เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 358 สิ่งที่เรียกว่าการชี้แจง มรรคาข้าไม่โดดเดี่ยว
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 358 สิ่งที่เรียกว่าการชี้แจง มรรคาข้าไม่โดดเดี่ยว
“เจ้าตำหนัก ข้าไม่เข้าใจความหมายของท่าน นี่ไม่ใช่การประลองโลกยุทธหรอกหรือ” ท่านเทพจื่อหวนขมวดคิ้วถาม ร้อยโลกยุทธที่ต่อสู้กันมานับพันปีจะถูกทำลายทิ้งทั้งหมด แม้นางจะไม่ใช่ผู้มีเมตตาก็ยังรู้สึกว่าโหดร้าย ไม่เข้ากับแนวทางของโลกเทพยุทธ โลกเทพยุทธสามารถปกครองมหาพิภพนิลเหลืองมาได้หลายปีก็เพราะมีกฎเกณฑ์ที่สรรพชีวิตยอมรับได้
ผู้เฒ่าผมขาวก้มมองคงคาสวรรค์อันกว้างใหญ่เบื้องล่าง กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “แม้จะไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายของผู้ผิดแผก แต่โลกยุทธไทฮวงก็เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง บวกกับการตกตายของท่านเทพ ส่วนโลกยุทธ์อื่นก็มีความผิดปกติในลักษณะคล้ายกัน ระเบียบสังสารวัฏไม่เสถียร ดังนั้นโลกเบื้องบนจึงตัดสินใจล้างผลาญโลกยุทธ์เหล่านี้เพื่อป้องกันภัยในอนาคต”
“การทำลายโลกยุทธ์จำนวนมากในคราวเดียวเป็นเรื่องยากจะชี้แจงต่อมหาพิภพนิลเหลือง จึงต้องจัดศึกชิงเจ้าแห่งโลกยุทธขึ้นมาก่อน แล้วค่อยหาเหตุผลไปชี้แจงต่อสรรพชีวิต สำหรับดาวสังหารนิรันดรกาล ก็เพราะผู้อาวุโสบางคนจากตำหนักเทพได้รับรู้เรื่องนี้ จึงอาศัยชื่อของศึกชิงเจ้าแห่งโลกยุทธ์ส่งดาวสังหารนิรันดร์กาลเข้ามา หวังจะเลี้ยงให้เติบใหญ่แล้วค่อยเก็บเกี่ยว ศึกโลกยุทธ์ครั้งนี้ไม่มีวันจบลงอย่างราบรื่นแน่” เขากล่าวอย่างสงบ ราวกับสิ่งที่พูดไม่ใช่ร้อยโลกแต่เป็นเพียงหินร้อยก้อน
ท่านเทพจื่อหวนเงียบไป ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของโลกเทพยุทธนางย่อมไม่กล้าออกความเห็น แต่ไหนแต่ไรโลกเทพยุทธ์ก็ไม่ใช่เพิ่งทำเช่นนี้เป็นครั้งแรก หากรู้สึกว่าอาจเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของพวกเขา ต่อให้ยังไม่แน่ชัด เพียงแค่สงสัยก็จะล่มล้างเสีย นี่คือเหตุผลที่ลัทธิโบราณไมอาจเติบโตได้เลย
“ยังเหลืออีกเก้าร้อยปี ใกล้เข้ามาแล้ว ไม่ว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลัง อยู่ต่อหน้าอาญาสวรรค์ก็จะเผยโฉมแท้และตายอย่างสิ้นหวัง” ผู้เฒ่าผมขาวกล่าวเสียงเบา เมื่อนึกถึงอาญาสวรรค์ แววตาเขาก็ปรากฏประกายเย็นชา
ภายในพื้นที่สุญญตา เคราะห์สวรรค์มาถึงแล้ว พื้นที่สุญญตานี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางร้อยลี้ แต่เจียงฉางเซิงยังคงกังวลว่าเคราะห์สวรรค์จะลุกลามออกไป ทว่าเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ เขาก็จำต้องฝ่าทะลวง
เปรี้ยง!!! เมฆอัสนีหมุนมวนอยู่ในพื้นที่สุญญตา แต่เขากลับยังได้ยินเสียงฟ้าร้อง บางทีนี่อาจเป็นเสียงแรงกดดันทางวิญญาณจากมรรคาสวรรค์ที่อยากบีบให้เขาล่าถอย แต่เรื่องแค่นี้ไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหว เพื่อป้องกันไม่ให้การข้ามเคราะห์ครั้งนี้รบกวนตัวตนในโลกเบื้องบน เจียงฉางเซิงจึงเปิดใช้เกราะแต้มโชคชะตาขึ้นทันที เพื่อให้พลังต่อสู้ของเขาหลังบรรลุขั้นยังคงเหลือไว้ได้มากที่สุด
ในความมืดมิด เมฆสีม่วงหมุนวน เสียงฟ้าร้องดุจเสียงคำรามของสัตว์อสูรยุคบรรพกาลชวนให้หวาดกลัว สายฟาสายหนึ่งฟาดลงมาอย่างกะทันหัน!
เปรี้ยง! เกราะป้องกันแต้มโชคชะตาของเจียงฉางเซิงต้านทานสายฟ้านี้ไว้ได้ การโจมตีครั้งนี้ทำให้เขาสูญเสียแต้มโชคชะตาไปหนึ่งล้านแต้ม ยังสามารถรับมือได้ อย่างไรเขาก็มีแต้มโชคชะตาถึงสองแสนเก้าหมื่นล้าน เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกยินดีนัก เพราะเคราะห์สวรรค์ยิ่งมาถึงช่วงหลังจะยิ่งอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ
สายฟ้าฟาดลงมาอย่างบ้าคลั่ง ความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ เจียงฉางเซิงเรียกแต้มเซ่นไหว้และแต้มโชคชะตาออกมา พร้อมจับตาดูค่าตัวเลขของแต้มโชคชะตา พลังสายฟ้ายิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จำนวนสายฟ้าที่ฟาดลงมาก็มากขึ้นเรื่อยๆ แต้มโชคชะตาก็ลดลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ
นอกพื้นที่สุญญตา ขณะกำลังฝึกยุทธ์ ชายอ้วนท้วนหันศีรษะไปมอง เขาลิมตากว้างขยี้ตาเบาๆ เขาเห็นขอบของลูกกลมสีดำขนาดยักษ์กำลังบิดเบี้ยวอย่างผิดปกติ น่าประหลาดใจยิ่งนัก
“นี่มันของอับมงคลชัดๆ…” ชายอ้วนท้วนพึมพำกับตนเอง แล้วเปลี่ยนความคิดทันที “ก็จริง หากของสิ่งนี้ไม่อับมงคล เทพเซียนผู้นั้นคงไม่ให้ข้าเฝ้ามันหรอก ข้าจี๋กังจะพลาดโชควาสนาเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อแค่เฝ้าก็พอ…”
จี๋กังนึกถึงรัศมีของเจียงฉางเซิงพลันรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา แม้เขาจะไม่ค่อยได้พบปะกับผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์สักเท่าไร แต่ก็เคยได้ยินผู้ฝึกยุทธที่เดินทางผ่านและสิ่งมีชีวิตเผ่าอื่นพูดถึงว่าเทียนจิ่งได้ให้กำเนิดเทพเซียนขึ้นมา เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วฝึกหมัดต่อ หันหน้าสู่ลูกกลมสีดำขนาดยักษ์ แม้เหงื่อจะเปียกชุ่มแผ่นหลัง แต่แววตาของเขายังคงเปล่งประกาย มองไปข้างหน้าด้วยความคาดหวัง ผ่านมากี่ปีแล้ว ในที่สุดเขาก็กลับมามีใจต่อสู้เช่นนี้ได้อีกครั้ง!
เปรี้ยง! สายฟ้าชุดใหม่ฟาดลงมาอีกครั้ง ทำให้เจียงฉางเซิงสูญเสียแต้มโชคชะตาไปห้าร้อยล้านแต้ม
“น่ากลัวจริงๆ…” เจียงฉางเซิงตกตะลึงในใจ ยังดีที่เขาไม่ได้ข้ามด่านเคราะห์บนแดนสวรรค์ อำนาจสวรรค์เพียงเท่านี้ก็สามารถเขย่าโชคชะตาของแดนสวรรค์ได้แล้ว และอาจถึงขั้นทำลายสวรรค์ทั้งเก้าชั้นด้วย เคราะห์สวรรค์ยิ่งรุนแรง เขาก็ยิ่งตื่นเต้น เพราะนั่นหมายความว่า หลังจากบรรลุขั้นแล้ว พลังของเขาจะยิ่งแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้มาก
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! สายฟ้าสนั่นหวั่นไหวฟาดใส่เจียงฉางเซิง เขาไม่ขยับแม้แต่น้อย อาศัยแต้มโชคชะตาข้ามด่านเคราะห์ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อัสนีสวรรค์เริ่มเปลี่ยนแปลง แม้สีไม่เปลี่ยน แต่แปรเปลี่ยนเป็นร่างวิญญาณบุกเข้าใส่เจียงฉางเซิงจากทุกทิศ แต่กลับทะลวงเกราะโชคชะตาไม่ได้ หนึ่งชั่วโมงต่อมา อัสนีสวรรค์เปลี่ยนสีฉับพลันจนกลายเป็นสีขาว แสงสีขาวแต่ละสายฉีกทะลวงความมืด ดังม่านน้ำตกถาโถมใส่มดตัวหนึ่ง ทว่ามดตัวนี้กลับรับแรงถาโถมที่ไมอาจต้านทานได้ไว้อย่างสบายๆ
เจียงฉางเซิงไม่ได้ยินดีเปล่าๆ เขามองตัวเลขเบื้องหน้าไปพลาง ขณะโคจรพลังเหนือศีรษะเขาปรากฏเส้นแสงทีละเส้น ควบรวมกันเป็นผลสีทองดั่งลูกท้อ หมุนวนด้วยความเร็ว ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดใส่เกราะจะปลดปล่อยแสงออกมาแล้วถูกผลสีทองดูดกลืน นั่นก็คือผลมรรคาของเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงเคลื่อนวิชามรรคาธรรมชาติเงียบๆ ใต้ร่างของเขาค่อยๆ ปรากฏภาพมัจฉาคู่หยินหยางขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
สายฟาสีแดงเข้มผ่าลงมา พลังอำนาจน่าวาดกลัวยิ่ง ประหนึ่งจะแยกพื้นที่สุญญตานี้ออกเป็นสองส่วน แรงโจมตีนี้ดูดกลืนแต้มโชคชะตาที่เหลือทั้งหมด วิญญาณของเจียงฉางเซิงถึงกับสั่นสะท้าน ยังได้รับผลกระทบจนทั้งร่างชาว่าบ เขาจึงรีบเปิดเกราะคุ้มกันแต้มเซ่นไหว้ เดิมทีคิดว่าแต้มโชคชะตาและแต้มเซ่นไหว้ของตนเพียงพอแล้ว แต่คราวนี้เจียงฉางเซิงกลับไม่มั่นใจ การบำเพ็ญเซียนคือการฝืนลิขิตฟ้า ยิ่งระดับขั้นสูง เคราะห์สวรรค์ที่ต้องเผชิญก็ยิ่งรุนแรง ไม่ใช่แค่เพิ่มเป็นสองเท่าแต่ต่างกันราวฟ้ากับดิน การข้ามเคราะห์ครั้งนี้เห็นชัดว่ายาวนานกว่าทุกครั้ง
เจียงฉางเซิงไม่ห่วงศัตรูจากโลกเบื้องบนแล้ว ทุ่มเททั้งร่างเข้าสู่การข้ามเคราะห์ ต้องผ่านด่านนี้ให้ได้ก่อน การบำเพ็ญเซียนข้ามด่านเคราะห์นั้นมีผู้ตายกลางด่านเคราะห์ไม่น้อย ไม่นานนัก เจียงฉางเซิงก็พบว่า เมื่อแต้มเซ่นไหว้ถูกเคราะห์สวรรค์ฟาดใส่จะลดลงน้อยกว่าแต้มโชคชะตา ต้องรู้ว่าเคราะห์สวรรค์จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าแต้มเซ่นไหว้มีค่ามากกว่าแต้มโชคชะตา เขาไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไร การมีแต้มโชคชะตามาช่วยข้ามเคราะห์เพิ่มได้ถือว่าโชคดีแล้ว เพราะแต่ก่อนมีเพียงแต้มเซ่นไหว้เท่านั้น
เคราะห์สวรรค์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คลื่นพลังโดยรอบพื้นที่สุญญตาปั่นป่วนยิ่งขึ้น จี๋กังไมอาจสงบนิ่งได้อีก กลัวว่าจะมีอะไรโผล่ออกมาจากลูกกลมสีดำยักษ์นั่น เขายืนอยู่บนหน้าผา ตัวสั่นเพราะความตึงเครียด ลังเลว่าจะหนีจากที่นี่ดีหรือไม่
มหาสมุทรไร้ขอบเขต ราชอาณาจักรหลัวหง ภายในเมืองหลวงในอุทยานแห่งหนึ่ง เยี่ยจ้านกำลังฝึกฝนอยู่ สตรีอาภรณ์สีครามผู้หนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าเขา เอ่ยเบาๆ ว่า “คิดดีแล้วหรือ เทียนจิ่งมีแดนสวรรค์คุ้มกันอยู่นะ” สตรีอาภรณ์สีครามมีนามว่าเยี่ยชิงจือ มาจากเผ่าเดียวกับเยี่ยจ้าน
เยี่ยจ้านไม่ลืมตากล่าวว่า “อย่างไรเสียก็ต้องประมือกับเทียนจิ่ง เพียงแค่ดูดกลืนราชวงศ์แห่งโชคชะตาจากมหาสมุทรไรขอบเขตก็ไม่มีวันตามทัน จำต้องฉวยโอกาสก่อนที่เทียนจิ่งจะก่อตั้งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ให้สำเร็จ โจมตีพวกมันก่อน สำหรับแดนสวรรค์ มีเพียงยุทธบรรจบเทพหนึ่งคน จักรพรรดิยุทธหนึ่งคน แม้มรรคาจารย์ลึกซึ้งยากหยั่งถึง แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงคนในโลกเบื้องล่าง เมื่อข้าบรรลุขั้น จะไปท้าประลองด้วยตนเอง หากสังหารท่านเทพไทฮวงได้ ก็ต้องเป็นตัวตนขั้นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์แน่นอน”
เยี่ยชิงจือเอ่ยอย่างกังวล “แม้ท่านเทพไทฮวงจะเป็นผู้ทะยานขึ้นมาจากโลกเบื้องล่าง พรสวรรค์ธรรมดา แต่อย่างไรก็เข้าสู่ขั้นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์มาเกินแสนปี พลังย่อมไม่อ่อนด้อย มรรคาจารย์ที่สังหารเขาได้ จะเหนือกว่ายอดยุทธกำเนิดสวรรค์หรือไม่?”
ได้ยินดังนั้น เยี่ยจ้านก็ลืมตาขึ้น แค่นเสียงกล่าว “เป็นไปไม่ได้ แม้แต่สุญญตาทะลวงยุทธ์ก็ไม่อาจอยู่ในโลกแห่งยุทธ์ได้ เพียงแค่ฝึกฝนก็สามารถดูดซับปราณวิญญาณยุทธของโลกแห่งยุทธ์หนึ่งได้ทั้งหมด เจ้ามองปราณวิญญาณยุทธ์ของโลกแห่งยุทธนี้สิ มันมีการสั่นสะเทือนรุนแรงบ้างหรือไม่”
เยี่ยชิงจือส่ายหัว นางยอมรับแล้วว่าตนเองคิดมากเกินไปจริงๆ “ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ต้องระวังให้มากหน่อย ดีที่สุดถ้าได้สืบความเกี่ยวกับมรรคาจารย์ให้ชัดเจน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังมีประชาชนและผู้ฝึกยุทธจำนวนมากไม่หยุดมุ่งหน้าไปยังเทียนจิ่ง แม้จะได้ยินเพียงคำเล่าลือก็ยังไม่ควรจะมีอิทธิพลถึงเพียงนี้” เยี่ยชิงจือกล่าวอย่างจริงจัง ไม่รู้เพราะเหตุใด ทุกครั้งที่นึกถึงมรรคาจารย์นางจะรู้สึกกระวนกระวายใจ เพราะนางเองก็รู้ดีว่าเยี่ยจ้านต้องสู้กับมรรคาจารย์ผู้นั้น
เยี่ยจ้านหลับตาลงอีกครั้ง กล่าวว่า “ข้าจะพิจารณาให้ดี” น้ำเสียงของเขามีความไม่สบอารมณ์เล็กน้อย คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกว่าตนเองถูกดูแคลน เยี่ยชิงจือสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเขา จึงไม่พูดอะไรอีก นั่งอยู่ข้างๆ มองเขาอย่างเงียบๆ ลมทะเลพัดมา พัดใบไม้ในลานขึ้นไป ใบไม้ใบหนึ่งปลิวอยู่สู่ฟากฟ้า
เปรี้ยง! สายฟาสีแดงเข้มเส้นหน้าเกือบร้อยจั้งฟาดลงมา ทำให้ชุดคลุมของเจียงฉางเซิงโบกสะบัด เกิดเป็นม่านแสงสีขาวต้านทานฟ้าผ่า แต้มเซ่นไหว้ของเขาหมดลงแล้ว ทว่าเคราะห์สวรรค์ยังคงดำเนินต่อไป เขาไม่แน่ใจนักว่าตนผ่านช่วงยากที่สุดมาแล้วหรือไม่ แต่อัสนีสวรรค์ไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอีก ตอนนี้เขาต้องอาศัยสมบัติอาคมกับพลังอาคมของตนเพื่อข้ามเคราะห์!
เจียงฉางเซิงพลันรู้สึกได้ถึงบางอย่าง เขาเงยหน้าขึ้น มองเห็นเพียงผลมรรคาด้านบนปรากฏภาพลวงตาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย วนล้อมรอบผลมรรคามากขึ้นเรื่อยๆ ภาพลวงตาเหล่านั้นยังล้อมรอบเจียงฉางเซิงไว้ด้วย เขาเพ่งมองไปพบว่าเป็นเงาของผู้ที่กำลังนั่งขัดสมาธิข้ามเคราะห์ทั้งหมด มองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของผู้ข้ามเคราะห์ เห็นเพียงรูปร่างของพวกเขาขณะกำลังรับการฟาดฟันจากอัสนีสวรรค์
“นี่คือ… ภาพฉากข้ามเคราะห์ของผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นหรือ?” เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว แอบรู้สึกประหลาดใจ เขาสัมผัสได้ว่าภาพเหล่านี้ล้วนมาจากวิชามรรคาธรรมชาติ เขาพลันเห็นผู้ข้ามเคราะห์ถูกอัสนีสวรรค์ฟาดจนสลายกลายเป็นธุลีทีละคน ดูแล้วก็ทำให้ใจของเขาหนักอึ้ง
เมื่อผู้ข้ามเคราะห์เหล่านั้นถูกฟาดจนสลายไป ภาพลวงตาเหล่านั้นก็กระจัดกระจาย ภาพลวงตารอบกายเจียงฉางเซิงทยอยจางหาย กลายเป็นภาพระเบิดแผ่กระจายออกรวดเร็วรุนแรง เกือบจะไม่เหลือใครเลย เหล่าผู้ข้ามเคราะห์ที่ยังอยู่ต่างก็พยายามยืนหยัด บ้างโงนเงนจะล้ม บ้างไม่ขยับแม้แต่น้อย ยังมีบางคนเรียกสมบัติอาคมออกมาต้านไว้เหนือศีรษะ และบางคนก็จัดค่ายกลกระบี่ล้อมรอบร่างไว้เพื่อข้ามเคราะห์
“เป็นเช่นนั้นดังคาด!” มองดูวิธีการข้ามเคราะห์และความมุ่งมั่นของพวกเขา เจียงฉางเซิงพลันรู้สึกว่ามรรคาของตนไม่โดดเดี่ยว แต่เขาก็เข้าใจดีว่าเหล่าผู้ข้ามเคราะห์เหล่านี้ไม่มีตัวตนอยู่อีกต่อไปแล้ว ล้วนเป็นเพียงร่องรอยของวิชามรรคาธรรมชาติเท่านั้น บางทีระบบรอดชีวิตนี้อาจเป็นการรวมตัวของอารยธรรมบำเพ็ญเซียนจริงๆ แต้มเซ่นไหว้และแต้มโชคชะตาก็คือสิ่งที่ดึงดูดให้เขาฟื้นฟูอารยธรรมบำเพ็ญเซียนอย่างต่อเนื่อง
เจียงฉางเซิงไม่ปฏิเสธ ในเมื่อเขาเองก็ผงาดขึ้นมาได้ด้วยระบบรอดชีวิต แม้จะฝึกฝนอย่างเหน็ดเหนื่อยแต่รากฐานก็ล้วนมาจากระบบรอดชีวิตเช่นกัน เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังเคราะห์สวรรค์เบื้องบน เมฆทะเลเริ่มปั่นป่วนรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน กดดันอย่างยิ่ง แต่สายตาของเขาไร้ซึ่งความหวาดหวั่น บนหน้าผากปรากฏดวงเนตรมหามรรคาขึ้นมา