เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 331 รู้แจ้งในคงคาสวรรค์ เจียงฉางเซิงผู้ทรงพลัง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 331 รู้แจ้งในคงคาสวรรค์ เจียงฉางเซิงผู้ทรงพลัง
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงได้ยินสิ่งที่ฉางเหยาหลิงและท่านเทพจื่อหวนสนทนากัน เมื่อเขาเห็นปรากฏการณ์อัศจรรย์ในฟ้าดิน จึงได้จับตาดูฉางเหยาหลิงเอาไว้ นึกไม่ถึงว่าท่านเทพจื่อหวนจะรู้เรื่องนี้จริงๆ “กระแสแห่งยุทธมาร?” ฟังจากน้ำเสียงของพวกนางแล้ว คล้ายว่าฐานะของเผามารจะพิเศษอย่างยิ่ง ถึงขั้นที่โลกเบื้องบนไม่อาจยอมรับได้ทีเดียว
เจียงฉางเซิงจำได้ว่า เจียงเยี่ยลูกหลานของเขาผู้หนึ่งมีความสัมพันธ์กับเผามาร และเผามารก็ยังต้องการดึงตัวเจียงเยี่ยไปจากเทียนจิ่งด้วย แต่หลังจากเจียงเยี่ยไตรตรองถี่ถ้วนแล้วก็เลือกที่จะอยู่ในเทียนจิ่ง และบอกเล่าสิ่งที่เขารู้มาแก่เจียงฉางเซิง
“กระแสแห่งยุทธมาร… เผามารกำลังวางแผนใดอยู่อีก”
เจียงฉางเซิงเงยหน้าขึ้นมองเมฆดำบนท้องฟ้า ครืนครัน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวบ้าน เขาสังเกตดูอย่างละเอียดจนแน่ใจว่า กระแสแห่งยุทธมารจะไม่มีอันตรายต่อเทียนจิ่ง คาดว่าคงมีคนในเผามารกำลังบรรลุขั้น จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ผิดปกติอย่างใหญ่หลวงเท่านั้น
เขาพยากรณ์หาสุดยอดผู้แข็งแกร่งของเผามารอยู่ในใจ ผู้มีมูลค่าถึงเจ็ดพันล้านแต้มเซ่นไหว้ เป็นขั้นจักรพรรดิฟ้าดินแห่งสวรรค์ชั้นเจ็ด แข็งแกร่งเอาการ แต่ก็ยังห่างจากผู้สูงสุดแห่งไทฮวงอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนี้เจียงฉางเซิงยังไม่คิดไปแตะต้องเผามาร จึงได้หลับตาลงฝึกวิชาต่อ
กระแสแห่งยุทธมารดำเนินต่อไปหลายชั่วโมง จึงได้กระจายหายไป และเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบอย่างใดในเทียนจิ่ง เวลาไหลผ่านต่อไป จากนั้นเป็นระยะเวลาหนึ่งเจียงฉางเซิงไม่ได้พบกับฉางเหยาหลิงอีก
ทว่าฉางเหยาหลิงก็ไม่ได้ร้อนใจ เพราะเวลานี้นางมีภารกิจใหม่ในการตรวจสอบเผามาร และเตรียมตัวจะอยู่ในโลกยุทธ์ไทฮวงไปอีกเป็นเวลานาน
สี่ปีต่อมา ปีเซียนหยวนที่สี่สิบ ในที่สุดเทียนจิ่งก็พ้นจากการรุกรานของต่างเผ่าเสียที คราวนี้อาศัยชาวเทียนจิ่งจัดการเรื่องนี้เอง เจียงฉางเซิงไม่ได้ลงมือ ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าเขาทำถูกต้อง เดิมทีเผ่ามนุษย์ก็เต็มไปด้วยบุคคลที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง เข้าตาจนก็ยิ่งสามารถระเบิดพลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิมได้ง่ายขึ้น ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองในศึกที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนี้
แน่นอนว่าสาเหตุสำคัญที่สุดก็คือฝ่ายศัตรูและเทียนจิ่งไม่ได้ห่างชั้นกันมากเกินไป หากมีผู้มีพลังยุทธ์ที่เหนือกว่าจอมราชันยุทธ์ เจียงฉางเซิงก็ยังต้องลงมืออยู่ดี
เจียงฉางเซิงถอดจิตออกไปนอกพิภพอีกครั้ง ดวงจิตของเขากระโดดออกไปจากไทฮวง นับตั้งแต่เข้าสู่วิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบ เขาก็สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ หลายปีมานี้เขาเริ่มตรวจดูไทฮวงจากนอกพิภพ สังเกตดูความว่างเปล่าที่มหาศาลนั้น เพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจที่ตนเองมีต่อมรรคา
ดวงจิตของเขามายังใจกลางความว่างเปล่าอันไกลโพ้น เมื่อมองลงไปเบื้องล่างก็จะเห็นไทฮวงเล็กยิ่งนัก แต่ก็ยังไม่สามารถใช้ดวงจิตครอบคลุมทั่วทั้งไทฮวงได้ ก็เหมือนกับที่เขาสามารถไปที่ใดก็ได้ในไทฮวง แต่หากต้องการใช้ดวงจิตปกคลุมทั่วทั้งไทฮวงก็ยังอีกห่างไกลนัก ความกว้างใหญ่ของไทฮวงไม่สามารถใช้ขนาดของดาวโลกในชาติก่อนมาเทียบได้ จนถึงขั้นที่แม้แต่เอาระบบสุริยะจักรวาลมาใส่ไว้ในไทฮวงก็ยังเล็กนัก
ทว่านี่เป็นเพียงความรู้สึกของเจียงฉางเซิงคนเดียว มุมมองของโลกที่ต่างกันไม่สามารถใช้ความรู้สึกส่วนตัวและจินตนาการไปเทียบเคียงได้ ตอนที่เจียงฉางเซิงถอนดวงจิตไปนอกพิภพและทะลุผ่านปราการแห่งท้องฟ้า ทำให้เขารู้สึกถึงการก้าวกระโดดอย่างชัดเจน ไม่ใช่การก้าวไปนอกพิภพทีละก้าว และจุดนี้ทำให้เขาเข้าใจกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เขาเงยหน้าขึ้นไปมอง แม่น้ำสายมหึมาที่หมุนม้วนเป็นก้นหอยนั้นยังคงอยู่สูงขึ้นไปเบื้องบน ดวงดาวมากมายไหลอยู่ในแม่น้ำสายนั้น และจมลงท่ามกลางเมฆหม่นที่อยู่สุดปลายจักรวาล “คงคาสวรรค์!”
แม้ว่าสามารถมองเห็นได้แต่เขากลับไม่รู้แน่ชัดว่าตนเองอยู่ไกลจากคงคาสวรรค์เท่าใด ครั้งนี้เจียงฉางเซิงลองขยับเข้าไปใกล้คงคาสวรรค์ ดวงจิตของเขาโบยบินขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ในภาวะถอดจิตนี้เขาสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่าตอนที่เหาะเหินด้วยกายเนื้อ
ยิ่งเข้าใกล้คงคาสวรรค์ ความตื่นตะลึงเพราะคงคาสวรรค์ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ดูเหมือนหมู่ดาวที่อยู่ในคงคาสวรรค์ไม่ได้เล็กกว่าไทฮวงสักเท่าใด ผ่านไปพักใหญ่เขายิ่งเข้าใกล้คงคาสวรรค์เข้าไปทุกที
ทันใดนั้น เจียงฉางเซิงก็มองเห็นดวงดาวดวงหนึ่งที่มีมังกรพันอยู่โดยรอบ เป็นมังกรที่มีร่างเป็นมวลอากาศ รูปร่างของมันเหมือนกับไป๋หลงมาก แต่ลำตัวใหญ่กว่า เมื่อพันอยู่รอบดวงดาว กระดูกสันหลังของมันเหมือนขุนเขาที่สูงต่ำต่างกัน ยิ่งใหญ่อลังการนัก
เจียงฉางเซิงเกิดความสนใจในมังกรตัวนี้ ไม่รู้ว่าเป็นมังกรจริงหรือเกิดจากพลังบางอย่าง สายตาของเขาไปตกอยู่ที่ดวงดาวซึ่งมังกรตัวมหึมาพันรอบอยู่ ดวงจิตของเขาเข้าไปตรวจสอบภายในดวงดาวดวงนั้น ไม่นานนักเขาพลันมีสีหน้าตื่นตะลึง โลกที่อยู่ภายในนั้นใหญ่กว่าที่มองเห็นจากข้างนอกมากนัก กว้างใหญ่ไพศาลหาใดเปรียบ และถึงกับทำให้เขาเกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับตอนที่ได้พบไทฮวง
แต่สิ่งที่ต่างจากไทฮวงก็คือ ดินแดนแห่งนี้มีเผ่ามนุษย์เป็นหลัก มีราชวงศ์แห่งโชคชะตาอยู่เต็มไปหมด สู้รบกันไม่หยุดหย่อน และเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงลมปราณแข็งแกร่งจำนวนมาก แข็งแกร่งเหนือจักรพรรดิยุทธ์!
จากที่ได้สนทนากับฉางเหยาหลิงก่อนหน้านี้ เหนือกว่าขั้นจักรพรรดิยุทธ์ยังมีขั้นยุทธบรรจบเทพ และเหนือขึ้นไปอีกก็ยังมีขั้นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ ฉางเหยาหลิงคิดว่าเจียงฉางเซิงต้องอยู่ในขั้นยุทธบรรจบเทพแน่นอน และยังเคยอธิบายถึงความแข็งแกร่งของขั้นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ให้เขาฟังอีกด้วย
ขั้นจักรพรรดิฟ้าดินเป็นพลังสูงสุดของโลกยุทธ์ไทฮวง ส่วนดินแดนแห่งนี้มีขั้นยุทธบรรจบเทพเป็นขั้นสูงสุด เขาไม่คิดว่าสรรพชีวิตในไทฮวงมีคุณสมบัติต่ำต้อย แต่เป็นเพราะท่านเทพไทฮวงกำลังมีแผนร้าย เจ้านั่นต้องการกราบเผ่ามนุษย์แล้วจะยอมให้ไทฮวงมีสิ่งที่คุกคามตัวเขาได้อย่างไร
ยามนี้หากมีผู้บรรลุถึงขั้นยุทธบรรจบเทพ หากท่านเทพไทฮวงปิดด่านหนึ่งครั้ง ก็อาจจะมียอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์เกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เขาต้องการปรามอำนาจของโลกยุทธ์ไทฮวง ก็จำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก
พอคิดเช่นนี้แล้ว เจียงฉางเซิงสามารถสร้างอำนาจในโลกยุทธ์ไทฮวง และกอบกู้โลกยุทธ์ไทฮวงได้เช่นกัน หากไม่มีเขา โลกยุทธ์ไทฮวงจะต้องถูกหลอมเป็นโอสถ ไม่ว่าเผ่าใดก็ล้วนต้องตายทั้งสิ้น
เจียงฉางเซิงสังเกตดินแดนแห่งนั้นไปพลาง และทอดถอนใจในอกไปพลาง สรรพชีวิตทั้งปวงจะคิดว่ามีนอกพิภพอยู่ได้อย่างไร และจะคิดว่าเทพผู้สร้างฟ้าดินกำลังจะหลอมพวกเขาเป็นโอสถได้อย่างไร
ความจริงแล้วการกระทำของท่านเทพไทฮวงไม่ได้มีอันตรายใดต่อสรรพชีวิตทั้งในตอนนี้และก่อนหน้านี้ เพราะอย่างไรเขาก็ยังไม่ได้เริ่มลงมือ ด้วยระดับขั้นที่ต่างกันอย่างยิ่งยวดก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกชีวิตกลายเป็นกบก้นบ่อมานานแล้ว
ทันในนั้น เจียงฉางเซิงก็คิดขึ้นมาว่า ตนไม่ได้เป็นกบก้นบ่อจริงๆ ใช่หรือไม่ เป็นพละกำลังใดที่จำกัดวิถีแห่งเซียนเอาไว้ นอกมหาพิภพนิลเหลืองจะเป็นเช่นใดอีก จินตนาการของเขาอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่เขามี ซึ่งการจินตนาการเช่นนี้ไม่แน่ว่าจะแม่นยำ ก็เหมือนกับคนในดาวโลกของชาติก่อนที่ไม่อาจจินตนาการถึงสิ่งที่อยู่นอกจักรวาลได้ ต่อให้คิดถึงได้ก็จะใช้พื้นฐานความรู้ของตนเองไปจินตนาการ ในทำนองเดียวกับตุ๊กตาแม่ลูกดก [1] นั่นเอง
เจียงฉางเซิงค่อยๆ เข้าสู่สภาวะของการรู้แจ้งในมรรคา เวลาผ่านไปอีกหกปี ปีเซียนหยวนที่สี่สิบหกมาถึง
เจียงฉางเซิงยังคงอยู่ในสภาวะรู้แจ้งในมรรคา ไม่ว่าใครมาร้องเรียกเขาข้างนอกตำหนักเมฆาม่วง เขาก็ไม่ได้สนใจ ฉางเหยาหลิงจึงจำเป็นต้องออกไปสำรวจเผามารเป็นการชั่วคราว
วันนี้เองเจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นช้าๆ มีแสงเรืองรองอยู่ในดวงตา ปรากฏภาพของขุนเขาลำน้ำมหาสมุทรกว้างใหญ่ขึ้นในดวงตาทั้งสองของเขา ซึ่งก็คือสิ่งที่เขาได้พบตอนถอดจิตไปนอกพิภพ ผลมรรคายังคงลอยคว้างและหมุนวนอยู่ภายในกาย ทำให้เกิดพลังอาคมที่มหาศาล เขาพบว่าการปิดด่านครั้งนี้ทำให้พลังยุทธของเขาเพิ่มขึ้นมามากมายนัก
ก่อนนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่สามารถถอดจิตออกไปนอกพิภพได้ เพียงแต่ครั้งนี้ต่างออกไปเพราะได้เข้าใกล้คงคาสวรรค์และตรวจดินแดนอีกแห่งหนึ่งด้วย หลังจากรู้แจ้งในมรรคาครั้งนี้แล้ว เจียงฉางเซิงก็เข้าใจกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินแจ่มชัดยิ่งขึ้น ก็เหมือนกับเทียนจิ่งที่มีกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินไร้รูปร่างเพิ่มขึ้นมามากมาย แดนมนุษย์ดูคล้ายธรรมดาสามัญ แต่ความจริงแล้วถือกำเนิดขึ้นมาจากพละกำลังนับไม่ถ้วน
แม้จะเป็นมนุษย์ปุถุชนก็ยังมีพลังของกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่น พลังชีวิต ชะตากรรม เคราะห์กรรม โชคชะตา หยินหยาง และมิติ ล้อมรอบตัวอยู่ เป็นเช่นโซ่ตรวนนับไม่ถ้วนที่คอยพันธนาการการกระทำและความคิดของมนุษย์เอาไว้
เจียงฉางเซิงเริ่มไปสัมผัสความคิดของเหล่าขุนนางเพื่อรับรู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเทียนจิ่ง แม้เขาไม่ได้ไปออกหน้าออกตาต่อธารกำนัล แต่เทียนจิ่งก็ยังคงดำเนินไปอย่างดีเช่นเดิม เหล่าขุนนางและปวงประชาต่างไม่คิดว่าฝ่าบาทซึ่งเป็นมรรคาจารย์ปิดด่านนานเป็นเรื่องใหญ่แต่อย่างใด อย่างไรฝ่าบาทเป็นถึงบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวง ในชาตินี้แค่มาสัมผัสแดนมนุษย์และมาโปรดพวกเขาเท่านั้น
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เทียนจิ่งไม่ได้พบกับความยุ่งยากใด อัครเสนาบดีทั้งสามปกครองได้ไม่เลว เพียงแต่ระยะนี้จิตใจพวกเขาค่อนข้างว้าวุ่น เจียงฉางเซิงส่งกระแสจิตไปเรียกให้พวกเขาเข้ามาพบ ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ทั้งสามคนก็มาพร้อมกันและคุกเข่าลงตรงหน้าเจียงฉางเซิง
“ฝ่าบาท มีผู้สืบเชื้อสายเผาราชาปรากฏตัวในไทฮวง เป็นผู้แข็งแกร่งเหนือฟ้าเหนือดินผู้หนึ่ง เขากำลังรวบรวมเผ่าอื่นๆ จำนวนมากด้วยหวังจะล้อมโจมตีเทียนจิ่ง เผ่านานาที่เป็นมิตรกับพวกเราต่างถูกคุกคาม เวลานี้กำลังรอพระบัญชาของพระองค์อยู่พะยะคะ” เฉินหลี่เอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงร้อนใจ
เผ่าต่างๆ ที่มาผูกมิตรด้วยต่างต้องการรู้ความสามารถของเจียงฉางเซิง ต้องการดูว่าเจียงฉางเซิงมีความมั่นใจหรือไม่ หากไม่มั่นใจพวกเขาก็ไม่อาจดึงทั้งเผ่าไปตายด้วยได้ ท่าทีเป็นมิตรที่สุดที่พวกเขาจะมีต่อเผ่ามนุษย์ก็คือไม่ลงมือใดๆ เฉินหลี่ยื้อมาเนิ่นนานจนแทบเยื้อต่อไปไม่ไหวแล้ว
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “อืม เรารู้เรื่องนี้นานแล้ว วันหน้าหากมีเผ่าใดถามพวกเจ้าอีก พวกเจ้าจงตอบไปว่าให้พวกเขาวางใจ ตราบใดที่ยังมีเราอยู่ และศัตรูมีเพียงเผ่าต่างๆ ในไทฮวง ก็ไม่ต้องหวาดกลัว มาเท่าใดก็สังหารไปเท่านั้น”
เฉินหลี่ หยางเชอ และนายท่านไป ได้ฟังถ้อยคำนี้พลันมีสีหน้ายินดีขึ้นมา สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือคำพูดนี้นั่นเอง ความจริงแล้วพวกเขาเชื่อมั่นในพลังของเจียงฉางเซิง แต่เมื่ออยู่ในฐานะที่สูงส่ง บางคราวไม่ใช่ว่าทำงานด้วยพลังเพียงอย่างเดียว ความองอาจที่เจียงฉางเซิงแสดงออกมาว่าไม่หวาดกลัวสิ่งใด ก็ทำให้พวกเขาทำงานได้อย่างวางใจมากขึ้น
หยางเชอมารายงานเรื่องการทหารของเทียนจิ่งต่อ ผ่านไปหลายปี ความสามารถโดยรวมของกองทัพเทียนจิ่งมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทหารที่เข้าทำศึกมีจำนวนเกินกว่าสองพันล้านนายแล้ว ในภายภาคหน้าจะต้องมีกองทัพที่แกร่งกล้าขึ้นอีกหลายเท่า นี่เป็นแค่กองทัพเท่านั้น ในยุทธภพก็ยังมีขุมพลังที่แข็งแกร่งด้วยเช่นกัน หากรู้จักใช้ให้ดี ยามเทียนจิ่งเผชิญกับภัย จะต้องมีแสนยานุภาพที่แข็งแกร่งกว่านี้แน่
ส่วนนายท่านไปมารายงานเรื่องโชคชะตา แม้ว่าโชคชะตาของเจียงฉางเซิงจะต่างกับโชคชะตาของวิถียุทธ์ แต่ อย่างไรก็เป็นโชคชะตาเช่นกัน กรมโชคชะตาคุ้นเคยกับโชคชะตาของเขาแล้ว โชคชะตาสามารถจัดแจงพวกปรากฏการณ์บนฟ้าและภัยบนผืนดินได้ และยังใช้ในการศึกสงครามได้ด้วย ด้วยเหตุนีี้ประโยชน์ของกรมโชคชะตาจึงมีมากมาย จนถึงขั้นกลายเป็นกรมที่สำคัญที่สุดในเจ็ดกรมทีเดียว หากโชคชะตาของแคว้นไม่ดี อีกหกกรมก็จะต้องพบกับปัญหาต่างๆ นานาของราษฎร
คนทั้งสามรายงานอยู่พักใหญ่จึงได้กลับไป เจียงฉางเซิงเริ่มเสาะหาฉางเหยาหลิง ตอนพบกันครั้งก่อนเขาแอบประทับรอยประทับสังสารวัฏไว้กับตัวฉางเหยาหลิงโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว จึงจับความเคลื่อนไหวของนางได้ สตรีนางนี้ไปจากเทียนจิ่งแล้ว เวลานี้นางกำลังอยู่กับเจียงจื๋ออวี้และเจียงเทียนมิ่ง
“อยากดึงตัวคนหรือ” ฟังจากบทสนทนาของพวกเขาแล้ว เจียงฉางเซิงก็อดรู้สึกขำไม่ได้ คิดจะดึงตัวลูกหลานของเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงนั้น
ท่านเทพจื่อหวนสนใจพรสวรรค์ของเจียงจื๋ออวี้กับเจียงเทียนมิ่งมาก และรับปากว่าเมื่อพวกเขาขึ้นสู่โลกเบื้องบนแล้วก็สามารถมาหานางได้ นางจะช่วยให้พวกเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เมื่ออยู่ในโลกเบื้องบน พวกเจียงจื๋ออวี้จิตใจพลุ่งพล่านขึ้นมาเมื่อได้ฟังฉางเหยาหลิงยกย่องความอัศจรรย์ของโลกเบื้องบน ที่แท้แล้วเหนือจักรพรรดิยุทธ์ขึ้นไปยังมีโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่ามาก
เจียงเทียนมิ่งที่ทรนงในตนเองเสมอมาก็ยังถูกจุดประกายปณิธานในการฝึกยุทธ์ และเริ่มตั้งเป้าหมายไปยังระดับขั้นที่สูงยิ่งกว่า
เจียงฉางเซิงเก็บสายตากลับมาแล้วฝึกวิชาต่อไป มูหลิงลั่ว ไปฉี และคนอื่นๆ ต่างกำลังฝึกยุทธ์กันอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องไปดูแล
อีกด้านหนึ่ง บนผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ เต่าบกตัวยักษ์ตัวหนึ่งกำลังบินช้าๆ อยู่เหนือพื้นดิน ภูเขาเบื้องล่างยังไม่ใหญ่โตเท่ากับเขาต่างๆ บนกระดองของมันเลย ดูคล้ายว่ามันเหินไปอย่างเชื่องช้าแต่ความจริงแล้วรวดเร็วยิ่งนัก เพราะร่างกายของมันใหญ่โตเหลือเกิน
ตรงยอดเขาบนกระดองเต่านั้น ร่างหนึ่งกำลังทอดสายตามองออกไปไกล ร่างกายท่อนบนของเขาคล้ายมนุษย์ ส่วนร่างกายท่อนล่างเป็นหางงู เขาสวมเสื้อคลุมยาวทำจากขนนกสีดำ ผมยาวสีดำขลับพลิ้วไหวตามลม แต่เมื่อมองให้ถี่ถ้วนแล้ว ผมยาวแต่ละเส้นนั้นเป็นหนอนตัวยาวสีดำน่าสยดสยองนัก
[1] ตุ๊กตาแม่ลูกดก เป็นตุ๊กตาเอกลักษณ์ของรัสเซีย มีตุ๊กตาตัวเล็กๆ ซ่อนอยู่ในตุ๊กตาตัวใหญ่ไปเรื่อยๆ เปรียบเปรยถึงความคิดที่เกิดจากแม่พิมพ์เดียวกัน อย่างไรก็เหมือนกันไปเรื่อยๆ ไม่ต่างออกไป