เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 332 ชะตากรรมของเผาราชา ถ้อยคำอวดดี
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 332 ชะตากรรมของเผาราชา ถ้อยคำอวดดี
เท้าทั้งสี่ของเต่าบกตัวมหึมากำลังเคลื่อนไหว ยอดเขาบนกระดองของมันแหวกทะเลเมฆออก เป็นภาพสุดยิ่งใหญ่อลังการ ลมแรงพัดโบกเสื้อคลุมขนนกของมนุษย์งูผมดำขลับ สีหน้าเขาเย็นชา สายตาจับจ้องไปแสนไกล เขามีนามว่า “ตี้ชาง” เป็นผู้สืบเชื้อสายเผาราชา
“กล้ามองผ่านข้าเชียวหรือ บัดซบ…”
แววตาของตี้ชางเผยจิตสังหารออกมาเมื่อคิดถึงเรื่องที่มรรคาจารย์แห่งเทียนจิ่งปฏิเสธการทาสู้ของตน เสียแรงที่เขายังอยากหนุนเผ่ามนุษย์สักคราว ในเมื่อเป็นดังนี้ก็อย่าได้โทษว่าเขาไม่เกรงใจ!
ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็มุดออกมาจากทะเลเมฆ ลงมายืนข้างกายเขา อยู่บนยอดเขาเช่นเดียวกับเขา หากเจียงฉางเซิงมาเห็นภาพนี้เขาก็จะต้องรู้จักคนผู้นี้ เขาก็คือผู้เฒ่าซกมกที่เคยมอบวาสนาแก่หลินเฮ่าเทียน และเคยพิชิตมหาจักรพรรดิเหรินซึ่งเป็นจักรพรรดิยุทธ์โบราณที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา
ตี้ชางปรายตามองเขาและเอ่ยอย่างไม่ใยดีว่า “จักรพรรดิสงคราม ท่านนี่ตื๊อไม่เลิกเสียจริงๆ”
ความทรงจำการทำศึกที่ผู้เฒ่าซกมกถ่ายทอดให้หลินเฮ่าเทียนนั้น เป็นความทรงจำของกายเนื้อของเขาที่สร้างชื่อจากการทำศึก ทำให้เขาถูกขนานนามว่า “จักรพรรดิสงคราม” เพียงแต่สารรูปเขาในเวลานี้ยากจะทำให้ผู้คนคิดเชื่อมโยงไปถึงจักรพรรดิสงครามที่เคยสร้างความสั่นสะเทือนในประวัติศาสตร์ของเผ่ามนุษย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันได้
จักรพรรดิสงครามแสยะยิ้มกล่าวว่า “เรื่องดีๆ ก็ต้องคิดให้ดีๆ หากเจ้าประมือกับมรรคาจารย์แห่งเทียนจิ่ง ถือเป็นเรื่องอันตรายเกินไป และเป็นไปได้มากว่าจะต้องตายก่อนจะถึงวันนั้น จงมอบศพของจักรพรรดิยุทธ์แห่งเผาราชาให้ข้า เจ้าต้องการสิ่งใดก็เรียกร้องมาได้เลย ต่อให้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเจ้าเองก็น่าจะคำนึงถึงผู้สืบเชื้อสายเผาราชาคนอื่นๆ ด้วยกระมัง”
ตี้ชางแค่นเสียงเย็น ไม่พอใจนักแต่เขาก็ไม่ได้ลงมือ เห็นได้ชัดว่าเขาก็ลังเลมาก เขาไม่กลัวตายแต่เขาเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้สืบเชื้อสายเผาราชา หากแม้แต่เขาก็ยังตาย เช่นนั้นความหวังที่เผาราชาจะฟื้นคืนชีพก็ต้องเลือนรางเสียแล้ว
“เมื่อจักรพรรดิยุทธ์เผาราชาที่ตายไปแล้วฟื้นคืนชีพขึ้นมา ข้าจะนำพวกเขามาช่วยเจ้าฟื้นคืนชีพเผาราชา และนับเป็นการช่วยให้พวกเขาตัดกรรมในชาติที่แล้วด้วย เจ้าคิดว่าเป็นเช่นใด” จักรพรรดิสงครามเอ่ยพร้อมยิ้มตาหยี
ตี้ชางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยการถามว่า “ไม่อาจเอาชนะมรรคาจารย์แห่งเทียนจิ่งได้จริงหรือ”
จักรพรรดิสงครามพูดอย่างหนักแน่นว่า “อย่างน้อยในโลกแห่งนี้ก็ไม่มีใครเอาชนะเขาได้ เขาสามารถทำให้เทพแห่งฟ้าดินสั่นสะเทือนได้ นั่นคือแข็งแกร่งเพียงใดเล่า จักรพรรดิยุทธ์ของเผ่าทรายมรณะ เผ่าเฉียงเหลียง และเผ่าจูหรง ต้องตายไปตั้งเท่าไร หรือว่าเจ้ายังไม่กระจ่างใจอีก”
“นอกจากนี้ข้ากำลังสงสัยว่า เทพแห่งฟ้าดินจะมีความเชื่อมโยงกับคงคาลี้ลับนอกพิภพ เหตุที่เผาราชาล่มสลายก็เป็นเพราะคงคาลี้ลับนอกพิภพนั่นเอง เวลานี้คงคาลี้ลับนอกพิภพกำลังจะเข้ามาโจมตี เทพแห่งฟ้าดินกลับไม่สนใจว่าคงคาลี้ลับนอกพิภพจะส่งผลเช่นใดต่อสรรพชีวิต แต่กลับไปสั่งให้เผ่าทั้งปวงเป็นปฏิปักษ์กับมรรคาจารย์แห่งเทียนจิ่ง ในฐานะผู้สืบเชื้อสายเผาราชา เจ้าไม่ได้รู้สึกสงสัยสักนิดเลยหรือ”
ได้ยินเช่นนั้นหัวคิ้วของตี้ชางก็ขมวดเข้ามา ความจริงแล้วตอนที่ได้ยินว่ามีเทพแห่งฟ้าดินอยู่ เขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลนัก ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่เขาต้องการท้าสู้กับมรรคาจารย์แห่งเทียนจิ่ง เพราะเขาประสงค์จะช่วยเผ่ามนุษย์จริงๆ เผาราชานับถือเทพแห่งฟ้าดินตลอดมา ตอนเขายังเล็กเคยคิดว่าเทพแห่งฟ้าดินไม่มีทางมีอยู่จริง แต่ปรากฏการณ์นานาในยามนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเทพแห่งฟ้าดินมีตัวตนอยู่จริง
ในเมื่อมีอยู่จริงแล้ว เหตุใดจึงไม่คุ้มครองเผาราชาเล่า ด้วยเหตุนี้ตี้ชางจึงอาฆาตแค้นเทพแห่งฟ้าดิน และต้องการไปช่วยมรรคาจารย์แห่งเทียนจิ่ง เพียงแต่ไม่คิดว่ามรรคาจารย์แห่งเทียนจิ่งจะไม่ไว้หน้าเขา จึงทำให้เขาขุ่นเคืองนัก
“เจ้าเชิญมรรคาจารย์แห่งเทียนจิ่งมาสู้กับเจ้า พูดตามตรงว่าเจ้าไตรตรองไม่มากพอ เขาต้องปกป้องเผ่ามนุษย์แล้วเขาจะจากไปได้อย่างไร” จักรพรรดิสงครามเอ่ยพลางหัวเราะเหอะๆ แม้จะเป็นการค่อนแคะแต่เขากลับควบคุมน้ำเสียงได้อย่างดี
ตี้ชางแค่นเสียงกล่าว “มิใช่เล่าลือกันว่ามรรคาจารย์แห่งเทียนจิ่งเป็นเทพเซียนและมีวิชาแยกร่างหรอกหรือ”
จักรพรรดิสงครามกล่าวอย่างอ่อนใจ “ก็แค่เสียงเล่าลือ ยิ่งเป็นผู้คนที่มีระดับขั้นต่ำต้อยเท่าใด ก็ยิ่งกราบไหว้บูชาเทพเซียนมากเท่านั้น หากเขาเป็นเทพเซียนจริง เช่นนั้นเผ่าทั้งปวงก็ไม่มีความจำเป็นต้องเป็นปฏิปักษ์กับเขา ปุถุชนเช่นพวกเราหรือจะไปก้าวก่ายการต่อสู้ระหว่างเขากับเทพแห่งฟ้าดินได้”
ตี้ชางขมวดคิ้ว จักรพรรดิสงครามยังคงโน้มน้าวต่อไป ตี้ชางได้ฟังก็ยิ่งรำคาญใจ ผ่านไปพักหนึ่งตี้ชางก็ทนไม่ได้อีกต่อไปและตะโกนว่า “ไสหัวไป! ข้าไม่อยากฟังอีกแล้ว! ข้าต้องต่อสู้กับมรรคาจารย์สักคราว ดูซิว่าเขาจะมีน้ำยาเท่าใด!”
จักรพรรดิสงครามถามว่า “แล้วศพของจักรพรรดิยุทธ์เล่า”
“เช่นนั้นก็จงภาวนาให้ข้ารอดกลับมาเถิด!” ตี้ชางแค่นเสียงเอ่ย ทำเอาจักรพรรดิสงครามต้องขมวดคิ้ว นี่หมายความว่าเขาต้องการดึงเผ่าเกิดใหม่เข้ามา?
จักรพรรดิสงครามถอนหายใจและกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ขอให้เจ้าทำสำเร็จเถิด” เขาถอยหลังไปสองก้าวก่อนกระโดดขึ้นไปท่ามกลางทะเลเมฆแล้วหายวับไป ตี้ชางทอดตาไปแสนไกลอย่างสงบและรำพึงกับตัวเองเบาๆ ว่า “ชะตากรรมของเผาราชาจะจบสิ้นแล้วหรือ”
สี่ปีต่อมา ปีเซียนหยวนที่ห้าสิบ วันวสันต์อุ่นบุปผาบาน
มูหลิงลั่วมาหาเจียงฉางเซิง “พี่ฉางเซิง นับตั้งแตขึ้นครองราชย์ เหตุใดท่านจึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการปิดด่านยิ่งกว่าก่อนอีกเจ้าคะ” มูหลิงลั่วถามขณะนั่งลงข้างเจียงฉางเซิง เดิมทีนางคิดว่าหลังจากได้เป็นโอรสสวรรค์แล้ว เจียงฉางเซิงจะคบหาสมาคมกับเหล่าขุนนางบ่อยครั้งขึ้น และจะมีเวลาสนใจใต้หล้ามากขึ้น คิดไม่ถึงว่านอกจากจะไม่เป็นไปตามนั้นแล้ว หลายปีมานี้เจียงฉางเซิงยังเอาแต่ปิดด่านอยู่เป็นประจำ
เจียงฉางเซิงหลับตาลงและกล่าวว่า “เส้นทางแห่งการฝึกฝนไม่มีจุดสิ้นสุด จะเกียจคร้านได้อย่างไร ทำไมหรือ ระยะนี้พบเจอปัญหาในการฝึกฝนหรือ”
มูหลิงลั่วส่ายหัวน้อยๆ และกล่าวว่า “ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ แค่ได้พบกับแม่นางอวี้เหยียนอี้ที่มาจากตระกูลขุนนางประคองจันทร์ผู้นั้น คล้ายว่านางจะขุ่นเคืองท่านนักและอยากจะพบท่าน”
เจียงฉางเซิงย่อมต้องจำอวี้เหยียนอี้ได้ ครั้งนั้นนางเป็นตัวแทนตระกูลขุนนางประคองจันทร์มาดึงตัวเขา แต่สุดท้ายกลับเป็นคนดึงตระกูลขุนนางประคองจันทร์มาสวามิภักดิ์กับต้าจิ่งแทน ภายหลังอวี้เหยียนอี้ก็ยังมามอบของกำนัลให้อารามมังกรผงาดในนามของตระกูลขุนนางประคองจันทร์ และเคยเปิดเผยน้ำใจรักต่อเจียงฉางเซิง แต่กลับถูกเขาปฏิเสธ
ในความคิดของเขานั้น อวี้เหยียนอี้แค่ชมชอบเพียงเพราะนางเลื่อมใสในความแข็งแกร่งของเขาเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าผ่านไปเนิ่นนานปีเช่นนี้ อวี้เหยียนอี้ก็ยังคงคะนึงหาเขาอยู่ ตอนนี้ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ก็ไม่ขาดแคลนฐานะและอำนาจแล้ว การที่นางยังคงรอเขาอยู่ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เจียงฉางเซิงคิดสักครู่ จึงดึงเส้นผมออกมาเส้นหนึ่งส่งให้มูหลิงลั่ว แล้วบอกว่า “ครั้งหน้าที่เจ้าพบนาง จงมอบสิ่งนี้ให้นาง มันสามารถคุ้มครองชีวิตนางได้”
มูหลิงลั่วรับเส้นผมมาแล้วเอ่ยทั้งพยักหน้าว่า “แม่นางอวี้ไม่เลวเลยนะเจ้าคะ ที่จริงก็พิจารณานางได้ ในฐานะโอรสสวรรค์แห่งเทียนจิ่ง ท่านมีแค่ข้าผู้เดียวในวังหลังก็ดูแปลกนัก” นางกลับใจกว้างอย่างยิ่ง เพราะทั้งบิดาและปู่ของนางต่างก็มีสามภรรยาสี่อนุทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นเพราะธรรมเนียมเช่นนี้เอง ตระกูลมูจึงได้เป็นตระกูลขนาดใหญ่
เจียงฉางเซิงมีนางเป็นฮองเฮาในวังหลังเพียงคนเดียว จึงทำให้เกิดเสียงครหามากมายในหมู่ผู้คนด้วยเช่นกัน “ให้นางฝึกฝนยุทธ์ให้ดีเถิด อย่าให้จิตใจวอกแวก บอกนางว่าข้าจะไม่อยู่ในตำแหน่งนี้นานนัก ข้าจะกลายเป็นเซียนขึ้นสู่สวรรค์ในอีกไม่ช้าก็เร็ว หากนางต้องการตามข้าให้ทัน นางก็ต้องฝึกฝนอย่างหนัก”
เจียงฉางเซิงเอ่ยราบเรียบ การฝึกฝนอย่างหนักก็ทำให้มีอายุยืนยาวขึ้นได้เช่นกัน สิ่งที่กำหนดฐานะให้ตนเองในโลกแห่งยุทธก็คือระดับยุทธ เขาไม่ได้คาดหวังกับเรื่องความรักของตนมากมายนัก อย่างไรเขาก็เป็นคนที่มีชีวิตมาชาติหนึ่งแล้ว เมื่อเคยผ่านความเป็นและตายมาแล้ว เขากลับใส่ใจเรื่องการได้มีชีวิตอยู่ต่อไปมากกว่า
เขาไม่มีเวลาจะไปมีความรัก แม้แต่เวลาที่จะอยู่กับมูหลิงลั่วก็ยังแทบไม่มีเลย แล้วจะไปมีสตรีอีกคนได้อย่างไร มูหลิงลั่วยกมุมปากขึ้น “คำพูดนี้ ท่านก็บอกกับข้าด้วยใช่หรือไม่”
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นมาลูบศีรษะนาง เพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด หลังจากทั้งสองอยู่ด้วยกันครึ่งค่อนวัน มูหลิงลั่วก็จากไป ตั้งแต่เจียงจื๋ออวี้เติบใหญ่นางก็แทบไม่ได้อยู่ในวังหลวงเลย ส่วนมากแล้วจะฝึกยุทธ์อยู่ในภูเขาวิญญาณ ในฐานะฮองเฮาและผู้แข็งแกร่งเลื่องชื่อในเทียนจิ่ง นางย่อมมีสิทธิ์ที่จะอยู่บนภูเขาวิญญาณได้ตลอดเวลาโดยไม่มีใครกล้าคัดค้าน
ช่วงวสันต์คิมหันต์เปลี่ยนผ่าน ชายแดนเหนือตรวจพบข่าวว่าเผ่าต่างๆ กำลังเข้ามาใกล้เทียนจิ่ง ข่าวนี้แพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว หลายปีมานี้มีข่าวเรื่องเผ่านานาในไทฮวงต้องการล้อมโจมตีเทียนจิ่งแพร่ออกมานานแล้ว ทว่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ในเทียนจิ่งก็ไม่ได้ตื่นตระหนก กลับตื่นเต้นและตั้งตารออย่างยิ่งเสียอีก ภายใต้การนำของโอรสสวรรค์ พวกเขาเชื่อว่าเผ่ามนุษย์สามารถเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งทั้งหมดได้
รัฐจวีเฉียง หยางเจิง สวี่เทียนจี เจียงจื๋ออวี้ เจียงเทียนมิ่ง และคนอื่นๆ กำลังนั่งอยู่ภายในโถงใหญ่เพื่อฟังข่าวจากหน่วยสอดแนม ฉางเหยาหลิงก็นั่งอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน นางมีผ้าแพรปิดหน้าแลดูเหมือนเซียนนัก จวบจนหน่วยสอดแนมพูดจบ สวี่เทียนจีก็สะบัดมือบอกให้เขาออกไป
“ตอนนี้สืบได้ว่ามีเกือบยี่สิบเผ่าแล้ว และยังคงมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ศึกใหญ่ครั้งนี้พุ่งเป้าไปยังทั้งเทียนจิ่ง และแนวรบจะทอดตัวยาวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เราต้องเตรียมการล่วงหน้าให้ดี” หยางเจิงเอ่ยเสียงหนัก สีหน้าเคร่งขรึม
แม้ว่ามรรคาจารย์จะแข็งแกร่งมาก แต่เมื่อแนวรบทอดตัวยาวออกไปถึงขั้นนี้ จะต้องมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก เมื่อเทียบกับผลแพ้ชนะแล้ว เขากลับเป็นห่วงเรื่องการบาดเจ็บล้มตายมากกว่า
เจียงเทียนมิ่งเอ่ยพลางถามว่า “เช่นนั้นให้ข้านำทัพกองหนึ่งดีหรือไม่” จากนั้นเจียงจื๋ออวี้ก็พูดว่า “ข้าก็ด้วยเช่นกัน เป็นโอกาสให้กองทัพของเทียนจิ่งได้ฝึกฝนและพลิกโฉมหน้าตนเองพอดี”
“แม้พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับกองทัพของเผ่าทั้งหลาย แต่ก็ยังห่างไกลจากกองทัพที่แท้จริงของทุกเผ่ามากนัก เพราะยังมีเผ่าอื่นๆ อีกมากที่กำลังเดินทางมา” หยางเจิงไม่ตอบแต่หันไปมองสวี่เทียนจี สวี่เทียนจีผู้แก่ชราเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ย่อมได้ กระหม่อมเห็นชอบแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจียงจื๋ออวี้และเจียงเทียนมิ่งก็หน้าชื่นตาบานขึ้นมาทันใด สวี่เทียนจีมองฉางเหยาหลิงแล้วถามว่า “แม่นางฉาง ท่านมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา แม้ว่าฝ่าบาทจะไม่ได้เปิดเผยเรื่องของท่าน แต่ท่านต้องรู้เรื่องของไทฮวงลึกซึ้งกว่าพวกเรา ท่านคิดว่าเทียนจิ่งต้องทำเช่นใด เผ่าทั้งปวงจึงจะยอมศิโรราบ”
ฉางเหยาหลิงตอบกลับว่า “รบเรื่อยไป ชนะร่ำไป” หรือไม่ก็เอาชนะท่านเทพไทฮวงให้ได้! คำตอบนี้นางไม่เอ่ยออกจากปาก แค่ผุดขึ้นมาในความคิดของนางเท่านั้น มรรคาจารย์ไม่มีทางเอาชนะท่านเทพไทฮวงได้
“ข้ารู้ว่าเราต้องรบต่อไป แต่ข้าแค่อยากให้มีการต่อสู้เป็นตายกำหนดฟ้าดินสักหน” สวี่เทียนจีเอ่ยทั้งส่ายหน้า
คนอื่นๆ ก็ถกกันต่อ และส่วนใหญ่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไทฮวงใหญ่โตเหลือเกิน ยิ่งมีหลายเผ่าเท่าใด เมื่อต้องการแก้ปัญหาทั้งหมดในคราวเดียว จึงยิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ ฉางเหยาหลิงไม่ได้พูดอะไรอีก จวบจนทุกคนออกไปแล้ว นางจึงกล่าวคำอำลากับพวกเจียงจื๋ออวี้ทั้งสองคน แล้วรีบเดินทางกลับเมืองจิงเฉิง
หลังจากนั้นหนึ่งเดือน นางเข้าพบเจียงฉางเซิงในวังหลวง ทั้งสองพบกันในอุทยาน นางยังคงมาโน้มน้าวเจียงฉางเซิงเช่นเดิม เจียงฉางเซิงขัดคำพูดยืดยาวของนางและถามว่า “หากท่านเทพไทฮวงตายแล้ว ท่านเทพจื่อหวนจะเข้ามารับช่วงโลกยุทธ์ไทฮวงหรือไม่”
ฉางเหยาหลิงตกตะลึงและสงสัยว่าตนคงได้ยินผิดไป นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ท่านเทพไทฮวงเป็นถึงยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ แม้ว่าในมหาพิภพนิลเหลืองจะไม่นับว่าเป็นระดับขั้นชั้นแนวหน้า แต่สำหรับคนในโลกแห่งยุทธแล้ว นับเป็นระดับขั้นที่สูงส่งจนไมอาจเอื้อมถึงทีเดียว ขั้นยุทธบรรจบฟ้าและยอดยุทธกำเนิดสวรรค์นั้นห่างกันจนยากจะจินตนาการได้ ข้าเคยเห็นนายท่านของข้าลงมือแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้น…”
นางไม่ได้พูดต่อเพราะนางไมอาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เจียงฉางเซิงแสร้งทำเป็นถอนหายใจและกล่าวว่า “ความแข็งแกร่งของท่านเทพไทฮวงย่อมไม่เป็นที่เคลือบแคลงอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่อยากไปจากโลกยุทธ์ไทฮวง และเราก็ไม่อาจละทิ้งเผ่ามนุษย์ได้เช่นกัน จึงทำได้เพียงเลือกต่อสู้กับท่านเทพไทฮวง เมื่อใดที่ข้าสังหารท่านเทพไทฮวงสำเร็จ อาจนำเผ่านานาในไทฮวงออกไปจำนวนหนึ่ง และหากว่าท่านเทพจื่อหวนสามารถมารับช่วงต่อโลกยุทธ์ไทฮวงได้ ก็ย่อมไม่มีสิ่งใดดีกว่านี้ วันหน้าหากท่านเทพจื่อหวนต้องการสิ่งใด เทียนจิ่งจะต้องตอบแทนเป็นแน่”