เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 319
“เป็นไปไม่ได้… ไม่… เป็นไปได้เยี่ยงไร…” บุรุษชุดคลุมดำนอนแผ่รำพึงกับตัวเองอย่างเจ็บปวดอยู่ท่ามกลางเศษหิน หน้ากากของเขาแตกยับไปหมด ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและไม่อยากจะเชื่อ
เขารู้ว่าหากเผชิญหน้ากับมรรคาจารย์ ตนเองจะต้องพ่ายแพ้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะพ่ายแพ้ยับเยินเช่นนี้ เขายังไม่ได้แตะต้องตัวมรรคาจารย์ด้วยซ้ำ
เจียงฉางเซิงก้มลงมองเขา เหตุที่ปล่อยให้เขายังเหลือลมหายใจก็ด้วยมีเรื่องต้องการถาม เมื่อเห็นว่าบุรุษชุดคลุมดำพ่ายแพ้ลงในพริบตา นักพรตชิงชวีและร่างเงาดำต่างตระหนกลนลานขึ้นมา สวี่หมางกลับแอบรู้สึกโชคดีและรู้สึกซาบซึ้งต่อมรรคาจารย์อย่างเปี่ยมล้น นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่มรรคาจารย์ไว้ชีวิตเขา ครั้งก่อนนั้นเป็นเพราะอาจารย์ต่างเผ่าของเขาปากไม่มีหูรูด ครั้งนี้เป็นเพราะเขาถูกคนเหล่านี้จูงจมูก
เจียงฉางเซิงมองร่างเงาดำแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อไปตำหนักยมโลกแล้ว ภายหน้าอาจได้พบกับพี่น้องของเจ้า”
อนุภาพแสนสะพรึงมาเยือน! ร่างเงาดำสลายไปในพริบตา เป็นเช่นแสงเทียนที่ดับมอด
เจียงฉางเซิงมองบุรุษชุดคลุมดำอีกครั้งและกล่าวว่า “จางอิงคงถูกเจ้าสังหาร ช่างเถิด ข้าคร้านจะสอบถามอีก” พลังไร้รูปยกศีรษะของบุรุษชุดคลุมดำขึ้นมา เวลานี้เขาเหมือนกับหุ่นกระบอกที่ถูกชักใย เขาเพิ่งได้เห็นมรรคาจารย์ ก็พลันมีลำแสงสีทองหนึ่งปกคลุมใบหน้าของเขา ดวงเนตรมหามรรคา!
สวี่หมาง นักพรตชิงชวี และจูเทียนจื๋อ ต่างต้องสะท้านใจ ยามเห็นดวงตาแนวตั้งสีทองที่ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของมรรคาจารย์
“มรรคาจารย์เป็นคนสกุลเจียงจริงด้วย!” หรือพูดให้ถูกต้องว่า โอรสสวรรค์แห่งต้าจิ่งก็คือทายาทของมรรคาจารย์!
ที่หว่างคิ้วของสายเลือดแห่งราชสกุลมีปานเป็นลวดลายแนวตั้ง ผู้มีคุณสมบัติแข็งแกร่งจะสามารถเบิกเนตรขึ้นได้ เรื่องนี้แพร่สะพัดอย่างกว้างขวางในยุทธภพและหมู่ชาวบ้าน ดวงตาที่สามของมรรคาจารย์ทรงอานุภาพล้ำเลิศไม่ธรรมดา ทำให้พวกเขาไม่อาจลืมเลือนได้ชั่วชีวิต
เจียงฉางเซิงอ่านความทรงจำของบุรุษชุดคลุมดำอย่างรวดเร็ว เขาชูมือขึ้นดูดจากระยะไกล เอาไอสีดำจากภายในกายของบุรุษชุดคลุมดำออกมา และรำพึงกับตนเองว่า “เซียวปูขู? นึกไม่ถึงว่ายังมีความแค้นเก่าอยู่ ช่างเถิด จงไปตำหนักยมโลกเพื่อเกิดใหม่เถิด”
เซียวปูขู บุตรชายของเซียวเตาเทียน ประมุขหอมังกรมหายาน หลังจากเจ้าหนุ่มนี่ไปที่ทะเลสวรรค์ก็ถูกจางอิงจับตัวและได้รับทุกข์ทรมานอย่างที่สุด ภายหลังเมื่อทะเลสวรรค์ย้ายมายังไทฮวง เขาได้รับพลังลึกลับโดยบังเอิญ และพลังลึกลับนี้เองที่ทำให้จางอิงต้องตาย แต่เนื่องจากมีช่วงที่แฝงตัวอยู่ ด้วยเหตุนี้เจียงฉางเซิงจึงไม่พบเบาะแสจากความทรงจำของจางอิง
‘ราชวงศ์จิ่งไม่มีทางยืนยงนับพันปี พวกเขาดำรงอยู่ได้เพราะท่าน และจะต้องล่มสลายไปเพราะท่าน ยิ่งไปกว่านั้นจะไม่ใช่เพียงแค่สิ้นราชวงศ์ สิบสามรัฐต้องประสบภาวะประชาทุกข์เข็ญ สิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์…’ เจียงฉางเซิงนึกถึงคำสาปแช่งของเซียวเตาเทียนในครานั้น
กาลผันการณ์แปร หากเซียวเตาเทียนได้เห็นวันนี้จะคิดเห็นประการใด เจียงฉางเซิงยิ้มออกมา ก่อนช้อนตาขึ้นมองนักพรตชิงชวี จากนั้นกายเนื้อของเซียวปูขูก็กลายเป็นเถ้าปลิดปลิวและกระจายอยู่ภายในตำหนัก
เมื่อถูกเจียงฉางเซิงจับจ้อง นักพรตชิงชวีพลันตึงเครียดอย่างหนัก ลวดลายสีดำบนหน้าผากก็บิดเบี้ยวไปเพราะเหตุนี้ด้วย
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าเข้าครอบครองกายเนื้อของผู้ใดอยู่” เจียงฉางเซิงถามเย็นชา
นักพรตชิงชวีนิ่งงันไปพักใหญ่ ก่อนค่อนแคะตนเองว่า “ปิดบังเจ้ามิได้โดยแท้ มรรคาจารย์… หรือเจ้าเป็นคนของโลกเบื้องบนจริงๆ เหตุใดคนโลกเบื้องบนจึงมาเกิดในโลกแห่งยุทธแห่งนี้ได้”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ข้าจะตอบกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าเอง” ยกมือขวาขึ้น หันฝ่ามือเข้านักพรตชิงชวี
นักพรตชิงชวีฝันไป ฝันเห็นว่าเดิมทีตนเองตายไปแล้วแต่ร่างกายกลับเริ่มขยับขึ้นมา เขาปิดบังฐานะและท่องเที่ยวไปในดินแดนต่างๆ ทว่าเขากำลังมองร่างของตนท่องเที่ยวไปด้วยสายตาของผู้เฝ้ามอง เขารู้สึกหวาดกลัวเมื่อเขาได้ยินเสียงอีกเสียงหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะหวาดกลัวเพียงใด ก็จะต้องมีวันที่รู้สึกเฉยชากับมัน
จวบจนร่างของเขาได้มาเผชิญหน้ากับมรรคาจารย์ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าร่างของมรรคาจารย์ช่างคุ้นตายิ่งนัก
“ท่านอาจารย์”
เสียงหนึ่งซึ่งคุ้นเคยดังเข้ามา ดึงเอาสติของนักพรตชิงชวีกลับมาสู่ความเป็นจริง เขาลืมตาขึ้นช้าๆ และพบว่ามีคนผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า
“ฉะ… ฉางเซิง?” นักพรตชิงชวีถามทั้งขมวดคิ้ว น้ำเสียงลังเล
เจียงฉางเซิงไม่ได้ให้แสงเทพสุดขอบตะวันบดบังใบหน้าของตน ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ เวลาผ่านไปสามร้อยปี ราศีของเขาได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงนานแล้ว ทำให้นักพรตชิงชวีที่เพิ่งตื่นขึ้นมาไม่กล้าแน่ใจ
“ข้าเอง ท่านอาจารย์” เจียงฉางเซิงเอ่ยทั้งยิ้มบาง ได้พบกับวิญญาณของนักพรตชิงชวีอีกหน ตัวเขาเองก็รู้สึกทอดถอนใจเช่นกัน
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองยืนอยู่ริมน้ำพุเหลือง นักพรตชิงชวีหันหน้าไปและมองเห็นดวงวิญญาณที่ตายแล้วต่อแถวกันยาวเหยียด ดวงวิญญาณที่ตายแล้วมีความแตกต่างกับคนจริงอย่างมาก ร่างวิญญาณโปร่งแสงครึ่งหนึ่ง ภายในดินแดนใต้พิภพที่หม่นมัวทำให้มองเห็นแสงสีเขียวเข้มที่สาดส่อง
นักพรตชิงชวีถามว่า “นี่อาจารย์ตายแล้วหรือ”
เจียงฉางเซิงกล่าวตอบ “ขอรับ ที่แห่งนี้คือตำหนักยมโลก เมื่อเข้ามาในตำหนักยมโลกจะสามารถไปเกิดใหม่ได้ ศิษย์มาส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย”
นักพรตชิงชวีเก็บสายตากลับมาแล้วพินิจมองเจียงฉางเซิง กล่าวว่า “ฉางเซิง เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว ดูท่าคงผ่านไปเนิ่นนานนัก”
“ขอรับ เนิ่นนาน… เนิ่นนานมากจริงๆ”
“อารามมังกรผงาดยังอยู่ดีหรือไม่ ต้าจิ่งเป็นเช่นใดบ้าง”
“อารามมังกรผงาดยังอยู่ดียิ่ง ต้าจิ่งก็ดีเช่นกันขอรับ…” เจียงฉางเซิงบอกเล่าสถานการณ์ของอารามมังกรผงาดไปคร่าวๆ นักพรตชิงชวีได้ฟังแล้วก็มีรอยยิ้มออกมา
เจียงฉางเซิงที่ติดตามนักพรตชิงชวีมาแต่เล็กจนโตก็ไม่ได้มีคำพูดมากมายที่จะสนทนากันได้ ยามนี้ก็เช่นกัน ศิษย์อาจารย์ทั้งสองจึงเข้าสู่ความเงียบงันอย่างรวดเร็ว
นักพรตชิงชวียกมือขึ้นอยากจะตบไหล่เจียงฉางเซิง แต่กลับทะลุผ่านร่างเนื้อของเขาไป ไม่สามารถแตะต้องสิ่งใดได้
“ที่แท้เมื่อตายแล้วก็มีความรู้สึกดังนี้เอง ดีไม่เบา ศิษย์ข้า… กลับไปเถิด อาจารย์ขอไปก่อน” นักพรตชิงชวีหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินไปยังแถวยาวเหยียดของดวงวิญญาณที่อยู่ไกลออกไป เจียงฉางเซิงหันกลับมาและส่งเขาจากไปด้วยสายตา
นักพรตชิงชวีเดินไปสิบก้าว จู่ๆ ก็หยุดเดินและหันหน้ามามองข้า ดวงตาทั้งสี่ของศิษย์อาจารย์ทั้งสองประสานกัน นักพรตชิงชวีมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงแต่ยิ้มให้เขา จากนั้นก็หันหน้ากลับและเดินต่อไป
เจียงฉางเซิงมองแผ่นหลังของนักพรตชิงชวีแล้วถอนหายใจครั้งหนึ่ง เขาลอบส่งกระแสจิตไปถ่ายทอดคำสั่งแก่สะบั้นเศียร จากนั้นก็หายวับไปจากตรงนั้น เมื่อนักพรตชิงชวีหันหน้ากลับมาอีกครั้ง ก็ไม่เห็นตัวเจียงฉางเซิงแล้ว
“มรรคาจารย์? ที่แท้ก็เป็นจริงตามนามนี้…”
เดือนเก้า มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วใต้หล้าอีกครั้ง นั่นก็คือต้นปีหน้า มรรคาจารย์จะตั้งราชวงศ์ใหม่ขึ้นในเมืองหลวง และก่อตั้งโชคชะตาขึ้นใหม่ด้วย! ซึ่งก็เหมือนกับครั้งก่อนที่ข่าวลือแพร่ไปอย่างรวดเร็วและกระจายไปในวงกว้างอย่างมาก โดยที่เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ ไม่อาจตรวจสอบได้ว่าผู้ใดบงการอยู่เบื้องหลัง
รัฐตงหลง
จวนเจ้าเมืองอวี่หลิน เจ้าเมืองนั่งในที่นั่งหลัก ทั้งหัวคิ้วขมวดแน่น เขายกถ้วยชาที่อยู่ข้างมือขึ้นมาและพบว่าไม่มีน้ำชาอยู่แล้ว
ในเวลานั้นเอง แม่ทัพนายหนึ่งก็ก้าวเท้าพุ่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว คุกเข่าลงตรงหน้าเขา ประสานมือกุมหมัด กล่าวว่า “รายงานนายท่าน อดีตอัครเสนาบดีเฉินหลี่ส่งจดหมายมาเชิญท่านไปยังเมืองจิงเฉิงที่รัฐชื่อก่อนสิ้นปีนี้ขอรับ ข่าวที่มรรคาจารย์จะขึ้นครองราชย์ยืนยันความจริงแล้ว ท่านคิดเห็นเช่นใดขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้น ตัวของอวี่หลินก็อ่อนยวบลงทันใด เหงื่อกาฬอาบใบหน้า เขายิ้มเจื่อนกล่าวว่า “มรรคาจารย์ขึ้นครองราชย์… มรรคาจารย์ขึ้นครองราชย์… น่าขัน! น่าขันนัก! พวกเราต่อสู้กันมานานหลายปี ที่แท้ทั้งหมดล้วนเป็นแผนชั่วของมรรคาจารย์ เขาแค่ลองเชิญชวน จิตใจประชาทั้งใต้หล้าก็ตกเป็นของเขาแล้ว ช่างเป็นแผนการที่ล้ำเลิศ เป็นแผนการที่ล้ำเลิศโดยแท้!”
เขายิ่งพูดก็ยิ่งมีอารมณ์ เลือดลมภายในกายถาโถม แม่ทัพเงยหน้าขึ้นมาถามว่า “มรรคาจารย์จะขึ้นครองราชย์ พวกเราจะน้อมตามหรือทำศึกขอรับ”
อวี่หลินถลึงตาเกรี้ยวกราดกล่าวว่า “หากมรรคาจารย์เป็นบิดาของฮ่องเต้ไทจงจริงๆ แล้วพวกเราจะนับเป็นสิ่งใด เป็นโจรขโมยชาติน่ะสิ! ไม่มีทางน้อมตามเด็ดขาด! ถ่ายทอดคำสั่งข้าให้ตรึงกำลังปกป้องรัฐตงไห่อย่างเข้มงวด ข้าจะส่งสาส์นไปยังเจ้าครองแคว้นอื่นๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้…”
ฉับ!
อวี่หลินยังไม่ทันพูดจบ แม่ทัพก็ใช้ฝ่ามือเป็นใบมีดตัดศีรษะของเขา เลือดสดพุ่งออกมาจากลำคอ เฉกเช่นแม่ทัพถูกเลือดสาดใส่เต็มใบหน้า เขาเผยรอยยิ้มที่อัดแน่นไปด้วยความสยดสยอง ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วเอาเท้าข้างหนึ่งเหยียบหัวอวี่หลิน เอ่ยทั้งแค่นหัวเราะว่า “ลำพังแค่ตัวเจ้า ยังคิดกล้าขัดปณิธานของมรรคาจารย์อีกหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่ามรรคาจารย์มีผู้ศรัทธาอยู่มากเท่าใด เจ้าพูดผิดเสียแล้ว เจ้าน่ะเป็นโจรขโมยชาติ แต่คนที่สังหารเจ้าเช่นข้านับว่าเป็นขุนนางผู้มีความชอบ!”
โพละ! เขาเหยียบศีรษะของอวี่หลินจนแหลกคาเท้า สีโลหิตปนเปกับของสีเหลืองขาวกระเด็นทั่วพื้น
สิ้นปี หิมะหนักปลิดปลิว ยอดเขายุทธที่เงียบเหงามาหลายสิบปีก็ครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง มีผู้มาเซ่นไหว้จำนวนมาก เมืองจิงเฉิงทั้งสี่ทิศยิ่งมีรถม้ามากขึ้น เข้ามาทุกวัน ประตูหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
ในลานเรือนเขามังกรผงาด เจียงฉางเซิงกำลังดื่มชา เจียงเสวียนเจินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา และมีคนหลายคนยืนอยู่ข้างๆ ได้แก่ เฉินหลี่, นายท่านไป, มูเสวียนกัง, สวี่เทียนจี และหยางเชอ
“มีเจ้าผู้ครองแคว้นสี่สิบเจ็ดแห่งเลือกที่จะมอบตราทหารมาให้แล้ว และมีเจ้าผู้ครองแคว้นสิบแปดแห่งที่ถูกใต้บังคับบัญชาสังหาร…” เฉินหลี่กำลังรายงานสถานการณ์ของที่ต่างๆ ในใต้หล้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม มีความสุขเป็นที่สุด
เจียงเสวียนเจินแอบตระหนกอยู่ในใจ เพียงคำพูดประโยคหนึ่งของท่านบรรพบุรุษ ใต้หล้าก็ต่างยอมสยบแล้วหรือ เจียงฉางเซิงกลับมิได้มีท่าทีใดๆ ผู้ศรัทธาของเขามีอยู่ทุกหนแห่งในต้าจิ่ง ซึ่งเฉินหลี่ก็ใช้มหาพิภพจิตจรกระจายข่าวไปนั่นเอง ไม่ว่าเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ จะสืบหาเช่นใดก็ไม่สามารถสืบหาต้นตอได้
จวบจนเฉินหลี่พูดจบ นายท่านไปก็กล่าวว่า “มรรคาจารย์ ขณะนี้วังหลวงซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทว่าไม่จำเป็นต้องสร้างวัตถุแห่งโชคชะตาแคว้นจริงหรือขอรับ”
นายท่านไปรีบกลับมาจากโพ้นทะเล เขามีผู้แข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งอยู่ในมือ ซึ่งล้วนเป็นคนของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องโชคชะตาทั้งสิ้น เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ไม่ต้อง ข้าจะสร้างโชคชะตาขึ้นมาเอง”
เขาเตรียมจะสร้างโชคชะตาในพิธีราชาภิเษก โดยการใช้โชคชะตาของตนเองปกคลุมทั่วทั้งต้าจิ่ง ให้ปวงประชาทั้งใต้หล้าได้รับโชคชะตาของเขา ตลอดจนได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเขา เมื่อชาวต้าจิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โชคชะตาแคว้นก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และโชคชะตาของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไป!
จากความหมายหนึ่ง เทียบได้ว่าเขาควบคุมทั้งต้าจิ่งเฉกเช่นทาส แต่ขอเพียงเขาทำให้ชาวต้าจิ่งมีชีวิตที่สุขสงบ ไมนับว่าควบคุมเยี่ยงทาสอย่างแท้จริง ซึ่งนี่ก็คือหนึ่งในสาเหตุที่เจียงฉางเซิงขึ้นครองราชย์ เนื่องด้วยเขาต้องการเป็นผูนำต้าจิ่งให้รวมเผ่ามนุษย์เป็นหนึ่ง รวมไทฮวงเป็นหนึ่ง เผ่าทั้งปวงล้วนหลอมรวมเข้ามาในโชคชะตาของเขา เพื่อช่วยให้โชคชะตาของเขาแข็งแกร่งขึ้น
ส่วนเรื่องบุกเบิกวิถีเซียน เวลานี้ยังทำไม่ได้ จะว่าไปแล้วก็ประหลาด เวลานี้เขาแข็งแกร่งกว่าเจ้าแห่งโลกแห่งยุทธแล้ว แต่กลับยังไม่อาจถ่ายทอดหลักแห่งการฝึกเซียนแก่ผู้อื่นในโลกแห่งยุทธได้ เขาเคลือบแคลงว่าไม่ใช่แค่โลกแห่งนี้ไม่ยินยอมรับวิถีแห่งเซียน แต่ยังมีกฎเกณฑ์ที่สูงยิ่งกว่านั้นคอยต่อต้านวิถีเซียนอยู่ด้วย สำหรับเรื่องนี้เขากลับไม่ได้ร้อนใจ ขอเพียงเขาแข็งแกร่งขึ้นได้เรื่อยๆ เป็นพอ
ต้นท้อสวรรค์ได้ถูกปลูกในโลกแห่งยุทธแล้ว ต้นท้อสวรรค์ต้นนี้ไม่ได้เกินจริงเหมือนกับต้นท้อสวรรค์ในเรื่องไซอิ๋ว ใช้เวลาแค่หนึ่งพันปีจะออกผลครั้งหนึ่ง ท้อหนึ่งผลสามารถทำให้มีอายุยืนได้แค่หนึ่งพันปีเท่านั้น หนึ่งพันปีก็มากพอแล้ว!
เจียงฉางเซิงมองทุกคนแล้วกล่าวว่า “เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เหลือขอมอบให้อัครเสนาบดีทั้งสามไปจัดการ ในวันปีใหม่ที่จะมาถึง จะต้องตระเตรียมทุกสิ่งให้พร้อมสรรพ”
อัครเสนาบดีทั้งสามก็คือ เฉินหลี่, นายท่านไป และหยางเชอนั่นเอง หยางเชอเป็นนายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังตระกูลหยาง เขาแอบถอนตัวออกมาหลายปี เวลานี้ถูกเจียงฉางเซิงเรียกตัวกลับมา เขาไม่มีเสียงพร่ำบ่นใดๆ และยินยอมทำงานให้เจียงฉางเซิง ตระกูลหยางฝ่ายหนึ่งที่แยกตัวออกไปก็ได้กลับมาแล้วเช่นกัน
หยางเชอถามด้วยความใคร่รู้ว่า “มรรคาจารย์ เมื่อท่านขึ้นครองราชย์แล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนนามของแคว้นต้าจิ่งหรือไม่ขอรับ”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นราชวงศ์ใหม่ ย่อมต้องมีโฉมหน้าใหม่ ผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่แห่งนี้ มิใช่ว่าถูกขนานนามว่า มหาอาณาจักรเทียนจิ่ง หรอกหรือ นับแต่นี้ไปต้าจิ่งเปลี่ยนนามใหม่เป็นเทียนจิ่ง เมื่อขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งปวงแห่งเทียนจิ่งสั่งสมคุณงามความชอบ วันหน้าจะได้เหินสู่เบื้องบนไปเป็นขุนนางสวรรค์ ณ แดนสวรรค์ และได้รับโชคชะตาแห่งเทพเซียน”
ขุนนางสวรรค์! ดวงตาของทุกคนพลันเป็นประกายขึ้นมา นอกจากเฉินหลี่แล้ว คนอื่นๆ ต่างหายใจถี่ สองมือที่อยู่ในแขนเสื้อล้วนสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะตึงเครียด หากแต่เป็นเพราะตื่นเต้นยินดี