เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 320 โอรสสวรรค์องค์แรกแห่งเทียนจิ่ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 320 โอรสสวรรค์องค์แรกแห่งเทียนจิ่ง
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง มีไอสีดำหมุนวนอยู่บนฝ่ามือขวา ไอสีดำนี้ก็คือพลังที่เซียวปูขูครอบครอง ด้วยไอสีดำนี้ทำให้พลังของเซียวปูขูเพิ่มพูนขึ้นมาในเวลาอันสั้นจนถึงขั้นที่สามารถรับมือจีอูจวินได้ทีเดียว
“กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน!”
ก่อนนี้เจียงฉางเซิงไม่เข้าใจพลังอำนาจนี้อย่างถ่องแท้ แต่จนบัดนี้บรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบแล้ว ก็ยังคงไม่เข้าใจพลังอำนาจนี้อยู่ดี แม้ว่าโลกแห่งยุทธจะถูกสร้างขึ้นโดยยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ผู้หนึ่ง แต่นานปีผ่านไป โลกแห่งนี้กลับอยู่เหนือการควบคุมของยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ผู้นั้นไปแล้ว มิฉะนั้นอีกฝ่ายคงเข้ามาสังหารเขาให้สิ้นเรื่องในทันที ไม่ต้องรอให้เขาออกไปก่อนด้วยซ้ำ
เนื่องจากไม่อาจลงมายังโลกแห่งยุทธได้ ยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ผูนี้จึงทำได้เพียงติดต่อกับเผ่าบางเผ่า ช่วยพวกเขาสอดส่องและควบคุมฟ้าดิน เผ่าดาวนักษัตรก็เป็นหนึ่งในนั้น จึงจำเป็นต้องกำจัดเผ่าดาวนักษัตรเสีย เจียงฉางเซิงเคยพยากรณ์มาแล้วว่าเผ่าดาวนักษัตรไม่ได้ร้ายกาจเท่าเผ่าเฉียงเหลียง ไว้เมื่อก่อตั้งราชวงศ์เรียบร้อย วันสิ้นเผ่าพันธุ์ของเผ่าดาวนักษัตรก็ใกล้เข้ามาแล้ว
นอกจากนี้เจียงฉางเซิงสงสัยว่า ยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ผู้นั้นจะรู้ว่าไอสีดำนี้ทำงานอย่างไร เผ่าดาวนักษัตรจึงได้หาตัวเซียวปูขูพบ แต่เมื่อดูจากความทรงจำของเซียวปูขูแล้ว เขากลับไม่รู้จุดประสงค์ของเผ่าดาวนักษัตร และยิ่งไม่รู้ว่ายอดยุทธกำเนิดสวรรค์ผู้นั้นมีตัวตนอยู่ หลังจากดูอยู่พักหนึ่ง เจียงฉางเซิงก็เก็บไอสีดำนี้เอาไว้ในเตาหลอมยาในสระสวรรค์ ในเมื่อยังมองมันไม่ออก เช่นนั้นก็เก็บเอาไว้ก่อน จะต้องเข้าใจได้ในอีกไม่ช้าก็เร็วแน่
เจียงฉางเซิงหลับตาลงฝึกวิชา แม้จะบรรลุขั้นแล้วแต่เมื่อมีเวลาฝึกวิชาก็ยังต้องฝึก อย่างไรนอกพิภพก็ยังมีคนคอยจับตาดูเขาอยู่ เขาเคยพยากรณ์แล้วว่า ยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ผู้นั้นสามารถเชิญขุมอำนาจที่แข็งแกร่งมาได้ แต่น่าเสียดายที่ไม่อยู่ในขอบเขตที่ระบบสามารถตรวจวัดได้
ในที่สุดปีไคเชิงที่ห้าก็ผ่านไป ปีใหม่มาเยือน… วันพิธีราชาภิเษก!
ทั้งภายในและภายนอกเมืองจิงเฉิงต่างครึกครื้นไม่ธรรมดา ผู้ครองรัฐและเจ้าผู้ครองแคว้นทั้งหลายในใต้หล้าต่างมารวมงาน ตระกูลขุนนางเก่าแก่หลายตระกูลเริ่มย้ายมายังรัฐชื่อแล้ว ส่งผลให้ราคาที่ดินและบ้านเรือนในเมืองต่างๆ ของรัฐชื่อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
วังหลวงได้รับการบูรณะใหม่ ดูมีราศียิ่งกว่าก่อน สามารถมองเห็นภาพอันสงางามของวังหลวงได้จากทุกมุมของเมืองจิงเฉิง เหมือนภูเขากลางเมือง และยังเป็นภูเขาสีทองอีกด้วย
เช้าตรู่ ขุนนาง แม่ทัพ และผู้สูงศักดิ์จากที่ต่างๆ จำนวนนับไม่ถ้วน มารวมตัวกันหน้าประตูวังหลวง ถนนในบริเวณใกล้เคียงมีผู้คนยืนอยู่เต็มไปหมด เทพจอมโจรยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ กำลังสนทนากับอ๋องผู้ครองรัฐกลุ่มหนึ่งอยู่ ส่วนองครักษ์ชุดขาวต่างกระจายตัวอยู่ในแถบใกล้วังหลวง
หลังจากโอรสสวรรค์ถูกลิดรอนอำนาจ เทพจอมโจรก็พาองครักษ์ชุดขาวจากไป แม้ว่าต้องสูญเสียอย่างหนักในยุคโกลาหล แต่อองครักษ์ชุดขาวยังคงอยู่ เฉินหลี่หาเขาจนพบและให้เขารวบรวมองครักษ์ชุดขาวขึ้นอีกครั้งเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองจิงเฉิง
เหล่าอ๋องผู้ครองรัฐส่วนใหญ่ต่างปรีดากันมาก เพราะมรรคาจารย์เป็นบิดาของฮ่องเต้ไทจง เช่นนั้นก็ไม่เท่ากับว่าเป็นบรรพบุรุษของพวกเขาด้วยหรอกหรือ จำต้องรู้ว่าพี่น้องของฮ่องเต้ไทจงล้วนสิ้นพระชนม์ไปเกือบทั้งหมดแล้ว ราชสกุลเจียงในปัจจุบันล้วนเป็นสายเลือดของฮ่องเต้ไทจง เพราะเหตุนี้เองพวกเขาจึงสนับสนุนมรรคาจารย์อย่างไม่มีเงื่อนไข และยังถึงขั้นปกป้องมรรคาจารย์ ต่อต้านฮ่องเต้จิ่งเหวินตี้และหอมังกรมหายานอีกด้วย
โครม! ประตูวังหลวงเปิดออก เสียงอันน่าเกรงขามดังขึ้น “ขุนนางเทียนจิ่ง เข้าวังหลวง!”
เป็นเสียงของนายท่านไป พลังยุทธขั้นถ้ำสวรรค์เก้าทำให้เสียงของเขาเต็มไปด้วยความกดดัน เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้น อ๋องผู้ครองรัฐ และขุนนางสูงศักดิ์ที่กำลังรออยู่ต่างตื่นตกใจ เหล่าผู้แข็งแกร่งใต้บังคับบัญชาของพวกเขายิ่งเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา มีผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในอาณัติของมรรคาจารย์กี่คนกันแน่
เหล่าอ๋องผู้ครองรัฐ เจ้าผู้ครองแคว้น เจ้าเมือง และคนอื่นๆ ต่างเดินเข้าไปในวังหลวง แม้พวกเขาให้คนในบังคับของตนทั้งหมดอยู่นอกวังหลวงห้ามเข้ามาภายใน แต่ถึงกระนั้นผู้คนที่เข้ามาก็ยังเป็นเช่นฝูงชนที่หลั่งไหล ดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรนัก
ผ่านไประยะหนึ่ง พวกเขามาถึงลานกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง และมองเห็นแผ่นศิลาสูงร้อยจั้ง บนแผ่นศิลาไม่มีสิ่งใดอยู่ ทว่าสะท้อนแสงจางๆ ออกมายามอยู่ใต้แสงแดด ราวกับเป็นแผ่นศิลาศักดิ์สิทธิ์ เบื้องหน้าป้ายศิลาร้อยจั้งนั้น เฉินหลี่ หยางเชอ และนายท่านไป ยืนเคียงไหล่กัน ทุกคนต่างสวมชุดคลุมของอัครเสนาบดีดูสงางามและน่าเกรงขาม
ด้านหลังพวกเขา เจียงเสวียนเจินในชุดคลุมมังกรและมงกุฎโอรสสวรรค์ยืนหลับตารออยู่หน้าป้ายศิลาสูงร้อยจั้ง
“ให้อ๋องผู้ครองรัฐไปอยู่ข้างหลังโอรสสวรรค์ ส่วนขุนนางทั้งหลายให้มารออยู่ข้างหน้าพวกข้า” เฉินหลี่พูด จากนั้นเหล่าอ๋องครองรัฐและเจ้าผู้ครองแคว้นก็ทำตามที่เขาบอกทันที
อ๋องครองรัฐนับร้อยยืนอยู่ข้างหลังขุนนางตามลำดับอาวุโส ในจำนวนนี้มีอ๋องผู้ครองรัฐหลายคนที่สละตำแหน่งไปแล้ว แต่พวกเขายังคงได้รับเชิญมาเนื่องด้วยเป็นผู้มีคุณธรรมบารมีสูงส่ง อ๋องครองรัฐต่างมีสีหน้าคาดหวังและรู้สึกตื่นเต้นกัน
ทุกคนเมื่อทอดสายตามองไปจะเห็นพื้นที่ทั้งหมดถูกแบ่งออกด้วยป้ายศิลา ฝั่งใกล้วังหลวงว่างเปล่าในขณะที่ลานด้านหน้าป้ายศิลากลับมีผู้คนล้นหลาม ยุคแห่งความโกลาหลในใต้หล้าสิ้นสุดลงแล้ว ย่อมต้องเป็นเรื่องดีสำหรับราชสกุลเจียง!
เป่ยเจียงอ๋องมีแววตาสับสน แต่ใบหน้าของหานอองเจียงหลัวกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ส่วนจินอ๋องเจียงเยี่ยนั่นกำลังชะเง้อคอมองไปรอบทิศ
ในเวลานี้เอง คนกลุ่มหนึ่งก็เหินออกมาจากอารามมังกรผงาด เป็นมูหลิงลั่ว จีอูจวิน และคนอื่นๆ นั่นเอง แม้แต่ไปฉี ไท่หวา และไท่ซี ก็มาด้วย การมาถึงของมนุษย์งูทั้งสองสร้างความอลหม่านไม่น้อย เหล่าอ๋องผู้ครองรัฐและเจ้าผู้ครองแคว้นต่างซุบซิบกัน พวกเขาต่างนึกถึงภาพภายในวังโบราณของเผาราชา และคาดเดากันว่าไท่หวาและไท่ซีมาจากเผาราชาแห่งไทฮวง พวกเขาไม่ได้ตื่นตกใจแต่กลับยิ่งเลื่อมใสมรรคาจารย์มากขึ้น
มูหลิงลั่วร่อนตัวลงมาข้างๆ มูเสวียนกัง ซึ่งมูเสวียนกังก็ยังนำคนตระกูลมูอีกหลายคนตามมาข้างหลังเขาด้วย มูเสวียนกังถามด้วยเสียงต่ำว่า “เอาจริงใช่หรือไม่”
มูหลิงลั่วพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นเช่นนี้ใบหน้าของมูเสวียนกังก็นมีรอยยิ้มตื่นเต้นขึ้นมา
เวลาเคลื่อนต่อไป นายท่านไปสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้าแล้วเอ่ยขึ้นทันใดว่า “ถึงฤกษ์แล้ว คุกเข่าลงต้อนรับมรรคาจารย์!”
ทันทีที่เขาพูดจบ อัครเสนาบดีทั้งสามก็คุกเข่าลงก่อน โอรสสวรรค์เจียงเสวียนเจินก็คุกเข่าลงเช่นกัน เหล่าอ๋องผู้ครองรัฐ เจ้าผู้ครองแคว้น และผู้ทรงเกียรติทุกคนก็คุกเข่าลง เหมือนกับคลื่นทะเล เป็นภาพที่ตระการตาเป็นที่สุด
ทันใดนั้น! แสงสีทองพุ่งออกมาจากส่วนลึกในวังหลวง กระจายไปทั่วทั้งเมืองจิงเฉิงและทั่วรัฐชื่อ ก่อนจะแผ่ขยายต่อไปจนกระจายไปทั่วทั้งต้าจิ่ง ชาวบ้านในที่ต่างๆ มองขึ้นไปและต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าภาพภายในวังหลวงขึ้นไปปรากฏอยู่บนท้องฟ้า โอรสสวรรค์ อ๋องผู้ครองรัฐ เจ้าผู้ครองแคว้น และคนอื่นๆ กำลังคุกเข่ากราบไหว้ป้ายศิลาร้อยจั้ง เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตื่นตานัก
ผู้คนทั่วแคว้นได้เห็นแล้วต่างตื่นเต้นดีใจกันขึ้นมา “นี่คือสิ่งใดกัน เป็นภาพลวงตาหรือ? ไม่ใช่! เป็นภาพในวังหลวงต่างหาก วันนี้เป็นพิธีราชาภิเษกของมรรคาจารย์!”
“ต้องเป็นอภินิหารของมรรคาจารย์เป็นแน่ น่าทึ่งจริงๆ พวกเราที่อยู่ห่างไกลถึงชายแดนทางเหนือก็ยังสามารถมองเห็นได้!”
“ฮ่าๆ ข้ากำลังกังวลอยู่เชียวว่าจะไม่เห็นงานพิธีราชาภิเษก”
“นี่ต่างหากที่เรียกว่า ร่วมเฉลิมฉลองกับปวงประชา!”
“หากนี่คือวิชายุทธ์ เช่นนั้นต้องเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เพียงใด จึงสามารถครอบคลุมทั่วทั้งต้าจิ่งได้เพียงนี้”
มีชาวบ้านและผู้ฝึกยุทธที่พากันวิ่งออกจากบ้านและมองขึ้นไปบนท้องฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือในส่วนลึกของภูเขา ขอเพียงมองเห็นท้องฟ้าได้ ก็จะได้เห็นพิธีราชาภิเษก ยิ่งกว่านั้นภาพที่ทุกคนมองเห็นก็ชัดเจนราวกับว่าพวกเขาอยู่ที่นั่นเอง ความรู้สึกเช่นนี้ช่างสั่นสะเทือนใจคนเหลือเกิน
ภายใต้สายตาของผู้คนทั่วใต้หล้า มีเสียงมังกรร้องคำรามดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน ไป๋หลงและจินอู่โฉบลงมาจากท้องฟ้า พวกมันแปลงกายจนมีขนาดใหญ่ที่สุดและบินวนโอบรอบกันขณะร่อนลงมาราวกับมังกรและพญาหงส์นำโชค ผู้คนทั่วหล้ามองอย่างตื่นเต้นนัก ผู้ศรัทธาของมรรคาจารย์ทุกคนรีบคุกเข่าลงและกราบไหว้ท้องฟ้าในทันใด ทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผู้ศรัทธาต่างคุกเข่าลงตามไปเช่นกัน
ไป๋หลงและจินอู่บินล้อมรอบแสงสีทองที่สาดส่องลงมาพอดี จากนั้นร่างหนึ่งก็ลงมาภายในแสงสีทอง เป็นเจียงฉางเซิงนั่นเอง เจียงฉางเซิงลงมาอยู่บนป้ายศิลาร้อยจั้ง แสงสีทองสลายไปแต่ใบหน้าของเขายังคงถูกปกคลุมด้วยแสงเทพสุดขอบตะวัน เต็มเปี่ยมด้วยราศีแห่งเทพเซียน ใต้หล้าตกตะลึง! ชาวบ้านในที่ต่างๆ พากันตะโกนร้องนามของมรรคาจารย์!
ความวุ่นวายภายในต้าจิ่งดำเนินมาต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว แต่เมื่อโอรสสวรรค์เชิญให้มรรคาจารย์ออกมา ใต้หล้าก็สงบสุขขึ้นมาภายในเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งปีเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้ผู้คนในใต้หล้าเคารพนับถือเขาจนถึงขีดสุด และแต้มเซ่นไหว้ของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ใจของประชาชนต้าจิ่งสามัคคีกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!
แม้ว่าไม่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของมรรคาจารย์ แต่พวกเขาก็ยังคงบ้าคลั่ง เพราะความลึกลับนี้เองจึงทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังและจินตนาการ สิ่งมีชีวิตเผ่าอื่นๆ ที่แฝงตัวอยู่ในต้าจิ่งต่างก็เหม่อมองท้องฟ้าเช่นกัน เป็นเช่นดวงวิญญาณธรรมดาที่มองเทพเจ้าด้วยความเคารพนับถือ
โอรสสวรรค์เจียงเสวียนเจินเงยหน้าขึ้นและตะโกนเสียงดังว่า “ลูกหลานไร้ความสามารถ เป็นเหตุให้แผ่นดินวุ่นวายใหญ่หลวง ราษฎรทนทุกข์ ขอเชิญท่านบรรพบุรุษขึ้นครองบัลลังก์ นำแสงสว่างมาสู่ปวงประชาในหล้า!”
“ขอท่านบรรพบุรุษขึ้นครองบัลลังก์เถิด!” อ๋องผู้ครองรัฐทั้งหลายตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน เมื่อเสียงของพวกเขารวมกันทำให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่ สั่นสะเทือนหัวใจผู้คนทั่วใต้หล้า
“ที่แท้เรื่องที่เล่าลือล้วนเป็นเรื่องจริง! มรรคาจารย์คือบิดาของฮ่องเต้ไทจงจริงๆ!”
เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นกับผู้ทรงเกียรติทั้งหลายต่างมองเจียงฉางเซิงด้วยความเคารพยำเกรงและเลื่อมใส ก่อนหน้านี้มีคนมากมายที่ไม่พอใจแต่ต้องจำทนเพราะสถานการณ์บีบคั้น ทว่าเวลานี้เมื่อพวกเขาได้เห็นความสง่างามของมรรคาจารย์ด้วยตาของตนแล้ว พวกเขาก็ยินดีและเลื่อมใสด้วยใจจริง
“ชื่อของข้าในชาตินี้คือเจียงฉางเซิง ข้ามุ่งมั่นแสวงหามรรคา ละทิ้งฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์ ปล่อยวางทางโลกด้วยประสงค์ให้เป็นชาติภพสุดท้ายหลังชดใช้กรรมในการเวียนว่ายตายเกิดมาหลายชาติ แต่จนใจที่ใต้หล้าเผชิญทุกข์ทนเนิ่นนาน ขาปรารถนาที่จะเปิดหนทางสู่การเป็นเซียน ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ให้แก่สรรพชีวิตในใต้หล้า”
“แต่นี้ไปต้าจิ่งเปลี่ยนนามเป็นเทียนจิ่ง เป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาระหว่างแดนมนุษย์กับสวรรค์ ดวงวิญญาณทั้งสิ้นในเทียนจิ่ง ตั้งแต่ขุนนางบุ๋นบู๊ไปจนถึงปวงประชาทั่วไป ผู้ที่มีคุณธรรมเพียบพร้อมล้วนเลื่อนชั้นเป็นเซียนได้ พำนักอยู่ในแดนสวรรค์ กลายเป็นขุนนางสวรรค์ รับผิดชอบดูแลสวรรค์และพิภพ!”
เจียงฉางเซิงยืนสง่าผ่าเผยอยู่บนป้ายศิลาร้อยจั้ง พูดและหยุดไปทีละประโยค น้ำเสียงราบเรียบสะท้อนไปทั่วทุกซอกมุมแห่งมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง เขากำมือขวาแน่นพลางชูขึ้นไปทางท้องฟ้าและกล่าวว่า
“ปีแห่งหยวนเซียน [1] เริ่มต้นขึ้นแล้ว โชคชะตาแห่งเทียนจิ่งบังเกิด!”
ตูม! พลังมหาศาลระเบิดออกจากร่างของเขา เสื้อคลุมปลิวไสว เขาขยายพลังอาคมไปปกคลุมมหาอาณาจักรเทียนจิ่งทั้งหมดอย่างรวดเร็ว โชคชะตาของตัวเขาหลั่งไหลตามพลังอาคมนั้นไปสู่ผู้คนในแผ่นดิน! พริบตานั้นละอองฝนสีทองก็โปรยปรายลงมาทั่วทั้งแคว้น ทั้งผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่สัมผัสกับฝนสีทองต่างรู้สึกถึงพลังประหลาดที่พลุ่งพล่านอยู่ในกาย! เป็นโชคชะตานั่นเอง!
ชาวต้าจิ่งคุ้นเคยกับโชคชะตาเป็นอย่างดี โชคชะตาหายไปหลายเดือน ในที่สุดก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และทำให้รู้สึกสบายขึ้นยิ่งกว่าก่อน!
นายท่านไปตื่นตกใจอย่างหนักเมื่อสัมผัสถึงโชคชะตานี้ “นี่เป็นโชคชะตาใดกัน…” เขาตระหนกอยู่ในใจ มินามรรคาจารย์จึงไม่ต้องการให้เขาช่วยรวบรวมโชคชะตาให้ เพราะโชคชะตานี้แข็งแกร่งกว่าโชคชะตาแห่งฟ้าดินที่เคยมีก่อนหน้านี้เสียอีก
“นั่นคือสิ่งใด!” เจ้าผู้ครองแคว้นผู้หนึ่งอุทานด้วยความตกใจ
ทุกคนต่างเงยหน้ามองขึ้นไปและเห็นประตูสีทองขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือทะเลเมฆ มีอักษรขนาดใหญ่สลักอยู่บนป้ายเหนือประตู… ประตูสวรรค์ทิศใต้!
เจียงฉางเซิงใช้วิชาเทพมหารังสรรค์สร้างขึ้นมา ประตูสวรรค์ทิศใต้ผสานเข้ากับโชคชะตาแห่งเทียนจิ่ง ร่างน่าเกรงขามร่างหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าประตูสวรรค์ทิศใต้ เป็นนักปราชญ์กวนทงโยวนั่นเอง! เมื่อกวนทงโยวมรรคาจารย์จะให้เขาไปเฝ้าประตูสวรรค์ทิศใต้เขาก็ตอบตกลงในทันที จนเมื่อได้รู้จักประตูสวรรค์ทิศใต้แล้ว เขาก็ยิ่งตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม มรรคาจารย์ขึ้นครองราชย์ไม่เหมือนใครจริงๆ! นำสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนมามอบให้แก่บวงประชาในใต้หล้า!
“นี่คือประตูสวรรค์ทิศใต้ ภายภาคหน้าผู้ใดที่ได้เป็นเซียนจะได้เข้าประตูสวรรค์ทิศใต้เพื่อไปสู่แดนสวรรค์!” เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับแนะนำประตูสวรรค์ทิศใต้ให้ใต้หล้าได้รู้จัก
ผู้คนทุกแห่งในใต้หล้าต่างแหงนหน้าขึ้นมองและสลักภาพอันยิ่งใหญ่ของประตูสวรรค์ทิศใต้เอาไว้อย่างลึกซึ้งภายในสมอง ไมอาจลืมได้ชั่วชีวิต
“ฝึกยุทธ์เพื่อบ้านเมือง สร้างความผาสุกยิ่งใหญ่ให้ใต้หล้า ทุกคนล้วนสามารถกลายเป็นเซียน! แต่นี้เป็นต้นไป ต้าจิ่งเลื่อนชั้นจากราชวงศ์ของมนุษย์ทั่วไป เป็นราชวงศ์แห่งชาวสวรรค์ ข้าคือกษัตริย์ เป็นโอรสสวรรค์องค์แรกของเทียนจิ่ง และข้ายยังเป็นจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์ด้วย!”
เมื่อสิ้นเสียงของเจียงฉางเซิง ไป๋หลงก็คำรามยาว จินอู่ส่งเสียงร้องลั่นและบินวนรอบตัวเขา ภาพนี้ทำให้คนทั้งใต้หล้าคึกคักพลุ่งพล่านขึ้นมา
แต่นี้ไป ภาพลักษณ์ของโอรสสวรรค์ในใจของชาวเทียนจิ่งจึงเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ไปโดยสิ้นเชิง ราชอำนาจแห่งกษัตริย์ก็เปลี่ยนเป็นอำนาจแห่งสวรรค์ และอำนาจแห่งเทพเจ้า
[1] หยวนเซียน แปลว่า ต้นกำเนิดแห่งเซียน