เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 317 เหาะเหินกลางวัน แผ่นดินรุ่งเรือง แท่นเทพเซียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 317 เหาะเหินกลางวัน แผ่นดินรุ่งเรือง แท่นเทพเซียน
เมื่อได้ยินถ้อยคำของเจียงเสวียนเจิน ผู้คนในลานต่างพากันหันไปมองเขา สายตาของจีอูจวินเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม ส่วนคนอื่นๆ ล้วนตะลึงลาน
“นายท่านของข้าเป็นถึงท่านเซียน จะเป็นโอรสสวรรค์ได้อย่างไร” ไปฉีกล่าวเสียงดัง
เจียงเทียนมิ่งจ้องเจียงเสวียนเจิน สงสัยสถานะของเขา “โอรสสวรรค์ เจ้าเสียขวัญแล้วหรือ”
“สละราชบัลลังก์ก็ดีเหมือนกัน หลายปีมานี้โอรสสวรรค์ต้าจิ่งไม่เอาไหนจริงๆ”
“จะว่าไปก็ไม่แปลก ตั้งแต่โบราณมาภายในราชอาณาจักร โอรสสวรรค์ส่วนมากก็มีแต่กษัตริย์โฉดเขลา กษัตริย์ไร้ปัญญา จะมีกษัตริย์ปรีชา กษัตริย์ปัญญาเลิศล้ำหลายคนได้อย่างไร”
“ข้าว่าจะไปโทษพวกเขาก็ใช่ที่ โอรสสวรรค์เหยียนอู โอรสสวรรค์ติ้งเหอ หรือแม้แต่หงจงก็ล้วนมีความมุ่งมั่น แต่เหตุการณ์คับขันเกินไป คนที่ตำหนิได้ก็มีเพียงอันจง เขานั่นแหละไร้ค่าจริงๆ”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังถกเถียงกัน เจียงเสวียนเจินยังคงก้มหน้ากราบแนบพื้น เลือดไหลซึมออกจากหน้าผาก ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากภายในอาราม
“เข้ามาเถิด”
ประตูอารามเปิดออก
เจียงเสวียนเจินเงยหน้าขึ้น น้ำตายังไม่แห้ง พอมองไปยังอารามกลับรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา หัวเขาราวกับมีรากฝังแน่น ยากจะยืนขึ้น
“เจ้าหนู ยังมัวชักช้าอะไรอยู่ มีอะไรในใจก็รีบเข้าไปพูดกับบรรพบุรุษของเจ้าสิ” เทพกระบี่ตบไหล่เจียงเสวียนเจินเบาๆ เอ่ยเร่งเร้า
เจียงเสวียนเจินได้สติ รีบลุกขึ้นเดินสั่นๆ เข้าไปในตำหนักเมฆาม่วง ประตูก็ค่อยๆ ปิดลง ส่วนไปฉี เยี่ยสวินตี่ และคนอื่นๆ ก็เริ่มคุยกันต่อ อยากรู้ว่ามรรคาจารย์จะสนทนาอะไรกับเจียงเสวียนเจิน
เมื่อเข้ามาในอาราม เจียงเสวียนเจินพบว่าภายในกว้างใหญ่ราวกับวังหลวง สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง แสงเทพสุดขอบตะวันเจิดจ้าลอยเหนือศีรษะราวกับเป็นดวงอาทิตย์น้อย แสงเจิดจ้ายิ่งนักจนเจียงเสวียนเจินไม่อาจมองเห็นโฉมหน้าจริงๆ ของเขาได้
“เป็นท่านเซียนแน่นอน!” ในใจของเจียงเสวียนเจินพลันบังเกิดความคิดนี้ขึ้น เขารีบก้าวไปคุกเข่าต่อหน้าเจียงฉางเซิง โขกศีรษะสามครั้งเต็มแรง
“ท่านบรรพ… บรรพบุรุษ..” เจียงเสวียนเจินเอ่ยเสียงแผ่ว เขาเคยวาดฝันถึงการได้พบหน้าบรรพบุรุษมานับครั้งไม่ถ้วน แต่พอถึงเวลาจริงกลับพูดไม่ออก ดังสมองว่างเปล่า
บรรยากาศเงียบขรึม เจียงเสวียนเจินค่อยๆ สงบลง สติเริ่มคืนกลับ ตอนนี้เองเจียงฉางเซิงจึงเอ่ยปากขึ้นมา
“เจ้าคิดถี่ถ้วนแล้วหรือว่าต้องการให้ข้าทำสิ่งใด”
เจียงเสวียนเจินสูดลมหายใจลึก “ขอเชิญท่านบรรพบุรุษขึ้นครองราชย์เถิด!”
เขาเงยหน้าขึ้นมองเจียงฉางเซิง แววตาแน่วแน่ “โอรสสวรรค์ในประวัติศาสตร์ต่างล้วนพลาดพลั้ง ต้นตอปัญหาไม่ใช่ตระกูลใหญ่ หากแต่เป็นโชคชะตา เพราะโชคชะตาจำกัดอายุขัยของโอรสสวรรค์ จึงทำให้โอรสสวรรค์ไมอาจแข็งแกร่งขึ้นมาได้ ท่านคือเทพเซียนแน่นอนว่าจะไม่ถูกโชคชะตาจำกัดอายุขัย มีเพียงท่านเท่านั้นที่จะช่วยกอบกู้ต้าจิ่งได้ขอรับ!”
เจียงฉางเซิงกล่าวอย่างสงบนิ่ง “ภายภาคหน้าเราจะแปรเปลี่ยนโชคชะตาของต้าจิ่ง ทำให้โชคชะตาไม่จำกัดอายุขัยของโอรสสวรรค์อีกต่อไป”
เจียงเสวียนเจินได้ฟังยิ่งตื่นเต้น “แต่นั่นก็ไร้ประโยชน์ ข้าและลูกหลานของข้ายากนักที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งผู้เขย่าใต้หล้า ในสองร้อยปีหากมอบราชบัลลังก์ให้แก่อ๋องผู้ครองรัฐคนอื่น นั่นย่อมเป็นการฝ่าฝืนเจตจำนงของไทจง มีเพียงท่านครองราชย์เท่านั้นจึงจะเปลี่ยนแปลงต้าจิ่งได้อย่างแท้จริง”
“หากท่านเป็นโอรสสวรรค์ของต้าจิ่งที่ครองราชย์ได้นับร้อยปี ท่านก็จะคัดเลือกทายาทที่เติบโตขึ้นมาได้ เช่นนั้นก็จะไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนเจตจำนงของไทจง ข้าไมอาจเป็นโอรสสวรรค์ได้อีกแล้ว ข้าต้องรับผิดชอบต่อโลกที่ปั่นป่วนนี้ ต้องแบกรับความเคียดแค้นของราษฎรทั่วหล้า และข้าก็ไม่อยากเป็นโอรสสวรรค์อีกแล้ว ข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้น”
กล่าวถึงตรงนี้ น้ำตาของเจียงเสวียนเจินก็ไหลออกมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ เขานึกถึงเสด็จพ่อของตน นึกถึงเจียงเสวียนเหนียน
“เสด็จพี่ของข้า วางรากฐานให้ข้า ช่วยผลักดันให้ข้าเป็นอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ แต่ข้ากลับหุนหันพลันแล่นเกินไป… ทำให้เสด็จพี่ต้องตาย และยังพาตัวเองเข้าสู่ทางตัน แถมยังทำลายกำลังภายในของตนเองเสียสิ้น ท่านบรรพบุรุษ… ข้าช่างไม่เหมาะจะเป็นโอรสสวรรค์เลยจริงๆ ตั้งแต่เด็กข้าก็ไม่เคยคิดอยากเป็นโอรสสวรรค์…”
เจียงเสวียนเจินร้องไห้คร่ำครวญ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความน้อยใจ ความรู้สึกผิด และความเจ็บปวด ตั้งแต่จำความได้เขาก็ยกให้เจียงเสวียนเหนียนเป็นโอรสสวรรค์ เขาจึงไม่เคยแม้แต่จะนึกคิดจะเป็นโอรสสวรรค์เอง ความคิดเช่นนี้ติดตัวเขามาจนเติบใหญ่
เจียงฉางเซิงรับฟังคำของเขา ใคร่ครวญประเด็นนี้อย่างจริงจัง เขาผู้บรรลุเป็นเซียนแล้วแทบไม่มีผู้ใดในโลกนี้ต้านทานได้ หากจะผ่อนคลายเสียบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ยิ่งไปกว่านั้นเขาได้เห็นดวงวิญญาณของเจียงจื๋ออวี่แล้ว ความเสียดายที่เคยมีอาจยังพอชดเชยได้ และยังถือเป็นการปูทางเพื่อเสริมแต้มโชคชะตาและแต้มเซ่นไหว้ด้วย
รุ่งเช้า มูหลิงลั่วกลับมายังลานเรือนบนเขามังกรผงาด เห็นเฉินหลี่กับนายท่านไปอยู่ที่นั่นเช่นกัน นางเดินไปหาจีอูจวินแล้วเอ่ยเสียงเบา “โอรสสวรรค์มาแล้วหรือ”
จีอูจวินพยักหน้า “เข้าไปข้างในนานเกือบครึ่งเดือนแล้ว ยังไม่ออกมาเลย”
“นานขนาดนั้นเชียว” ในใจของมูหลิงลั่วเต็มไปด้วยความสงสัย แต่สิ่งที่นางห่วงที่สุดคือเจียงฉางเซิง นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงฉางเซิงปิดด่านยาวนานถึงเพียงนี้ นางหันไปมองเฉินหลี่ที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะหิน ถามว่า “เฉินหลี่ การแย่งชิงอำนาจในใต้หล้าเกิดขึ้นมากี่ปีแล้ว ตอนนี้ยังมีชนต่างเผาก่อความวุ่นวายอีก เมื่อไรสถานการณ์เช่นนี้จะยุติเสียที”
เฉินหลี่เหลือบตามองอาราม เอ่ยตอบว่า “ใกล้แล้ว แผ่นดินต้าจิ่งกำลังจะเข้าสู่ยุครุ่งเรืองที่แท้จริง”
นายท่านไปกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย “น่าเสียดาย ตามที่พวกเจ้าว่า โอรสสวรรค์ตอนนี้สิ้นหวังเสียแล้ว ช่างน่าเสียดายดวงชะตาของเขา”
เขาเคยฝากความหวังไว้กับเจียงเสวียนเจินไม่น้อย แต่หลังจากที่เจียงเสวียนเจินขึ้นครองราชย์ เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นทั่วหล้าต่างพากันแย่งชิงตัวเขา ทำให้เขาต้องกลายเป็นหุ่นเชิด เผชิญทุกข์เข็ญนานับประการ
ตามคำของเทพกระบี่ เยี่ยสวินตี่ และจีอูจวิน ระหว่างทางที่พวกเขาไปช่วยเหลือเจียงเสวียนเจิน ก็ได้สูญเสียความทะเยอทะยานที่จะทวงคืนบัลลังก์ไปแล้ว
“เช่นนั้นแล้วใต้หล้านี้ใครเหมาะจะเป็นโอรสสวรรค์กัน อย่าบอกนะว่าจะให้เป่ยเจียงอ๋องขึ้นครอง” เยี่ยสวินตี่เอ่ยอย่างจนใจ
เทพกระบี่กล่าวว่า “เจียงหลัวก็ถือว่าไม่เลว” จากนั้นทุกคนก็เริ่มถกกันว่าอ๋องคนใดในใต้หล้าเหมาะจะเป็นโอรสสวรรค์ที่สุด
ผ่านไปพักใหญ่ ประตูอารามก็เปิดออกอย่างกะทันหัน เจียงเสวียนเจินก้าวออกมา เขาสวมชุดนักพรต สีหน้ามีรอยยิ้มดูเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวา ทุกคนพากันหันไปมองเขา
ไปฉีกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่าเมื่อเห็นเจียงฉางเซิงเดินตามออกมาก็ถึงกับกลืนคำพูดกลับลงคอ เมื่อเห็นเจียงฉางเซิง มูหลิงลั่วตาเป็นประกาย รีบเดินเข้าไปหา เอ่ยถามอย่างห่วงใย “บรรลุขั้นสำเร็จแล้วหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงยิ้มพลางพยักหน้า เจียงเสวียนเจินรีบเบี่ยงตัวไปด้านข้างเปิดทางให้บรรพบุรุษ
ไปฉีรีบถามขึ้น “นายท่าน จากนี้ท่านมีแผนจะทำสิ่งใดหรือ” ทุกสายตาจับจ้องไปยังเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงจูงมือมูหลิงลั่วไว้ เอ่ยเสียงนุ่ม “ข้าเคยสัญญาวาจะขอเจ้าแต่งงานอย่างเปิดเผย บัดนี้ถึงเวลาทำตามสัญญาแล้ว”
มูหลิงลั่วนิ่งอึ้ง ถามกลับอย่างแปลกใจ “ท่านให้สัญญาไว้เมื่อไรกัน”
ไปฉีหัวเราะเจ้าเล่ห์ “ข้าว่าจำได้ว่านายท่านเคยให้สัญญากับฮวาเจี้ยนซินนะ”
เจียงฉางเซิงมองมัน “ใช่ ข้าเคยสัญญากับนางไว้ว่าชาติหน้าจะขอแต่งอย่างเปิดเผยต่อหน้าฟ้าดิน”
ไปฉีรู้สึกงุนงง ไม่เข้าใจว่าเจียงฉางเซิงหมายถึงสิ่งใด ขณะเดียวกันหัวใจของมูหลิงลั่วพลันสั่นไหว แววตาซับซ้อนขึ้นมา การคาดเดาในใจก่อนหน้านี้ของนางดูเหมือนจะกลายเป็นความจริงแล้ว
เฉินหลี่ดูออกทันทีว่าเจียงฉางเซิงหมายถึงอะไร เขาก้าวขึ้นหน้าโค้งคำนับแล้วกล่าวเสียงหนักแน่น “ขอบพระคุณมรรคาจารย์ นี่คือบุญวาสนาของต้าจิ่งโดยแท้!”
นายท่านไปกับจีอูจวินดูเหมือนจะนึกบางอย่างออก ใบหน้าเปลี่ยนสีก่อนที่จะแปรเป็นความยินดีตื่นเต้น
“ข้าไม่เพียงจะขึ้นครองราชย์ แต่ยังจะนำโอกาสเหาะเหินเป็นเซียนมาสู่ราษฎรต้าจิ่ง มรรคาจารย์ผู้ผ่านโลกียกาลมาหลายชาติภพ สุดท้ายคือชะตาแห่งจักรพรรดิ เมื่อถึงวันอันสมบูรณ์ย่อมจะเหาะเหิน สร้างตำนานแห่งยุคเทพเซียนอันรุ่งโรจน์ให้กับต้าจิ่ง เรื่องเล่าเช่นนี้พวกเจ้าคิดว่าน่าสนใจหรือไม่”
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ทุกคนถึงกับกลั้นหายใจ มรรคาจารย์จะเป็นโอรสสวรรค์!
ทุกคนล้วนเคยนึกฝันถึงการที่มรรคาจารย์จะขึ้นครองราชย์ แต่เจียงฉางเซิงมักใช้ข้ออ้างเรื่องการฝึกตนปฏิเสธเรื่อยมา ไม่คาดคิดว่าวันนี้จะมาถึงจริงๆ ทุกคนพลันตื่นเต้นขึ้นมาในทันใด
“ดีแล้ว! ท่านต่างหากที่สมควรเป็นโอรสสวรรค์!”
“ข้อกำหนดของราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่คอยจำกัดอายุขัยโอรสสวรรค์ คงใช้ไม่ได้กับท่านแน่นอน”
“หากท่านขึ้นครองราชย์ เจ้าผู้ครองแคว้นในใต้หล้าคนใดเล่าจะกล้าต้าน”
“ยุคเทพเซียนรุ่งเรืองหรือ… เช่นนั้นพวกเราก็มีสิทธิ์กลายเป็นเซียนได้เช่นกันหรือไม่”
เจียงเสวียนเจินยิ้มบางๆ สีหน้าแฝงความภูมิใจ เขารู้สึกเหมือนตนเองเป็นผู้ชักจูงให้บรรพบุรุษตัดสินใจ และเมื่อคิดถึงภาพแดนสวรรค์ที่บรรพบุรุษวางแผนไว้ ใจเขาก็พลันพลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น ต้าจิ่งกำลังจะทะยานขึ้นอย่างแท้จริง!
เฉินหลี่น้อมกายกล่าว “ใต้หล้าปั่นป่วน ขุนนางกบฏครองอำนาจ โอรสสวรรค์ขอให้บรรพบุรุษขึ้นครองราชย์ ขจัดความชั่วร้ายในหล้า ย่อมจะกลายเป็นเรื่องเล่าลืออันงดงาม แต่ต้องมีผู้พิสูจน์ชาติกำเนิดของท่านได้”
สิ้นคำ ที่กลางหน้าผากของเจียงฉางเซิงพลันปรากฏดวงเนตรมหามรรคา แสงสีทองสาดส่องเจิดจ้าทำให้ทุกคนตกตะลึง เจียงเทียนมิ่งถึงกับลูบตาที่สามของตนเอง ทั้งสามดวงตาเผยความอิจฉาและโหยหาขึ้นพร้อมกัน
เจียงฉางเซิงกล่าว “หยางเชอยังมีชีวิตอยู่ ให้เขาเป็นผู้ยืนยัน”
กล่าวจบ เขาก็แหงนหน้ามองนภา เอ่ยเสียงเบาราวรำพึง “ได้เวลาเติมเต็มสิ่งที่ยังค้างคาแล้ว ไม่ใช่เพียงของข้า แต่ของเจ้าเช่นกัน…”
แม้ทุกคนจะไม่รู้ว่าเขาหมายถึงใคร แต่ความตื่นเต้นที่มีอยู่ก็ไม่ได้ลดลงเลย มรรคาจารย์จะขึ้นครองราชย์แล้ว ต่อจากนี้ไปย่อมจะมีเรื่องราวน่าดูมากมาย! พวกเขาล้วนตั้งตารอว่าเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นในใต้หล้าจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
เสวียนถิง
ภายในตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง จูเทียนเจี๋ยผู้เป็นบุตรชายของจูควงจี้นั่งอยู่บนเก้าอี้ สีหน้าอึมครึมหาใดเปรียบ ส่วนด้านข้างคือบุรุษชุดดำ นักพรตชิงชวี และสวี่หมาง บรรยากาศรอบกายเงียบงันจนน่ากระอักกระอ่วน
จูเทียนเจี๋ยจ้องมองบุรุษชุดดำ เอ่ยเสียงทุ้ม “โอรสสวรรค์ไปที่อารามมังกรผงาดแล้ว ต่อจากนี้เราควรทำอย่างไร มรรคาจารย์จะพาลโกรธใส่จวนมังกรจำแลงหรือไม่”
บุรุษชุดดำส่ายหน้า “อย่างมากมรรคาจารย์ก็แค่ให้ความคุ้มครองโอรสสวรรค์ หากจะโกรธคงลงมือไปตั้งนานแล้ว อย่าลืมว่าบิดาเจ้ากับอันฉางตายอย่างไร ตอนนั้นมรรคาจารย์ก็สามารถเหยียบเสวียนถิงแหลกได้แล้ว”
“ตอนนี้ไม่มีโอรสสวรรค์ก็ยิ่งดี ทุกฝ่ายว่ากันตามฝีมือ แข่งขันกับเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นทั่วหล้า ตอนนี้พวกเรากำลังแข็งแกร่ง ต่อให้ไร้โอรสสวรรค์พวกเราก็ยังสามารถกวาดล้างทั่วแคว้น สร้างราชวงศ์ใหม่ขึ้นมาได้!”
สวี่หมางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์วันนั้น เมื่ออาจารย์ชาวต่างเผ่าของเขาพูดหมิ่นมรรคาจารย์ได้ไม่กี่คำก็ถูกฆ่าตายทันที แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งแต่ในใจกลับตึงเครียดจนแทบระเบิด กลัวว่าพวกคนเหล่านี้จะบังอาจล่วงเกินมรรคาจารย์ โชคดีที่พวกเขายังรู้จักหวาดกลัวมรรคาจารย์อยู่บ้าง
เทียนเจี่ยเมื่อได้ยินก็คิดว่ามีเหตุผล หากมรรคาจารย์จะลงมือคงไม่รอถึงตอนนี้ “เช่นนั้นข้าก็จะออกแย่งชิงใต้หล้าอย่างเปิดเผย เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นในหล้าใครกันจะกล้าต่อกรกับข้า”
จูเทียนเจี๋ยกล่าวด้วยความฮึกเหิม เมื่อมีจวนมังกรจำแลงและบุรุษชุดดำหนุนหลัง เขาย่อมไม่เกรงกลัวจอมคนในใต้หล้าผู้ใดอีก
หนึ่งชั่วโมงถัดมา บุรุษชุดดำกับนักพรตชิงชวีกลับมายังจวนของตน เพิ่งนั่งลงที่โต๊ะหินในลาน ก็มีเงาร่างหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากใต้พื้น เงาดำรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ดูไม่ชัดเจน
“ต้องรออีกนานแค่ไหน หัวหน้าเผ่าของข้าเริ่มหมดความอดทนแล้ว” เงาดำเอ่ยเสียงแหบแห้ง
บุรุษชุดดำรินเหล้าให้ตัวเอง ยกดื่มหมดจอก ตอบด้วยเสียงเรียบ “หากเผาดาวนักษัตรรอไม่ไหว เหตุใดไม่บุกต้าจิ่งเสียเลยล่ะ”
เงาดำนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร นักพรตชิงชวีหันมามองเงาดำ ถามว่า “แล้วเผ่าเฉียงเหลียงจะมาถึงเมื่อไร”
บุรุษชุดดำวางจอกเหล้าลง จ้องมองเงาดำทันที เผ่าเฉียงเหลียงเปรียบเสมือนภูเขาลูกใหญ่ที่ทับหัวพวกเขาเอาไว้ พวกเขากำลังรอให้เผ่าเฉียงเหลียงเปิดฉาก เพื่อนำไปสู่มหาสงครามกับมรรคาจารย์