เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 323 มหันตภัยแห่งเผ่ามนุษย์
“เสด็จพ่อ!”
เจียงจื๋ออวี้โผเข้าสู่อ้อมแขนของเจียงฉางเซิง พลางร้องเรียกเขาอย่างว่านอนสอนง่าย
แม้จะอายุเพียงสองขวบ แต่สติปัญญาของเขาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เวลาพูดจาแทบไม่ต่างกับเด็กอายุหกเจ็ดขวบ
เจียงฉางเซิงกอดเขาพร้อมกับยิ้มออกมา ยามมองเจียงจื๋ออวี้ในวัยเยาว์ทำให้เขาคิดถึงเจียงจื๋ออวี้ในชาติก่อน
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เรียกได้ว่าสรรพสิ่งคงอยู่แต่คนเปลี่ยนแปลงโดยแท้
ก่อนนี้เพราะมีหอมังกรมหายานอยู่ ทำให้เขาไม่สามารถเปิดเผยฐานะที่แท้จริงกับเจียงจื๋ออวี้ได้
แต่เวลานี้เขาได้กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าจิ่งแล้ว จนถึงขั้นที่อาจจะเป็นหนึ่งในใต้หล้าด้วยซ้ำไป
เขาสามารถชดเชยความเสียใจในครั้งเก่าก่อน และชดเชยวัยเด็กของเจียงจื๋ออวี้ได้
มูหลิงลั่วเดินมานั่งลงข้างเขาและถามว่า “เมื่อไหร่จื๋ออวี้จะฝึกยุทธ์ได้เจ้าคะ”
เจียงจื๋ออวี้ร้องขึ้นว่า “ข้าอยากฝึกยุทธ”
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนั้นก็เริ่มฝึกเสีย”
เจียงจื๋ออวี้มีพรสวรรค์ไม่ใช่ธรรมดา แม้ตอนเพิ่งเกิดมาเขาจะห่างชั้นกับเจียงเทียนมิ่งมาก
แต่การตระหนักรู้และกายเนื้อที่สร้างขึ้นมานั้น เจียงเทียนมิ่งกลับไม่อาจเทียบเขาได้เลย
เจียงเทียนมิ่งหลอมรวมสายเลือดของสัตว์อสูรนับร้อยชนิดเอาไว้ภายในกาย ตอนที่อยู่ในครรภ์เป็นเวลาสิบปีก็คือขั้นตอนของการหลอมรวม
ทว่าสายเลือดนับร้อยชนิดที่หลอมรวมกัน กลับยังไม่อาจเทียบเท่าสายเลือดของเซียนได้
หากเทียบระดับขั้นของเจียงฉางเซิงกับวิชายุทธ์แล้ว เทียบได้กับขั้นยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์ระดับกลาง
ซึ่งเป็นไปได้มากว่าจะสูงกว่าขั้นจักรพรรดิยุทธระดับสอง
ส่วนที่ว่าระหว่างจักรพรรดิยุทธกับยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์มีระดับขั้นใดกั้นเอาไว้ เขายังไม่รู้แน่ชัด เพราะยังไม่ได้พบกับผู้อยู่ในระดับนั้น
เจียงจื๋ออวี้มีคุณสมบัติที่เหนือธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงว่าฝึกยุทธเร็วเกินไปแล้วจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย
ในเมื่อเขาอยากเรียน เจียงฉางเซิงย่อมไม่ขัด เมื่อเจียงจื๋ออวี้แข็งแกร่งเพียงพอ เขาก็จะสละบัลลังก์ให้
จากนั้นก็จะมีพิธีขึ้นสู่สรวงสวรรค์อย่างเอิกเกริก เป็นการสร้างกระแสใหม่ของการเป็นเซียนให้แก่ใต้หล้า
เมื่อได้ยินว่าเจียงฉางเซิงเห็นชอบแล้ว มูหลิงลั่วก็ยิ้มแย้มเบิกบาน และเริ่มรอวันให้เจียงจื๋ออวี้เติบใหญ่
มูหลิงลั่วคุยกับเจียงฉางเซิงพักหนึ่งจึงพาเจียงจื๋ออวี้ออกไป
เจียงฉางเซิงเริ่มพยากรณ์หาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาเขตต่างๆ
นอกจากเขาแล้ว ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่รับรู้ได้ มีมูลค่าไม่เกินหมื่นล้านแต้มเซ่นไหว้
เมื่อเขาบรรลุขั้นแล้ว ขอบเขตที่ระบบสามารถตรวจจับได้ในไท่ฮวงก็ขยายออกไปอีกมาก และขอบเขตที่ดวงจิตของเขาสามารถตรวจวัดได้ก็ขยายออกไปด้วยเช่นกัน
เรื่องหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ เจียงฉางเซิงสามารถตรวจจับกลิ่นอายของเจียงเจียน ผิงอัน และหลินเฮาเทียนได้
ทั้งสามคนตั้งหลักแหล่งอยู่ในชนเผ่าของเผ่ามนุษย์ทางนั้นแล้ว และยังได้รับฐานะที่สูงส่งอย่างยิ่งอีกด้วย นับว่าอยู่ได้อย่างมั่นคงแล้ว
ทุกสิ่งล้วนกำลังพัฒนาไปในทางที่ดี แต่เจียงฉางเซิงก็ยังคงมีแรงกดดันอยู่
เขาเคยอ่านความทรงจำของร่างชุดคลุมสีแดง และรู้ว่าท่านเทพไท่ฮวงจะมาพร้อมกับคงคาลี้ลับนอกพิภพ
แม้เขาจะไม่ได้หวาดกลัวท่านเทพไท่ฮวง แต่หากยังมีผู้แข็งแกร่งคนอื่นลงมาในโลกอีกเล่า? ต้องเตรียมตัวไว้ให้ดี!
ความจริงแล้ว เจียงฉางเซิงอยากเจรจากับท่านเทพไท่ฮวงให้ดีๆ แต่จนใจที่อีกฝ่ายกลับเริ่มต้นด้วยการคิดกำจัดเขา
จึงไม่เหลือทางให้ถอยเลย แต่เจียงฉางเซิงก็สามารถเข้าใจได้ หากมีสิ่งผิดแผกปรากฏตัวขึ้นในโลกแห่งมรรคา เขาก็จะต้องหาวิธีกำจัดเช่นกัน
เป็นเรื่องของจุดยืนก็เท่านั้น แต่เขาก็ไม่มีตัวเลือกอื่นอีกแล้ว วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรเดิมทีก็คือการที่ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งอยู่แล้ว
เจียงฉางเซิงไม่มีทางปล่อยให้ใครมาเข่นฆ่าตน สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงพยายามยอมรับผู้ที่ยินยอมติดตามเขาเท่านั้น ไม่ใช่สังหารสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ให้หมดสิ้น
ปีเซียนหยวนที่ห้า ต้นเดือนสาม ราชสำนักประกาศเรื่องความอัศจรรย์ของภูเขาวิญญาณ
ผู้ใดที่ได้ฐานะจากการสอบจอหงวน ล้วนสามารถขึ้นไปฝึกยุทธบนภูเขาวิญญาณได้ในระยะเวลาที่ต่างกัน
ไม่ใช่แค่การสอบจอหงวนเท่านั้น ผู้ใดที่มีคุณปการต่อเทียนจิ่ง ล้วนสามารถขึ้นภูเขาวิญญาณได้ทั้งสิ้น
ราชสำนักได้ประกาศเงื่อนไขการรับรางวัลจากการขึ้นเขาต่อทุกๆ แห่งในใต้หล้า
เมื่อได้ยินว่ามรรคาจารย์เป็นคนสร้างภูเขาวิญญาณ ผู้คนในใต้หล้าก็มิได้สงสัยแต่อย่างใด และต่างตั้งตารอเต็มที
พวกอ๋องผู้ครองรัฐและเจ้าเมืองได้สิทธิ์ขึ้นเขาเป็นกลุ่มแรก นับเป็นการให้รางวัลจากการทำงานของพวกเขาด้วย
มูหลิงลั่ว จืออู๋จวิน และคนอื่นๆ ก็ได้ขึ้นไปฝึกยุทธ์บนภูเขาวิญญาณด้วยเช่นกัน
เขาวิญญาณสูงถึงสามพันจั้ง เป็นภูเขาที่ใหญ่โตที่สุดในรัฐซือ คนกลุ่มแรกที่ได้ขึ้นเขานั้นมีจำนวนมหาศาลนับล้านคนทีเดียว
บนเขาจึงคึกคักไม่ธรรมดา ทำให้เกิดกลุ่มคนในแวดวงต่างๆ มากมาย และกลายเป็นยุทธภพแห่งหนึ่งไปด้วย
พวกเขาล้วนต้องการประลองว่าคุณสมบัติและการตระหนักรู้ของใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน
ภูเขาวิญญาณช่วยเพิ่มพูนการตระหนักรู้ในการฝึกยุทธ์ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของแต่ละคนด้วย
เมื่อถึงเดือนเจ็ด ข่าวต่างๆ จากบนภูเขาวิญญาณก็แพร่ไปทั่วใต้หล้า
เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะอยู่บนเขาได้แค่หนึ่งเดือน แต่พวกเขาได้สัมผัสถึงข้อดีของภูเขาวิญญาณแล้ว และยังได้พบเห็นผู้เยี่ยมยุทธจำนวนมาก
เมื่อพวกเขาลงเขาจึงได้แพร่ข่าวออกไปพร้อมกันด้วย ทำให้ทุกแห่งในใต้หล้าพากันพูดถึงภูเขาวิญญาณ
ชื่อเสียงขององครัชทายาทและเจียงเทียนมิ่งแพร่สะพัดออกไปอย่างเต็มที่!
เจียงเทียนมิ่งเกิดมาก็อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์ เรื่องนี้ทำลายสิ่งที่ทุกคนเคยรู้มาไปหมด
องค์รัชทายาทเจียงจื๋ออวี้ฝึกยุทธ์ตอนสองขวบ เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็เป็นขั้นเทวจิตแล้ว สามารถบรรลุขั้นได้อย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์
พรสวรรค์ของคนราชสกุลเจียงทั้งสองทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ในใต้หล้าต้องตกตะลึง และทำให้ปวงประชาทั่วหล้าต่างตื่นเต้นยินดี
พรสวรรค์ขององครัชทายาท ยิ่งแข็งแกร่งก็แสดงว่าราชอำนาจแห่งโอรสสวรรค์ในภายภาคหน้าจะยิ่งมั่นคงขึ้นด้วย
อย่างน้อยก็จะไม่เกิดภาวะที่ใต้หล้าเกิดความวุ่นวายใหญ่หลวงอีก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามปีผ่านไป ปีเซียนหยวนที่แปดมาถึง
ภูเขาวิญญาณกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทียนจิ่งอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ควบคุมสำนักในยุทธภพอีกด้วย แม้แต่อารามมังกรผงาด วัดพญามังกร จวนมังกรจำแลง และสำนักใหญ่อื่นๆ ก็ยังเทียบไม่ได้
เจียงฉางเซิงไม่ได้ลืมอารามมังกรผงาด เขาจะให้อิงเอ๋อร์คัดเลือกศิษย์จำนวนหนึ่งขึ้นเขาทุกๆ เดือน
เขาไม่สามารถปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกันได้ทั้งหมด ส่วนคนรอบกายก็ต้องดูแลให้มากสักหน่อย
ในวันนี้เฉินหลี่มารายงานเรื่องต่างๆ ที่ตำหนักเมฆาม่วง
นับตั้งแต่ตั้งเทียนจิ่งก่อตั้งขึ้นมา กำลังส่วนใหญ่ของแคว้นล้วนใช้ไปกับการสรรสร้างในไท่ฮวง ทำใหอาณาเขตของต้าจิ่งขยายออกอย่างต่อเนื่อง
หลังจากฟังเฉินหลี่รายงานเสร็จแล้ว เจียงฉางเซิงก็คัดเลือกเจ้าเมืองหกคน ทำให้เฉินหลี่นับถืออยู่ในใจ
แม้ดูคล้ายว่ามรรคาจารย์ไม่ได้ใส่ใจ แต่ความจริงแล้วสามารถสอดส่องได้ทั่วใต้หล้า ล้ำเลิศโดยแท้
เจ้าเมืองทั้งหกคนที่เจียงฉางเซิงเลือกนี้ มีประสบการณ์มากพอ และยังเป็นผู้ศรัทธาที่แสนภักดีด้วย
สำหรับเฉินหลี่ ขอเพียงมีคุณสมบัติเพียงพอก็ใช้ได้แล้ว ขุนนางใหญ่ของเทียนจิ่งมีมากมายเกินไป
เมื่อมีมรรคาจารย์เป็นผู้ตัดสินใจแล้ว ใครจะกล้าเห็นต่าง
“ระยะนี้มีหลายเผ่าเข้ามาเยี่ยมเยียน แม้แต่เผ่าเฉียงเหลียงก็ยังมาด้วย”
“พวกเขาบอกว่ายอมศิโรราบแก่ท่านแล้ว และมีเรื่องสำคัญจะรายงานท่านพะยะค่ะ”
เฉินหลี่กล่าวต่อ เมื่อเอ่ยถึงเผ่าเฉียงเหลียงเขาก็อดตื่นเต้นไม่ได้
ก่อนหน้านี้ เผ่าเฉียงเหลียงเป็นหินก้อนมหึมาในใจชาวต้าจิ่งเรื่อยมา ทุกคนในต้าจิ่งตั้งแต่บนจรดล่างล้วนเป็นกังวลว่าเผ่าเฉียงเหลียงจะมารุกราน
ซึ่งความแข็งแกร่งของเผ่าเฉียงเหลียงนั้นไม่เป็นที่คลางแคลงใดๆ นึกไม่ถึงว่าเผ่าเฉียงเหลียงจะถูกมรรคาจารย์สยบลงได้!
เฉินหลี่รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าไม่น่าจะเป็นแค่ศึกเมื่อหลายทศวรรษก่อนเท่านั้น มรรคาจารย์อาจจะไปหาเผ่าเฉียงเหลียงอีกครั้งในภายหลังก็เป็นได้ แต่เขาไม่กล้าถามให้มากความ
เจียงฉางเซิงกล่าวในขณะที่ไม่ได้ลืมตาว่า “เจ้าติดต่อกับเขาโดยตรงเถิด วันหน้าค่อยมาบอกข้า นับเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างเผ่ามนุษย์และเผ่าเฉียงเหลียงด้วย”
เฉินหลี่พยักหน้า เขารู้ว่าเจียงฉางเซิงจะไม่ครองตำแหน่งโอรสสวรรค์ตลอดไป
เขารายงานต่อผ่านไปพักหนึ่งจึงได้กลับ เมื่อเฉินหลี่กลับไปแล้ว หยางเชอก็มาหาอีกเพื่อบอกเล่าสถานการณ์ภายในต้าจิ่ง
จากนั้นก็เป็นนายท่านไป๋ และสวี่เทียนจี เวลานี้มีเพียงสี่คนนี้ที่สามารถเข้าพบเจียงฉางเซิงต่อหน้าได้โดยตรง
หลายวันผ่านไป เฉินหลี่ก็มาหาอีกครั้ง หลังจากพัฒนามาหลายปีทำให้ค่ายกลเคลื่อนย้ายของเทียนจิ่งก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ
มีการตั้งค่ายกลเคลื่อนย้ายในรัฐทั้งหลายในไท่ฮวงไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไปมาได้อย่างรวดเร็ว
สีหน้าของเฉินหลี่ย่ำแย่อย่างยิ่ง เขาเดินมาประสานมือคำนับตรงหน้าเจียงฉางเซิงแล้วกล่าวว่า
“ฝ่าบาท เผ่าเฉียงเหลียงสืบข่าวหนึ่งมาได้ เวลานี้กำลังมีข่าวลือว่าเผ่ามนุษย์เป็นสิ่งผิดแผกในฟ้าดิน เป็นภัยพิบัติของเผ่าทั้งปวง”
“มีเผ่าที่แข็งแกร่งเตรียมจะลงมือกับเราแล้ว และเผ่าเฉียงเหลียงก็ถูกคุกคามเช่นกันพะยะค่ะ”
เจียงฉางเซิงกล่าวทั้งไม่ลืมตาว่า “เช่นนั้นก็ให้พวกเขามา”
“เทียนจิ่งจงมุ่งมั่นก้าวหน้าอย่างเต็มกำลัง ไม่จำเป็นต้องกังวล แต่เทียนจิ่งก็ต้องให้โอกาสเผ่าอื่นมาอยู่ใต้อำนาจเราด้วย อย่าได้สังหารไปจนหมดสิ้น”
เฉินหลี่ยิ้มเจื่อนกล่าวว่า “เทียนจิ่งยังไม่มีความสามารถที่จะสังหารพวกเขาจนหมดสิ้น”
“ทว่าเผ่าในไท่ฮวงที่มีความแข็งแกร่งมีอยู่จำนวนมาก เผ่าเฉียงเหลียงมิได้แข็งแกร่งที่สุด หาไม่แล้วพวกเขาก็จะไม่ครอบครองแค่พื้นที่ทางตอนใต้เท่านั้น”
“ตามคำบอกเล่าของเผ่าเฉียงเหลียง เผ่าที่อยู่ลึกลงไปทางตอนใต้แข็งแกร่งกว่าพวกเขา อีกทั้งยังมีทางตอนกลางของไท่ฮวงด้วย”
“ให้เผ่าเฉียงเหลียงรวบรวมข่าวของแต่ละเผ่าในไท่ฮวงมาสักหน่อย ทำเป็นบันทึกเก็บไว้ในคลังแคว้นของเทียนจิ่งด้วย”
“พะยะค่ะ”
เฉินหลี่รับคำ เมื่อเห็นว่าเจียงฉางเซิงไม่มีท่าทีตึงเครียดแม้แต่น้อย เขาจึงได้แต่วางเฉยเสีย
กลางหมู่เขา เจียงเยี่ยท่องเที่ยวไปในป่าเขาเพียงลำพัง เขาเดินไปพลางทอดสายตามองออกไปพลาง คล้ายกำลังหาบางสิ่งอยู่
ไอสีดำกลุ่มหนึ่งพุ่งจากป่าในภูเขาเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว เขาหยุดเดินทันใดและมีสีหน้ายินดี
ไอสีดำผนึกเป็นรูปร่าง กลายเป็นราชันมารเก้าขุมนรกที่กำลังพินิจมองเจียงเยี่ย
“ไม่เลวนี่ ไม่ได้ฝึกยุทธ์มาเสียเปล่า”
ราชันมารเก้าขุมนรกเอ่ย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม
เจียงเยี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านอาจารย์ ในที่สุดก็ได้พบท่านเสียที เหตุใดจู่ๆ จึงยินยอมติดต่อกับข้าขึ้นมาเล่า”
แม้ว่าเขาจะซาบซึ้งกับราชันมารเก้าขุมนรกอย่างยิ่ง แต่เขายังคงแอบซุกซ่อนความระแวงไว้ในใจเรื่อยมา
โดยเฉพาะเมื่อบรรพบุรุษของเขาปกครองใต้หล้า และเขาเริ่มมีความเชื่อถือในตัวบรรพบุรุษ ความระแวงเช่นนี้ก็เริ่มหยั่งรากลึกยิ่งขึ้น
ตัวตนของมหาพิภพจิตจรทำให้เหล่าผู้ศรัทธาสามัคคีกันอย่างยิ่งยวด และยังเชื่อในมรรคาจารย์ยิ่งขึ้นด้วย จนถึงขั้นที่ทำให้พวกเขารู้สึกดูแคลนคนที่ไม่ได้เป็นผู้ศรัทธาทีเดียว
ราชันมารเก้าขุมนรกจ้องเขากล่าวว่า “มรรคาจารย์รวมเผ่ามนุษย์เป็นหนึ่ง ความจริงแล้วเป็นโชคของเผ่ามนุษย์”
“แต่ก็เป็นการนำเคราะห์ภัยใหญ่หลวงมาสู่เผ่ามนุษย์ด้วย จงไปจากเผ่ามนุษย์เสียเถิด พาคนของเจ้าไปด้วย”
สีหน้าของเจียงเยี่ยเปลี่ยนไปทันใด และถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านต้องการให้ข้าแยกราษฎรของข้าและพาออกไปหรือ”
“เป็นไปไม่ได้ ท่านอาจารย์เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่ ไหนเลยเผ่ามนุษย์จะมีเคราะห์ใหญ่หลวง เป็นเผ่าเฉียงเหลียงหรือขอรับ”
ราชันมารเก้าขุมนรกถอนหายใจ “น่ากลัวกว่าเผ่าเฉียงเหลียงมากทีเดียว”
“เรื่องสำคัญในเวลานี้คือ มีเสียงเล่าลือในไท่ฮวงว่าเผ่ามนุษย์ก็คือเคราะห์ใหญ่หลวงของทุกเผ่าพันธุ์”
“เผ่ามนุษย์จะทำให้เผ่าพันธุ์ทั้งปวงดับสลาย เผ่าที่แข็งแกร่งจำนวนมากกำลังเพ่งเล็งเผ่ามนุษย์อยู่ รวมทั้งเผ่าของอาจารย์ด้วย”
“อาจารย์เห็นแก่ที่เราเป็นศิษย์อาจารย์ จึงได้มาหาเจ้าโดยเฉพาะ และนับเป็นการเหลือทางรอดให้เผ่ามนุษย์ด้วย”
เจียงเยี่ยเอ่ยทั้งขมวดคิ้วว่า “นี่คือการให้ร้ายเผ่ามนุษย์มิใช่ท่าน บรรพบุรุษข้าอยู่ ไม่มีทางเกิดเรื่องร้ายไปได้ ผู้ใดกล้ามา ผู้นั้นก็ต้องตาย”
นับตั้งแต่เข้าไปในมหาพิภพจิตจร ได้เห็นได้ฟังมากเข้า จนคล้อยตาม เขาก็มั่นใจในตัวบรรพบุรุษอย่างเต็มเปี่ยม
คิดว่าบรรพบุรุษเปรไนผู้ไร้เทียมทานในใต้หล้า
ราชันมารเก้าขุมนรกกล่าวว่า “เผ่าที่มีรากฐานมั่นคงในไท่ฮวงมีจักรพรรดิยุทธ์อยู่เกือบทั้งสิ้น”
“เผ่าที่แข็งแกร่งเช่นเผ่าเฉียงเหลียงก็มีจักรพรรดิยุทธอยู่หลายสิบคน แต่เหนือเผ่าเฉียงเหลียงยังมีเผ่าที่แข็งแกร่งกว่า”
“ต่อให้มรรคาจารย์แข็งแกร่งอีกสักเท่าใด แต่เมื่อถูกเผ่าทั้งปวงเข้ารุกราน ถูกจักรพรรดิยุทธ์นับพันนับหมื่นเข้าโจมตี เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเขาจะรับมือได้”
เจียงเยี่ยนิ่งเงียบ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจักรพรรดิยุทธแข็งแกร่งเพียงใด ยิ่งยากจะจินตนาการได้ว่าเมื่อจักรพรรดิยุทธนับพันนับหมื่นคนรุมเข้าโจมตีพร้อมกันจะน่าหวาดกลัวเพียงใด
ราชันมารเก้าขุมนรกเอ่ยต่อว่า “ทุกวันนี้ในใต้หล้ามีหลายเผ่าที่มีความสามารถจะเป็นเผาราชาได้”
“และเผ่าใดที่สามารถเป็นเผาราชา ย่อมมีตัวตนแกร่งกล้าที่ยากจะจินตนาการได้ด้วย ต่อให้เป็นจักรพรรดิยุทธ์ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ด้วยซ้ำ”
“นับแต่โบราณมา ไม่เคยมีเผ่าใดสามารถต้านทานต่อการโจมตีของทุกเผ่าได้เลย แม้จะเป็นเผาราชาก็ยังค่อยๆ ถูกทำลายลงเช่นกัน”
“ความจริงแล้ว ระหว่างที่เผาราชาก่อนหน้านี้ชิงความเป็นใหญ่กันอยู่ ก็ไม่ได้เก่งกาจเฉกเช่นทุกวันนี้”
“เผ่าต่างๆ ในยามนั้นห่างชั้นจากตอนนี้มากนัก อุปสรรคที่ต้องเผชิญก็ไม่อาจเทียบกับทุกวันนี้ได้ด้วยเช่นกัน”