เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 344 ศึกชิงความเป็นเจ้าโลกแห่งยุทธ์ ช่วงชิงโชคชะตา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 344 ศึกชิงความเป็นเจ้าโลกแห่งยุทธ์ ช่วงชิงโชคชะตา
ณ ตำหนักยมโลก สะบั้นเศียรกำลังมองภาพร่างๆ ของตำหนักยมโลกที่ลอยขึ้นมาจากบนโต๊ะ เขากำลังตรวจสอบตำหนักยมโลกอยู่เป็นหน้าที่ของเขา ส่วนเรื่องการไปเกิดใหม่นั้นได้มอบให้สิบพญายมรับผิดชอบไปแล้ว ฉะนั้นเวลาปกติเขาแค่ต้องคอยตามดูว่าตำหนักยมโลกก้าวหน้าไปเช่นใดเป็นพอ
ร่างหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เป็นเจียงเสวียนเหนียนนั่นเอง เจียงเสวียนเหนียนตายแล้วไปเป็นยมทูต ซึ่งนี่ก็นับเป็นสิทธิพิเศษของโอรสสวรรค์เทียนจิ่งที่สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นยมทูตหรือไม่ เจียงเสวียนเหนียนไม่ต้องการเผชิญกับความทุกข์ในแดนมนุษย์อีกจึงอยู่ในตำหนักยมโลก แม้เขาไม่ได้กอบกู้เทียนจิ่งแต่เขาก็มีความสามารถด้านการปกครองที่แข็งแกร่งมาก จึงได้รับความไววางใจจากสะบั้นเศียรอย่างรวดเร็ว
“เจ้าตำหนัก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ข้าได้ไปตรวจสอบมาโดยละเอียดแล้ว ในปีนั้นมีเด็กเกิดใหม่เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ที่มีคุณสมบัติแข็งแกร่งที่สุดในจำนวนนั้นก็คือ เจียงชั่น โอรสขององครัชทายาทเทียนจิ่ง…” เจียงเสวียนเหนียนมีสีหน้าแปลกประหลาด
ตอนที่ดาวสังหารนิรันดรกาลมาเกิดนั้น ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่กฎแห่งสังสารวัฏของตำหนักยมโลก สังสารวัฏของเทียนจิ่งนั้นเชื่อมต่อกับตำหนักยมโลกแล้ว เมื่อดาวสังหารนิรันดรกาลมาเกิดในเทียนจิ่ง ย่อมต้องส่งผลกระทบถึงกฎแห่งสังสารวัฏของตำหนักยมโลก เพียงแต่ตำหนักยมโลกตรวจสอบหาดาวสังหารนิรันดรกาลไม่พบเท่านั้น
สะบั้นเศียรได้ฟังดังนั้นก็เอ่ยเสียงหนักว่า “ห้ามให้เรื่องนี้แพร่ออกไป ข้าจะไปแจ้งต่อมรรคาจารย์” เจียงเสวียนเหนียนพยักหน้า จากนั้นเมื่อรายงานเรื่องอื่นๆ แล้วจึงได้ออกไป
สะบั้นเศียรก้มหน้ามองภาพร่างบนโต๊ะ ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
การบำเพ็ญเพียรของเจียงฉางเชิงเริ่มจากรู้แจ้งในมรรคา ก่อนเปลี่ยนเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้ผลแห่งมรรคา สิ่งนี้ก็ทำให้จิตสำนึกของเขาไม่ได้จดจ่อเท่าใด เขาพบว่ามักมีคนลงมาจากนอกพิภพ แม้จะอำพรางมิดชิดยิ่งแต่ก็หลบจากสัมผัสรับรูของเขาไม่ได้ ทว่าคนเหล่านี้มีพลังอ่อนด้อยนัก เขาจึงไม่ได้ขัดขวางใดๆ เขาเดาว่าเป็นฝีมือของท่านเทพจื่อหวน ดูท่าท่านเทพจื่อหวนจะสงสัยในตัวฉางเหยาหลิงแล้ว ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องธรรมดา ฉางเหยาหลิงเปลี่ยนไปมากเกินไป หากเป็นเขาก็จะต้องสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอยู่แล้ว ตราบใดที่เจียงฉางเชิงไม่ขัดขวางไม่ให้ท่านเทพจื่อหวนดึงตัวผู้แข็งแกร่งของไทฮวงไป คาดว่าท่านเทพจื่อหวนก็จะไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือกับเขา
แต่ถึงกระนั้น เจียงฉางเชิงก็ยังคงพยากรณ์หาสุดยอดผู้แข็งแกร่งในอาณาบริเวณของไทฮวงอยู่เป็นประจำ ไมอาจประมาทได้เด็ดขาด ระยะนี้ผลมรรคาของเขาเริ่มเชื่อมต่อกับโลกแห่งมรรคา เมื่อผลมรรคาเริ่มเชื่อมต่อกับโลกแห่งมรรคา จะสามารถดึงดูดอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ฟ้าดินและปราณวิญญาณฟ้าดินมาได้ ทำให้เขาเกิดสมมติฐานใหม่เรื่องของระดับขั้นในอนาคตขึ้นมา
วสันต์เคลื่อน สารทเยือน สี่ฤดูเปลี่ยนผ่าน เทียนจิ่งมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกคืนทุกวัน มีจอมราชันยุทธ์มากขึ้นเรื่อยๆ ขั้นถ้ำสวรรค์ไม่นับว่าสูงส่งยิ่งอีกต่อไป แต่ก็ยังไม่มีขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินเกิดขึ้นมาอีกเสียที ส่วนผู้ที่มีหวังจะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินก็คือ กวนทงโยว, จีอูจวิน, เจียงเทียนมิ่ง, เจียงจื่ออวี้ และมูหลิงลั่ว คุณสมบัติของพวกเขาเหนือกว่าคนอื่นๆ มาก เมื่อไปถึงขั้นจอมราชันยุทธ์แล้วก็ยังคงแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
เวลาเคลื่อนมาถึงปีเซียนหยวนที่หนึ่งร้อยสามสิบ เจียงจื่ออวี้อายุหนึ่งร้อยยี่สิบแปดปี เจียงชั่นอายุสามสิบสามปี เจียงเทียนมิ่ง, เจียงหลัว, เจียงเยี่ย, เจียงชั่น และเจียงเสวียนเจิน เริ่มสร้างชื่อเสียงขึ้นมา เจียงชั่นที่อายุน้อยที่สุดก็ได้อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว คนทั้งห้าร่วมมือกันช่วยเทียนจิ่งตีเมืองโบราณต่างๆ ช่วยขุดค้นสมบัติล้ำค่าหายากและวิถียุทธ์โบราณมาให้เทียนจิ่ง และพวกเขาเองก็ได้รับสมญานามที่แสนกึกก้องว่า “ห้ามังกรแห่งเทียนจิ่ง!”
ในสายตาของคนในหล้า ฮ่องเต้คือพญามังกร และทายาทมังกรก็ย่อมเป็นมังกรเช่นกัน ความแข็งแกร่งของพวกเขายังนำผลกระทบใหญ่หลวงมาสู่สกุลเจียงด้วย ราชสกุลเจียงได้กลายเป็นตระกูลแข็งแกร่งอันดับหนึ่งภายในเทียนจิ่งสมคำร่ำลือ ทั้งที่ตัดเจียงฉางเชิงออกไปแล้วด้วยซ้ำ
ย่างเข้าคิมหันตฤดู เจียงฉางเชิงมาพักผ่อนอยู่ในอุทยาน เหล่านางกำนัลนำรสอาหารชั้นเลิศมาทันที ครั้งนี้เขาไม่ได้เรียกคนอื่นมา หากแต่เสพสุขกับความเงียบสงบเพียงลำพัง สองปีมานี้ไม่รู้เพราะเหตุใด จิตใจของเขาจึงไม่สงบ มักรู้สึกว่าจะเกิดบางเรื่องขึ้น เขาดื่มสุราไปพลาง มองออกไปยังนอกพิภพไปพลาง คงคาสวรรค์เกลียวก้นหอยช่างดูห่างไกลนัก ราวกับเป็นจุดสิ้นสุดของจักรวาล พร่างพราวสุนทรีย์แต่ก็ส่องประกายของอันตรายที่ไมอาจรู้ได้ออกมาด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางแสงสว่างด้านบนสุดของคงคาสวรรค์ก็คือมหาพิภพนิลเหลือง ส่วนคงคาสวรรค์เกลียวก้นหอยที่อยู่เบื้องล่างก็คือโลกแห่งยุทธ์จำนวนมาก และโลกสามัญที่ยังไม่ได้เกิดวิถียุทธ์ ตามคำบอกเล่าของฉางเหยาหลิง มหาพิภพนิลเหลืองกว้างใหญ่เหลือประมาณ กว้างใหญ่กว่าความเวิ้งว้างเบื้องล่างเสียอีก เจียงฉางเซิงยังไม่เคยลองไปที่มหาพิภพนิลเหลือง เขากลัวว่าเมื่อตนเองถอดจิตออกไปก็จะเป็นที่สังเกตของผู้แข็งแกร่งที่เขาไมอาจจินตนาการถึงได้
เจียงฉางเชิงมีภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับมหาพิภพนิลเหลือง เพียงแต่ชั่วขณะนี้ยังไม่กล้าเข้าไปสัมผัสเท่านั้น เจียงฉางเชิงเลิกคิ้วขึ้น จู่ๆ เขาก็เห็นลำแสงหลายสายปรากฏอยู่กลางแสงสว่างจ้าที่จุดสูงสุดของคงคาสวรรค์ ลำแสงสายหนึ่งทอดตัวไปยังโลกยุทธ์ไทฮวง “เกิดเรื่อง!”
เจียงฉางเซิงไตรตรองครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังคงส่งกระแสจิตไปเรียกฉางเหยาหลิงมาพบ ตั้งแต่กลายเป็นผู้ศรัทธา ฉางเหยาหลิงก็ไม่เคยไปจากเมืองจิงเฉิงอีกเลย จึงเป็นตัวกลางติดต่อระหว่างเจียงฉางเชิงและท่านเทพจื่อหวนได้ตลอดเวลา ไม่นานนักฉางเหยาหลิงก็มาถึง
“มรรคาจารย์ ระยะนี้ท่านเทพจื่อหวนต้องการพบท่านพอดี แต่คล้ายว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ใด นางบอกว่าเมื่อมีเวลาว่างค่อยติดต่อกับนางเจ้าค่ะ” ฉางเหยาหลิงเอ่ยก่อน เจียงฉางเซิงพยักหน้า ฉางเหยาหลิงหยิบก้อนหยกออกมาทันที และเริ่มติดต่อกับท่านเทพจื่อหวน
เจียงฉางเชิงรู้สึกใคร่รู้ในก้อนหยกนี้เรื่อยมา ภายในก้อนหยกนี้มีกฎเกณฑ์นานาของทั้งเคราะห์กรรม มิติ และเวลา เป็นต้น ทุกกฎเกณฑ์ที่เอ่ยถึงนี้ประสานสอดคล้องกันอย่างดี และมิใช่สิื่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด เขากำลังคิดว่าจะดีหรือไม่หากจะเจรจาขอแลกเปลี่ยนก้อนหยกเช่นนี้สักชุดหนึ่งกับท่านเทพจื่อหวน เพื่อนำไปให้เจียงจื่ออวี้ แต่ตอนนี้เขายังไม่มีของที่สามารถไปแลกเปลี่ยนกับท่านเทพจื่อหวนได้ และการทำเช่นนี้ก็ยังจะทำให้ท่านเทพจื่อหวนเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาได้โดยง่ายอีกด้วย
ก้อนหยกส่องแสงสว่างและมีใบหน้าของท่านเทพจื่อหวนปรากฏขึ้นมา ท่านเทพจื่อหวนถอนหายใจเมื่อได้เห็นเจียงฉางเซิง การสนทนาต่อจากนั้นจึงปูความมืดครึ้มไว้ชั้นหนึ่ง “โลกยุทธ์ไทฮวงเกิดเรื่องยุ่งยากแล้ว ทว่าแม้จะยุ่งยากแต่ก็เป็นโอกาสทองด้วย” ท่านเทพจื่อหวนเอ่ยอย่างเป็นกังวล เจียงฉางเชิงถามว่า “ขอท่านเทพบอกมาตามตรง หากโลกยุทธ์ไทฮวงมีภัย เทียนจิ่งจะไม่นิ่งดูดาย”
ท่านเทพจื่อหวนกล่าวว่า “ดินแดนทั้งสามพันเป็นเพียงการเรียกขานโดยรวมเท่านั้น แต่ความจริงแล้วโลกแห่งยุทธ์มีจำนวนมากมาย ไม่ใช่แค่สามพันเท่านั้น ทว่าในทุกช่วงเวลาหนึ่ง โลกเทพยุทธ์จะกำจัดโลกแห่งยุทธ์ที่พบกับทางตัน ก้าวหน้าต่อไปไม่ได้ หรือที่แม้แต่คงคาสวรรค์ก็ยังไมอาจกอบกู้ได้”
“ครั้งนี้โลกเทพยุทธ์มีบัญชาให้เปิดศึกชิงความเป็นเจ้าของโลกแห่งยุทธ์ ใช้พละกำลังของคงคาสวรรค์เชื่อมต่อกับโลกแห่งยุทธ์ทั้งปวง ให้โชคชะตาของโลกแห่งยุทธ์ได้ช่วงชิงกัน หนึ่งพันปีจากนี้ไป จะให้มีโลกแห่งยุทธ์เหลืออยู่เพียงสามโลก ได้เลื่อนชั้นเป็นดินแดนทั้งสามพันและผสานเข้ากับมหาพิภพนิลเหลือง แต่โชคร้ายนักที่โลกยุทธ์ไทฮวงก็ถูกเลือกด้วย”
“การต่อสู้เช่นนี้เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่โลกแห่งยุทธ์ และพลังแห่งวิถียุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่า ผู้มีชัยสามารถย้ายมายังมหาพิภพนิลเหลืองได้ ถึงยามนั้นปราการสวรรค์ของโลกแห่งยุทธ์จะถูกปลดออก ขอเพียงร่างกายแข็งแกร่งเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเหินสู่โลกเบื้องบน ก็จะไปจากโลกแห่งยุทธ์และเข้าไปสู่มหาพิภพนิลเหลืองได้”
ได้ยินคำพูดนี้ เจียงฉางเชิงก็ได้กลิ่นตุๆ ของแผนชั่วขึ้นมาทันใด “ปลดปราการสวรรค์ของโลกแห่งยุทธ์?”
ฉางเหยาหลิงเอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “โลกยุทธ์ไทฮวงไม่ได้อยู่ในขอบเขตนี้ หนำซ้ำโลกยุทธ์ไทฮวงเพิ่งได้รับการประทานพรจากคงคาสวรรค์ โลกแห่งยุทธ์ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้จึงไม่ควรเข้าไปอยู่ในศึกชิงความเป็นเจ้าแห่งโชคชะตาที่โหดร้ายเยี่ยงนี้”
เจียงฉางเชิงเคยศึกษามาก่อนว่า กฎแห่งโชคชะตาของเผ่ามนุษย์นั้นมาจากโลกเบื้องบน เหตุที่มีเพียงเผ่ามนุษย์ได้รับเพราะเป็นความกรุณาของโลกเทพยุทธ์ที่แต่งตั้งให้เผ่ามนุษย์ในโลกต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งแต่เพียงเผ่าเดียว เพียงแต่ท่านเทพไทฮวงมีประสงค์ร้ายจึงจำกัดอายุขัยของโอรสสวรรค์ในราชวงศ์แห่งโชคชะตา โดยมีจุดมุ่งหมายให้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาต้องอยู่ในวัฏจักรของการต่อสู้ที่ไม่จบสิ้น
ท่านเทพจื่อหวนถอนใจแล้วกล่าวว่า “ข้าเองก็ประหลาดใจในข้อนี้อย่างยิ่งเช่นกัน แต่ท่าทีจากเบื้องบนแข็งกร้าวนัก เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับผู้หนุนหลังท่านเทพไทฮวงก็เป็นได้”
เจียงฉางเชิงถามว่า “หลังจากเชื่อมต่อโลกแห่งยุทธ์เข้าด้วยกันแล้ว จะเคลื่อนย้ายไปหากันด้วยพลังแห่งคงคาสวรรค์ได้เท่านั้นหรือ?”
“ไม่ผิด นี่เป็นการต่อสู้ของโลกแห่งยุทธ์ แม้จะยุ่งยากแต่สำหรับพลังของเจ้าแล้วก็ไม่เป็นปัญหาใด” ท่านเทพจื่อหวนตอบ ดวงตาทั้งสี่ของคนทั้งสองประสานกันด้วยแววตาที่สงบอย่างยิ่ง เจียงฉางเซิงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว เราจะไปแจ้งต่อเผ่าทั้งปวงในเร็ววัน เพื่อให้พวกเขารีบเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ”
ท่านเทพจื่อหวนพยักหน้าเอ่ย “นี่เป็นโอกาสทองครั้งหนึ่งทีเดียว เมื่อใดที่โลกแห่งยุทธ์เข้าสู่มหาพิภพนิลเหลือง สำนักยุทธ์และตระกูลขุนนางเก่าแก่จะสามารถก้าวออกจากข้อจำกัดของโลกแห่งยุทธ์ได้ ซึ่งตระกูลขุนนางเก่าแก่และสำนักที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาลบางส่วนก็ผงาดขึ้นมาด้วยวิธีนี้นั่นเอง”
เจียงฉางเชิงถามคำถามอื่นไปอีกเล็กน้อย ท่านเทพจื่อหวนก็ตอบไปทุกคำถาม จวบจนก้อนหยกตัดการเชื่อมต่อไป ฉางเหยาหลิงก็อดถามไม่ได้ว่า “หรือนางกำลังพุ่งเป้ามาที่ท่าน?”
เจียงฉางเชิงเอ่ยพลางส่ายหน้า “คงไม่หรอก อาจเพราะนางรู้ว่าเราสามารถสังหารผู้อยู่ในขั้นยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์ได้ เมื่อเชื่อมต่อโลกแห่งยุทธ์เข้าด้วยกันจะคุกคามเราได้ไม่ยาก แน่นอนว่าก็ยังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่ง คือนางหวังว่าโลกยุทธ์ไทฮวงจะชนะ และจากนั้นจะได้เหินสู่โลกเบื้องบนไปยังมหาพิภพนิลเหลือง”
เมื่อใดที่โลกยุทธ์ไทฮวงเข้าไปในมหาพิภพนิลเหลืองโดยไม่มีปราการสวรรค์จำกัด ท่านเทพจื่อหวนจะสามารถควบคุมโลกแห่งยุทธ์ได้โดยไม่ต้องกังวลถึงสิ่งใด และเจียงฉางเชิงจะยิ่งมีอันตรายมากขึ้น
แต่มีเวลามากพอ ยังมีเวลาอีกหนึ่งพันปี!
ตามคำกล่าวของท่านเทพจื่อหวน กติกาศึกชิงความเป็นเจ้ายึดโชคชะตาของเผ่ามนุษย์เป็นหลัก กติกานี้จะทำให้เผ่านานาในโลกแห่งยุทธ์ต่างๆ จำเป็นต้องทำตามเผ่ามนุษย์ แต่ความจริงแล้ว นอกจากโลกยุทธ์ไทฮวงแล้ว โลกอื่นๆ ก็มีเผ่ามนุษย์เป็นหลักอยู่แล้ว ภายในเวลาหนึ่งพันปี โลกแห่งยุทธ์ต่างๆ จะไม่สามารถเหินสู่โลกเบื้องบน ทั้งไม่อาจตกต่ำ แม้จะสามารถใช้พละกำลังที่เหนือกว่าโลกแห่งยุทธ์ออกมาได้ แต่ก็จะไม่ถูกอำนาจแห่งฟ้าดินขับไล่
ทว่า เมื่อระยะเวลาหนึ่งพันปีนี้ผ่านไป จะมีโลกแห่งยุทธ์เก้าสิบเจ็ดแห่งถูกโลกเทพยุทธ์ทำลาย โลกเทพยุทธ์จะใช้อำนาจสวรรค์ลงทัณฑ์ ทำลายล้างโลกแห่งยุทธ์ไปในทันที! แม้ไม่แน่ใจว่าอำนาจสวรรค์ลงทัณฑ์คือสิ่งใด แต่มันสามารถทำลายล้างโลกแห่งยุทธ์ไปได้ในทันที จึงไม่อาจปรามาสพละกำลังของมันโดยเด็ดขาด
ฉางเหยาหลิงคล้ายมีความคิดบางอย่าง จึงกล่าวว่า “ท่านไม่ยอมเหินสู่โลกเบื้องบน หากว่าข้าเป็นท่านเทพจื่อหวน ก็จะต้องรู้สึกคลางแคลงและหวาดกลัวว่าเหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้ เพราะเหตุนี้เองจึงได้โยนโลกยุทธ์ไทฮวงเข้าไปในศึกชิงความเป็นเจ้าของโลกแห่งยุทธ์ นับว่ามีความเป็นไปได้อย่างมาก”
คนทั้งสองสนทนากันต่อพักหนึ่ง ฉางเหยาหลิงจึงกลับไป เจียงฉางซิงดื่มสุราต่อ ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงคิดถึงเจียงชั่นขึ้นมา เขามักรู้สึกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจียงชั่น ศึกชิงความเป็นเจ้าของโลกแห่งยุทธ์จะนำมาซึ่งการประหัตประหาร แต่เจียงชั่นเป็นดาวสังหารนิรันดรกาล เจียงชั่นเพิ่งมาเกิดได้แค่ไม่กี่ปีเท่านั้น โลกยุทธ์ไทฮวงก็ต้องมาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ ท่านเทพจื่อหวนน่าจะแค่อาศัยเรื่องนี้ผลักเรือไปตามน้ำเท่านั้น
ส่วนว่าเหตุใดนางจึงไม่บอกกับโลกเทพยุทธ์เรื่องตัวตนของเจียงฉางเชิง ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายนัก เมื่อใดที่ความจริงของท่านเทพไทฮวงถูกเปิดเผย ท่านเทพจื่อหวนก็จะต้องเดือดร้อนไปด้วย เพราะเดิมทีเหล่าผู้สูงศักดิ์และโลกเทพยุทธ์ก็ไม่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดอยู่แล้ว
เจียงฉางเชิงตัดสินใจว่าจะมอบหมายให้เจียงจื่ออวี้ไปจัดการเรื่องนี้ จากนั้นเขาก็ไปฝึกวิชาต่อ เขาไม่ได้ใส่ใจที่จะให้โลกยุทธ์ไทฮวงชนะแต่อย่างใด เพราะทำเช่นนี้จะอันตรายเกินไป เว้นเสียแต่ในหนึ่งพันปีนี้เขาสามารถไปถึงระดับขั้นที่ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวโลกเทพยุทธ์แล้ว แต่เมื่อดูในยามนี้ เขายังไม่สามารถมั่นใจได้เต็มที่ และเขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าโลกเทพยุทธ์แข็งแกร่งเพียงใด วันเดียวกันเขาแจ้งเรื่องนี้กับเจียงจื่ออวี้เพื่อให้เจียงจื่ออวี้ไปเตรียมการแต่เนิ่นๆ เจียงจื่ออวี้ได้ฟังแล้วก็ไม่ได้ตื่นตระหนก กลับตื่นเต้นขึ้นมาเสียอีก
“การต่อสู้ของเผ่ามนุษย์ในโลกต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นการประหัตประหาร แต่ใช้การยึดครองแทนได้ ซึ่งนับเป็นโอกาสทองสำหรับความก้าวหน้าของเทียนจิ่ง” เจียงจื่ออวีกำสองหมัดแน่นเอ่ยไปพลางพยายามสะกดความตื่นเต้นเอาไว้ โลกแห่งยุทธ์ที่มาร่วมชิงเจ้าโลกแห่งยุทธ์ไม่ใช่ว่าจะแข็งแกร่งไปเสียหมด ความสามารถทั้งหมดของไทฮวงที่บังเอิญถูกคัดเลือกเข้ามาอาจอยู่ในอันดับต้นๆ หรือกระทั่งเป็นอันดับหนึ่งหรือสองก็เป็นได้ ทว่าแม้ไทฮวงจะแข็งแกร่ง แต่เผ่ามนุษย์นั้นกลับอ่อนแอ
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงจื่ออวี้เรียกประชุมขุนนาง เมื่อเปิดเผยเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดเสียงเกรียวกราวขึ้นในหมู่ขุนนาง