เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 333 ศรนี้มีคุณสมบัติหรือไม่
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงฉางเซิง ฉางเหยาหลิงมีท่าทางลังเลเล็กน้อย นางเอ่ยว่า “เงื่อนไขทั้งหมดนี้คือ ท่านต้องชนะให้ได้ก่อน” นางรู้สึกว่าเจียงฉางเซิงช่างทรนงตนแต่ก็เข้าใจได้ อย่างไรในโลกยุทธ์ไทฮวง เจียงฉางเซิงไร้ผู้ต้านทาน ไม่เคยพบใครที่เป็นคู่ต่อสู้มาก่อน หากเป็นนางเองก็คงมั่นใจในตนเช่นกัน
“เราจะพยายามเต็มที่ เพียงแต่หวังว่าท่านเทพจื่อหวนจะเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าให้ดี เพราะการตายของท่านเทพย่อมส่งผลมหาศาล ไม่อาจรับมืออย่างลนลานได้”
เจียงฉางเซิงจ้องมองฉางเหยาหลิงขณะกล่าว ฉางเหยาหลิงนึกถึงคำกำชับของท่านเทพจื่อหวน จึงได้แต่กดความรู้สึกไว้ พยักหน้าตอบรับ ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันนานนัก ฉางเหยาหลิงก็กลับจวนไป เจียงฉางเซิงหาโอกาสพักจากการฝึกยุทธ เริ่มนั่งจิบชาอยู่ในอุทยานหลวง
“จะใช้อภินิหารอะไรรับมือกับการล้อมโจมตีรอบหน้าดี” เจียงฉางเซิงเป่าลมหายใจลงบนไอน้ำเหนือถ้วยชา ครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
อีกด้านหนึ่ง ฉางเหยาหลิงรีบกลับจวน จากนั้นหยิบหยกออกมาติดต่อกับท่านเทพจื่อหวน เล่าเรื่องคำร้องขอของเจียงฉางเซิง ท่านเทพจื่อหวนเงียบไปหลังจากได้ฟัง เห็นได้ชัดว่านางเองก็ไม่เชื่อว่าเจียงฉางเซิงจะสามารถต่อกรกับท่านเทพไทฮวงได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมตกลงเหินขึ้นเบื้องบน นางก็จนปัญญาเช่นกัน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะเตรียมตัวไว้ หากเขาตาย ข้าก็จะรอรับยาอายุวัฒนะของท่านเทพไทฮวง หากเขาชนะ การได้ครองโลกยุทธ์ไทฮวงต่อก็ยังเป็นประโยชน์ต่อข้าอยู่ดี” ท่านเทพจื่อหวนกล่าวอย่างราบเรียบ
ฉางเหยาหลิงกล่าวว่า “คำสั่งของท่านเทพไทฮวงยังคงมีอำนาจมากอยู่ เผ่าพันธุ์นับหมื่นได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เผ่ามนุษย์เทียนจิ่งติดอยู่ในวังวนของศึกไม่รู้จบ ช่างน่าขันยิ่งนัก หากเผ่าพันธุ์ทั้งหลายรู้ว่าเทพแห่งฟ้าดินที่พวกเขาบูชา แท้จริงแล้วต้องการหลอมพวกเขาเป็นยาอายุวัฒนะ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไร”
ท่านเทพจื่อหวนกล่าวอย่างสงบว่า “แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่เชื่อ”
ฉางเหยาหลิงถอนหายใจเบาๆ คราหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่นางลงมายังโลกเบื้องล่าง หลังอยู่ในเทียนจิ่งนานเข้านางก็เริ่มเข้าใจโลกทัศน์ของสิ่งมีชีวิตในโลกเบื้องล่าง หากมองจากมุมของสิ่งมีชีวิตในโลกแห่งยุทธ ใครเล่าจะคาดคิดว่าเทพผู้สร้างฟ้าดินจะต้องการหลอมพวกเขาเป็นโอสถ เผ่ามนุษย์ที่ถูกเผ่าพันธุ์นับหมื่นล้อมปราบ จะคาดคิดได้อย่างไรว่าผู้บงการเบื้องหลังนั้นก็เป็นเผ่ามนุษย์เช่นกัน เผ่าพันธุ์ที่ปฏิบัติตามคำสั่งเพื่อตอบแทนบุญคุณ จะรู้หรือไม่ว่าพวกเขาและเผ่ามนุษย์จะจบลงด้วยชะตาเดียวกัน
หนึ่งเดือนผ่านไป เจียงฉางเซิงไม่ได้รู้แจ้งมรรคาเพิ่มเติม ในยามฝึกยุทธ์ปกติก็ระวังไม่ให้ตนเองจมดิ่งจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ฝึกจนลืมตัว เขากำลังรอการมาถึงของศึกใหญ่ครั้งที่สองจากเผ่าพันธุ์นับหมื่นที่มุ่งโจมตีเผ่ามนุษย์ เขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของเผ่าพันธุ์ต่างๆ มากกว่ายี่สิบห้าเผ่าพันธุ์ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เทียนจิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเผ่าพันธุ์อื่นอยู่ไกลออกไปที่กำลังเข้าใกล้เช่นกัน
พวกเขาไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างหุนหันพลันแล่น แต่เป็นการกระจายกำลังอย่างมีแผนการ วางตัวเหมือนตาข่ายขนาดใหญ่ หวังจะปิดล้อมเทียนจิ่งทั้งผืน พลังของอีกฝ่ายมหาศาลไม่เบา กลยุทธ์ก็ไม่เลวเลยทีเดียว การกระจายตัวไกลถึงเพียงนี้ ทำให้เจียงฉางเซิงคนเดียวช่วยเหลือได้ยาก อย่างน้อยในสายตาของพวกต่างเผ่า กลยุทธ์นี้ถือว่ามีความสำเร็จสูง น่าเสียดายที่เจียงฉางเซิงยังช่วยเหลือได้ ไม่ว่าแนวรบจะลากไปยาวแค่ไหนเขาก็ไม่กลัวสักนิด
หลังจากเจียงฉางเซิงใช้ดวงจิตสังเกตภาพรวมแล้ว เขาก็คิดในใจอย่างเงียบๆ คาดว่ายังต้องรออีกสักระยะจึงจะเปิดศึกได้ ความพ่ายแพ้ของเผ่าทรายมรณะและเผ่าเฉียงเหลียงทำให้เหล่าเผ่าพันธุ์ต่างๆ หวาดหวั่น เจียงฉางเซิงจึงไม่กล้าเคลื่อนไหวอย่างบุ่มบ่าม
ในเวลาเดียวกัน หยางเชอเริ่มส่งกองทัพจากแต่ละรัฐไปยังชายแดนทางเหนือ เขาไม่ได้ประมาทแม้แต่น้อย ยังให้แต่ละรัฐที่ติดชายฝั่งทะเลเฝ้าระวังด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างเผ่าลอบเข้ามาทางทะเล ชั่วขณะนั้นทั้งเทียนจิ่งก็เข้าสู่สภาวะเตรียมรบ ภายใต้การปลุกเร้าของเหล่าผู้ศรัทธา การออกศึกเพื่อเทียนจิ่งกลายเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ของผู้ฝึกยุทธทุกคน
เจียงฉางเซิงไม่ได้เปิดเผยการมีอยู่ของตำหนักยมโลก เขาไม่อยากให้สัญญาเรื่องชาติหน้า แม้ต้องสละชีวิตในสมรภูมิ เพียงแค่ความชั่วมากกว่าความดีก็สมควรได้รับโทษในตำหนักยมโลก แม้แต่ผู้ศรัทธาของเขาก็เช่นกัน แต้มเซ่นไหวมีประโยชน์ต่อเขา แต่สำหรับผู้ศรัทธาแล้วพวกเขาไม่ได้เสียอะไร ความศรัทธาเป็นเพียงความคิดในใจเท่านั้น มองจากมุมของพวกเขา พวกเขาเองยังไม่แน่ใจว่าตนได้เสียสละอะไรไป เพียงแค่รู้สึกว่ามรรคาจารย์มีพระคุณต่อพวกเขา
เพียงยอดวิชาที่ถ่ายทอดจากมหาพิภพจิตจร ก็ทำให้พวกเขาซาบซึ้งในพระคุณอย่างสุดหัวใจแล้ว อีกทั้งเหล่าทหารเทียนจิ่งไม่ได้สู้เพื่อเขาเพียงคนเดียว แต่สู้เพื่อบ้านเมืองของตนเองด้วย
อีกปีหนึ่งเวียนมาถึง ปีเซียนหยวนที่ห้าสิบเอ็ด กลางเดือนสาม สงครามใกล้จะปะทุขึ้นแล้ว
เจียงฉางเซิงยืนอยู่บนยอดตำหนักเมฆาม่วง ถือเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันกำลังยืดเส้นยืดสาย จากครั้งล่าสุดที่เขาออกโรงผ่านไปแล้วสามสิบเอ็ดปี ครั้งนั้นยังเป็นเพียงร่างแยก ความรู้สึกต่างกัน หลังจากบรรลุขั้นแล้ว เจียงฉางเซิงยังไม่เคยต่อสู้อย่างสุดกำลัง จะว่าให้ชัดคือ นับตั้งแตหลุดพ้นจากวิกฤตหอมังกรมหายาน เขาก็ไม่เคยทุ่มพลังทั้งหมดอีกเลย การต่อสู้อย่างสุดกำลังเป็นสิ่งที่เขาทั้งโหยหาและหวาดหวั่น!
ภายในจวนของเมืองจิงเฉิง ฉางเหยาหลิงเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง หายตัวขึ้นไปบนชายคาแล้วทะยานตามขึ้นไป นางตั้งใจจะมองไปไกลแต่กลับเห็นเจียงฉางเซิงอยู่บนชายคาตำหนักเมฆาม่วงของวังหลวง นางจึงหยุดลงทันที
“เขาก็รู้สึกได้อย่างนั้นหรือ ก็จริง อย่างไรข้าก็มองระดับพลังของเขาไม่ออก เขาก็ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าข้า เพียงแต่เขาเตรียมตัวจะทำอะไรกัน” ฉางเหยาหลิงลอยอยู่กลางอากาศ มองเจียงฉางเซิงจากระยะไกลด้วยความสงสัยในใจ นางลืมคำพูดเหลวไหลของเจียงฉางเซิงไม่ลง แม้เจียงฉางเซิงจะแสดงความรำคาญใจออกมา แต่ความตั้งใจจะฆ่าท่านเทพไทฮวงของเขา สำหรับฉางเหยาหลิงก็คือคำพูดเหลวไหลอยู่ดี
ตอนนี้เผ่าต่างๆ กำลังรุมโจมตีเทียนจิ่ง เขาจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไรถึงจะทำให้เทียนจิ่งสูญเสียน้อยที่สุด ฉางเหยาหลิงเฝ้ารอดูว่าเจียงฉางเซิงจะแสดงฝีมือออกมาเช่นไร
อีกฟากหนึ่ง รัฐจวีเฉียง บนกำแพงเมืองแนวหน้าป้องกันเมือง สวี่เทียนจีมองเงาร่างยิ่งใหญ่ที่เดินมาจากสุดขอบฟ้า ภาพตรงหน้าไมอาจทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวได้อีกแล้ว นี่เป็นครั้งที่สามที่เขาเห็นภาพเช่นนี้ เขาเป็นห่วงเพียงกองทัพตามแนวรบอื่นๆ เท่านั้น
นอกกำแพงเมืองไปหนึ่งล้านลี้ เจียงเทียนมิ่งยืนอยู่บนหน้าผา เบื้องหลังคือทหารกล้าเทียนจิ่งที่อัดแน่นทั่วทั้งภูเขา บ้างก็นั่งสมาธิ บ้างก็ลอยตรวจการกลางอากาศ
“พวกเราทุกคน เตรียมพร้อมเข้าสู่สนามรบ!” เจียงเทียนมิ่งกล่าวออกมา เมื่อคำพูดนี้กล่าวออกมา เหล่าทหารกล้าเทียนจิ่งทั่วภูเขาก็ลุกขึ้นพร้อมกัน มองตามสายตาเขาไป ฟากฟ้าปรากฏเมฆมืดครึ้ม เงาดำจำนวนมากกำลังบินมา ดูคล้ายฝูงค้างคาวมาพร้อมแรงกดดันมหาศาล
ในขณะเดียวกัน เจียงจื๋ออวี้ก็เห็นเงาร่างของศัตรูเช่นกัน เขายืนอยู่ริมแม่น้ำกว้างพันจั้ง ข้างหลังคือกองทัพใหญ่ที่อยู่ระหว่างตั้งค่าย พอเขาคำรามด้วยความโกรธ กองทัพนับล้านก็ลุกขึ้นทันที สุดปลายแผ่นดินเกิดพายุฝุ่นพุ่งขึ้น พื้นดินนูนผงาดราวกับภูเขาทั้งลูกผุดขึ้นมาจากดิน ทิศทางนั้นคืออีกฝ่ายแน่นอน
ไม่ใช่แค่พวกเขาสามคนที่เตรียมนำทัพเข้าสู่สนามรบ ยังมีกองทัพอีกกว่าร้อยกองพลตั้งขบวนอย่างเข้มงวดเช่นกัน จากทางเหนือของเทียนจิ่งทอดยาวไปทางตะวันตกและตะวันออก เพื่อป้องกันเผ่าต่างๆ บุกเข้ามหาอาณาจักร
เทียนมีเต่าบกขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังล่องลอยอยู่ ชายจ้องมองไปเบื้องหน้า สี่ทิศแปดด้านเต็มไปด้วยเงาร่างนับไม่ถ้วนของต่างเผ่า รูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ขาสองข้างเหมือนกีบสัตว์ ขนดำปกคลุมทั้งตัว ศีรษะคล้ายวัว หลังมีปีกคู่ ต่างถืออาวุธไม่เหมือนกัน ส่วนมากสูงเพียงสิบจั้ง แต่ละตนกลับแผจิตสังหารรุนแรงออกมา
“มรรคาจารย์เทียนจิ่ง ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะปกป้องไว้ได้สักกี่คนกันแน่” ตี้ชางพึมพำในลำคอ ฉากตรงหน้าทำให้เขานึกถึงเผาราชา เมื่อปีก่อนคงคาลี้ลับนอกพิภพเคยนำศัตรูที่น่ากลัวเกินจินตนาการมาจู่โจมเผาราชา ในตอนนั้นเผาราชาพลีชีพเพื่อปกป้องไทฮวง สู้อย่างสุดชีวิต ศึกนั้นแต่ละเผ่าในไทฮวงยังได้แต่จับตามอง แต่วันนี้เผ่าต่างๆ ในไทฮวงกลับมาร่วมมือจัดการศัตรูเดียวกันได้ ช่างน่าขันสิ้นดี
“กรร!!!” เต่าบกขนาดมหึมาส่งเสียงคำรามสะท้านแผ่นดินและผืนน้ำ เสียงดังกึกก้องไปไกลนับสิบล้านลี้
เมืองจิงเฉิง ในวังหลวง เหล่านางกำนัลมากมายกำลังเงยหน้ามองเงาร่างของเจียงฉางเซิง นานๆ ทีจะได้เห็นฝ่าบาท พวกนางจึงตื่นเต้นยิ่งนัก ในตำหนักของเจียงฉางเซิงไม่มีขันที มีเพียงนางกำนัล ส่วนมากเปลี่ยนไปแล้ว รุ่นแล้วรุ่นเล่า ล้วนยากจะได้เห็นเขา
เพราะการมีอยู่ของฉางเหยาหลิง เจียงฉางเซิงจึงไม่ได้ใช้แสงเทพสุดขอบตะวัน ใบหน้าแท้จริงของเขาปรากฏออกมา ทำให้บรรดานางกำนัลทั้งหมดใจสั่นไหว เกิดจินตนาการเพ้อฝันสารพัด ในวังหลวงมีใครไม่อยากได้ขึ้นไปนอนบนพระแท่นบรรทมมังกรบ้างเล่า โดยเฉพาะเมื่อฝ่าบาทยังหล่อเหลาดังเทพเช่นนี้ ก็ยิ่งยากจะข่มใจให้นิ่งได้
เจียงฉางเซิงง้างธนูขึ้นฟ้า พลังอาคมไหลเข้าสู่เกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน ฉางเหยาหลิงรู้สึกประหลาด เดิมทีนางคิดว่าเจียงฉางเซิงจะจากไป ไม่คิดว่าเขาจะตั้งใจยิงธนูจากที่นี่เลย ล้อเล่นหรือไร! ยังไม่ต้องพูดถึงว่าแนวรบของไทฮวงอยู่ไกลเพียงใด แม้จะยิงไปหาพวกต่างเผ่าที่บุกโจมตีมาจากท้องทะเลก็ยังไกลเกินพอ ไหนจะมีภูเขาที่ขวางกั้นระหว่างทางอีก
ฉางเหยาหลิงเคยเห็นนักยิงธนูเทพผู้แข็งแกร่งในโลกเบื้องบน แต่นั่นอยู่ในมิติวางเปล่าไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ จึงยิงข้ามระยะทางยาวไกลไปสังหารศัตรูได้
“แม่นางฉาง มองให้ดี ศรดอกนี้มีคุณสมบัติให้โหลกของเจ้าต้องเตรียมตัวหรือไม่” เสียงของเจียงฉางเซิงดังเข้าหูฉางเหยาหลิงทำให้นางรู้สึกสะเทือนใจ ทันทีที่สิ้นเสียง เจียงฉางเซิงก็คลายมือขวาทันที สายธนูเด้งกลับ แสงสีทองสาดส่องทั่วฟ้า ลูกธนูสีทองอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งขึ้นสู่เวหา ทำให้ฟ้าดินไร้ซึ่งสิเน่หา รัฐนับสิบรอบด้านเมืองจิงเฉิงกลายเป็นสีทอง
ชาวบ้านนับไม่ถ้วนหันหน้ามองไปทางเมืองจิงเฉิง ฉางเหยาหลิงเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก็เห็นทะเลเมฆถูกกระแทกกระจาย แสงศรสีทองพุ่งขึ้นถึงยอดฟ้าแล้วระเบิดออก กลายเป็นกิ่งแสงนับไม่ถ้วนกระจายยิงไปคนละทิศคนละทาง เพียงพริบตาก็หายวับไปจากสายตา ราวกับดอกไม้ไฟที่เบ่งบานแค่เพียงวูบเดียว
“นั่นมัน…” ฉางเหยาหลิงเบิกตากว้าง เร็วเกินไปแล้ว! แค่ยิงด้วยเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันดอกเดียว นางกลับรู้สึกหวาดผวาราวกับเผชิญหน้าความตายโดยตรง ที่สำคัญที่สุดคือความเร็วในการสลายของแสงศรนั้น ประสาทสัมผัสของนางตามไม่ทันแม้แต่น้อย ไม่มีทางแค่ยิงให้กระจายไปอย่างนั้น! เขาคิดจะสนับสนุนแนวรบแต่ละแห่งหรือจะเป็นไปได้อย่างไร! แนวรบยาวไกลขนาดนั้น เขาจะสามารถยิงธนูแม่นยำสังหารศัตรูได้อย่างไร แม้ทิศทางโดยรวมจะถูกต้องแต่ไม่กลัวว่าจะยิงใส่ประชาชนของตัวเองหรืออย่างไร หรือว่าเขาไม่เห็นชีวิตของประชาชนอยู่ในสายตาเลย
ฉางเหยาหลิงนึกได้เพียงความเป็นไปได้นี้ มรรคาจารย์ผู้นี้ไม่แยแสต่อการสูญเสีย เพื่อแลกกับการทำลายศัตรูอันแข็งแกร่งให้สิ้น เมื่อแสงสีทองในฟ้าดินจางหายไป เจียงฉางเซิงก็เก็บคันศร พลิกกายกระโจนกลับเข้าไปในตำหนักเมฆาม่วง เห็นเขาไม่ใส่ใจเช่นนี้ ฉางเหยาหลิงก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตนเองมากขึ้น “ต้องมีคนตายอีกมาก!”
ตี้ชางยืนอยู่บนยอดเขา ก้มหน้ามองความปั่นป่วนเบื้องหน้า กองทัพต่างเผ่าปะทะกับเผ่ามนุษย์แล้ว ความแข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์ทำให้เขาขมวดคิ้วทันที “อ่อนแอเกินไปแล้ว เผ่าพันธุ์เช่นนี้ก็ยังทำให้เทพแห่งฟ้าดินหวาดเกรงได้หรือ หรือว่าเทพแห่งฟ้าดินมองว่าเผ่ามนุษย์มีศักยภาพที่สุด”
ตี้ชางยิ่งคิดก็ยิ่งขัดใจ เขาไม่คิดจะเข้าไปยุ่ง จุดมุ่งหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือมรรคาจารย์! สิ่งมีชีวิตร่างยักษ์จากต่างเผ่าตนหนึ่งบินเข้ามา หัวเราะพลางกล่าวว่า “ตี้ชาง หากมรรคาจารย์ไม่มาสู่สนามรบของพวกเรา เจ้าจะผิดหวังหรือไม่”
ตี้ชางฮึดฮัด “เขาไม่มาหา ข้าย่อม…” เขายังพูดไม่ทันจบ สายตาก็เปลี่ยนเป็นเฉียบคมขึ้นมาในทันใด เงยหน้ามองไปอย่างแรง เกือบจะในชั่วพริบตาเดียวเขาก็ต้องสั่นสะท้าน เขาเห็นอะไรกัน เป็นไปได้อย่างไร!