เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 316 ขอท่านบรรพบุรุษออกโรง มรรคาจารย์?
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 316 ขอท่านบรรพบุรุษออกโรง มรรคาจารย์?
ได้ยินคำนี้ จิตสำนึกของเจียงเสวียนเจินก็ตื่นขึ้นทันตา เขาเบิกตากว้างถามด้วยเสียงสั่นว่า “พวกเจ้ามีความสัมพันธ์ใดกับมรรคาจารย์กัน?” เทพกระบี่ตอบว่า “เป็นผู้ฝึกยุทธที่ฝึกวิชากับมรรคาจารย์เท่านั้นเอง”
เจียงเสวียนเจินได้ยินคำตอบเช่นนี้ ก็มีอารมณ์มากมายถาโถมขึ้นมา ทั้งน้อยเนื้อต่ำใจ อับอาย ขุ่นเคือง ตื่นเต้นยินดี และอีกมากมายหลากหลายอารมณ์รวมอยู่ด้วยกัน ผสมปนเปกันไปหมด “แล้วจากนี้… เราจะได้พบกับ… มรรคาจารย์หรือไม่?” เจียงเสวียนเจินถามอย่างระมัดระวัง กลัวว่านี่จะเป็นเพียงภาพฝัน
เทพกระบี่ตอบว่า “มรรคาจารย์ปิดด่านมาหลายปีแล้ว เมื่อใดจะได้พบท่าน ข้าเองก็ไม่อาจบอกได้ชัดเจน”
“ปิดด่านรึ?” เจียงเสวียนเจินเข้าใจขึ้นมาทันใด มิน่าเล่าบรรพบุรุษจึงไม่ได้ออกมาลงมือ ที่แท้เพราะกำลังยุ่งอยู่กับการปิดด่าน ผู้แข็งแกร่งเช่นมรรคาจารย์ หลังจากปิดด่านแล้วจะแข็งแกร่งขึ้นอีกเท่าใดกัน? เขาไมอาจจินตนาการได้เลย แต่เขาตระหนักได้ข้อหนึ่ง นั่นก็คือในที่สุดชีวิตที่สิ้นหวังของเขาก็จะได้พบกับจุดเปลี่ยนเสียที เพียงแต่เมื่อเขาได้พบกับมรรคาจารย์แล้ว เขาควรจะทำเช่นใด? เจียงเสวียนเจินใจคอสับสนไปหมด เริ่มย้อนนึกถึงครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของตนเอง
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!!
แสงสีทองสว่างไปทั่วพิภพ แสงสีทองสายยาวนับไม่ถ้วนเป็นดังพายุฝน ราวกับสาดเทจากอ่างลงมาระเบิดผืนแผ่นดินอันไร้ขอบเขต นักรบเผ่าเฉียงเหลียงถูกสังหารไปตนแล้วตนเล่า เลือดสาดทั่วแผ่นดิน เจียงเทียนมิ่งมองต้นไม้วิเศษเกล็ดทองที่ใหญ่โตปิดท้องฟ้าบังตะวัน จนเขาอ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว
ท้องฟ้าถูกกิ่งก้านของต้นไม้วิเศษเกล็ดทองบดบังไว้ทั้งหมด ลำพังแค่ใบไม้ใบหนึ่งก็ใหญ่กว่าภูเขาแล้ว ความมหึมาเช่นนี้ช่างสั่นสะเทือนจิตใจนัก แม้จะเป็นผู้แข็งแกร่งเช่นเจียงเทียนมิ่งแต่สายตาของเขาก็ยังไม่สามารถมองเห็นต้นไม้วิเศษเกล็ดทองได้ทั้งต้น ใต้ต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง เผ่าเฉียงเหลียงทั้งหมดเป็นเหมือนฝูงมดใต้ต้นไม้ที่ถูกพายุฝนเทลงมาชะล้างจนต้องหนีไปทุกทิศ
ผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิฟ้าดินทั้งหกตนพุ่งตัวขึ้นไปบนฟ้าเพื่อรุมเข้าโจมตีต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง พลังที่เทียบเท่าจักรพรรดิยุทธ์นั้นแข็งแกร่งเพียงใด แต่กลับทำให้ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองได้แค่สั่นไหวเท่านั้น เสียงอัสนีสะท้านฟ้าสะเทือนดินก็ยังไม่อาจกลบเสียงตะโกนร้องของเผ่าเฉียงเหลียงไปได้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับตัวตนแข็งแกร่งที่ไม่รู้ว่าคือสิ่งใด เผ่าเฉียงเหลียงก็ไม่ได้ขลาดกลัว หากแต่ยังคงรุกเข้าโจมตีต้นไม้วิเศษเกล็ดทองอย่างต่อเนื่อง
“บัดซบ! บุก!”
“เป็นต้นไม้ของผู้แข็งแกร่งแห่งต้าจิ่งผู้นั้น!”
“เป็นไปได้อย่างไร แม้แต่หัวหน้าใหญ่ทั้งหกก็ยังไม่อาจทำอันใดต้นไม้นี้ได้!”
“แล้วชาวต้าจิ่งเล่า?”
“เผ่าเฉียงเหลียงจะมาพ่ายแพ้ที่นี่ได้เยี่ยงใด ต่อให้ต้องตาย ก็จะต้องโค่นต้นไม้นี้ให้ล้มให้จงได้!”
นักรบเผ่าเฉียงเหลียงด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว และหลบการโจมตีของต้นไม้วิเศษเกล็ดทองไปพร้อมกัน พื้นที่ในรัศมีหลายสิบล้านลี้ถูกระเบิดเป็นพื้นที่มากกว่าทวีปชีพจรมังกรเมื่อก่อนนี้เสียอีก เจียงเทียนมิ่งหันหน้าไปมองเจียงฉางเซิง เมื่อเห็นว่าเขามีท่าทางผ่อนคลายสบายใจ ความรู้สึกนับถือเลื่อมใสในใจจึงพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด… ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!
เขาถามด้วยความตื่นเต้นว่า “ท่านปู่ทวด นี่เป็นศาสตราเทวะใดกัน หรือว่าทำมาจากอสูร?” ผู้ฝึกยุทธ์ต้าจิ่งสามารถใช้วิชาธรรมยุทธสวรรค์วิวัฒน์ซับปราณโลหิตของสัตว์อสูร บ้างก็สามารถผนึกลมปราณเป็นร่างของสัตว์อสูรออกมาต่อสู้ได้ เจียงฉางเซิงยิ้ม “เจ้าก็ถือเสียว่าเป็นวิชาเซียนอย่างหนึ่งก็แล้วกัน”
‘ศาสตราเทวะ?’ ดูท่ายังมีแรงสั่นสะเทือนไม่มากพอ! เจียงฉางเชิงพูดต่อไปว่า “เทียนมิ่งดูให้ดี เล่าต่อไปจะเป็นพลังที่เหนือกว่าจักรพรรดิยุทธ์ เป็นพละกำลังที่ผู้เป็นสุดยอดจะต้องไขว่คว้าหาชั่วชีวิต!”
เขากระโดดขึ้นไปกลายเป็นแสงสีทองสายหนึ่งก่อนเหินขึ้นไปบนต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง ในขณะที่เจียงเทียนมิ่งมีสีหน้าเฝ้าคอยและตื่นเต้นอยู่นั้น เจียงฉางเซิงก็ใช้วิชาทาบฟ้าเทียมพสุธาในทันที ยามเขายืนอยู่บนกิ่งต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง ประหนึ่งเทพดวงตะวันที่ยืนอยู่บนต้นไม้แห่งโลก รัศมีของแสงเทพสุดขอบตะวันสว่างจับตายิ่งกว่าดวงตะวันเสียอีก
หกหัวหน้าใหญ่ของเผ่าเฉียงเหลียงก็ยังต้องตกใจ พากันหยุดมือและแหงนหน้ามอง ร่างกายมหึมานับหมื่นจั้งของเจียงฉางซิง ยามอยู่ต่อหน้าเขา ร่างกายกำยำของเผ่าเฉียงเหลียงก็ดูไม่ใหญ่โตเท่าใดอย่างเห็นได้ชัด เจียงเทียนมิ่งมองจนปากอ้าตาค้างไปหมด เหตุใดท่านปู่ทวดจึงตัวใหญ่เช่นนี้ รัศมีของแสงเทพสุดขอบตะวันสว่างจับตานัก ทำให้นักรบของเผ่าเฉียงเหลียงทั้งหมดไม่อาจเห็นใบหน้าของเจียงฉางเซิงได้ชัดเจน แต่พวกเขามองเห็นดวงตาดวงหนึ่ง… ดวงเนตรมหามรรคา! ยามแสงสีทองของดวงเนตรมหามรรคาอยู่ท่ามกลางแสงรัศมี ช่างดูสูงส่งงดงามนัก เป็นภาพของเซียนอย่างไม่ต้องสงสัย
เจียงเทียนมิ่งเอื้อมมือไปลูบดวงตาที่สามของตนเองโดยไม่รู้ตัว และพึมพำว่า “จริงด้วย ข้าได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านปู่ทวด แต่เหตุใดดวงตาของข้าจึงไม่สง่างามเช่นนั้น” เขาเฝ้ารอสิ่งที่ท่านปู่ทวดจะแสดงให้เห็นในลำดับต่อไป แน่นอนว่าจะต้องใช้ดวงตาที่สาม! เขาคิดเสมอมาว่าดวงตาที่สามจะต้องมีความสามารถอย่างอื่น เพียงแต่ตัวเขายังไม่ได้พัฒนาความสามารถขึ้นมาเท่านั้น
“เจ้าเป็นเทพมาจากที่ใดกันแน่ เจ้าไม่มีทางเป็นเผ่ามนุษย์แน่นอน!” หัวหน้าเผ่าเฉียงเหลียงขนแดงตนหนึ่งถามด้วยโทสะและมีความหวาดกลัวอยู่ในถ้อยคำ ความแข็งแกร่งของเจียงฉางเซิงทำให้เขามองไม่ออก เขาไม่เคยพบเห็นตัวตนที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน
“เผ่ามนุษย์ชาวต้าจิ่งเรียกข้าว่ามรรคาจารย์ ชาวต้าจิ่งเคารพนับถือข้า ข้าย่อมต้องปกป้องคุ้มครองพวกเขา ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเจ้ามารุกราน พวกเจ้าคงต้องทนลำบากสักหน่อย” เจียงฉางเชิงเอ่ยด้วยท่าทีสูงส่งและสีหน้าเรียบเฉย
เปรี้ยง!!
ลำแสงสีทองสายหนึ่งยิงออกมาจากดวงเนตรมหามรรคาของเขา ด้วยความรวดเร็วจนสิ่งมีชีวิตอื่นในผืนพิภพล้วนไม่อาจจับภาพได้ด้วยตาเปล่า หัวหน้าตนหนึ่งของเผ่าเฉียงเหลียงถูกยิงจนร่างเละ แสงสีทองพุ่งลงต่อไปและระหว่างทางก็มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว กวาดทำลายทัพของเผ่าเฉียงเหลียง นักรบเผ่าเฉียงเหลียงที่สัมผัสถูกแสงสีทองล้วนถูกบดจนกลายเป็นเถ้าปลิว ผืนแผ่นดินถูกระเบิดออกเป็นร่องลึกเส้นหนึ่ง ลึกจนไม่เห็นก้นบึ้ง ยาวไปจนสุดปลายฟ้าดิน ลำแสงหนึ่งสายสังหารนักรบเผ่าเฉียงเหลียงไปกว่าหมื่นตน!
ฟ้าดินเงียบสงัด! ผู้นำเผ่าเฉียงเหลียงที่เหลืออีกห้าตนตกใจกลัวจนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับเขยื้อน แม้แต่พวกเขาก็ยังเป็นเช่นนี้ นับอะไรกับนักรบเผ่าเฉียงเหลียงตนอื่นๆ แค่กระบวนท่านี้ทั้งเผ่าเฉียงเหลียงก็สูญเสียจิตวิญญาณในการต่อสู้ไปแล้ว ความสิ้นหวังและหวาดกลัวไม่มีที่สิ้นสุดกำลังครอบงำจิตใจของพวกเขา
“พวกเจ้าอย่าคิดหนีเป็นดีที่สุด หาไม่แล้วก็จะต้องตายกันทั้งหมด” คำพูดของเจียงฉางเชิงลอยลงมาอีกครั้ง และสะท้อนก้องอยู่ในฟ้าดิน ทำให้นักรบเผ่าเฉียงเหลียงทั้งหมดสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เจียงเทียนมิ่งตื่นเต้นดีใจจนเกือบหมดสติ เขามองช่องเขาสองแห่งที่ลึกล้ำประหนึ่งสิ่งอันตรายแต่ครั้งบรรพกาลที่ขอบฟ้านั้น เขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่ากำลังภายในเช่นใดที่มีพลังทำลายล้างได้ถึงเพียงนี้ แข็งแกร่งเกินไปแล้ว! แข็งแกร่งเช่นจักรพรรดิยุทธ์ทำลายสิ้นในกระบวนท่าเดียว!
“เป็นไปได้อย่างไร… กายเนื้อของขั้นจักรพรรดิฟ้าดินนั้น…” หัวหน้าเผ่าเฉียงเหลียงขนสีแดงสั่นไปทั้งตัว ทั้งตกใจและตื่นกลัว ไม่ว่าผู้ใดที่ไปถึงขั้นจักรพรรดิฟ้าดินแม้จะถึงวาระสุดท้ายแล้ว กายเนื้อก็จะไม่มีวันสลายไปนับหมื่นปี พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ากายเนื้อของขั้นจักรพรรดิฟ้าดินจะถูกทำลายได้… แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าช่างสั่นสะเทือนลูกตาของพวกเขา ยิ่งทำให้จิตใจที่หวาดกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนรู้สึกถึงความสิ้นหวัง
“พวกเจ้าอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่?” เจียงฉางเชิงก้มลงมองหัวหน้าทั้งห้าของเผ่าเฉียงเหลียงพลางเอ่ยถาม หัวหน้าเผ่าเฉียงเหลียงขนสีแดงเอ่ยเสียงสั่นว่า “อยาก”
“เผ่าเฉียงเหลียงเข้ามารุกรานเผ่ามนุษย์สองครั้ง จงรับอีกสองกระบวนท่าของข้า ผู้ที่เหลืออยู่ก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้” น้ำเสียงของเจียงฉางเชิงช่างเย็นชานัก
ยังไม่ทันรอให้หัวหน้าทั้งห้าตอบมา ดวงเนตรมหามรรคาก็ยิงแสงสีทองออกมาอีกครั้ง สังหารขั้นจักรพรรดิฟ้าดินไปหนึ่งตน จากนั้นก็ลงมาสังหารนักรบเผ่าเฉียงเหลียงอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน เงียบกริบ! ไม่มีนักรบของเผ่าเฉียงเหลียงสักคนกล้าร้องคำราม ทุกคนต่างหัวใจตึงเครียดด้วยกลัวจะถูกเจียงฉางเชิงเพ่งเล็ง ยามอยู่ต่อหน้าสุดยอดพละกำลัง พวกเขาเหลือความโชคดีอยู่ในใจเพียงน้อยนิดเท่านั้น นั่นก็คือต้องผ่านกระบวนท่าสุดท้ายไปให้ได้
เปรี้ยง!! แสงสีทองยิงออกมาอีกครั้ง คร่าชีวิตขั้นจักรพรรดิฟ้าดินไปหนึ่งตน และนักรบเผ่าเฉียงเหลียงไปอีกนับหมื่น บนผืนแผ่นดินกว้างใหญ่มีร่องที่เป็นเหมือนช่องเขาแสนลึกล้ำสามร่องปรากฏให้เห็นเด่นชัด พายุทรายที่ปลิวว่อนเต็มฟ้าก็ยังไม่อาจบดบังสามร่องเขานั้นไปได้ทั้งหมด
“เมื่อทำเรื่องผิดก็จะต้องชดใช้ ทุกตนจงคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้” เสียงของเจียงฉางเชิงกลับกลายเป็นความกดดันเต็มเปี่ยม หัวหน้าเผ่าเฉียงเหลียงที่เหลืออีกสามตนคุกเข่าลงทันใด นักรบเผ่าเฉียงเหลียงอื่นๆ ก็เช่นกัน ในใจพวกเขาไม่มีความรู้สึกต่ำต้อย มีแต่ความหวาดกลัวและตื่นเต้นดีใจที่มีชีวิตรอดหลังเคราะห์ร้าย
เมื่อเห็นว่าร่างที่มีขนาดใหญ่ตนแล้วตนเล่าคุกเข่าลงอยู่ไกลๆ เจียงเทียนมิ่งก็กำสองหมัดแน่น ชีพจรโลหิตพลุ่งพล่าน ช่างทรงอำนาจเหลือเกิน! โอรสสวรรค์ก็ดี จักรพรรดิยุทธ์ก็ช่าง! นี่ต่างหากคือความทรงพลังอันดับหนึ่งในใต้หล้า! เจียงเทียนมิ่งแหงนหน้าขึ้นมองเจียงฉางเชิงที่อยู่สูงขึ้นไป พร้อมสลักภาพนี้เอาไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ ไมอาจลืมชั่วนิรันดร
“เผ่ามนุษย์จะกลายเป็นเผาราชาใหม่ หวังว่าเผ่าเฉียงเหลียงจะยังคงเป็นเผ่าแข็งแกร่งที่เป็นสมุนผู้จงรักภักดีต่อเผาราชา หากพวกเจ้าไม่ยินยอม ครั้งหน้าข้าจะไปที่เผ่าของพวกเจ้าด้วยตนเอง! จำไว้ ข้าจะไม่ให้โอกาสที่สองแก่พวกเจ้าอีก”
เจียงฉางเชิงยกมือขวาขึ้น ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองที่ปิดฟ้าบังตะวันเริ่มหดเล็กลงและร่วงลงในมือเขาอย่างรวดเร็ว เป็นภาพที่ปลุกเร้าจิตใจหัวหน้าเผ่าเฉียงเหลียงที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสามคนอย่างลึกล้ำ พวกเขาไมอาจเข้าใจภาพตรงหน้านี้ได้เลย เจียงฉางเชิงสะบัดแขนเสื้อ ลมแรงประหนึ่งจะล้างโลกหมุนม้วนไปบนผืนพิภพ เก็บกวาดซากศพแหลกของเผ่าเฉียงเหลียงทั้งหมดไป กว่าเหล่านักรบเผ่าเฉียงเหลียงจะตั้งสติได้ เจียงฉางเซิงก็หายวับไปแล้ว
เจียงเทียนมิ่งที่อยู่บนหน้าผาไกลออกไปยังไม่ทันตั้งตัวได้ ก็รู้สึกว่ามีมือข้างหนึ่งจับอยู่ที่ไหล่ จากนั้นฟ้าดินก็หมุนกลับไปหมด จวบจนเขาลืมตาขึ้นอีกครั้งก็กลับมาถึงในเรือนพำนักบนเขามังกรผงาดแล้ว เจียงเทียนมิ่งอยู่ที่เดิม สั่นสะท้านไปทั้งตัว
เจียงฉางเชิงหันหลังเดินเข้าไปภายในอาราม ไปฉีเห็นท่าทางผิดปกติของเจียงเทียนมิ่งจึงถามว่า “เจ้าเป็นอะไรไป?”
“แข็งแกร่งเหลือเกิน! แข็งแกร่งเหลือเกิน! แข็งแกร่งเหลือเกินจริงๆ!” เจียงเทียนมิ่งร้องขึ้นมาราวกับเสียสติ และกระโดดโหยงเหยงอยู่กับที่ไมหยุด ทำเอาจินอู ไท่หวา ไท่ซี และไป๋หลงตกใจ
ไปฉีพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นายท่านย่อมต้องแข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ดีชั่วอย่างไรเจ้าก็เป็นสุดยอดผู้เยี่ยมยุทธ์ ต้องเป็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
เจียงเทียนมิ่งกำหมัดแน่นและกล่าวว่า “พวกเจ้าไม่เข้าใจ! แข็งแกร่งเหลือเกินจริงๆ ข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟัง…”
เมื่อเข้าไปในตำหนักเมฆาม่วงแล้ว เจียงฉางเซิงก็ลงนั่งขัดสมาธิบนเบาะนั่ง เขาเริ่มนึกย้อนไปถึงการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ตอนเขาต่อสู้กับเผ่าเฉียงเหลียง เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเวลาที่ตนเองลงมือ จะทำให้กฎแห่งฟ้าดินเคลื่อนไหวด้วยพลังแห่งฟ้าดินกำลังต่อต้านเขา แน่นอนว่าเป็นแค่การต่อต้านแต่ไม่อาจสยบเขาลงได้ ‘ดูท่าข้าจะเป็นพวกประหลาด’ เจียงฉางเชิงคิดอยู่เงียบๆ เมื่อพูดจากระดับหนึ่ง เขาก็เป็นผู้บุกรุกจริงๆ แต่เขาไม่มีทางเลือก เพื่อให้มีชีวิตต่อไปจึงได้แต่ต้องบุกรุกให้ถึงที่สุด
เสียงร้องตกใจของไปฉีและจินอูดังมาจากนอกตำหนักเมฆาม่วง จากนั้นก็เป็นเสียงอธิบายของเจียงเทียนมิ่ง เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในลานเรือน เสียงดังเอะอะเป็นที่สุด
[ปีไคเชิ่งที่สี่ เผ่าเฉียงเหลียงยกทัพใหญ่เข้ารุกรานด้วยต้องการเหยียบต้าจิ่งให้ราบ เจารอดชีวิตจากการล้อมโจมตีของพวกเขาพ้นเคราะห์ไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวัตถุวิญญาณนามว่า ‘ต้นทอสวรรค์’]
มีการแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเชิง ทำให้เขายิ้มออกมา เผ่าเฉียงเหลียงมอบของกำนัลชิ้นโตให้ทีเดียว! ‘ต้นทอสวรรค์?’ ไม่รู้ว่าจะช่วยเพิ่มอายุขัยเหมือนที่ว่าไว้ในตำนานหรือไม่ เจียงฉางเซิงเริ่มรับการถ่ายทอดความทรงจำของต้นทอสวรรค์
เวลาผันผ่านไปสองเดือน หลังจากนั้นในสารทฤดู เขามังกรผงาดเต็มไปด้วยใบไม้สีเหลืองงดงามปนอาดูรเช่นภาพวาด วันนี้จีอูจวิน เยี่ยสวินตี่ และเทพกระบี่กลับมา พวกเขายังพาคนผู้หนึ่งมาด้วย
“มรรคาจารย์ยังไม่ออกจากการปิดด่านอีกหรือ?” เยี่ยสวินตี่ถาม เจียงเทียนมิ่งกระโดดออกมายกมือขึ้นแล้วชี้นิ้วหัวแม่มือไปยังอารามทางด้านหลัง กล่าวว่า “ท่านปู่ทวดบรรลุขั้นสำเร็จแล้ว แค่ฝึกวิชาอยู่ข้างใน ข้าจะเล่าให้ท่านฟัง…”
เขายังพูดไม่ทันจบ เจียงเสวียนเจินที่อยู่ข้างหลังเทพกระบี่ก็พุ่งไปตรงหน้าอาราม คุกเข่าทั้งสองข้างทั้งโขกหัวลงกับพื้น ตะโกนร้องไห้ว่า “ลูกหลานอกตัญญูไร้กำลังพลิกฟื้นวิกฤต ขอเชิญท่านบรรพบุรุษขึ้นครองราชย์ ช่วยยืดเวลาให้ต้าจิ่งของเราไปอีกสามร้อยปีขอรับ!”