เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 343 ไทฮวงเหินสู่เบื้องบน ขุนพลเทพสกุลเจียง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 343 ไทฮวงเหินสู่เบื้องบน ขุนพลเทพสกุลเจียง
“ข้าไม่รู้เรื่องของดาวสังหารนิรันดรกาลมากนัก และไม่เคยเห็นกับตามาก่อน ตำนานเล่าขานว่าหมื่นปีจะมีดาวสังหารนิรันดรกาลถือกำเนิดขึ้นมาผู้หนึ่ง พวกเขามีคุณสมบัติที่เหนือธรรมดามาตั้งแต่กำเนิด มีภารกิจสังหาร ในวิถียุทธ์ทุกแห่งหนที่เขาผ่านไปล้วนเป็นขุนเขาศพทะเลเลือด สำหรับวิถียุทธ์แล้วนี่เป็นการรักษาให้ฟ้าดินสมดุล แต่สำหรับเผ่ามนุษย์แล้วนับเป็นวิกฤตใหญ่หลวง ทุกคราวที่พบเห็นดาวสังหารนิรันดรกาลปรากฏตัว จะนำมาซึ่งการเข่นฆ่าในมหาพิภพนิลเหลือง”
ฉางเหยาหลิงเริ่มบอกเล่าเรื่องของดาวสังหารนิรันดรกาลที่ตนเองเคยได้ยินมา เมื่อเอ่ยถึงดาวสังหารนิรันดรกาล นางกลับไม่ได้มีท่าทีตอบสนองมากมายนักเพราะไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเองมาก่อน “ตลอดหมื่นปีมานี้ มหาพิภพนิลเหลืองเคยมีดาวสังหารนิรันดรกาลเกิดขึ้นมาเช่นกัน แม้จะถูกสังหารไปแล้ว แต่โลกเทพยุทธ์กลับนำศพของเขาเข้าไปไว้ในคงคาสวรรค์ ส่วนว่าเหตุใดต้องทำเช่นนั้นข้าก็ไม่แน่ใจเช่นกัน ท่านเทพจื่อหวนก็ไม่เคยบอกเรื่องนี้แก่ข้า โลกเทพยุทธ์อาจต้องการทำบางสิ่งกับดาวสังหารนิรันดรกาลก็เป็นได้” ฉางเหยาหลิงพูดถึงตรงนี้ก็ส่ายหน้า
เจียงฉางเชิงถามอย่างใคร่รู้ว่า “โลกเทพยุทธ์เป็นเช่นใดกันแน่”
ฉางเหยาหลิงกล่าวว่า “โลกเทพยุทธ์ก็เหมือนกับราชสำนักของเทียนจิ่ง และดินแดนทั้งสามพันก็คือรัฐ แม้โลกเทพยุทธ์จะปกครองมหาพิภพนิลเหลืองแต่ไมอาจควบคุมสำนักและตระกูลสูงศักดิ์ต่างๆ ได้ ทั้งสองฝ่ายขัดแข้งขัดขากันเรื่อยมา เหตุที่โลกเทพยุทธ์ปล่อยดาวสังหารนิรันดรกาลเข้าไปในคงคาสวรรค์ อาจเพราะต้องการอาศัยสิ่งนี้ตอบโต้เหล่าผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาลก็เป็นได้”
เจียงฉางเชิงใช้ความคิด เมื่อมองจากเรื่องนี้ มหาพิภพนิลเหลืองก็ซับซ้อนกว่าที่เขาคิดเอาไว้ ซับซ้อนก็ดี เพราะจะมีช่องว่างให้ใช้ประโยชน์ได้มาก เขาจะได้รีบหาเวลาทำให้ตนเองก้าวหน้าได้มากขึ้น ฉางเหยาหลิงเริ่มเอ่ยถึงภาวะคับขันของเผ่าฉางในมหาพิภพนิลเหลือง เผ่าฉางทรงพลังแต่ก็มีเรื่องยุ่งยากของตน และนับเป็นปัญหาที่ตระกูลใหญ่จำนวนมากมีเช่นกัน เจียงฉางเชิงฟังอย่างอดทน คนทั้งสองสนทนากันเนิ่นนาน
หลังจากพิธีฉลองร้อยปีผ่านไป องครัชทายาทเจียงจื่ออวี้ก็เริ่มเข้ามารับช่วงการบริหารราชกิจของแคว้น ในที่สุดเหล่าขุนนางเทียนจิ่งก็ได้มาร่วมการประชุมเช้าที่ไม่เคยมีมาเนิ่นนาน ในการประชุมขุนนาง เจียงจื่ออวี้ไม่ได้นั่งบนบัลลังก์มังกร แต่นั่งบนบัลลังก์งดงามที่อยู่เบื้องล่างบัลลังก์มังกร
เมื่อเห็นเจียงจื่ออวี้ปรากฏตัวในการประชุมขุนนาง เหล่าขุนนางต่างก็รู้ได้ถึงเรื่องหนึ่ง ว่าเวลานี้ใกล้ถึงวันที่มรรคาจารย์จะสละราชบัลลังก์เข้ามาทุกทีแล้ว เมื่ออยู่ห่างจากมรรคาจารย์ เทียนจิ่งยังจะสามารถแข็งแกร่งรุ่งเรืองได้อยู่หรือไม่? ยังมีอีกเรื่อง พวกเขาจะได้มีโอกาสขึ้นไปอยู่ในแดนแห่งเซียนหรือไม่? เหล่าขุนนางเทียนจิ่งต่างขยันขันแข็งกันเพราะความตึงเครียดเหล่านี้ และเจียงจื่ออวี้ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาผิดหวัง เขาเสนอแผนการใหญ่หลวงจำนวนไม่น้อย และเว้นพื้นที่ให้เหล่าขุนนางได้แสดงความสามารถด้วย
ชื่อของเจียงชั่นเริ่มแพร่ออกไปในเมืองจิงเฉิง ในฐานะโอรสองค์เดียวขององครัชทายาท เขาย่อมเปล่งรัศมีเรืองรองกว่าผู้ใด มูหลิงลั่วก็รักใคร่เขาหนักหนา มักพาเขาไปที่ภูเขาวิญญาณและตระกูลมู
วันคืนเคลื่อนผ่าน เวลาสิบปีผ่านไปอีกแล้ว เจียงฉางเชิงคุ้นเคยกับการ “ลืมตาข้างหนึ่ง” [1] มาสิบปีแล้ว ตราบใดที่ทั่วใต้หล้าไม่มีเรื่องคับขัน เขาก็คร้านจะไปออกหน้า แต่เหตุที่เขาลืมตาข้างเดียวมาตลอดสิบปี ก็เพื่อคอยดูแลคนรอบกาย
เจียงชั่นในวัยสิบขวบได้แสดงพรสวรรค์ออกมาให้เห็นแล้ว ระยะนี้เขาฝึกวิชาอยู่ข้างกายเจียงเทียนมิ่ง โดยมีมูหลิงลั่วเป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง ด้วยหวังว่าเจียงเทียนมิ่งจะช่วยส่งแรงกระตุ้นที่ดีต่อความก้าวหน้าของเจียงชั่น เจียงฉางเชิงไม่ได้แต่งตั้งชายาให้เจียงจื่ออวี้ในทันที ซึ่งหมายความว่าเจียงชั่นจะไม่มีทางได้เป็นโอรสสวรรค์ ฉะนั้นในสภาวการณ์เช่นนี้ เจียงชั่นอย่าได้มีใจทะเยอทะยานเป็นดีที่สุด เนื่องจากเจียงจื่ออวี้ได้รับฉายาว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในใต้หล้าแล้ว ด้วยเหตุนี้ผู้คนในใต้หล้าจึงพากันตั้งตารอการเติบโตของเจียงชั่น ซึ่งในความเป็นจริงเจียงชั่นก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนผิดหวัง เพียงแต่เมื่อเทียบกับเจียงจื่ออวี้แล้วก็ยังต่างกันอยู่บ้าง
เจียงฉางเชิงใช้ดวงจิตสำรวจดูเจียงชั่น เมื่อแน่ใจว่าเด็กน้อยคนนี้ไม่ได้ออกนอกลู่นอกทางจึงได้วางใจ แม้พรสวรรค์ของเจียงชั่นไมอาจเทียบกับเจียงจื่ออวี้ได้ แต่เจียงฉางเซิงกลับรู้สึกว่าเป็นเพราะความสามารถของเขายังไม่ถูกขุดค้นออกมา สิ่งที่สลักอยู่ในเส้นเอ็นและกระดูกของเขา ยังคงเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับคุณสมบัติกายเนื้อของเขาด้วย
“เจียงเจี่ยน, เจียงเทียนมิ่ง, เจียงเสวียนเจิน, เจียงชั่น…” แววตาของเจียงฉางเชิงเป็นประกายระยิบระยับ สมควรหรือไม่ที่จะบ่มเพาะขุนพลเทพขึ้นมากลุ่มหนึ่งจากบรรดาลูกหลานของตน เพื่อให้แดนสวรรค์สามารถทำศึกได้ทุกทิศในภายภาคหน้า ลูกหลานของสกุลเจียงมีมากมายนัก ผู้ที่มีความสามารถล้ำเลิศก็มีไม่น้อยเช่นกัน แผนการนี้ไม่เลว เก็บเอาไว้ใช้ได้ เจียงฉางเชิงคิดอยู่เงียบๆ ภายภาคหน้าแดนสวรรค์ไมอาจพึ่งพาแต่เขาคนเดียว หากต้องการแข็งแกร่งทรงพลังขึ้นจริงๆ เทพประจำในบัญชีสถาปนาเทพจะต้องเป็นผู้มีความสามารถล้ำเลิศทั้งสิ้น
มูหลิงลั่วและจีอูจวินกำลังท่องเที่ยวอยู่ในไทฮวง เจียงฉางเชิงจึงหลับตาลงฝึกวิชาต่อ นับตั้งแต่ไป่ซื่อซิงจากไปหลายปี เขาก็ไม่รู้สึกว่าถูกจับตามองอีก แสดงว่าจักรพรรดิเก้าอัคราถูกมหาปราชญ์ฉีเทียนทำให้สับสนไปแล้ว จึงไม่ค่อยจับตาดูโลกยุทธ์ไทฮวง ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เจียงฉางเชิงคงไม่ได้พบเจอกับเรื่องยุ่งยากใดอีกจนกว่าเขาจะบรรลุขั้นครั้งต่อไป
เมื่อถึงเวลาที่เขาบรรลุขั้น ท่านเทพจื่อหวนในฐานะเจ้าแห่งโลกยุทธ์ไทฮวงจะเปลี่ยนท่าทีไปหรือไม่ แม้แต่เจียงฉางเชิงก็ยังไมอาจแน่ใจได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่เขาต้องการก็คือต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สองปีจากนั้น ปีเซียนหยวนที่หนึ่งร้อยสิบสอง เจียงฉางเซิงก็รู้สึกถึงบางสิ่ง จึงถลึงลืมตาขึ้นและมองไปยังทิศทางหนึ่ง พร้อมกับใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต สายตาขยับเข้าใกล้และจับภาพของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว! บนเขาสูงมหึมาลูกหนึ่ง ร่างลึกลับร่างหนึ่งกำลังลอยขึ้นไปช้าๆ รูปร่างเหมือนมนุษย์ แขนขากำยำ ผมเผาสยายรุงรัง มีไอเย็นเฉียบโอบล้อมรอบกาย เขากำลังเหินสู่โลกเบื้องบน
เจียงฉางเชิงเพิ่งเคยเห็นว่ามีคนเหินสู่โลกเบื้องบนเช่นนี้เป็นครั้งแรก คนผู้นั้นน่าจะอยู่ในขั้นจักรพรรดิฟ้าดินแห่งสวรรค์ชั้นสี่โดยประมาณ เขาเองก็ไม่เคยพบกับเผ่านี้มาก่อนด้วยเช่นกัน แสดงว่าท่านเทพจื่อหวนเริ่มปฏิบัติการแล้ว!
ท่านเทพจื่อหวนรับช่วงต่อโลกยุทธ์ไทฮวง ย่อมไม่ใช่รับไปเปล่าๆ โลกยุทธ์ไทฮวงสามารถมอบพละกำลังของจักรพรรดิยุทธ์ให้แก่นางได้ไม่มีจบสิ้น สำหรับผู้แข็งแกร่งในโลกแห่งยุทธ์แล้ว การเหินสู่โลกเบื้องบนเป็นแรงดึงดูดที่มหาศาล ทรัพยากรและวิถียุทธ์ของโลกเบื้องบนจะต้องแข็งแกร่งมากกว่า พวกเขาต้องเหินสู่โลกเบื้องบนเท่านั้นจึงจะมีหวังบรรลุระดับขั้นที่สูงขึ้นไปได้
ก่อนนี้ไม่สามารถเหินสู่โลกเบื้องบนได้ เผ่าทั้งปวงได้แต่ช่วงชิงตำแหน่งเผาราชา แต่เวลานี้เผ่ามนุษย์ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้เผ่าทั้งปวง ผู้แข็งแกร่งทั้งหลายไม่กล้าชิงความเป็นใหญ่กับเผ่ามนุษย์ จึงได้แต่ก้าวย่างไปบนเส้นทางเพื่อเหินสู่โลกเบื้องบนเท่านั้น เจียงฉางเชิงมองอยู่พักหนึ่งจึงเก็บสายตากลับมา
ปีเซียนหยวนที่หนึ่งร้อยสิบแปด ปีนี้เจียงชั่นเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว บนภูเขาวิญญาณที่แสนใหญ่โต เจียงชั่นนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ สองมือเคลื่อนพลัง ใบหน้าเขาหล่อเหลานัก ไป่ฉีนอนหมอบอยู่ไม่ไกลออกไป เอ่ยทอดถอนใจว่า “เจ้าหนุ่มนี่ หน้าตาเริ่มเหมือนนายท่านเข้าไปทุกที”
ไป่หลงทอดตัวอยู่ข้างหลังมัน หาวออกมาและเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “ก็เป็นหลานของนายท่าน จะเหมือนท่านก็เป็นเรื่องปกติ”
ยังมีไทหวา ไทซี และจินอู อยู่ใกล้ๆ ด้วย ส่วนเยี่ยสวินตีและเทพกระบี่ระยะนี้ไม่อยู่บนเขา ร่างหนึ่งลงมาจากฟ้าตรงหน้าเจียงชั่น เป็นเจียงเทียนมิ่งนั่นเอง ตอนนี้ร่างกายของเจียงเทียนมิ่งสง่างามและทรงพลัง ยามยืนอยู่เบื้องหน้าเจียงชั่นเสมือนเป็นพี่น้องกัน ไหล่กว้างๆ ของเขาให้ความรู้สึกปลอดภัยยิ่งนัก
“เจียงชั่น ข้าเตรียมจะพาเจ้า เสวียนเจิน เจียงหลัว และเจียงเยี่ย ออกไปเผชิญหล้าสักคราว” เจียงเทียนมิ่งเอ่ยขณะก้มลงมองเจียงชั่น เจียงชั่นได้ยินเช่นนั้นก็ลืมตาขึ้นพร้อมมีสีหน้าประหลาดใจ และรีบร้อนลุกขึ้นยืน
แม้ว่าเจียงชั่นจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ยามอยู่ต่อหน้าเจียงเทียนมิ่งก็ยังเตี้ยกว่าเขาครึ่งศีรษะอยู่ดี “เหตุใดอยู่ดีๆ จึงจะพาข้าไปเผชิญหล้าเล่า?” เจียงชั่นถามอย่างประหลาดใจ เขาฝึกยุทธ์กับเจียงเทียนมิ่งมาตั้งแต่เล็กจึงเลื่อมใสศรัทธาในเจียงเทียนมิ่งเป็นที่สุด ระหว่างคนทั้งสองไม่ได้ถือเรื่องศักดิ์อาวุโสและพิธีรีตอง
เจียงเทียนมิ่งยิ้มออกมาน้อยๆ กล่าวว่า “ท่านปู่ทวดเป็นคนจัดการ ต่อไปพวกเราห้าคนล้วนต้องอยู่ด้วยกันอีกนานเลย” ได้ยินเช่นนั้น เจียงชั่นก็ยิ่งสนใจขึ้นไปอีก เขาอยากออกไปผจญภัยนานแล้ว เจียงเทียนมิ่งหันหน้ามาทักทายไป่ฉี ไป่หลง และสัตว์ปีศาจตัวอื่น จากนั้นก็พาเจียงชั่นจากไป
ไป่ฉีหมอบตัวลงบนอุ้งเท้า ทอดสายตาไปยังท้องฟ้า ทอดถอนใจว่า “หากเจียงเจี่ยนอยู่ด้วยก็คงจะน่าดูเชียว ดูท่าท่านนายท่านจะมีภารกิจสำคัญให้คนสกุลเจียงเหล่านี้ทำแล้ว” ไป่หลงไม่ได้ตอบอะไรเพราะมันหลับไปแล้ว
ไอ้เจ้านี่ บทจะหลับก็หลับไปเฉยๆ
ณ ตำหนักแห่งหนึ่งในวังหลวง มีแสงสว่างเรืองรอง ร่างห้าร่างยืนเรียงกัน บ้างก็สูงร้อยจั้ง บ้างก็สูงแค่ไม่กี่จั้ง แต่ละคนดูทรงพลังไม่ธรรมดา สายตาของพวกเขาจรดลงที่ตัวท่านเทพจื่อหวนที่อยู่บนชั้นสูงเบื้องหน้า ท่าทีตึงเครียดอย่างหนัก สองข้างลำตัวของท่านเทพจื่อหวนมีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ข้างละคน รูปร่างอรชร งดงามล้ำเลิศ
“วันหน้าเมื่อมาทำงานให้ข้า ข้าจะดีต่อพวกเจ้า ก่อนอื่นพวกเจ้าจงบอกเล่าความเป็นไปของมรรคาจารย์ให้ข้าฟังหน่อย พวกเจ้ารู้จักมรรคาจารย์มากน้อยเท่าใด” ท่านเทพจื่อหวนเอ่ยถามด้วยสีหน้านิ่งเฉย
ผู้แข็งแกร่งผู้หนึ่งจากเผ่าจูหรงเอ่ยทั้งกัดฟันว่า “มรรคาจารย์แข็งแกร่งจนเกินจินตนาการ ข้าไม่รู้แน่ชัดว่าเขาฝึกฝนเช่นใด”
เผ่าจูหรงถูกมรรคาจารย์ทำลายอย่างสาหัส ความแค้นนี้จะสลายไปได้อย่างไร เผ่าจูหรงแค่กำลังอดทนอยู่เท่านั้น จักรพรรดิยุทธ์อีกสี่คนเริ่มพูดต่อไป “ถูกต้องแล้ว ข้าเคยส่งคนไปสืบ แต่เผ่ามนุษย์เทียนจิ่งต่างก็ไม่รู้ว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งขึ้นมาได้อย่างไร ว่ากันว่ามรรคาจารย์มีอายุแค่สี่ร้อยกว่าปีเท่านั้น”
“สี่ร้อยกว่าปี? จะเป็นไปได้อย่างไร เว้นเสียแต่เขาเป็นคนของโลกเบื้องบนที่ลงไปจุติยังโลกเบื้องล่าง”
“ท่านเทพทราบความเป็นมาของมรรคาจารย์หรือไม่?”
“แม้แต่เทพแห่งฟ้าดินก็ยังถูกมรรคาจารย์สังหาร ทั่วทั้งไทฮวงไม่มีใครสามารถคุกคามมรรคาจารย์และเผ่ามนุษย์ได้แล้ว ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่ข้าเหินสู่โลกเบื้องบน”
ท่านเทพจื่อหวนขมวดคิ้วเข้าหาน้อยๆ เมื่อได้ฟังสิ่งที่พวกเขาพูด ท่านเทพจื่อหวนเอ่ยช้าๆ ว่า “ในเมื่อพวกเจ้าก็ไม่รู้เช่นกัน อย่างนั้นก็ช่างเถิด จงตั้งใจฝึกยุทธ์ ขั้นจักรพรรดิฟ้าดินในมหาพิภพนิลเหลืองเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น อีกหนึ่งร้อยปีจากนี้ พวกเจ้าล้วนต้องฝึกยุทธ์อยู่ที่นี่จนกว่าจะคุ้นเคยกับมหาพิภพนิลเหลืองถึงจะออกไปได้”
“ขอรับ!” จักรพรรดิยุทธ์ทั้งห้าพูดโดยพร้อมเพรียงกัน จากนั้นก็หันหลังจากไป
จนพวกเขาออกไปจากตำหนัก คิ้วของท่านเทพจื่อหวนก็ยิ่งขมวดแน่นเข้ามาอีก สตรีชุดกระโปรงขาวที่อยู่ด้านข้างถามว่า “ท่านเทพเจ้าคะ เหตุใดท่านไม่สอบถามกับเหยาหลิงโดยตรงเล่า”
แววตาของท่านเทพจื่อหวนเป็นประกายวิบวับ กล่าวว่า “ข้าสงสัยว่าเหยาหลิงจะหักหลังข้า และหันไปเข้ากับมรรคาจารย์แล้ว”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ท่านเห็นนางมาตั้งแต่เล็ก”
“ถูกต้อง พวกเราล้วนเป็นคนเผ่าเดียวกัน จะหักหลังกันได้อย่างไร” สตรีชุดกระโปรงครามเอ่ยตามมา หากท่านเทพจื่อหวนสงสัยฉางเหยาหลิง วันหน้าก็จะสงสัยพวกนางด้วยหรือไม่
ท่านเทพจื่อหวนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “หากนางมีสติแจ่มชัด ย่อมไม่หักหลังข้า เพียงแต่ข้ากังวลว่ามรรคาจารย์จะมีความสามารถลี้ลับ เกรงว่าจะเหมือนกับไป่ซื่อซิงที่จักรพรรดิเก้าอัคราส่งมา หลังจากอยู่ในโลกเบื้องล่างหนึ่งเดือนก็จากไป และไม่เคยกลับมาอีกเลย จักรพรรดิเก้าอัคราก็ไม่ได้ไปตรวจสอบดูด้วยตนเอง ทำให้ข้าคิดไม่ตกจริงๆ”
“ยิ่งกว่านั้น ฉางเหยาหลิงก็ติดต่อกลับมาหาข้าน้อยลงทุกที และคำพูดของนางก็มักเป็นในทีปกปองมรรคาจารย์” เอ่ยถึงตรงนี้ ท่านเทพจื่อหวนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อมานั่งในตำแหน่งนี้นางก็เข้าใจท่านเทพไทฮวงในทันใด แมนางจะเป็นมิตรกับมรรคาจารย์ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่เคยได้คุยได้เห็นกันจริงๆ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าที่แท้แล้วมรรคาจารย์แข็งแกร่งเพียงใด
แต่มีข้อหนึ่ง นั่นคือตราบใดที่มรรคาจารย์ไม่เหินสู่โลกเบื้องบน ก็แสดงว่ายังคงระแวงนางอยู่ เมื่อระแวงก็อาจกลายเป็นศัตรู
สตรีชุดกระโปรงขาวและสตรีชุดกระโปรงครามหันมาสบตากัน และต่างก็เข้าใจความประหลาดใจในดวงตาของอีกฝ่าย ท่านเทพจื่อหวนเอ่ยว่า “จงไปหาผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับขั้นต่ำมาจำนวนหนึ่ง และพาเข้าไปในโลกแห่งยุทธ์ ให้หาหนทางแฝงตัวเข้าไปในเทียนจิ่ง จำไว้ว่าจะต้องเป็นคนที่ฉางเหยาหลิงไม่รู้จัก”
[1] ลืมตาข้างหนึ่ง มาจากสำนวน “ลืมตาข้างหนึ่ง หลับตาข้างหนึ่ง” หมายถึง ใส่ใจบ้างไม่ใส่ใจบ้าง