เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 348 ท่านเหยียน ศึกแดนสวรรค์
เมื่อสถาปนาเทพแล้ว แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงก็เริ่มปะทุเพิ่มขึ้น เฉินหลี่ นายท่านไป และหยางเชอ มักมาหาเขาบ่อยครั้งเพื่อจัดตั้งกฎสวรรค์และอาณาเขตที่จะไปมาได้ในแดนสวรรค์ หน้าที่ของแดนสวรรค์ในเวลานี้ก็คือ ใช้ข้อมูลที่มหาพิภพจิตจรมีขจัดความชั่วร้ายส่งเสริมความดี ความจริงในเรื่องต่างๆ ยังต้องให้เหล่าขุนนางสวรรค์ออกไปสืบความ ห้ามฟังความข้างเดียว ซึ่งก็หมายความว่าเวลานี้แดนสวรรค์ทำได้เพียงปกป้องคุ้มครองผู้ศรัทธาทั้งหลาย เพราะแดนสวรรค์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้ง
จตุมหาจอมทัพเป็นผู้นำทหารและแม่ทัพสวรรค์ในการฝึกยุทธ หลังจากได้รับโชคชะตาของบัญชีสถาปนาเทพแล้ว พวกเขาจะสามารถฝึกยุทธ์ได้รวดเร็วขึ้นมาก บัญชีสถาปนาเทพเปลี่ยนปราณวิญญาณฟ้าดินจำนวนมหาศาล เป็นปราณวิญญาณยุทธที่พวกเขาสามารถรับได้ ทำให้พวกเขาสามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างรวดเร็วกว่าแต่ก่อนมาก ผนวกกับพลังแห่งอำนาจเทพ ทำให้พวกเขาสามารถแสดงพลังที่เหนือกว่าระดับขั้นของตนได้
สิ่งที่เรียกว่าพลังแห่งอำนาจเทพ ก็คือพลังที่เจียงฉางเซิงใช้พลังอาคมและโชคชะตาของตนแปลงมานั่นเอง สรุปก็คือยิ่งเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าใด เหล่าเทพเซียนจะได้รับวาสนาที่แข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อย้อนกลับมาก็เป็นเช่นเดียวกัน หากเหล่าเทพเซียนยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เขาก็จะมีโชคชะตามากขึ้น และนำมาซึ่งแต้มเซ่นไหว้ที่เพิ่มขึ้นด้วย สามารถช่วยในการผ่านด่านเคราะห์ของเขา และทำให้ไปถึงระดับขั้นที่สูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
ผู้ที่เริ่มทำงานเป็นกลุ่มแรกคือเทพที่เป็นกลุ่มหมู่ดาวนักษัตร สามบรรพตห้าขุนเขา เรียกเมฆเรียกฝน เป็นต้น เหล่าหมู่ดาวกระจายอยู่บนท้องฟ้า คอยจับตาดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้า พร้อมกันนั้นก็ทำความเข้าใจถึงปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น สามบรรพตห้าขุนเขากระจายตัวอยู่ในแดนมนุษย์ พวกเขาสามารถเลือกเทพแห่งขุนเขาและเทพแห่งผืนดินได้ตามใจ เมื่อนำเข้าไปในบัญชีสถาปนาเทพก็จะได้รับโชคชะตาของแดนสวรรค์ ในสายตาของพวกเขานั้น โชคชะตาของแดนสวรรค์ไม่มีวันจบสิ้นและสูงส่งลึกล้ำเกินหยั่ง ด้วยเหตุนี้เองสิ่งนี้จึงเป็นพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา
ข่าวเรื่องการคัดเลือกได้แพร่ออกไป โดยหลักแล้วเป็นเรื่องของเทพเซียนซึ่งอยู่ระดับล่างลงไปจากเทพประจำ เมื่อกินผลไม้เทพลูกหนึ่งจะช่วยเพิ่มอายุขัยให้หนึ่งพันปี ทำให้เหล่าเทพเซียนพากันตื่นเต้นยินดี แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกถึงวิกฤตด้วย เพราะจะต้องไม่ให้ใครมาเบียดตัวเองลงไปโดยเด็ดขาด
ในสิบปีนี้แดนสวรรค์จะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เทพทั้งปวงคุ้นเคยกับสถานะของเทพเซียน และในเวลาเดียวกันก็มีเทพธิดา เทพแห่งผืนดิน เทพแห่งขุนเขา ขึ้นมาบนแดนสวรรค์อย่างต่อเนื่อง เป็นการเสริมสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่แดนสวรรค์ เมื่อเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไปในมหาพิภพจิตจร ก็ทำให้ผู้ศรัทธานับไม่ถ้วนกระตือรือร้นขึ้นมา ที่แท้แล้วไม่จำเป็นต้องรอการสถาปนาเทพในครั้งต่อไป แต่สามารถขึ้นไปบนแดนสวรรค์ได้ตลอดเวลา
ปีติ้งเทียนที่สิบเอ็ด เมื่อเจียงจื๋ออวี้ได้ขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ก็ไม่ได้ฝักใฝ่ในสงคราม หากแต่คอยสั่งสมกำลัง เพิ่มทรัพยากรด้านยุทธให้มากขึ้น มหาพิธีสถาปนาเทพดึงตัวกลุ่มคนชั้นยอดของเทียนจิ่งไปเป็นส่วนใหญ่ แต่ในเวลาสั้นๆ แค่สิบปี เทียนจิ่งก็ฟื้นคืนมาได้มากกว่าครึ่ง เวลานี้ศาลเทพขุนเขาและศาลเจ้าที่ในทุกพื้นที่ของเทียนจิ่งเพิ่มขึ้นมาเป็นดอกเห็ดหลังฝนวสันต์ เรียกได้ว่ามีอยู่ทั่วไปในหุบเขาของทุกรัฐ ทำให้ภาพลักษณ์ของมรรคาจารย์ในใจผู้คนมีความศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น เป็นทั้งบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวง กษัตริย์แห่งแดนมนุษย์ จักรพรรดิสวรรค์แห่งแดนสวรรค์ สามพันร่างอาคมไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้!
วันนี้เองภายในตำหนักเหนือเมฆา เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นช้าๆ เขาเปิดแต้มเซ่นไหว้และแต้มโชคชะตาของตนออกดู
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน: 89,046,700,241 แต้ม]
[แต้มโชคชะตาปัจจุบัน: 173,210,002,244 แต้ม]
แต้มเซ่นไหว้เกือบจะทะลุแสนล้านแล้ว ส่วนแต้มโชคชะตานั้นเกินแสนล้านไปแล้ว ไม่รู้เช่นกันว่าแต้มเซ่นไหว้และแต้มโชคชะตาในตอนนี้จะช่วยให้เขาผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ในครั้งหน้าได้หรือไม่
เขาช้อนตาขึ้นมองไปฉีและไป๋หลงที่อยู่ตรงมุมตำหนัก ไปฉีกำลังฝึกวิชา ส่วนไป๋หลงกำลังนอนหลับสนิท ระยะนี้มูหลิงลั่วลงไปยังโลกเบื้องล่างเพื่อคัดเลือกเทพธิดา และอาศัยโอกาสนี้ไปเยี่ยมเจียงจื๋ออวี้ด้วย ส่วนไท่หวากับไท่ซีต่างก็อยู่ในตำหนักของตนตามลำพัง พวกเขารู้จักกับตี้ชางแล้ว เวลานี้ตี้ชางกำลังถ่ายทอดวิชาเทพให้กับพวกเขา จินอูนอนหมอบอยู่บนทะเลเมฆเทียมสวรรค์ นานๆ ครั้งจะบินไปรอบๆ แดนสวรรค์เพื่อไปลาดตระเวนสร้างความตื่นตระหนกสักหน
หลังจากสถาปนาเทพแล้ว มักมีผู้แข็งแกร่งมาแอบสอดแนม เพราะอย่างไรแดนสวรรค์ก็ยังอยู่ในโลกยุทธ์ไทฮวง ไม่ได้แยกตัวออกโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้ต้องป้องกันไม่ให้ผู้แข็งแกร่งลักลอบเข้ามา ดีที่มีตี้ชางอยู่จึงไม่มีใครกล้าเข้ามาในแดนสวรรค์ ความยิ่งใหญ่อลังการของแดนสวรรค์จึงถูกเหล่าผู้แข็งแกร่งบอกเล่าออกไป เช่นนี้ทำให้ข่าวลือกลายเป็นความจริง และทำให้มีสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าปรากฏตัวในมหาพิภพจิตจรมากขึ้นเรื่อยๆ
เจียงฉางเซิงใช้วิชาเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตทอดสายตามองไปในไทฮวง ศึกชิงความเป็นเจ้าในโลกแห่งยุทธเริ่มขึ้นแล้ว ในส่วนลึกของไทฮวงมีเผ่ามนุษย์จากโลกแห่งยุทธอื่นๆ ปรากฏตัวขึ้น เคราะห์กรรมได้เริ่มขึ้นแล้ว เนื่องด้วยเผ่ามนุษย์ในโลกยุทธไทฮวงเสื่อมถอยลง จึงมีกองทัพของเผ่ามนุษย์จากต่างโลกมารุกราน แต่กลับหาเผ่ามนุษย์ในไทฮวงไม่เจอขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทว่าก็มีต่างเผ่าบางเผ่าบอกเรื่องการมีอยู่ของเทียนจิ่ง อย่างมากอีกยี่สิบปี เทียนจิ่งจะต้องเผชิญหน้ากับกองทัพของเผ่ามนุษย์จากต่างโลก
ถึงเวลานั้น แดนสวรรค์ย่อมต้องช่วยเหลือเทียนจิ่ง และบอกว่ากองทัพจากต่างโลกเป็นทัพศัตรูจากนอกพิภพก็พอแล้ว เป้าหมายของเจียงฉางเซิงคือ หลังจากช่วงเวลาหนึ่งพันปีสิ้นสุดลงแล้ว ทหารสวรรค์หนึ่งแสนนายจะไปถึงขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน ส่วนเหล่าเทพประจำอย่างน้อยต้องไปถึงขั้นจักรพรรดิฟ้าดิน
หลังจากไทฮวงได้รับการประทานพรจากคงคาสวรรค์แล้ว ปราณวิญญาณยุทธก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แดนสวรรค์มีโชคชะตาของบัญชีสถาปนาเทพ เหล่าเทพเซียนจึงได้รับปราณวิญญาณยุทธที่มากกว่า บัญชีสถาปนาเทพยังสามารถช่วยให้พวกเขาตระหนักรู้ได้มากขึ้น ฉะนั้นการไปถึงขั้นจักรพรรดิยุทธ์ภายในเวลาหนึ่งพันปีจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หลังจากสังเกตดูอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง เจียงฉางเซิงจึงเลิกมองและฝึกวิชาต่อ เมื่อมีแดนสวรรค์อยู่ เขาก็สามารถวางใจและเข้าปิดด่านได้อย่างเปิดเผย
ริมเกาะเวหา ท่านเทพจื่อหวนยืนอยู่ริมหน้าผา มองไปยังคงคาดาราระยิบระยับกับคงคาสวรรค์ที่ใหญ่โตและงดงาม ทว่าคิ้วงามของนางกลับขมวดแน่น สตรีชุดกระโปรงขาวและสตรีชุดกระโปรงครามก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านข้างของนาง สตรีชุดกระโปรงขาวเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ท่านเทพเจ้าค่ะ พวกเขาเข้าไปเป็นทหารสวรรค์ในแดนสวรรค์แล้ว นับว่าก้าวแรกสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ”
ท่านเทพจื่อหวนเอ่ยอย่างราบเรียบว่า “พวกเจ้าไม่รู้สึกว่าพวกเขาผิดปกติบ้างเลยหรือ” ได้ยินเช่นนั้น สตรีทั้งสองนางก็ตกตะลึง ต่างหันหน้ามามองกันและสื่อสารกันด้วยสายตา
“พวกเขาลงไปตั้งเนิ่นนาน นับตั้งแต่มรรคาจารย์สถาปนาเทพ ข่าวที่พวกเขาส่งมาก็ราบเรียบนัก ราวกับแดนสวรรค์เป็นเพียงสำนักที่ไร้ซึ่งน้ำหนักใดๆ เช่นนั้นดูท่ามรรคาจารย์จะมีความสามารถในการควบคุมจิตใจคนด้วย” ท่านเทพจื่อหวนรำพึงกับตนเอง สายตาของนางมองไปยังโลกยุทธไทฮวงที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิดว่างเปล่า คล้ายว่าต้องการมองมันให้ทะลุปรุโปร่ง
สตรีชุดกระโปรงครามกล่าวอย่างสงสัยว่า “เป็นไปไม่ได้กระมังเจ้าคะ คนเหล่านั้นระดับขั้นไม่สูง ยิ่งไปกว่านั้นยังเปลี่ยนชื่อตอนไปยังโลกเบื้องล่าง และตอนที่ลงไปยังโลกเบื้องล่างก็ไม่ได้ลงไปในเทียนจิ่ง มรรคาจารย์จะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”
ท่านเทพจื่อหวนไม่ได้พูดต่อ สตรีชุดกระโปรงขาวถามไปอีกว่า “เวลานี้โลกแห่งยุทธ์ปิดตัวแล้ว ไม่สามารถส่งคนไปยังโลกเบื้องล่างได้แล้ว พวกเราควรทำเช่นใดดีเจ้าคะ”
ท่านเทพจื่อหวนกล่าวว่า “ไม่ต้องทำสิ่งใดทั้งนั้น คอยดูการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาอย่างสงบเถิด”
สตรีทั้งสองคนพยักหน้าและไม่ได้ซักไซ้คำถามนี้ต่อไปอีก “ท่านเทพเจ้าค่ะ พวกเราสืบมาได้ว่า ก่อนศึกชิงความเป็นเจ้าโลกแห่งยุทธ์ในครั้งนี้ มีฝ่ายอำนาจจำนวนมากส่งผู้แข็งแกร่งไปยังโลกเบื้องล่าง ท่านเดาไว้ไม่ผิด ศึกชิงความเป็นเจ้าโลกแห่งยุทธในครั้งนี้ มีความเกี่ยวเนื่องกับดาวสังหารนิรันดร์กาลและเผ่าเยี่ยจริงๆ ทว่าก่อนจะถึงเวลานั้น คล้ายว่ามีคนจงใจชักนำพวกเขาไปยังโลกยุทธ์ไทฮวง ส่วนว่าเป็นฝีมือใคร พวกเรายังสืบไม่พบเจ้าค่ะ” สตรีชุดกระโปรงครามกล่าวอย่างเป็นกังวล นางไม่ได้เป็นกังวลแทนโลกยุทธไทฮวง แต่เป็นกังวลแทนท่านเทพจื่อหวน ฝ่ายอำนาจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในฐานะที่ท่านเทพจื่อหวนเป็นนายของโลกยุทธไทฮวง นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย
ท่านเทพจื่อหวนหันหลังไปกล่าวว่า “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จงคอยดูต่อไปเถิด” สตรีชุดกระโปรงขาวและสตรีชุดกระโปรงครามหันหลังตามไป และเดินออกจากตำหนักไปพร้อมกัน
ฟ้าดินหม่นมัว หินหนืดร้อนระอุถาโถม คลื่นยักษ์ซัดสาดอยู่เป็นระยะ ไอจากความร้อนสูงทำให้มิติบิดเบี้ยว เหนือทะเลหินหนืด บุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งสมาธิฝึกวิชา เขาเปลือยร่างท่อนบน ผิวกายเต็มไปด้วยรอยสักเช่นเปลวเพลิง มีทั้งที่คล้ายมังกรและคล้ายสัตว์อสูร ดูสมจริงมีชีวิตชีวาราวกับจะกระโจนออกมาจากผิวกายของเขาได้ตลอดเวลา ผมดำปลิวไสว ใบหน้าเขาเย็นเยียบ สองมือเคลื่อนไหวเป็นกระบวนท่าต่างๆ และค่อยๆ ดูดซับไอร้อนระอุจากเบื้องล่างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ฟิ้ว! ร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผู้มาเยือนเป็นบุรุษร่างกำยำผมขาวสวมชุดเกราะสีดำ เขาหยุดอยู่เบื้องหน้าบุรุษมีรอยสักเปลวเพลิง กล่าวว่า “ท่านเหยียน โลกแห่งยุทธทุกแห่งเชื่อมต่อถึงกันได้ทั้งหมดแล้ว พวกเราจะลงมือเมื่อใด”
บุรุษรอยสักเปลวเพลิงที่ถูกเรียกขานว่า ท่านเหยียน เอ่ยช้าๆ โดยไม่ได้ลืมตาว่า “ไยต้องเร่งร้อน เวลาหนึ่งพันปียังอีกยาวนานนัก”
บุรุษร่างกำยำผมขาวเอ่ยทั้งขมวดคิวว่า “โดยหลักแล้ว ข้าเป็นกังวลเรื่องดาวสังหารนิรันดรกาล เพราะสำหรับดาวสังหารนิรันดรกาลแล้ว เวลาหนึ่งพันปีเพียงพอให้เขาเติบโตขึ้นมาได้ แม้วาเป้าหมายของพวกเราไม่ใช่เขา แต่หากเขาเติบโตขึ้นมาจะต้องเป็นผลเสียต่อพวกเรา เพราะเขาไปเกิดในโลกยุทธ์ไทฮวง”
ท่านเหยียนเอ่ยกลับอย่างเรียบเฉยว่า “ดาวสังหารนิรันดรกาล พวกผิดแผกแห่งไทฮวง และทายาทเผ่าเยี่ย ล้วนพบกันอยู่ในโลกยุทธไทฮวง ซึ่งจะต้องเข้าห้ำหั่นกันเป็นแน่ รอให้ข้าดูดซับลมปราณอัคคีชีพจรปฐพีและฝึกวิชาสำเร็จเสียก่อน ค่อยไปจัดการพวกเขา อย่างไรไทฮวงก็เป็นที่ที่แม้แต่ท่านเทพก็ยังต้องการกำจัดอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ต้องลงไปยังโลกเบื้องล่างก็ไม่ได้มีแต่พวกเราเท่านั้น”
บุรุษร่างกำยำผมขาวได้ฟังก็คิดว่ามีเหตุผล “นำกำลังคนไปรวบรวมเผ่ามนุษย์เผ่าหนึ่งมา ในเมื่อจะลงไปในโลกเบื้องล่างก็อย่าได้แค่ทำภารกิจให้ลุล่วงเท่านั้น แต่ควรต้องไขว่คว้าให้พวกเราเองด้วย”
“ขอรับ!” บุรุษร่างกำยำผมขาวพลันมีรอยยิ้มก่อนหันหลังจากไป และหายวับไปที่ขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้น่านเหยียนจึงได้ลืมตาขึ้น มีจิตสังหารแสนบ้าคลั่งอยู่ในสายตาเขา มุมปากยกขึ้นยิ้มและรำพึงกับตนเองว่า “ดาวสังหารนิรันดรกาล เจ้าต้องเติบโตขึ้นมาให้ดี และกลายมาเป็นกำลังส่วนหนึ่งของข้า”
เหนือทะเลเมฆ ร่างสองร่างกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด พวกเขาต่างสวมชุดเกราะและหมวกเกราะเงินดูงามสง่า ทรงพลัง เป็นชุดเกราะสวรรค์ของทหารและแม่ทัพสวรรค์นั่นเอง ซึ่งเจียงฉางเซิงเป็นคนหลอมขึ้นมา ภายในมีเขตอาคมป้องกันไว้ชั้นหนึ่ง แข็งแกร่งกว่าชุดเกราะทั่วไปมากนัก เจียงเจี้ยนถือง้าวสามแฉกสองคมอยู่ในมือ เจียงชั่นถือทวนวงเดือนสลักลาย สองพี่น้องต่อสู้กันอย่างสูสี
สิ่งที่สำคัญคือ เจียงเจี้ยนสะกดกำลังในระดับขั้นของตนเอาไว้ ไกลออกไป แม่ทัพใหญ่ดาวฟ้าทั้งกลุ่มกำลังชมการต่อสู้อยู่
“เจียงชั่นไม่ธรรมดาเลย สมกับเป็นหลานของฝ่าบาท”
“เจียงเจี้ยนก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน เขายังไม่ได้ใช้ดวงเนตรจักรพรรดิสวรรค์ของเขาด้วยซ้ำ”
“น่ากลัวจริงๆ ข้าคิดว่าต่อให้ข้าอยู่ในระดับขั้นเดียวกับพวกเขา ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาอย่างแน่นอน”
“ไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกเราจึงจะได้ลงมือเสียที”
“ฮ่าๆ เจ้าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอแล้วหรือ ภายหน้าเทพในแดนสวรรค์มีแต่จะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ใครล้าหลังผู้นั้นก็จะถูกแทนที่” แม่ทัพใหญ่ดาวฟาสนทนากันอย่างปรองดอง
เป่ยเจียงอ๋องก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เขาลูบเคราคอยชมการต่อสู้ และแอบทอดถอนใจว่าโชคดีที่แต่แรกนั้นเขาไม่ได้วางแผนชิงบัลลังก์
ในเวลานั้นเอง กวนทงโยวก็เหาะมา แม่ทัพใหญ่ทั้งกลุ่มรีบทำความเคารพเขา กวนทงโยวถือบัญชาฟ้าดินอยู่ในมือ กล่าวว่า “จักรพรรดิสวรรค์มีพระบัญชา ให้แบ่งทหารสวรรค์หนึ่งหมื่นนาย ไปปราบเผ่าชั่วช้าที่สร้างความวุ่นวายให้แดนมนุษย์!”
ได้ยินเช่นนั้น แม่ทัพใหญ่ทั้งหมดก็กระตือรือร้นขึ้นมา เจียงเจี้ยนและเจียงชั่นที่กำลังต่อสู้กันอยู่ก็หยุดมือลง และหันมามองอย่างตื่นเต้น เพราะต่างก็อยากนำทัพไปทำศึก
กวนทงโยวเริ่มขานชื่อแม่ทัพ ซึ่งในนั้นมีเจียงชั่นอยู่ด้วย ทำให้เจียงชั่นไชโยโห่ร้องทีเดียว นี่เป็นปีติ้งเทียนที่สิบเจ็ด เป็นปีแรกที่ทหารและแม่ทัพสวรรค์จะลงไปทำสงครามในแดนมนุษย์ กวนทงโยว นำแม่ทัพใหญ่ดาวฟ้าสิบสองนาย แม่ทัพดาวดินสามสิบหกนาย และทหารสวรรค์หนึ่งหมื่นนายออกทำศึก ขี่ทะเลเมฆเทียมฟ้าไป และยังมีจินอูคอยอยู่เคียงข้างด้วย
นับตั้งแต่มาถึงแดนสวรรค์ จินอูก็ไม่ได้สะกดร่างของมันเอาไว้อีก เมื่อกางปีกออกก็กว้างกว่าสองร้อยจั้ง ดูทรงพลังน่าเกรงขามเต็มเปี่ยม ทะเลเมฆเทียมฟาสามารถทะลุผ่านมิติได้ ด้วยเวลาไม่ถึงครึ่งวันก็ไปถึงยังจุดหมายแล้ว ทำให้เหล่าทหารและแม่ทัพสวรรค์ต้องอุทานตกใจ ด้วยระยะทางไกลเพียงนี้ หากให้พวกเขาเหาะเหินมาด้วยตนเอง เกรงว่าต้องใช้เวลาถึงสิบกว่าปีด้วยซ้ำ