เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 347 อายุขัยเทียมสวรรค์ ยุคเซียนปกครอง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 347 อายุขัยเทียมสวรรค์ ยุคเซียนปกครอง
แม่ทัพใหญ่ดาวฟ้าสามสิบหกคนเหินขึ้นโลกเบื้องบน ภายใต้แสงสีทองที่สาดส่องลงมาและแทรกเข้าไปในบัญชีสถาปนาเทพ ทำให้บัญชีสถาปนาเทพมีรายชื่อเพิ่มอีกสามสิบหกรายชื่อ จากนั้นพวกเขาก็เหินออกจากด้านหลังของบัญชีสถาปนาเทพ ก่อนร่อนตัวลงมาที่เบื้องล่างของจตุมหาจอมทัพและตรีมหาเทพสวรรค์ มายืนเรียงแถวหน้ากระดานด้วยท่าทางสง่างามองอาจ และผนึกร่างเป็นร่างเทพเช่นกัน เพียงแต่ไม่สูงใหญ่เท่าเทพเซียนที่อยู่ข้างบน แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นภาพที่แสนอลังการ! มีเทพตัวใหญ่มหึมาเต็มท้องฟ้า เห็นแล้วสั่นสะท้านใจคน!
โลกแห่งยุทธสืบทอดมาถึงวันนี้มีเผ่านานามากมาย ไม่ว่าเผ่าใดต่างก็จินตนาการถึงเทพเซียน และจินตนาการว่าผู้มีพลังอำนาจทำได้ทุกสิ่งก็คือเทพเซียน หรือไม่ก็มีคนต่อเติมเสริมแต่งวีรกรรมของผู้แข็งแกร่งแต่โบราณจนกลายเป็นตำนานเทพเซียน ผู้ใดก็ตามที่มีปัญญาก็ต่างสร้างจินตนาการของเทพเซียนทั้งสิ้น สิ่งที่เรียกว่าเทพเซียนเป็นเพียงการจินตนาการชนิดหนึ่ง ทว่าวันนี้เวลานี้ มรรคาจารย์ทำให้จินตนาการกลายเป็นความจริง!
ยามทุกคนได้เห็นเทพเซียนตัวใหญ่มหึมาจำนวนมากมายบนท้องฟ้า ต่างก็ต้องใจเต้นตูมตาม ตื่นเต้นพลุ่งพล่านเลือดลมถาโถม สิ่งมีชีวิตต่างเผ่าที่อยู่นอกเมืองจิงเฉิงก็คุกเข่ากราบไหว้ด้วยความเลื่อมใสต่อเทพด้วยเช่นกัน ผู้ศรัทธานับไม่ถ้วนที่อยู่ในมหาพิภพจิตจรตื่นเต้น กระตือรือร้นถึงที่สุด เมื่อบัญชีสถาปนาเทพปรากฏตัว สรรพชีวิตก็ส่งเสียงเกรียวกราวอย่างบ้าคลั่ง!
“ชิงอวี้ เทียนจือ กัสสปะ และฉีหยวน ได้รับการแต่งตั้งเป็นจตุมหาเทพาจารย์!”
เสียงของมรรคาจารย์ดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นทั้งสี่คนก็เหินขึ้นสูงตามไป เกิดเสียงไชโยโห่ร้องสะเทือนฟ้าขึ้นบนยอดเขายุทธ์ในอารามมังกรผงาด มรรคาจารย์ไม่ได้ลืมอารามมังกรผงาด! หลังจากจตุมหาเทพาจารย์แล้วก็เป็นเทพเซียนแปดกรมระดับบน ได้แก่ กรมอัสนี กรมอัคคี กรมโรคา และกรมดารกะ คัดเลือกทั้งหมดสี่คน มีหน้าที่ควบคุมความเป็นระเบียบของฟ้าดิน
ทุกคนที่ถูกคัดเลือกต่างเหินขึ้นไป ชาวบ้านพบว่านอกจากเชื้อพระวงศ์ราชสกุลเจียงแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในราชสกุลเจียง แสดงว่ามรรคาจารย์มีความเป็นธรรม เชื้อพระวงศ์ที่มรรคาจารย์เลือกล้วนเป็นผู้ที่ทรงพลังสะท้านใต้หล้าและมีความชอบใหญ่หลวงต่อบ้านเมืองจริงๆ เช่น เจียงชั่นที่อายุน้อยที่สุด ก็สามารถตีดินแดนโบราณได้ไม่น้อย รวบรวมวิชายุทธ์และสมบัติล้ำค่าจำนวนมากมาให้แก่เทียนจิ่ง
จากนั้นเป็นเทพเซียนแปดกรมระดับล่าง ได้แก่ หมู่ดารานักษัตร สามบรรพตห้าขุนเขา เรียกเมฆเรียกฝน เทพดีชั่ว ในทุกกรมมีเทพเซียนอยู่จำนวนมาก ไปฉี จินอู ไท่หวา ไท่ซี ไป๋หลง และคนอื่นๆ ก็อยู่ในจำนวนนี้ด้วย เจียงฉางเซิงยังคงดูแลเอาใจใส่คนของตนอย่างยิ่ง อย่างไรตลอดหลายปีมานี้ กัลยาณมิตรของเขาก็มีไม่มาก ก่อนนี้เป็นกัลยาณมิตรที่คอยเอาใจเขา เวลานี้นับเป็นการตอบแทน แต่คนกลุ่มนี้ไม่นับว่ามีมากนัก ตำแหน่งเทพเซียนอื่นๆ โดยมากแล้วคัดเลือกมาจากผู้ศรัทธา มีเพียงจำนวนน้อยที่เป็นชาวบ้านที่ให้การสนับสนุนเขาอย่างยิ่งก็นับว่ามีความชอบใหญ่หลวง และสมควรได้แต่งตั้งเป็นเทพ
เทพเซียนบนฟ้ามีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเทพเซียนแปดกรมปรากฏตัวขึ้น เรียกได้ว่าครองพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของท้องฟ้าทีเดียว เมื่อมองจากตำแหน่งที่ยืนและความสูงของร่างเทพ ก็จะมองออกว่าพวกเขาอยู่ในตำแหน่งและระดับใด ทั้งแม่ทัพสวรรค์ดาวดิน ดาวนักษัตร ดาราเทพ ขุนนางดารกะ เป็นต้น เทพเซียนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนที่ไม่ได้ถูกเลือกพากันเดือดเนื้อร้อนใจขึ้นมา โดยเฉพาะคนที่อยู่ในขั้นพลังยุทธ์สูงๆ หรือคนที่มีฐานะสูงส่ง เพราะคิดเสมอว่าตนเองน่าจะมีความหวัง เจียงฉางเซิงคิดว่าจะไม่สถาปนาเทพประจำทั้งสามร้อยหกสิบห้าองค์ให้หมดในครั้งเดียว แต่ยังเหลือไว้หลายสิบตำแหน่งเพื่อจะได้คัดเลือกอีกในภายภาคหน้า
“เวลานี้เริ่มแต่งตั้งทหารสวรรค์! ทหารสวรรค์มีหนึ่งแสนนาย!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นอีกครั้ง ทหารสวรรค์หนึ่งแสนนายทำให้คนทั่วทั้งเมืองกระตือรือร้นขึ้นมา ผู้คนที่สิ้นหวังมีความหวังลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงทหารสวรรค์แต่ก็นับว่าเป็นเซียนอยู่ดี!
“หลี่เหยียน เฉินเชิง ถังกวง ผูโจว จี๋หลิว ปัวเริ่น เจี๋ยโจว ออหลี่ว คุนเจียง หางซู เจียงโจว หานหลง…” มรรคาจารย์เอ่ยชื่อหลายชื่อติดต่อกัน แสงสีทองหลายสายสาดส่องลงมา และส่องไปยังผู้ที่ถูกเลือกอย่างแม่นยำไม่ผิดพลาด และยังมีทหารสวรรค์ที่อยู่นอกเมืองด้วย ทหารสวรรค์ที่ได้รับการคัดเลือกต่างซาบซึ้งกันอย่างยิ่ง พวกเขาคิดไม่ถึงว่ามรรคาจารย์จะรู้ชื่อของพวกเขาด้วย
ชาวบ้าน ผู้ฝึกยุทธ์ และสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าต่างสงสัยใคร่รู้ว่า มรรคาจารย์จดจำชื่อได้หนึ่งแสนชื่อจริงๆ หรือ ทหารสวรรค์คนแล้วคนเล่าถูกดูดเข้าไปในบัญชีสถาปนาเทพ จากนั้นก็ร่อนลงมาอยู่เบื้องล่างของเทพเซียน ครองพื้นที่บนท้องฟ้าเพิ่มขึ้น จึงยิ่งทำให้ภาพอันแสนอลังการของเทพเซียนบนท้องฟ้ายิ่งใหญ่มากขึ้น สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในมหาพิภพจิตจรพากันคับแค้นใจ พวกเขาควรไปหามรรคาจารย์ให้เร็วกว่านี้ ไม่แน่ว่าอาจจะได้เป็นทหารสวรรค์
“เฉิงตาผู้นั้น ข้ารู้จักเขา เป็นแค่ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งเท่านั้น ก็เป็นทหารสวรรค์ได้แล้วหรือ”
“น่าแค้นใจนัก ข้าอยู่ในต้ากวงเทียนห่างจากเทียนจิ่งมากเกินไป ก่อนหน้านี้ไม่ควรเอาแต่ลังเลอยู่เลย”
“น่าจะยังมีการสถาปนาเทพครั้งที่สองอีก”
“การสถาปนาเทพนี้ช่างยิ่งใหญ่อลังการจริงๆ ข้าจดบันทึกรายชื่อของเทพประจำทั้งหมดเอาไว้แล้ว พวกเขาเป็นคนที่เราจะต้องพินอบพิเทาในภายภาคหน้า”
“อย่าเพิ่งท้อใจ พวกเราได้ก้าวเข้าสู่วาสนาในการบำเพ็ญเซียนแล้ว นับว่าเหนือกว่าสรรพชีวิตนานา เพราะมีสิ่งมีชีวิตอีกเท่าใดกันที่ยังคงลังเลอยู่”
“จริงด้วย วันหน้าหากผู้อื่นไม่เชื่อ ก็อย่าได้ไปโน้มน้าวเลย”
ผู้ศรัทธาทั้งหลายมองภาพของการสถาปนาเทพบนฟ้าพลางวิพากษ์วิจารณ์กัน ภายในเมืองจิงเฉิง เหล่าผู้ใต้บัญชาของท่านเทพจื่อหวนต่างกำลังลังเลว่า ควรติดต่อท่านเทพจื่อหวนในเวลานี้ดีหรือไม่ แต่มรรคาจารย์เป็นเทพเซียน หากพวกเขาติดต่อท่านเทพจื่อหวนจะถูกจับได้หรือไม่ นอกจากนี้พวกเขาก็เห็นว่า ฉางเหยาหลิงได้รับการสถาปนาเป็นเทพแล้ว เรื่องนี้ทำให้พวกเขาเกิดความสั่นสะเทือนอยู่ในใจ พวกเขาจะกลายเป็นเทพบ้างได้หรือไม่ แม้ว่าทุกคนต่างก็เป็นคนของเผ่าฉาง แต่พวกเขามีคุณสมบัติปานกลาง หากทำงานครั้งนี้สำเร็จ อย่างมากก็จะได้แค่รางวัลจากท่านเทพจื่อหวน ทว่าต่อให้เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่เพียงใด แล้วจะเทียบกับการเป็นเซียนได้หรือ หากฉางเหยาหลิงไม่ได้รับการสถาปนาเป็นเทพ ต่อให้พวกเขาจะตกตะลึงเพียงใด แต่จุดยืนของพวกเขาก็จะไม่สั่นคลอน แต่ฉางเหยาหลิงกลับได้สถาปนาเป็นเทพเสียนี่ บุรุษวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าสูดหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น…”
“ฉางหลี!” เสียงของมรรคาจารย์ดังขึ้น บุรุษวัยกลางคนตกตะลึง เพราะนี่เป็นชื่อจริงของเขา แต่ตอนที่มายังโลกเบื้องล่างเขาใช้ชื่อปลอม คนอื่นๆ ก็ตกตะลึงเช่นกัน พวกเขามองไปยังแสงสีทองด้วยความหวาดกลัว แสงสีทองนั้นสาดส่องลงมาครอบคลุมตัวของบุรุษวัยกลางคน และดึงตัวเขาขึ้นไปบนฟ้า ไม่นานจากนั้นมรรคาจารย์ก็ขานชื่อคนแซ่ฉางอีกคนหนึ่ง หนึ่งในพวกเขาถูกแสงสีทองดึงตัวไป คนที่เหลือต่างคุกเข่าลงด้วยความตระหนักหวาดกลัวถึงขีดสุด
เรื่องนี้บอกถึงสิ่งใด? มรรคาจารย์เป็นเทพที่หยั่งรู้ทุกสิ่ง! แม้แต่ฉางเหยาหลิงก็ยังไม่รู้ชื่อจริงของพวกเขา นับตั้งแต่ลงมายังโลกเบื้องล่างพวกเขายิ่งไม่เคยเอ่ยชื่อจริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วมรรคาจารย์รู้ได้อย่างไร พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้เลย เวลานี้จึงได้แต่เปลี่ยนมาเป็นความรู้สึกเลื่อมใสและยำเกรง หากมรรคาจารย์แค่รู้จักชื่อจริงของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาก็จะแค่รู้สึกหวาดกลัว แต่เวลานี้มีคนในหมู่พวกเขาได้กลายเป็นทหารสวรรค์แล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะไม่คำนึงถึงตนเอง และคิดว่าพวกเขาจะสามารถเป็นทหารสวรรค์ได้หรือไม่ ชั่วอึดใจนั้นพวกเขาทุกคนต่างทิ้งท่านเทพจื่อหวนไปแล้ว ได้แต่ภาวนาอยู่ในใจว่าให้ตนเองถูกเลือก
รายชื่อหนึ่งแสนรายชื่อต้องใช้เวลาอ่านอยู่นาน มีทหารสวรรค์บนท้องฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนผนึกร่างเป็นร่างเทพ สูงแค่ไม่กี่จั้งแต่ก็ยังคงสง่างามและน่าเกรงขาม สุดท้ายคนที่ท่านเทพจื่อหวนส่งมาทุกคนได้กลายเป็นทหารสวรรค์ทั้งหมด เหตุที่เจียงฉางเซิงรู้ชื่อจริงของพวกเขา เพราะก่อนหน้านี้เคยอ่านความทรงจำของพวกเขา ซึ่งทุกสิ่งเกิดขึ้นโดยเทพไม่รู้ผีไม่สัมผัสแต่อย่างใด สาเหตุที่รับพวกเขาเป็นทหารสวรรค์นั้น หนึ่งเพื่อเป็นการควบคุมพวกเขา สองเพื่อยึดครองหัวใจ หากไม่สามารถยึดครองหัวใจได้ก็จำเป็นต้องฝืนบังคับปราบปราม และประจวบเหมาะกับที่คนเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ผู้อ่อนแอทั้งสิ้น
จวบจนสายัณห์มาถึง จึงขานชื่อของทหารสวรรค์หนึ่งแสนนายเสร็จเรียบร้อย ทุกคนล้วนอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์ การประกาศครั้งนี้เป็นการดึงกำลังทหารของเทียนจิ่งมากว่าหนึ่งส่วนสามไป แต่เจียงจื๋ออวี้ไม่ได้ปวดใจอันใด กลับกันยังตั้งตารออย่างเปี่ยมล้นเสียอีก หลังจากสถาปนาเทพกลุ่มนี้แล้ว ชื่อเสียงของเทียนจิ่งจะไปถึงจุดสูงสุด เพราะมีเพียงเทียนจิ่งที่ได้รับการสถาปนาเป็นเทพ! ตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการสถาปนาเทพนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงนี้ และเกินคาดคิดเพียงนี้
“สถาปนาเทพเสร็จสิ้น ทุกคนจงแยกย้าย วันหน้ายังมีโอกาสที่จะได้เป็นเซียนอีก!”
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่เหนือเทพเซียนทั้งปวง เทพประจำที่อยู่เบื้องล่างดูเล็กกระจิริดไปถนัดตาเมื่อเทียบกับเขา แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้กลับยิ่งเสริมให้ฐานะของเขาสูงส่งยิ่งขึ้น “เซียนทั้งหลาย เข้าประจำตำแหน่ง เหินขึ้นสู่แดนสวรรค์!”
เมื่อสิ้นเสียงของเจียงฉางเซิง พลังอาคมของเขาก็ครอบคลุมเทพเซียน ทหารสวรรค์หนึ่งแสนนาย และบัญชีสถาปนาเทพ กลายเป็นลำแสงสีทองสายหนึ่งก่อนจะหายไปเหนือทะเลเมฆ
“ส่งเสด็จโอรสสวรรค์! ส่งเสด็จมรรคาจารย์!” ชาวบ้านในเมืองจิงเฉิงพากันตะโกนร้องเป็นเสียงเดียว สะท้านฟ้าสะเทือนดิน ดังลั่นจนหูแทบหนวก
เมื่อเหล่าเทพเซียนได้สติขึ้นมาและลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองมายังห้องโถงใหญ่ที่เป็นสีทองอร่ามเรืองรองแห่งหนึ่ง และเจียงฉางเซิงก็นั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิสวรรค์ซึ่งอยู่สูงขึ้นไป มูหลิงลั่วนั่งอยู่ข้างๆ เขา นางได้รับแต่งตั้งให้เป็นจักรพรรดินีสวรรค์ [1] ณ ตำหนักเหนือเมฆา [2]!
เหล่าเทพเซียนสังเกตบริเวณโดยรอบ บนเสาสีขาวในตำหนักเหนือเมฆาล้วนมีมังกรวายุพันรอบอยู่ ดูมีชีวิตสมจริงนัก เหล่าเทพเซียนล้วนสามารถมองเห็นทะเลเมฆที่อยู่ภายนอกตำหนัก เห็นชัดว่าพวกเขาอยู่บนท้องฟ้า
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เทพสวรรค์ทั้งสามจะเป็นผู้จัดระเบียบในแดนสวรรค์ จตุมหาจอมทัพดูแลการฝึกทหารสวรรค์ เมื่อเทพในแต่ละตำแหน่งได้รับการมอบหมายหน้าที่แห่งเทพแล้ว ให้เริ่มไปปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบของตน” เจียงฉางเซิงเอ่ยดึงความสนใจของเทพเซียนทั้งหมดมาที่ตัวเขา เหล่าเทพเซียนตอบรับเป็นเสียงเดียว
“อายุขัยของเทพประจำทัดเทียมสวรรค์ หากข้าไม่ตาย อายุขัยของพวกเจ้าก็จะไม่หดหายไป ห้ามบอกเรื่องนี้แก่สิ่งมีชีวิตภายนอกแดนสวรรค์ นอกจากนี้ตำแหน่งเทพประจำจะไม่ตายตัว ภายหน้าข้าจะกำหนดกฎสวรรค์ขึ้นมา หากเทพประจำทำผิดกฎสวรรค์จะถูกส่งลงไปแดนมนุษย์ และต้องเผชิญกับทุกข์ในสังสารวัฏ เมื่อทำความดีสั่งสมความชอบแล้ว จึงจะกลับมาบนแดนสวรรค์ได้ พวกเจ้าจงออกไปก่อน และไปหาตำหนักสวรรค์ของตนเอง ตรงหน้าตำหนักสวรรค์จะมีชื่อของพวกเจ้าอยู่”
เจียงฉางเซิงพูดจบก็สะบัดมือเบาๆ เหล่าเทพเซียนมีสีหน้าตื่นเต้นขณะคำนับและถอยออกไป อายุขัยเทียมสวรรค์! แค่ข้อนี้ข้อเดียวก็เพียงพอจะทำให้พวกเขาตื่นเต้นจนแทบหมดสติแล้ว ไม่นานนักภายในตำหนักเหนือเมฆาก็เหลือแค่เจียงฉางเซิง มูหลิงลั่ว เฉินหลี่ หยางเชอ และนายท่านไป
พวกเฉินหลี่ทั้งสามคนยังอยู่ในอาการงุนงง พวกเขาเคยคิดถึงการได้รับสถาปนาเป็นเทพมาก่อน แต่คิดไม่ถึงว่าพวกตนจะประเมินต่ำเกินไป
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “หลังจากนี้จะยังมีการคัดเลือกเทพธิดาอีก โดยจักรพรรดินีสวรรค์จะเป็นผู้คัดเลือก สามารถเลือกได้หนึ่งพันคน โดยให้จักรพรรดินีสวรรค์เป็นผู้ดูแลเทพธิดาแดนสวรรค์ทั้งหมด เทพสวรรค์ทั้งสาม ภารกิจของพวกเจ้าก็คือทำความคุ้นเคยกับอำนาจแห่งเทพของเหล่าเทพประจำเสียก่อน ค่อยมาหาข้า”
“พะยะคะ!” เฉินหลี่ หยางเชอ และนายท่านไป ประสานเสียงตอบรับจากนั้นก็จากไปตามที่เจียงฉางเซิงบอก
มูหลิงลั่วอดถามไม่ได้ว่า “หนึ่งพันนางมิใช่ว่ามากไปหรือ”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “หนึ่งพันเป็นแค่จำนวนในเวลานี้ ไม่จำเป็นต้องเลือกหมดในทันที วันหน้าเมื่อมีเวลาว่างจากการฝึกยุทธ เจ้าจงเลือกสตรีที่มีความดีความชอบให้เหินสู่โลกเบื้องบนด้วย”
เพียงอายุขัยของเทพประจำทั้งสามร้อยหกสิบห้าองค์ในบัญชีสถาปนาเทพที่เสมอกับบัญชีสถาปนาเทพ ส่วนทหารสวรรค์และขุนนางสวรรค์คนอื่นๆ แค่ได้รับโชคชะตาจากบัญชีสถาปนาเทพเท่านั้น เมื่อพูดกันตามหลักแล้ว ขุนนางสวรรค์จะมีจำนวนได้ไม่จำกัด มูหลิงลั่วพยักหน้า จากนั้นก็ทอดถอนใจว่า “คิดไม่ถึงว่าแดนสวรรค์จะเป็นเช่นนี้ ชื่อตำแหน่งเทพเหล่านั้นฟังดูแล้วประหนึ่งว่าครอบคลุมทุกสรรพสิ่งในหล้า เทพเซียนรักษาหน้าที่ สรรพชีวิตมีโชควาสนา”
เจียงฉางเซิงมองออกไปยังท้องฟ้าสีครามนอกตำหนักเหนือเมฆา และเอ่ยอย่างสงบว่า “ไม่มีโชควาสนาที่นิจนิรันดร์ ไม่ช้าก็เร็วแดนสวรรค์จะต้องชะงักงัน กระทั่งได้พบกับภาวะเสื่อมถอยหรือสิ่งชั่วร้ายอื่นๆ ทว่าแดนสวรรค์คุ้มครองสรรพชีวิต ขจัดทุกข์บำรุงสุข จะไม่มีวันเปลี่ยนไป”
มูหลิงลั่วมองใบหน้าด้านข้างของเขาพร้อมกับมีแววเลื่อมใสในดวงตา วันนี้นางนั่งอยู่เคียงข้างเจียงฉางเซิง แต่กลับทำให้นางรู้สึกราวกับอยู่คนละโลก นางรู้สึกว่าตนเองมีโชควาสนาที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ที่ได้รับความรักจากเจียงฉางเซิง ต้องขอบคุณที่ชาติก่อนนางจับพลัดจับผลูมาได้พบกับเจียงฉางเซิง
“ไปกันเถิด วันหน้าจงตามข้าเข้าไปฝึกวิชาในตำหนักเมฆาม่วง” เจียงฉางเซิงลุกขึ้นแล้วเอ่ย บัญชีสถาปนาเทพได้ถ่ายทอดอำนาจหน้าที่แก่เทพเซียนแล้ว และยังมีตรีมหาเทพสวรรค์คอยดูแล เขาไม่จำเป็นต้องลำบากเกินไป เวลานี้แดนสวรรค์ยังนับว่าเรียบง่ายนัก เมื่อบัญชีสถาปนาเทพแข็งแกร่งขึ้นแล้ว วันหน้ายังสามารถเพิ่มตำแหน่งระดับสูง เช่น ตรีวิสุทธิ์ จตุรเทพ ตรีราชัน เบญจจักรพรรดิ ได้อีก จากนี้ไปก็ต้องดูว่าพวกเฉินหลี่ทั้งสามคนจะปกครองดูแลเช่นใด!
ไทฮวงกำลังจะเกิดยุคที่เทพเซียนปกครองแล้ว!
เชิงอรรถ:
[1] จักรพรรดินีสวรรค์ หรือเจ้าแม่หวังหมู่
[2] ตำหนักเหนือเมฆา (ตำหนักหลิงเซียว) เป็นชื่อตำหนักของเง็กเซียนฮ่องเต้ ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์