสดงความเห็นของตนออกมา
ภายในลานแห่งหนึ่ง บุรุษชุดคลุมดำ นักพรตชิงชวี และบุรุษสวมชุดคลุมตัวใหญ่กำลังนั่งดื่มสุราอยู่ในศาลาเล็ก
บุรุษชุดคลุมตัวใหญ่มีนามว่า จูควงจี้ เป็นผู้ฝึกยุทธของจวนมังกรจำแลง
เขาเพิ่งบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์ห้ามาไม่นาน ลมปราณและโลหิตของเขาประหนึ่งสัตว์อสูร ในดวงตาทั้งคู่ยิ่งมีเงาจางๆ ของสัตว์อสูรที่กำลังผาดโผนโจนทะยานอยู่
เวลานี้ควงจี้ก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ข้าใช้ได้หรือ”
บุรุษชุดคลุมดำถามว่า “พลังยุทธของเจ้าเป็นหนึ่งในหล้า และยังได้รับการสนับสนุนจากจวนมังกรจำแลง จะไม่ได้ได้อย่างไร”
นักพรตชิงชวีลูบเคราและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ยามนี้แผ่นดินวุ่นวายหนัก ท่านควรคำนึงถึงเผ่ามนุษย์”
“ต้าจิ่งเป็นเพียงนามของราชวงศ์หนึ่งเท่านั้น แต่มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าต้าจิ่งจะเป็นความหวังสุดท้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย์”
“จึงไม่อาจให้ต้าจิ่งซึ่งเป็นเผ่ามนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตสิ้นแคว้น”
ควงจี้ขมวดคิ้วไม่ได้ตอบอะไร ดวงตาภายใต้หน้ากากของบุรุษชุดคลุมดำช่างเย็นเยียบนัก เขากล่าวว่า
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังเป็นกังวลต่อสิ่งใด เหตุที่จวนมังกรจำแลงเข้าไปในต้าจิ่งได้ เพราะได้รับความเห็นชอบจากมรรคาจารย์”
“แต่เพราะผ่านไปนานหลายปี จวนมังกรจำแลงจึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันต้าจิ่งไปนานแล้ว มรรคาจารย์จะไม่โทษพวกเจ้า”
“หากไม่ได้จวนมังกรจำแลงเข้าช่วย แผ่นดินของต้าจิ่งและการสำรวจไท่ฮวงของต้าจิ่งจะราบรื่นเช่นนี้ได้หรือ”
แรกเริ่มที่จวนมังกรจำแลงเพิ่งเข้ามาในต้าจิ่ง ก็มีผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์ห้าหลายคนแล้ว
การมาเยือนของพวกเขาเป็นการยกระดับวิถียุทธ์ในต้าจิ่งให้สูงขึ้นอย่างมาก ทั้งยังช่วยต้าจิ่งแผ้วถางไท่ฮวง จึงมีความดีความชอบใหญ่หลวง
ปกติแล้วพวกเขาก็วางตัวสงบเสงี่ยมอย่างมาก ไม่ได้วางอำนาจบาตรใหญ่เหมือนพวกตระกูลขุนนางเก่าแก่ดั้งเดิมในต้าจิ่ง
ด้วยเหตุนี้จวนมังกรจำแลงจึงได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านและผู้ฝึกยุทธในใต้หล้าอย่างล้ำลึก
“ข้าต้องไปหารือกับประมุขตระกูล” จูควงจี้เอ่ยทั้งแววตาแวววาว
บุรุษชุดคลุมดำจ้องเขาแล้วเอ่ยว่า “จูเทียนจือภักดีต่อพญามังกรมาชั่วชีวิต เขาต้องปฏิเสธเจ้าเป็นแน่”
“แต่นี่เป็นโอกาสที่ยากจะพบได้ในพันปี หรือว่าตระกูลจูอยากจะรับใช้พญามังกรไปชั่วชีวิต แต่ไม่มีชีวิตอยู่เพื่อตนเองเล่า”
“แต่มรรคาจารย์…”
“หากมรรคาจารย์ถือสาก็จะต้องลงมือไปนานแล้ว ไหนเลยจะปล่อยให้โอรสสวรรค์สามรัชสมัยถูกลอบปลงพระชนม์จนแผ่นดินตกต่ำถึงเพียงนี้”
คำพูดของบุรุษชุดคลุมดำทำให้จูควงจี้นิ่งเงียบไปอีกครั้ง
คนในใต้หล้าก็คิดดังนี้เช่นกัน คล้ายว่ามรรคาจารย์กำลังทอดทิ้งต้าจิ่ง!
บุรุษชุดคลุมดำกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องคิดว่าจะไปถามมรรคาจารย์ เรื่องเช่นนี้ไปถามไม่ได้ หรือว่าเจ้าจะให้มรรคาจารย์เอ่ยปากเห็นชอบให้เจ้าวางแผนช่วงชิงแผ่นดินศิษย์ของเขา”
“การนิ่งเฉยอยู่ก็นับว่ายอมผ่อนข้อให้มากที่สุดแล้ว!”
ดวงตาของจูควงจี้เผยแววที่เปลี่ยนไป นั่นเป็นประกายแห่งความทะเยอทะยาน
“แต่เมื่อเป็นโอรสสวรรค์ อายุขัยของข้าก็จะ…”
“ผู้ใดบอกว่าจะต้องให้เจ้าเป็นโอรสสวรรค์ เจ้าตั้งโอรสสวรรค์หุ่นเชิดขึ้นมาผู้หนึ่งได้”
“จากนั้นเจ้าก็มอบตำแหน่งขุนนางตำแหน่งหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนให้ตนเอง และควบคุมอำนาจในแผ่นดินไว้ มิใช่สิ้นเรื่องแล้วหรือ”
แววตาจูควงจี้ก็เป็นประกายขึ้นมา เมื่อได้ยินคำพูดนี้เขาอดใจไว้ไม่อยู่อีกแล้ว พลันกล่าวเสียงหนักแน่นไปว่า
“เช่นนั้น ข้าควรทำเช่นใด”
มุมปากของบุรุษชุดคลุมดำยกขึ้นและกล่าวว่า “ไปช่วยโอรสสวรรค์ สร้างชื่อกระฉ่อนใต้หล้า ให้โอรสสวรรค์มอบอำนาจแห่งใต้หล้าให้แก่เจ้า!”
“แต่โอรสสวรรค์อยู่ที่ใดกัน”
“โอรสสวรรค์จะมาอยู่ตรงหน้าเจ้าในเร็ววัน”
“อะไรนะ โอรสสวรรค์ถูกพวกท่าน…” ควงจี้เบิกตากว้างมองบุรุษชุดคลุมดำด้วยความหวาดกลัว
บุรุษชุดคลุมดำยกมุมปากขึ้นบอกว่า “เจ้าไม่ต้องกังวล เรื่องของพวกเรา อย่างไรพวกเราก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า”
นักพรตชิงชวียังคงยิ้มบางๆ ยิ้มมองท่าทีตอบสนองของควงจี้
เมื่อเวลาในโลกของความเป็นจริงเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เจียงฉางเซิงยังคงดำดิ่งอยู่ในสภาวะรู้แจ้งถึงกฎแห่งฟ้าดิน
จิตสำนึกของเขาท่องไปทั่วฟ้าและดิน เขาเริ่มไม่สามารถควบคุมจิตสำนึกของตนเองได้
จิตสำนึกของเขาเหมือนนกที่อยู่ในกรงและต้องการจะพุ่งออกไปจากดินแดนแห่งนี้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด โครม!
จิตสำนึกของเจียงฉางเซิงตื่นขึ้นมาในทันใด เขาลืมตาและมองออกไป เบิกดวงตาทั้งคู่ให้ใหญ่ขึ้น
เห็นว่าเบื้องล่างมีเศษของมิติที่แตกออกเหมือนกระจก เมื่อมองลงข้างล่างต่อไปก็คือโลกแห่งยุทธ
เขาไม่เคยเหาะมายังที่ที่สูงเช่นนี้มาก่อน นี่มันเรื่องใดกัน เขาพุ่งทะลุท้องฟ้าออกมาหรือ
เจียงฉางเซิงหันหน้าไปมองโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ต้องเบิกตากว้าง
เขามองเห็นแม่น้ำขนาดมหึมาสายหนึ่ง มีดวงดาวนับไม่ถ้วนกำลังไหลเคลื่อนไปในแม่น้ำสายนั้น
แม่น้ำมหึมาสายนี้หมุนขดเป็นก้นหอย เมื่อมองไปตามทิศทางที่แม่น้ำไหลไป
เขาก็มองเห็นเมฆครึ้มก้อนหนึ่งที่กำลังหมุนม้วนอย่างรุนแรงบนสุดของแม่น้ำมหึมาจมเข้าไป
ท่ามกลางวังวนของเมฆครึ้มนั้น ภายในมีแสงจ้าเรืองรองเป็นจุดที่สว่างเพียงจุดเดียวท่ามกลางความมืดมิดทั้งปวง
“นั่นคือสิ่งใดกัน” เจียงฉางเซิงคิดในใจด้วยความตกตะลึง
ยามอยู่ต่อหน้าแม่น้ำมหึมาสายนี้ เห็นชัดว่าตัวเขาช่างเล็กจ้อยเหลือเกิน
และถึงขั้นที่รู้สึกว่า แม้แต่โลกแห่งยุทธ์ก็ยังเล็กไปถนัดตาด้วย หรือจะเป็นคงคาลึกลับนอกพิภพที่เผาราชาไท่ฮวงเคยเอ่ยถึง
เชิงอรรถ:
[1] กาใดไม่เดือด ยกเอากานั้น: หมายถึงพูดเรื่องที่คนอื่นไม่อยากให้เอ่ยถึง จี้ใจดำ (เปรียบเปรยถึงน้ำในกาที่เดือดแล้วจึงจะใช้ได้ แต่กลับยกกาที่ยังไม่เดือดมาใช้)
[2] ศาสตร์แห่งจักรพรรดิ: เป็นศาสตร์โบราณว่าด้วยหลักแห่งการปกครองแผ่นดิน