เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 346 จตุมหาจอมทัพ สามสิบหกแม่ทัพใหญ่ดาวฟ้า
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 346 จตุมหาจอมทัพ สามสิบหกแม่ทัพใหญ่ดาวฟ้า
เพราะไป่ฉีหน้าด้านตื้อ ในที่สุดเจียงฉางเชิงก็ยอมให้มันอยู่ภายในตำหนักเมฆาม่วงต่อ อีกไม่กี่ปีก็ต้องทะยานขึ้นโลกเบื้องบนอยู่ดี สิบปีหลังจากนั้น เหล่าผู้แข็งแกร่งทั่วหล้าเกิดแรงกดดัน “จะได้บุญคุณความดีอย่างไร” กลายเป็นหัวข้อที่คู่ควรให้ถกเถียงกันมากที่สุดในใต้หล้ายามนี้
ชั่วขณะนั้น เหล่าผู้กล้าในแต่ละรัฐก็ปรากฏตัวขึ้นมากมาย ขุนนางในราชสำนักก็เริ่มให้ความสำคัญกับชีวิตราษฎรมากขึ้น ออกนโยบายเมตตาอย่างต่อเนื่อง สิบปีที่เทียนจิ่งนำพาสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนมาเยือน นับเป็นสิบปีที่มีความสุขที่สุดของปวงประชาทั่วทั้งแผ่นดิน ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วหล้าต่างก็อยากเสี่ยงดู แม้ไม่ได้เป็นเทพประจำ ได้เป็นทหารสวรรค์ก็ยังดี ส่วนประชาชนกลับสงบสุขเพราะเอาแต่ดูเรื่องครึกครื้นเท่านั้น
หลังข่าวนี้แพร่ไปถึงไทฮวง เผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเทียนจิ่งต่างเดินทางมา อยากชมความยิ่งใหญ่ของพิธีเหินสู่โลกเบื้องบน ส่วนเผ่าอื่นๆ กลับตั้งตารอ เพราะเข้าใจว่าการเหินสู่โลกเบื้องบนที่มรรคาจารย์พูดถึงนั้น คือการออกจากโลกแห่งยุทธ์ใบนี้ไป
มหาสมุทรไร้ขอบเขต ต้ากวงเทียน หลินหงเฉินนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ฟังรายงานจากใต้บังคับบัญชา ขมวดคิ้วแน่น เรื่องที่มรรคาจารย์สถาปนาเทพแพร่กระจายไปทั่วต้ากวงเทียนแล้ว ส่งผลให้ทั้งราชสำนักและราษฎรต่างพากันถกเถียง แม้กระทั่งบังเกิดความขุ่นเคือง เหตุใดโอรสสวรรค์แห่งเทียนจิ่งจึงสถาปนาเทพได้ แต่ต้ากวงเทียนกลับทำไม่ได้ ไม่เพียงต้ากวงเทียน ราชวงศ์แห่งโชคชะตาอื่นๆ ก็มีถ้อยคำลักษณะเดียวกันแพร่กระจายไปแทบทั้งหมด เป็นเสียงบ่นของผู้ศรัทธาเซ่นไหว้
มนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อน แม้จะเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้เหมือนกันก็ใช่ว่าจะมีใจเป็นหนึ่งเดียวเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่อย่างการสถาปนาเทพ ความไม่พอใจของพวกเขาทำให้เรื่องราวแพร่กระจาย คนที่ลำบากที่สุดก็คือราชวงศ์แห่งโชคชะตาต่างๆ
“มรรคาจารย์อีกแล้ว เหตุใดเทียนจิ่งจึงมีเรื่องอยู่เรื่อย” ขุนพลชราผู้หนึ่งสบถออกมา คนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้ที่หลินหงเฉินคัดเลือกด้วยตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวของผู้ศรัทธาที่คลั่งไคล้มรรคาจารย์ แม้หลินหงเฉินจะไมอาจมั่นใจได้อย่างสิ้นเชิง แต่อย่างน้อยก็แน่ใจว่าคนเหล่านี้จะไม่โฆษณาชวนเชื่อเรื่องของมรรคาจารย์ต่อหน้าสาธารณชน
“สถาปนาเทพ… พูดเกินไปจริงๆ บนโลกนี้มีเทพที่ไหนกัน มรรคาจารย์ก็แค่อยากหลอกลวงประชาชนเท่านั้นเอง”
“บอกไม่ได้แน่ชัด ก่อนหน้านี้ก็ลือกันใหญ่ว่ามรรคาจารย์สังหารเทพแห่งฟ้าดินไปแล้ว ต้ากวงเทียนของเราอยู่ไกลจากไทฮวงมาก เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นผลดี”
“ไทฮวงอยู่ที่ไหนกันแน่ หายากเกินไปแล้วจริงๆ”
“ข้าคิดถึงเรื่องเล่าตอนที่มรรคาจารย์ย้ายทวีปชีพจรมังกรในอดีต หรือว่าจะเป็นเรื่องจริงกัน?”
“หากหาไทฮวงไม่พบ เหตุการณ์เช่นตอนนี้จะยังคงเกิดขึ้นอีก จะต้องไปถึงไทฮวงให้ได้ ถึงจะหักล้างคำลือไร้สาระของมรรคาจารย์ได้”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของทุกคน หลินหงเฉินก็พยักหน้า หลินหงเฉินถอนหายใจ “ข้ารู้วาทิศทางของไทฮวงอยู่ที่ไหน เพียงแต่มันอยู่ไกลเกินไป ต่อให้ค้นพบแล้วจะสร้างฐานที่มั่นอย่างไร จะย้ายต้ากวงเทียนไปอย่างไร ล้วนเป็นเรื่องลำบากยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงว่าตลอดเส้นทางยังมีราชวงศ์แห่งโชคชะตาอีกหลายแห่งขัดขวางอยู่ ค่ายกลเคลื่อนย้ายของต้ากวงเทียนก็ยังไปไม่ถึงระยะทางนั้น”
ทุกคนนิ่งเงียบ หากไม่มีเทียนจิ่ง ต้ากวงเทียนก็สามารถกลืนกินราชวงศ์ต่างๆ ในใต้หล้าได้ก่อน แต่การดำรงอยู่ของเทียนจิ่งทำให้ต้ากวงเทียนต้องรีบหาวิธีต้านไทฮวงให้เร็วที่สุด เช่นเดียวกับตอนนี้ที่ต้ากวงเทียนติดอยู่ในทางตัน
บุรุษสวมเกราะคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “เหตุใดไม่ไปหาเทียนจิ่งเล่า เทียนจิ่งในตอนนี้น่าจะพัฒนาเกินกว่าต้ากวงเทียนแล้ว บางทีเมื่อไปถึงเทียนจิ่ง อาจแลกเปลี่ยนค่ายกลเคลื่อนย้ายระยะไกลได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถศึกษาวิธีที่เทียนจิ่งยืนหยัดอยู่ในไทฮวงได้” คำพูดนี้ทำให้คนอื่นเห็นด้วย แม้แต่หลินหงเฉินก็ยังคิดว่าน่าลอง
ในต้ากวงเทียน ทิศทางของเทียนจิ่งไม่ใช่ความลับ ทุกปีมีผู้คนจำนวนมากมุ่งหน้าไปทางเหนือ ว่ากันว่าหากเดินไปทางเหนืออย่างต่อเนื่องก็จะพบกับเทียนจิ่ง หลินหงเฉินตัดสินใจทันที เริ่มจัดคนเดินทางไปเทียนจิ่ง
สิบปีที่รอคอยนั้นช่างทรมานยิ่งนักสำหรับชาวเทียนจิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการสถาปนาเทพ ต่างแย่งชิงกันแทบทุกวินาที เจียงจื่ออวี้ไม่ได้เปลี่ยนขุนนางในราชสำนักทันที แต่กลับจัดหาศิษย์ให้ขุนนางบางคนศึกษาและเรียนรู้การปฏิบัติงาน เรื่องนี้ทำให้คนฉลาดบางกลุ่มเริ่มคาดเดา ทว่าต่อให้คาดเดาแค่ไหน จำนวนขุนนางเหล่านี้ก็ยังไม่พอจะเติมเต็มตำแหน่งเทพได้อยู่ดี
ปีเซียนหยวนที่หนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ด ปีนี้ก็จะเปลี่ยนชื่อรัชศก จึงจะไม่ถูกบันทึกลงในพงศาวดาร วันขึ้นปีใหม่ แสงแดดแรกของวันพาดผ่านถนนเมืองจิงเฉิง ขุนนางทั้งหลายรวมตัวกันที่หน้าประตูวังกราบคารวะรอก่อนแล้ว ถนนโดยรอบหลายลี้เต็มไปด้วยผู้คนที่มาเฝ้ารอ
ผู้ที่สามารถกราบคารวะล่วงหน้าที่นี่ได้ ล้วนเป็นขุนนางใหญ่ในเทียนจิ่งทั้งสิ้น ชาวบ้านและผู้ฝึกยุทธ์ต่างตื่นเช้ากันหมด บ้างอยู่ริมหน้าต่าง บ้างอยู่ในลานบ้านหรืออยู่บนชายคา ต่างก็มองไปยังวังหลวงอันตระหง่านที่อยู่ไกลออกไป วันสถาปนาเทพมาถึงแล้ว!
นอกเมืองจิงเฉิง สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ต่างถิ่นมากมายที่มีขนาดใหญ่ดั่งขุนเขาต่างนั่งรอกระวนกระวายอยู่เช่นกัน บนยอดเขายุทธ์ ศิษย์นับแสนยืนเรียงรายแน่นขนัดทั่วทั้งภูเขา เฝ้ามองไปยังวังหลวง ในเวลาเดียวกัน ในมหาพิภพจิตจร ท้องฟาสะท้อนภาพเมืองจิงเฉิงของเทียนจิ่งอย่างชัดเจน เหล่าผู้ศรัทธานับไม่ถ้วนที่ไม่ได้อยู่ในเทียนจิ่ง กำลังเฝ้าดูเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ของการสถาปนาเทพในครั้งนี้
“ก็ไม่รู้ว่าพิธีสถาปนาเทพจะยิ่งใหญ่แค่ไหนกันแน่”
“รอดูตอนมรรคาจารย์ปรากฏตัวเถอะ จะต้องเหนือความคาดหมายแน่ ข้ามีลางสังหรณ์ว่า เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น พวกเราจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต”
“ถ้าพลาดพิธีสถาปนาเทพครั้งนี้ ยังจะมีครั้งหน้าอีกหรือไม่?”
“ย่อมมีสิ จะเป็นไปได้อย่างไรที่ครั้งแรกก็สถาปนาเทพครบหมดแล้ว”
เสียงพูดคุยถกเถียงกันของเหล่าผู้ศรัทธาดังสนั่นไปทั่วทั้งมหาพิภพจิตจร จอแจไร้ที่สิ้นสุด ในเมืองจิงเฉิง ฉางเหยาหลิงและตี้ชางก็ออกมายืนหน้าบ้านแล้วเงยหนารอคอย
เจียงเจี่ยนยืนอยู่ในลานบ้านกับภรรยา ลูกหลานล้อมรอบพากันพูดคุยอย่างตื่นเต้น หลังกลับมาอยู่เทียนจิ่ง พวกเขาจึงได้รู้ตัวว่าผู้เป็นพ่อและปู่ของตนนั้นมีอำนาจเพียงใด เมื่อก่อนตอนอยู่ชนเผ่าหินคราม พวกเขายังคิดว่าเจียงเจี่ยนไปแต่งเข้าตระกูลของแม่และยายพวกเขาเสียอีก
เวลาเคลื่อนไปเรื่อยๆ ใกล้จะถึงยามเที่ยงแล้ว เสียงระฆังดังก้องเมืองจิงเฉิง ก้องสะท้อนไปทั่วรัฐซือ ครอบคลุมทั่วมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง ทุกคนที่ได้ยินต่างรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที มาแล้ว!
“พิธีขึ้นครองราชย์เริ่มขึ้นแล้ว!”
เสียงของนายท่านไป๋ดังกังวานก้องในวังหลวงอย่างยิ่ง ประตูวังใหญ่ทุกบานเปิดออก เหล่าขุนนางลุกขึ้นและเดินเข้าสู่วังหลวง ขึ้นครองราชย์ก่อนแล้วค่อยสถาปนาเทพ!
เจียงจื่ออวี้ในชุดมังกรยืนอยู่หน้าป้ายศิลาจักรพรรดิมนุษย์ มองไม่เห็นความรู้สึกใดบนใบหน้า แต่ภายในใจกลับพลุ่งพล่านสุดขีด ข้างกายเขาคือพระชายาองครัชทายาท บุตรสาวตระกูลหยางว่าที่ฮองเฮาองค์ถัดไป มูหลิงลั่วยืนอยู่ห่างออกไป สวมอาภรณ์สีขาวเฝ้ามองเงียบๆ
เมื่อเหล่าขุนนางมาถึง นายท่านไป๋ก็เริ่มประกอบพิธีสละราชสมบัติ มงกุฎจักรพรรดิถูกนำมาวางไว้หน้าป้ายศิลาจักรพรรดิมนุษย์ รอให้เจียงจื่ออวี้จุดธูปบูชาฟ้าดินก่อน เจียงฉางเชิงจึงปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขา หยิบมงกุฎขึ้นและสวมให้เขาด้วยมือตนเอง
เจียงฉางเชิงสวมเสื้อคลุมหยินหยางขลิบทอง ไม่ได้มีรูปลักษณ์เป็นจักรพรรดิอีกต่อไป พิธีขึ้นครองราชย์ครั้งนี้ไม่ได้ต่างจากที่ผ่านมา เจียงฉางเชิงจ้องเจียงจื่ออวี้พลางกล่าวว่า “เทียนจิ่งฝากไว้กับเจ้า เราได้มอบบัลลังก์ให้เจ้าเป็นครั้งที่สองแล้ว” เจียงจื่ออวี้ได้แต่นิ่ง นึกว่าเจียงฉางเชิงพูดถึงตอนที่เขาเป็นผู้สำเร็จราชการ
“จากนี้ไป ปีสุดท้ายแห่งรัชศกเซียนหยวนสิ้นสุดลง เปลี่ยนเป็น…” เจียงฉางเชิงเปิดปากเอ่ย ถึงตอนสุดท้ายก็หันไปมองเจียงจื่ออวี้ เจียงจื่ออวี้รู้สึกฮึกเหิมขึ้นจึงพลันเปล่งเสียงดังว่า…
“ติงเทียน!”
ปฐมศักราชติงเทียน!
ตูม!! โชคชะตาพลุ่งพล่านหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเจียงจื่ออวี้ เขาสะท้านไปทั้งร่าง
เจียงฉางเชิงลอยขึ้นตามตรงดิ่งสู่ท้องฟ้า เหนือทะเลเมฆ แล้วนั่งขัดสมาธิกลางอากาศ “เราได้ก่อตั้งเทียนจิ่งมาหนึ่งร้อยห้าสิบปี บัดนี้สละตำแหน่งจักรพรรดิ สถาปนาแดนสวรรค์ พาผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่แห่งยุคเหินสู่โลกเบื้องบน ได้เป็นหนึ่งในเหล่าเซียน… สถาปนาเทพ เริ่มได้!”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังก้องไปทั่วเมืองจิงเฉิง สะท้อนก้องอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ผู้คนทั้งหมดรู้สึกตื่นเต้น รอคอยวันนี้มากว่าสิบปี ในที่สุดก็ได้เห็นเสียที เกือบทั้งหมดต่างอยากรู้ว่า การสถาปนาเทพนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่!
เจียงฉางเชิงยกมือขึ้น พลันนำบัญชีสถาปนาเทพออกมา บัญชีสถาปนาเทพพุ่งแสงสีทองออกมาอย่างรุนแรง พลันขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นม้วนตำราใหญ่มหึมา พาดผ่านนภายาวนับหมื่นจั้ง แสงสีทองระยิบระยับเจิดจ้ายิ่งกว่าตะวันยามเที่ยงตรง ภาพนี้ทำให้ผู้คนทั้งหมดตาค้าง… นี่มันอะไรกัน?
แม้แต่เจียงจื่ออวี้, นายท่านไป๋, เฉินหลี่, มูหลิงลั่ว และคนอื่นๆ ก็ยังตกใจ พวกเขาเพิ่งเคยเห็นบัญชีสถาปนาเทพเป็นครั้งแรก
“นี่คือบัญชีสถาปนาเทพ ผู้ใดมีนามอยู่ในบัญชีสถาปนาเทพ ล้วนกลายเป็นเทพได้!” เสียงของเจียงฉางเชิงดังขึ้นอีกครั้ง เคร่งขรึมเปี่ยมด้วยอำนาจ เหล่าผู้ศรัทธาจำนวนนับไม่ถ้วนในมหาพิภพจิตจรล้วนตกตะลึงกับบัญชีสถาปนาเทพ จดจำรูปลักษณ์ของมันไว้ในใจอย่างลึกซึ้ง
“กวนทงโยว, ตี้ชาง, จีอูจวิน, สวีเทียนจี… แต่งตั้งเป็นจตุมหาจอมทัพแห่งแดนสวรรค์!”
เมื่อเสียงสิ้นสุดลง ภายในบัญชีสถาปนาเทพพลันพุ่งแสงสีทองสี่สายออกมา ส่องมายังใจกลางเมืองจิงเฉิง ครอบคลุมร่างทั้งสี่ไว้ ตี้ชางเบิกตากว้าง พลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งทำให้เขาขยับตัวไม่ได้ ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกได้ว่า โชคชะตาของตนกำลังเปลี่ยนแปลง กระทั่งได้รับพลังมหาศาลสายหนึ่ง… พลังแห่งเทพเซียน!
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ เขาก็ลอยขึ้นไปถูกแสงสีทองดึงเข้าไปในบัญชีสถาปนาเทพ กวนทงโยว, จีอูจวิน, สวีเทียนจี ก็บินขึ้นตาม เหินสู่เบื้องบนภายใต้สายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน พุ่งเข้าสู่บัญชีสถาปนาเทพที่กว้างใหญ่ จากนั้นชื่อทั้งสี่ก็ปรากฏภายในบัญชีสถาปนาเทพ
ไม่ว่าจะเป็นประชาชนแห่งเทียนจิ่ง หรือเหล่าสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ ล้วนรู้สึกสั่นสะเทือน ฟ้าดินเงียบงัน ยังไม่ทันที่พวกเขาจะตั้งสติได้ หลังจากจตุมหาจอมทัพปรากฏตัวขึ้นที่บัญชีสถาปนาเทพ แสงอันตระการตาลอยขึ้นจากร่าง ก่อตัวเป็นรูปลักษณ์ของพวกเขา ตัวสูงใหญ่ถึงพันจั้ง สูงส่งสง่างาม มองลงมายังโลกมนุษย์ เหนือจตุมหาจอมทัพก็คือมรรคาจารย์เจียงฉางเชิง!
“เฉินหลี่, หยางเชอ, นายท่านไป๋… แต่งตั้งเป็นตรีมหาเทพสวรรค์!”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังลงมา พลันมีแสงสีทองสามสายสาดออกมาจากบัญชีสถาปนาเทพ ครอบคลุมพวกเฉินหลี่ทั้งสามคน ดูดพวกเขาเข้าสู่บัญชีสถาปนาเทพ ปรากฏอยู่เคียงข้างพวกกวนทงโยวทั้งสี่ อยู่ในระดับเดียวกัน และควบรวมกลายเป็นร่างเทพขนาดพันจั้งเช่นกัน ทั้งเจ็ดคนยืนหยัดเหนือฟ้า ร่างเทพทะลุสู่สวรรค์ ยิ่งใหญ่อย่างที่สุด!
เมืองจิงเฉิงสั่นสะเทือน ประชาชนและผู้ฝึกยุทธ์ต่างคลั่งไคล้ คนนับไม่ถ้วนต่างคุกเข่าลงอธิษฐานต่อสวรรค์ ฉางเหยาหลิงถึงกับตะลึง นางคาดไว้แล้วว่าเจียงฉางเชิงคือเทพเซียน แต่คาดไม่ถึงว่าการสถาปนาเทพจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า กลิ่นอายของพวกกวนทงโยว เฉินหลี่ และคนอื่นๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สถาปนาเทพจริงๆ!
ในจวนหนึ่งด้านทิศตะวันออกของเมืองจิงเฉิง มีผู้คนกลุ่มหนึ่งในลานเรือนเงยหน้ามองฟากฟ้า ปากอ้าตาค้างกันถ้วนหน้า พวกเขาล้วนเป็นคนของท่านเทพจื่อหวนที่ส่งมาจับตาดูมรรคาจารย์ เดิมทีพวกเขาไม่ใส่ใจนัก แต่พอเห็นการสถาปนาเทพวันนี้ ความเข้าใจของพวกเขาก็พังทลายลงแล้ว มรรคาจารย์จะไม่ใช่บรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงจริงๆ หรอกหรือ?
อย่างไรพวกเขาก็ไมอาจเข้าใจตัวตนของบัญชีสถาปนาเทพอยู่แล้ว มหาพิภพนิลเหลืองอาจมีศาสตราเทพอันยิ่งใหญ่ได้จริง แต่จะสามารถสถาปนาเทพได้ด้วยหรือ? ด้วยบัญชีสถาปนาเทพ ผู้ที่ถูกแต่งตั้งล้วนกลิ่นอายแปรเปลี่ยน มีความศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขาม แม้แต่พวกเขาเหล่าผู้มาจากโลกเบื้องบนก็ยังอยากน้อมคำนับ
เจียงฉางเชิงสังเกตเห็นพวกเขานานแล้ว แต่ก็เพียงเก็บสีหน้าไว้ไม่ไหวติง ยังคงสถาปนาเทพต่อไป
“เยี่ยสวินตี, เทพกระบี่, เทพจอมโจร, เจียงเจี่ยน, หลินเฮาเทียน, ผิงอัน, เจียงเทียนมิ่ง, เจียงหลัว, เจียงเยี่ย, เจียงชั่น, หยางหยวนหง, หยางหยวนเลี่ย, หยางหยวนสยง, เจียงเจวีย, หยางโจว, โจวเจวีย, ชือฮวง, ชวนหลิงเซียว, สวีหมาง, เจียงเสวียนเจิน… แต่งตั้งเป็นสามสิบหกแม่ทัพใหญ่ดาวฟ้า!”
ชื่อแต่ละชื่อถูกมรรคาจารย์เอ่ยออกมา แสงสีทองสายแล้วสายเล่าร่วงหล่นจากบัญชีสถาปนาเทพ เบยเจียงอ๋องผู้มีชื่อจริงว่า เจียงเจวีย ไม่คิดไม่ฝันว่าตนจะถูกสถาปนาเทพเช่นกัน ผู้ที่เด็ดเดี่ยวเสมออย่างเขา น้ำตาร่วง หัวใจเต็มไปด้วยความละอาย ที่แท้บรรพบุรุษก็เฝ้ามองเขาอยู่โดยตลอด