เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 324 ตำหนักยมโลกตรงสู่ฟ้าดิน คู่เยี่ยมยุทธแห่งยุค
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 324 ตำหนักยมโลกตรงสู่ฟ้าดิน คู่เยี่ยมยุทธแห่งยุค
ราชันมารเก้าขุมนรกบอกเล่าถึงความเป็นไปของเผ่านานาในไท่ฮวงให้เจียงเยี่ยฟัง
เจียงเยี่ยยิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายความเชื่อมั่นที่มีต่อบรรพบุรุษก็เริ่มคลอนแคลน
มิใช่เขาคิดว่าบรรพบุรุษไม่แข็งแกร่งพอ แต่เป็นเทียนจิ่งไม่แข็งแกร่งพอ! ยามอยู่ต่อหน้าเผ่าทั้งปวงในไท่ฮวง เผ่ามนุษย์แห่งเทียนจิ่งอ่อนหัดเกินไป!
“เมื่อใดคงคาลี้ลับนอกพิภพจะมาถึงขอรับ” เจียงเยี่ยเงยหน้าขึ้นเอ่ยถามทั้งกัดฟัน
ราชันมารเก้าขุมนรกบอกแล้วว่า จะมีเทพจากโลกเบื้องบนลงมากำจัดเผ่ามนุษย์ ลำพังแค่เผ่านานาในไท่ฮวงก็น่ากลัวมากพอแล้ว ยังมีเทพจากโลกเบื้องบนอีก…
เจียงเยี่ยยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นตระหนก และสัมผัสได้ถึงความกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นความกดดันที่ยิ่งกว่าครั้งใต้หล้าเกิดความโกลาหลก่อนหน้านี้เสียอีก
ราชันมารเก้าขุมนรกกล่าวว่า “จะมาเมื่อใดอาจารย์ก็ไม่รู้ชัด”
“แต่มีข้อหนึ่งที่สามารถแน่ใจได้ นั่นก็คือเวลานี้เผ่ามนุษย์ถูกเทพแห่งโลกเบื้องบนเพ่งเล็งแล้ว เวลาที่คงคาลี้ลับนอกพิภพจะมาถึงก็มีแต่จะขยับเข้ามา”
“มีเวลาเหลือให้เผ่ามนุษย์ไม่มากแล้ว หากเจ้าพาเผ่ามนุษย์กลุ่มหนึ่งออกไปก่อน อาจารย์ก็ยินดีจะปกป้องเจ้า”
“แน่นอนว่าอาจารย์ย่อมต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าและเผ่ามนุษย์ของเจ้าในภายหลัง”
“ทว่าเจ้าจงวางใจ ข้าจะไม่กดขี่เผ่ามนุษย์เยี่ยงทาส และจะไม่ส่งพวกเจ้าไปตาย ทว่าในเผ่ามารของอาจารย์ก็จำเป็นต้องชิงดีชิงเด่นเช่นกัน”
เขาพูดอย่างจริงใจนัก ทำเอาเจียงเยี่ยหวั่นไหว เจียงเยี่ยสูดหายใจเข้าลึกกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่ราชันมารเก้าขุมนรกก็ขัดจังหวะขึ้นมาว่า
“เรื่องนี้เจ้ารู้ได้แต่ผู้เดียว และพาคนในบังคับบัญชาของเจ้าไปได้เท่านั้น หากมีคนมากเกินไปอาจารย์ก็จะปกป้องไม่ได้เช่นกัน”
“จนถึงขั้นที่อาจจำเป็นต้องส่งพวกเจ้าออกไปด้วย เรื่องจะย่ำแยยิ่งกว่านี้”
พูดจบ ราชันมารเก้าขุมนรกก็หายวับไปจากตรงนั้น “สิบปีให้หลังพบกันที่นี่ หวังว่าเจ้าจะตั้งใจใคร่ครวญ และห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเป็นอันขาด”
เจียงเยี่ยยืนอยู่กับที่ กำสองหมัดแน่น แววตาสั่นไหว
ปีเซียนหยวนที่เก้า หลังผ่านวันปีใหม่ มีสิ่งมีชีวิตจากไท่ฮวงเข้ามาในเทียนจิ่งเป็นจำนวนมาก มาจากหลากหลายเผ่า ล้วนเป็นเผ่าที่มีสัมพันธ์อันดีต่อเทียนจิ่งทั้งสิ้น
ถึงขั้นที่มีสิ่งมีชีวิตจำนวนไม่น้อยอยากจะเข้ารวมในโชคชะตาของเทียนจิ่งด้วย
พร้อมกับการเข้ามาของสิ่งมีชีวิตเผ่าต่างๆ การค้าของเทียนจิ่งก็รุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น วัฒนธรรม สมบัติ และวิถียุทธ์จากเผ่าต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในเทียนจิ่งด้วยเช่นกัน
เทียนจิ่งเข้าสู่ช่วงก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทุกด้านล้วนเฟื่องฟู โดยเฉพาะในด้านวิถียุทธ์ ภูเขาวิญญาณเป็นแรงผลักดันอย่างใหญ่หลวงให้วิถียุทธ์ก้าวหน้า
เกิดวิถียุทธ์ชนิดใหม่ปรากฏขึ้นมามากมาย เช่นการควบคุมสัตว์ ค่ายกล เลี้ยงแมลง การเขียนยันต์ เป็นต้น มีมากมายหลายหลากเช่นเดียวกับวิถีแห่งเซียน
แน่นอนว่าทุกสิ่งมีพื้นฐานจากโชคชะตาของเจียงฉางเซิง เรียกได้ว่าวิถียุทธ์แห่งต้าจิ่งกำลังพึ่งพาพละกำลังของผู้ฝึกเซียน
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น สายตามองไปยังภูเขาวิญญาณ เจียงจื๋ออวี้บรรลุขั้นแล้ว!
ขั้นกายาทองคำ!
เขาอายุเจ็ดขวบ ฝึกฝนจากศูนย์จนถึงขั้นกายาทองคำ การบรรลุขั้นเช่นนี้ นับว่ามีความเร็วที่เกินจริงเป็นที่สุด
เป็นดังนี้ต่อไป หากจะขึ้นไปเทียบเท่าเจียงเทียนมิ่งก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
เจียงเทียนมิ่งเริ่มมุ่งสู่ขั้นจอมราชันยุทธ์แล้ว เมื่อใดที่เขาทำสำเร็จ เขาก็จะเป็นจอมราชันยุทธคนที่สามของต้าจิ่ง
แม้ว่านายท่านไป๋จะเป็นขั้นถ้ำสวรรค์เก้า แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเป็นจอมราชันยุทธเสียที
เจียงฉางเซิงมีรอยยิ้ม และตั้งตารออนาคตของเทียนจิ่งอย่างยิ่ง
เมื่อผู้ฝึกยุทธในต้าจิ่งแข็งแกร่งขึ้น แต้มโชคชะตาของเขาก็พุ่งพรวดขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
พุ่งขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่าแต้มเซ่นไหว้เสียอีก ทว่าในเวลานี้แต้มโชคชะตานำมาใช้กับการผ่านด่านเคราะห์ได้เท่านั้น ซึ่งเขาก็ยังไม่แน่ใจว่าแต้มโชคชะตาจะมีผลอย่างไรกับการผ่านด่านเคราะห์
หลังจากดูการบรรลุขั้นของเจียงจื๋ออวี้พักหนึ่ง เจียงฉางเซิงก็หลับตาลง และถอดดวงจิตเดินทางไปยังตำหนักยมโลก
ตำหนักยมโลกแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนั้นดินแดนใต้พิภพแห่งนี้ก็เริ่มปรากฏพลังแห่งเขตอาคม
มีแนวโน้มจะทำให้ตำหนักยมโลกแห่งนี้แยกขาดจากแดนมนุษย์ อาจเป็นได้ว่าในภายภาคหน้า เมื่อสิ่งมีชีวิตจากแดนมนุษย์ลงมาที่นี่ ก็จะมองไม่เห็นตำหนักยมโลก
เจียงฉางเซิงมายังจวนของสะบันเศียร หลังจากจัดตั้งสิบพญายมแล้ว สะบันเศียรก็ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องพิพากษาดวงวิญญาณที่ตายแล้วอีก
สะบันเศียรกำลังซึมซับพลังของสังสารวัฏ จึงไม่รู้ว่าเจียงฉางเซิงมา
“เหตุการณ์เป็นเช่นใดบ้าง” เจียงฉางเซิงเอ่ยปากถาม
สะบันเศียรตกใจตื่นขึ้นมา สะบันเศียรรีบลุกขึ้นมาคำนับแล้วพูดว่า “เมื่อดูจากเวลานี้แล้ว ในไม่ช้าก็เร็ว ตำหนักยมโลกจะเชื่อมต่อกับดินแดนหลังความตายในดินแดนอื่น”
“ตอนนี้มีดวงวิญญาณที่ตายจากดินแดนอื่นมาที่นี่แล้ว แม้จะเป็นจำนวนที่นับด้วยนิ้วมือได้หมดก็ตามขอรับ”
สองปีมานี้ มีดวงวิญญาณจากดินแดนอื่นมาปรากฏตัวที่ตำหนักยมโลก ดวงวิญญาณเหล่านี้มีกลิ่นอายที่ต่างจากดวงวิญญาณอื่นอย่างชัดเจน
เมื่อสะบั้นเศียรสอบถามแล้วจึงรู้ว่ามาจากโลกแห่งอื่น “จนเวลานี้ยังไม่ได้ยินว่าดินแดนอื่นมีสถานที่เช่นตำหนักยมโลกอยู่ขอรับ” สะบันเศียรเอ่ยเสริม
เจียงฉางเซิงพยักหน้า ถามว่า “แล้วจางอิงเป็นเช่นใดบ้าง”
เดิมทีจางอิงรับหน้าที่เป็นยมทูต เริ่มไปเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ภารกิจของเขามิใช่แค่ไปเกิดใหม่เท่านั้น
ที่ใดที่เขาไปเกิด ดวงวิญญาณที่ตายแล้วในที่แห่งนั้นจะต้องเข้ามาสู่ตำหนักยมโลก เพราะเขาเป็นยมทูตแห่งตำหนักยมโลก
หลังจากตายไปแล้วก็จะกลับมายังตำหนักยมโลก และจะเริ่มเปิดเส้นทางแห่งสังสารวัฏนับแต่นั้น
ไม่ใช่แค่จางอิงเท่านั้น ยังมียมทูตตนอื่นที่มีภารกิจเช่นนี้เหมือนกัน อาณาเขตของตำหนักยมโลกแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วยิ่ง เพราะยมทูตทั้งหลายกระจายกันออกไปเกิดใหม่
ยังส่งผลให้ตำหนักยมโลกเติบโตรวดเร็วกว่าเทียนจิ่งมาก และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ตำหนักยมโลกเปิดเส้นทางเชื่อมต่อถึงโลกอื่นๆ ได้ด้วย
“ชาตินี้เขาโชคดีมาก แม้ว่าดวงชะตาจะตกต่ำที่สุด แต่ครอบครัวของเขาก็พยายามปกป้องเขา ทว่าเขาไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้นานนักขอรับ”
สะบันเศียรเอ่ยคำพูดนี้ด้วยน้ำเสียงประหลาด เจียงฉางเซิงถามคำถามอื่นๆ อีกเล็กน้อยจึงได้จากไป
ความจริงแล้วเขาสามารถรับรู้เรื่องเหล่านี้ได้จากตำหนักยมโลกโดยตรง แต่ใช้เวลามากเกินไป จึงได้มาสอบถามและเป็นการทดสอบด้วยว่าสะบั้นเศียรตั้งใจทำงานหรือไม่
ดวงจิตกลับมาสู่ร่าง เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น “โลกอื่นไม่มีตำหนักยมโลก มีเพียงกฎสังสารวัฏที่สับสนวุ่นวาย”
“หรือว่าทั้งสวรรค์และโลกอื่นล้วนไม่มีวิถีเซียน มีแค่ข้าผู้เดียวอย่างนั้นหรือ?”
เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ หากว่าเป็นดังนี้จริง ความหมายที่ระบบรอดชีวิตมอบให้เขาก็จะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
หรือว่าเขาไม่ได้แค่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้วิถีแห่งเซียนกลับมารุ่งเรืองขึ้นด้วย
เมื่อดูจากรางวัลของระบบรอดชีวิต ก็แสดงว่ามีของอยู่ภายในนั้นมากมายเหลือประมาณได้ หรืออาจเป็นแหล่งอารยธรรมทั้งหมดของการฝึกเซียนจริงๆ ก็เป็นได้
เมื่อตำหนักยมโลกสามารถติดต่อกับโลกอื่นๆ ได้ วันหน้าจะต้องมีผู้แข็งแกร่งมาเกิดที่ตำหนักยมโลก และถึงขั้นที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ไท่ฮวงได้
มีดวงวิญญาณที่ตายแล้วจำนวนหนึ่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าดวงวิญญาณอื่น คุณสมบัติของพวกเขาหลังจากไปเกิดแล้วก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน
หากเป็นเช่นนี้จะเป็นการมอบโอกาสให้คนในโลกเบื้องบนเข้าโจมตีเขาหรือไม่ ดีที่วิญญาณที่ตายแล้วทั้งหลายไม่รู้จักวิธีใช้พลังแห่งดวงวิญญาณ
แม้จะไปเกิดใหม่ก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการเติบโต และหากจะกลายเป็นภัยคุกคามได้จริงๆ เขาก็สามารถรับรู้ได้ในทันที
ในเมื่อมาแล้วก็จงอยู่อย่างสงบ ไม่ว่าระบบรอดชีวิตจะหมายถึงสิ่งใด เขาแค่ต้องพยายามฝึกฝนก็เป็นพอแล้ว
เมื่อเทียบกับการทำให้วิถีแห่งเซียนกลับมารุ่งเรือง เขากลับสนใจเรื่องที่จะทำให้ตนเองมีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ มากกว่า แววตาของเจียงฉางเซิงแน่วแน่ขึ้นมาจากนั้นก็หลับตาลงฝึกวิชา
นับตั้งแต่เทียนจิ่งก่อตั้งขึ้นมา เผ่าต่างๆ จากทางใต้ก็เข้ามาผูกมิตรกับเทียนจิ่ง เทียนจิ่งก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่มีศัตรูจากภายนอกเข้ารุกรานเรื่อยมา
เรื่องนี้ยิ่งทำให้ชาวบ้านรู้สึกซาบซึ้ง ขอบคุณมรรคาจารย์มากยิ่งขึ้น มรรคาจารย์นำความสุขสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนมาสู่เทียนจิ่ง
ตำนานการกลายเป็นเซียนกลายเป็นเทพ เริ่มแพร่ขยายไปในไท่ฮวง ทว่าในตอนนี้ยังไม่มีคนเหินขึ้นสู่สวรรค์ ทำให้เรื่องนี้ยังคงเป็นตำนานต่อไป
สิ่งมีชีวิตจำนวนมากยังคงรู้สึกคลางแคลงกับเรื่องนี้อยู่
วันคืนรวดเร็วเฉกเช่นกระสวยทอผ้า วันเวลาที่สงบสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสิบปี ปีเซียนหยวนที่สิบเก้า
บนยอดภูเขาวิญญาณ ร่างสองร่างกำลังประลองกันอยู่ ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนไม่น้อยชมการประลอง
คนที่ประลองกันอยู่ก็คือ เจียงจื๋ออวี้ และ เจียงเทียนมิ่ง!
เจียงจื๋ออวี้อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์สองแล้ว ส่วนเจียงเทียนมิ่งก็เป็นขั้นจอมราชันยุทธ์ เจียงเทียนมิ่งสะกดพลังยุทธ์ไว้ที่ขั้นถ้ำสวรรค์
ทั้งสองคนต่อสู้กันอย่างสูสี เจียงจื๋ออวี้สวมชุดรัดรูปสีขาว สองฝ่ามือเฉกเช่นสายลม ฝ่ามือสีม่วงซัดออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
เงาฝ่ามือปิดแผ่นฟ้าบังตะวัน ทรงอานุภาพน่าหวาดกลัว เป็นฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิของเจียงฉางเซิงนั่นเอง
แน่นอนว่าฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิฉบับวิชายุทธนี้ไม่แข็งแกร่งเท่าตอนเจียงฉางเซิงใช้
เจียงเทียนมิ่งเข้าสู่สภาวะของวิชาเก้าเทพเวียนศึก อาศัยกายเทพมหาวัชระขึ้นรับฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ
คนทั้งสองเข้าทะปะกันกลางอากาศอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนผู้ฝึกยุทธที่อยู่ข้างล่างยากจะใช้ตาเปล่ามองตามความเร็วของพวกเขาได้ทัน
โครม!
ทันใดนั้น เจียงจื๋ออวี้ก็ลืมดวงตาแนวตั้งตรงหว่างคิ้ว และยิงแสงสีทองออกมา เจียงเทียนมิ่งอยู่สูงขึ้นไปก็ลืมดวงตาแนวตั้ง และยิงแสงสีเลือดออกมาเช่นกัน
ลำแสงทั้งสองปะทะกันกลางอากาศสูง ทำให้ทะเลเมฆถาโถม เกิดสายลมรุนแรงกระโชกระหว่างฟ้าและดิน
แม้แต่ชาวบ้านในเมืองจิงเฉิงที่อยู่ไกลออกไป ก็ยังต้องตื่นตกใจไปด้วย
เมื่อมองมาจากเมืองจิงเฉิง จะเห็นได้ว่ามีลำแสงสายหนึ่งอยู่ที่ขอบฟ้า เป็นลำแสงเจิดจ้าจากแสงสีทองและแสงสีเลือดมาสัมผัสกัน เป็นเหมือนสายรุ้งแสนงดงามนอนพาดอยู่ที่ขอบฟ้า
“องครัชทายาทช่างแข็งแกร่งนัก ยากจะจินตนาการได้ว่ามีพระชันษาแค่สิบเจ็ดปีเท่านั้น”
“เจียงเทียนมิ่งก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน คล่องแคล่วว่องไวอย่างเห็นได้ชัด สมแล้วที่เป็นคู่เยี่ยมยุทธแห่งยุค ไม่มีคนที่สามารถเทียบพรสวรรค์ของพวกเขาได้”
“ไร้สาระ เขาเป็นถึงขั้นจอมราชันยุทธเชียวนะ”
“มีท่านทั้งสองอยู่ ยามตระกูลขุนนางเก่าแก่ทั่วใต้หล้าอยู่ต่อหน้าราชสกุลเจียง ต่างก็หม่นหมองไร้สีสันไปทีเดียว”
“สมแล้วที่เป็นสายโลหิตของมรรคาจารย์ ข้าก็อยากจะได้ดวงเนตรเทวะแบบนี้เช่นกัน”
“เป็นอานุภาพที่แข็งแกร่งเหลือเกิน ในระดับขั้นเดียวกัน เกรงว่าไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ของทั้งสองท่านได้”
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มาชมการต่อสู้พากันวิพากษ์วิจารณ์ มีทั้งผู้ฝึกยุทธ์วัยหนุ่มสาวและสูงวัย ตัวอย่างเช่นสวี่เทียนจี และ จูเทียนจื้อ ก็อยู่ด้วย
เมื่อจูเทียนจื้อมองคนทั้งสองที่ต่อสู้กันอย่างฮึกเหิมอยู่กลางอากาศสูงแล้วก็แอบทอดถอนใจ
ภายภาคหน้าแผ่นดินของราชสกุลเจียงจะไม่อาจสั่นคลอนไปได้อีก! เขารู้สึกซาบซึ้งใจต่อมรรคาจารย์ เทียนจิ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนจวนมังกรจำแลงจริงๆ
สวี่เทียนจีกลับได้ใจนัก เพราะเขาเป็นผู้ที่มาจากเรือนพำนักของมรรคาจารย์เช่นกัน
เวลานี้เขากำลังสรรเสริญว่า เคล็ดวิชาของมรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใด ต่อหน้าสหายเก่ารอบกาย
สวี่หมางยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา
เมื่อยี่สิบปีก่อนเขานึกว่าตนเองมีพรสวรรค์ล้ำเลิศไร้เทียมทานที่สุดในหล้า และยังคิดจะเป็นโอรสสวรรค์ด้วย แต่เมื่อดูในยามนี้แล้ว ความคิดของข้าช่างน่าขำนัก
เขาไม่รู้ชัดว่าเหตุใดมรรคาจารย์จึงได้ไว้ชีวิตเขา อาจเพราะเห็นว่าเขามีชาติกำเนิดที่น่าสงสาร
ด้วยความซาบซึ้งใจและเคารพนับถือ เขาจึงเข้าร่วมกองทัพเข้าช่วยเทียนจิ่งล่าสัตว์อสูรได้มากมาย
ครั้งนี้ก็ได้รับรางวัลให้ขึ้นภูเขาวิญญาณ และกลับมาสร้างความก้าวหน้าให้วิถียุทธด้วย
ผ่านไปพักหนึ่ง เจียงเทียนมิ่งกับเจียงจื๋ออวี้ก็หยุดมือ “จื๋ออวี้ เจ้าร้ายกาจจริง!”
เจียงเทียนมิ่งเดินมาหาเจียงจื๋ออวี้ ตบไหล่เขาพลางเอ่ยชม
เจียงจื๋ออวี้ในวัยสิบเจ็ดปี ดูไปแล้วเหมือนกับเจียงฉางเซิงมาก ราวกับเป็นเจียงฉางเซิงอย่างนั้น เพราะรูปร่างหน้าตาของเจียงฉางเซิงก็หยุดอยู่ในวัยหนุ่ม
เจียงจื๋ออวี้ยิ้มภาคภูมิใจและกล่าวว่า “พูดสิ่งใดกัน ท่านเป็นบรรพบุรุษของข้าเชียวนะ!”
เจียงเทียนมิ่งได้ฟังก็กลอกตามองบนทันใด พูดก็ส่วนพูดไป แต่ความจริงแล้วเจียงจื๋ออวี้เห็นเจียงเทียนมิ่งเป็นพี่น้อง
คนทั้งสองให้คำมั่นไว้แล้วว่า เมื่อเจียงจื๋ออวี้ขึ้นครองราชย์ เจียงเทียนมิ่งจะเป็นแม่ทัพของเขา จับมือกันสยบเผ่าทั้งปวงในใต้หล้าให้ราบ
คนทั้งสองโอบไหล่กันเดินจากไป ไม่มีใครกล้าอาจเอื้อมเข้าไปหาอีก
ฟากหนึ่งในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงพยักหน้าเล็กน้อย พลางกล่าวว่า “ฝีมือของจื๋ออวี้ไม่เลวเลย แม้ว่าเทียนมิ่งจะออมมือให้ก็ตามที”
มูหลิงลั่วนั่งอยู่ข้างๆ เขา นางส่ายหน้าน้อยๆ “ย่อมไม่อาจเทียบกับเทียนมิ่งได้ ดีชั่วอย่างไรเทียนมิ่งก็อายุร้อยปีแล้ว”
มูหลิงลั่วภาคภูมิใจในตัวเจียงจื๋ออวี้อย่างยิ่ง นางเคยพาเจียงจื๋ออวี้กลับไปตระกูลมู พรสวรรค์ที่น่าหวาดกลัวของเจียงจื๋ออวี้ก็ทำให้ตระกูลมูมีเกียรติเช่นกัน
ตระกูลมูเริ่มทาบทามเส้นสายในราชสำนักเอาไว้ให้เจียงจื๋ออวี้แล้ว เพื่อให้เจียงจื๋ออวี้ฝึกวิชาได้อย่างวางใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลกับเรื่องยิบย่อยนานา