เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 357 มรรคาสวรรค์ข้ามเคราะห์ ทำลายโลกยุทธ์ย่อยยับ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 357 มรรคาสวรรค์ข้ามเคราะห์ ทำลายโลกยุทธ์ย่อยยับ
กลับถึงตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงนั่งลงเริ่มตรวจสอบเทียนจิ่ง ปีนี้คือปีติ้งเทียนที่เก้าสิบเก้า เจียงจื๋ออวี้กำลังจะเข้าสู่ปีที่ร้อยหลังขึ้นครองราชย์ สำหรับเจียงฉางเซิงแล้วเวลาผ่านไปเร็วมาก แต่สำหรับเจียงจื๋ออวี้กลับรู้สึกยาวนาน แม้จะมีแดนสวรรค์อยู่เบื้องบน แต่เรื่องบ้านเมืองก็ทำให้เขาเหน็ดเหนื่อย เจอกับอุปสรรคมากมาย เรื่องบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของประชาชนซับซ้อนกว่าการฝึกยุทธ์มาก
แม้จะไม่มีใครกล้ากบฏ แต่ก็ยังมีคนที่ก่อความวุ่นวายเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง บางคนถึงขั้นสร้างปัญหาขึ้นมาแล้วค่อยแก้ไขเพื่อให้ได้ความดีความชอบ ท้ายที่สุดเจียงจื๋ออวี้ก็ผ่านพ้นมาได้ กลายเป็นโอรสสวรรค์อย่างแท้จริง ช่องว่างของกำลังรบที่หายไปเพราะการสถาปนาเทพได้ถูกเติมเต็มแล้ว จอมราชันยุทธเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินยังคงมีเพียงไม่กี่คน แต่ในเทียนจิ่งมีอัจฉริยะเกิดขึ้นมากมาย แม้จะเทียบเจียงจื๋ออวี้ไม่ได้ แต่ก็มีคุณสมบัติพอจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินได้
ส่วนแดนสวรรค์พลังที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าเทียนจิ่งมาก เพราะมีเจียงฉางเซิงกับโชควาสนาจากบัญชีสถาปนาเทพ แม้แต่ทหารสวรรค์ที่อ่อนที่สุดก็อยู่ขั้นถ้ำสวรรค์ห้าแล้ว แดนสวรรค์ยังคงคัดเลือกเทพประจำ เทพแห่งผืนดิน และเทพธิดาอย่างต่อเนื่อง แต่แม่ทัพสวรรค์และทหารสวรรค์ไม่ได้เพิ่มจำนวน เจียงฉางเซิงวางแผนใช้แนวทางเฉียบคม ในเมื่อเทพเซียนเป็นเทพเซียน ย่อมต้องมีเกณฑ์เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องเงยหน้ามอง
“ทุกคนต่างพยายาม ข้าก็ควรมีมุ่งสู่ระดับขั้นที่สูงขึ้นเพื่อคุ้มกันพวกเจ้าให้เดินทางปลอดภัย” เจียงฉางเซิงยิ้ม แดนสวรรค์กับเทียนจิ่งช่วยเหลือกันดี ไม่ต้องให้เขาลงแรงมาก ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีคนเก่งอยู่มาก เขาแค่ควบคุมภาพรวมก็พอ
เขาหลับตาลงเริ่มต้นเคลื่อนพลัง หลายวันต่อมาแรงกดดันอันมหาศาลระเบิดออกมาปกคลุมทั้งตำหนักเมฆาม่วง ทำให้ไปฉีกับมูหลิงลั่วที่กำลังฝึกอยู่ และไป๋หลงที่กำลังนอนหลับต้องสะดุ้งตื่น พวกนางมองเจียงฉางเซิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ โดยเฉพาะมูหลิงลั่ว แม้นางจะอยู่ในขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินแล้ว แต่เมื่อเผชิญกับแรงกดดันนี้กลับรู้สึกสะพรึงกลัวราวกับจะสลายไปได้ในพริบตา โชคดีที่เจียงฉางเซิงรีบย้ายทั้งสามคนออกไปทันทีพวกนางจึงไม่ต้องบาดเจ็บ
หน้าประตูใหญ่มูหลิงลั่วยิ้มบางๆ มองไปฉีและไป๋หลงพร้อมกับถามว่า “ข้ากำลังจะลงไปเที่ยวข้างล่าง ใครอยากไปกับข้าบ้าง”
ไป๋หลงที่ถูกปลุกยังไม่ชินกับการนอนหน้าประตูจึงพูดว่า “ข้าจะไปกับท่าน จำไว้ว่าต้องพาไปกินของอร่อยด้วยนะ”
ไปฉีส่ายหน้าแล้วหมอบอยู่ตรงหน้าประตูราวกับสุนัขเฝ้าประตูตัวหนึ่ง
มูหลิงลั่วไม่ฝืนใจ กระโดดขึ้นหลังไป๋หลงขี่มังกรลงไปยังโลกมนุษย์ ภายในตำหนักเมฆาม่วง ผลึกน้ำแข็งบนตัวของไท่สื่อฉางเซอเปล่งประกายแสงสีม่วงออกมา ทำให้ทั้งตำหนักสว่างไสวสวยงามประหนึ่งภาพมายา เต็มไปด้วยบรรยากาศอันลี้ลับเหนือจริง เจียงฉางเซิงจดจ่อฝึกพลังอย่างเต็มที่ตามเคล็ดวิชาที่เพิ่งได้รับมาใหม่ เขาใช้พลังจิตสอดแทรกเข้าไปในผลมรรคา
ตูม! สำนึกของเขารู้สึกเวียนหัวอยู่ครู่หนึ่ง แทบจะเปนเพียงพริบตาความไม่สบายนี้ก็หายไป เขาลืมตาขึ้นพบว่าตนเองมาอยู่ในห้วงจักรวาล รอบด้านล้วนเป็นกลุ่มหมอกแห่งดวงดาว มีดวงดาราแต้มแต่งอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ยังมีเส้นแสงไหลเรื่อยอย่างงดงาม ทำให้จักรวาลนี้สวยงามถึงขีดสุด เจียงฉางเซิงเพ่งดูอย่างละเอียด พบว่าดวงดาวเหล่านั้นไม่ใช่ดวงดาว หากแต่เป็นพลังอาคมของเขาที่ควบแน่นขึ้น เพียงดูคล้ายกับจักรวาลเท่านั้น
เขานึกถึงความรู้สึกชาติปางก่อน โครงสร้างภายในของเซลล์มนุษย์คล้ายกับภาพที่ปรากฏในจักรวาลยิ่งนัก ตอนนี้เหมือนว่าในนั้นจะมีพลังของกฎเกณฑ์บางอย่างแฝงอยู่ แม้ว่าเขาได้เริ่มเข้าใจในกฎแห่งฟ้าดินแล้ว แต่พลังแห่งกฎนั้นมีอยู่มากมายเกินนับ เขาเองก็ไม่รู้ว่ามีกี่ประเภทกันแน่ วิชามรรคาธรรมชาติระบุไว้ว่าสามพันมหามรรคา มรรกาก่อเกิดสรรพสิ่ง หรืออาจมีพลังแห่งกฎเกณฑ์กำเนิดขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เจียงฉางเซิงเริ่มสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผลมรรคา เห็นหมอกแห่งดวงดาวเหล่านั้นปั่นป่วนเล็กน้อย เกิดเป็นคลื่นกว้างใหญ่ดวงดาราจำนวนมากเริ่มถือกำเนิดขึ้นตามมา วิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบคือการฝึกฝนผลมรรคา ขณะนี้เขาใกล้จะบรรลุขั้น กำลังเข้าสู่การปะทุอย่างรุนแรง หลังการสั่งสมในเวลาเดียวกันโชคชะตาของทั้งแดนสวรรค์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง บรรดาเทพเซียนที่กำลังฝึกพลังต่างรู้สึกได้ชัดเจนว่าปราณวิญญาณยุทธ์ในแดนสวรรค์เพิ่มขึ้น จิตของพวกเขาก็แจ่มชัดขึ้น มีความรู้สึกกระจ่างแจ้งอย่างบอกไม่ถูก
เหนือแม่น้ำหินหลอมเหลวอันเชี่ยวกราก ชายหนุ่มร่างเปลือยช่วงบนที่เต็มไปด้วยลวดลายเปลวเพลิงกำลังดูดกลืนลมปราณอันร้อนแรง เขาคือท่านเหยียนที่มาจากโลกเบื้องบน อยู่ในโลกเบื้องล่างมาร้อยปีเขายังฝึกฝนไม่หยุด ท่านเหยียนลืมตาขึ้นทันใดในดวงตามีเพลิงลุกโชนอย่างรุนแรง เขาขมวดคิ้วแน่นเงยหน้ามองฟ้าพึมพำว่า “แปลก… มันคือความรู้สึกอะไรกัน” เขาลุกขึ้นยืนรับรู้โดยละเอียดแต่ก็ยังระบุตำแหน่งไม่ได้ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็เลือกนั่งลงและฝึกฝนต่อไป ในเมื่อรับรู้ไม่ได้ก็แปลว่าไม่ได้เกิดขึ้นในโลกยุทธ์แห่งนี้ แต่อาจเป็นปัญหาที่เกิดในระดับโลกเบื้องล่างเท่านั้น
อีกด้านหนึ่งในโลกยุทธ์ ท่านเทพจื่อหวนที่อยู่ในตำหนักก็ถูกรบกวนอีกครั้ง
“เกิดอะไรขึ้นอีก” ท่านเทพจื่อหวนขมวดคิ้วพึมพำกับตนเอง คราวก่อนรู้สึกว่าโลกยุทธ์ไทฮวงขาดหายไปส่วนหนึ่ง ตอนนี้กลับรู้ว่าวิถียุทธ์ของโลกยุทธ์ไทฮวงไม่มั่นคง ในที่สุดนางก็เข้าใจความรู้สึกของท่านเทพไทฮวง
“พวกผิดแผก! เป็นพวกผิดแผกจริงๆ ด้วย!”
ท่านเทพจื่อหวนทนนิ่งไม่ไหวอีก นางต้องรีบรายงานเรื่องนี้ให้คนเบื้องบนทราบ หากไม่ทันกาลเผ่าฉางอาจไม่รอด นางหายตัวจากที่เดิมทันที ตะเกียงน้ำมันสองข้างในตำหนักพลันดับวูบ
ผ่านไปปีแล้วปีเล่า เวลามาถึงปีติ้งเทียนที่หนึ่งร้อยสาม เจียงฉางเซิงพลันรู้สึกบางอย่าง เขาลืมตาขึ้นแสงสีม่วงในตำหนักพลันดับลง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองออกไป สายตากระโจนออกจากโลกยุทธ์ไทฮวงอย่างรวดเร็ว สำรวจสุญญตา
“หรือเป็นเพราะกลิ่นอายตอนข้ากำลังบรรลุขั้น ทำให้โลกเบื้องบนรู้สึกได้” เจียงฉางเซิงคิดเงียบๆ เมื่อครู่เขารู้สึกราวกับถูกจับตามองแม้เพียงชั่วพริบตา แต่ก็ทำให้เขาหวาดใจไม่น้อย หากเป็นแบบนี้ต่อไปคงทำให้โลกเบื้องบนรู้ตัวได้ง่าย!
เจียงฉางเซิงกลัวว่าจะยังไม่ทันบรรลุขั้น ก็ถูกตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างที่สุดพบเจอ ต่อให้จับเขาไม่ได้แต่สามารถทำลายโลกยุทธ์ไทฮวงได้โดยตรง แม้เขาจะยึดตนเองเป็นหลัก แต่ถ้าเลือกได้เขาไม่อยากให้โลกยุทธ์ไทฮวงสูญสิ้นไป
“เดี๋ยวก่อน!” เจียงฉางเซิงพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาเป็นประกาย พื้นที่สุญญตานั่น! เมื่อก่อนใช้ดวงจิตเข้าไปแล้วจะสลายหายไป แต่ร่างกายของเขาไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว เพราะหลังจากใช้ฟ้าดินสิ้นสลาย ร่างของเขาก็อยู่ในสุญญตาโดยแท้ เพียงแต่หลังจากนั้นได้กระโจนออกมาเฝ้ามองจากภายนอกเท่านั้น
“ได้!” เจียงฉางเซิงทิ้งร่างแยกหนึ่งไว้ แล้วหายตัวไปจากในตำหนัก
เขาปรากฏตัวขึ้นใกล้พื้นที่สุญญตาอย่างไร้สุ้มเสียง ซ่อนตัวอยู่หลังเมฆไม่ถูกชายอ้วนท้วนคนนั้นสังเกตเห็น มองจากฟ้าสูงลงมา พื้นที่สุญญตายังคงเหมือนลูกกลมสีดำขนาดยักษ์ที่แผ่คลุมทั่วฟ้าดิน ยิ่งใหญ่อลังการสุดขีด เมื่อเทียบกับตอนที่เขาจากไปคราวก่อน ดูเหมือนลูกกลมสีดำนี้ไม่ได้หดเล็กลงเลย เจียงฉางเซิงมองไปยังชายอ้วนท้วนผู้นั้น อีกฝ่ายกำลังยืนฝึกหมัดอยู่บนหน้าผา รูปร่างผอมลงไปมาก คาดว่าอีกไม่นานคงเปลี่ยนจากอ้วนกลายเป็นแข็งแรง
หลังมองอยู่ครู่หนึ่ง เจียงฉางเซิงก็แอบลอบเข้าไปในพื้นที่สุญญตาอย่างไร้สุ้มเสียง เพราะที่นั่นคือสุญญตาอย่างแท้จริง เขาจึงฝ่าฟันเคราะห์ได้โดยที่โลกภายนอกไม่สามารถมองเห็น เนื่องจากในพื้นที่นั้นไม่มีระเบียบแห่งมิติที่จะเชื่อมต่อกับดวงตาของผู้ฝึกยุทธ์ได้อยู่แล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นมาบนพื้นฐานของกฎแห่งฟ้าดินและต้องพึ่งพากฎแห่งฟ้าดิน เจียงฉางเซิงแข็งแกร่งพอจึงยังคงรักษาประสาทสัมผัสในพื้นที่สุญญตาได้ แต่ชายอ้วนท้วนด้านนอกนั้นทำไม่ได้แน่
พื้นที่สุญญตาไม่มีภาพ ไม่มีเสียง ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายใดๆ หลังเข้าสู่พื้นที่สุญญตา เจียงฉางเซิงก็เข้าสมาธิโคจรพลัง ที่นี่เขาไมอาจรับรู้ได้ถึงปราณวิญญาณฟ้าดิน แต่ยังดีที่เขามีโลกแห่งมรรคา จึงสามารถดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินจากโลกแห่งมรรคาในส่วนลึกของวิญญาณมาช่วยบรรลุขั้นได้ โลกแห่งมรรคาถูกหล่อหลอมมานานหลายปี ปราณวิญญาณฟ้าดินที่สะสมอยู่ภายในมีมากมายมหาศาล เพียงพอให้เขาบรรลุขั้น
“ถ้าข้าบรรลุขั้นที่นี่ จะเจอเคราะห์สวรรค์ไหมนะ” เจียงฉางเซิงเกิดความคิดอันกล้าหาญขึ้นมาอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่าเคราะห์สวรรค์ก็คือการตอบโต้ของกฎแห่งฟ้าดิน หากไร้ซึ่งกฎแห่งฟ้าดินจะมีเคราะห์สวรรค์ได้อย่างไร? เจียงฉางเซิงรู้สึกตื่นเต้นราวกับพบช่องโหวของระบบ “ถ้าเป็นเช่นนี้ เขาก็สามารถประหยัดแต้มเซ่นไหว้กับแต้มโชคชะตาได้ใช่หรือไม่” เขาหลับตามุ่งมั่นบรรลุขั้น
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในความมืดมิดโดยสิ้นเชิง แสงเทพสุดขอบตะวันของเจียงฉางเซิงเป็นแสงเดียวที่ส่องสว่าง แน่นอนว่าแสงนี้เขาเป็นผู้มองเห็นเอง ภายนอกมองไม่เห็น ผ่านไปเนิ่นนาน เจียงฉางเซิงพลันรู้สึกถึงแรงกดดันสวรรค์สายหนึ่ง เขาเงยหน้ามองดวงตาเบิกกว้าง
“เคราะห์สวรรค์มาแล้ว!” ไม่มีกฎแห่งฟ้าดิน ยังจะพบเจอเคราะห์สวรรค์ได้อีกหรือ?
หลังจากตกตะลึงอยู่ชั่วครู่ เจียงฉางเซิงก็ตระหนักได้ว่า เคราะห์สวรรค์ของตนไม่ได้เกิดจากกฎแห่งฟ้าดิน เดิมทีเพียงถูกกฎแห่งฟ้าดินของโลกยุทธ์ไทฮวงเสริมความแข็งแกร่งให้เท่านั้น แท้จริงแล้วแก่นแท้ของเคราะห์สวรรค์ก็คือ มรรคาสวรรค์! การบำเพ็ญเซียนก็คือการบำเพ็ญมรรคา การบำเพ็ญมรรคาก็คือการไล่ตามมรรคาสวรรค์! ก่อนหน้านี้เจียงฉางเซิงเข้าใจผิดคิดว่ามรรคาสวรรค์ไม่มีอยู่จริงเพราะไม่มีการบำเพ็ญเซียน บัดนี้เมื่อมองดูแล้ว มรรคาสวรรค์ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ซ่อนอยู่ใต้กฎเกณฑ์วิถียุทธ์ หรืออาจเป็นวิถียุทธ์เองที่ถูกสร้างขึ้นโดยมรรคาสวรรค์
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับด่านเคราะห์สวรรค์ เขาเรียกดูแต้มเซ่นไหว้และแต้มโชคชะตา
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน: 157,033,319,908]
[แต้มโชคชะตาปัจจุบัน: 293,355,001,176]
“น่าจะมั่นคงพอแล้ว!” ครั้งก่อนที่บรรลุขั้น เขาใช้แต้มเซ่นไหว้ไปสองหมื่นสามพันล้านกว่า แม้ตอนนั้นยังไม่เพียงพอให้บรรลุขั้นแต่เขาก็ยังผ่านมาได้ ดวงตาของเจียงฉางเซิงแน่วแน่ ส่งพลังอาคมทั่วร่างช่วยให้ผลมรรคาบรรลุการแปรเปลี่ยนอย่างแท้จริง
“วิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบเอ็ด ข้ามาแล้ว!”
ในห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ สายน้ำวนแห่งคงคาสวรรค์หมุนวนขึ้นไปเรื่อยๆ ดาวนับไม่ถ้วนแต้มแต้มกระจายอยู่ภายใน ด้านล่างพลังแห่งคงคาสวรรค์รวมตัวกันกลายเป็นแสงสีทองอันยิ่งใหญ่ เชื่อมโยงหนึ่งร้อยโลกยุทธ์เข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็นวงแหวนแสงสีทองอันอลังการราวกับแบ่งจักรวาลออกเป็นสองส่วน ที่ปลายยอดของคงคาสวรรค์ กลุ่มแสงลอยอยู่เบื้องบนมีสองเงาร่างยืนอยู่ภายใน
ท่านเทพจื่อหวนอยู่กับผู้เฒ่าผมขาวผู้หนึ่ง ผู้เฒ่าสวมชุดยาวสีคราม ใบหน้าเคร่งขรึม มีบรรยากาศเซียนเต็มเปี่ยม
“เจ้าตำหนัก ท่านเห็นปัญหาอะไรหรือไม่” ท่านเทพจื่อหวนถามอย่างระมัดระวัง
ผู้เฒ่าผมขาวเอ่ยปากว่า “ไม่เห็น โชคชะตาภายในโลกไทฮวงสงบนิ่ง ทุกอย่างไม่มีสิ่งใดผิดปกติ กฎแห่งฟ้าดินก็มั่นคงดีมาก”
ท่านเทพจื่อหวนได้ยินดังนั้นก็ลอบถอนหายใจโล่งอก แล้วถามต่อว่า “เช่นนั้น ข้าก็คงกังวลเกินไปอย่างนั้นหรือ”
ผู้เฒ่าผมขาวตอบว่า “อาจเกี่ยวข้องกับดาวสังหารนิรันดรกาล หากเป็นผู้ผิดแผกที่ฝ่าฝืนวิถียุทธ์จริง ตราบใดที่เขาอยู่ในโลกยุทธ์ไทฮวงก็ต้องสามารถตรวจพบได้ กลิ่นอายของเขาจะโดดเด่นมากในโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์ แต่ตอนนี้ไม่เพียงแค่โลกยุทธ์ไทฮวง แม้แต่โลกยุทธ์ทั้งหลายก็ไม่มีกลิ่นอายลักษณะนี้เลย”
ท่านเทพจื่อหวนนึกถึงความรู้สึกก่อนหน้า อยากเอ่ยบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ หากมรรคาจารย์ไม่มีความเกี่ยวข้องกับลัทธิโบราณ เช่นนั้นนางก็ย่อมดีใจ หากเกี่ยวข้อง นางก็จะเปิดเผยด้วยตนเอง แลกเปลี่ยนด้วยการเสียสละตนเพื่อปกป้องเผ่าฉางไว้ให้มากที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าตำหนักเทพผู้นี้แข็งแกร่งกว่านางมาก ยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นท่านเทพของโลกยุทธหลายแห่ง สายตาและการตัดสินใจลึกล้ำเกินกว่านางจะเทียบได้ เพียงแต่นางยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ
“ต่อให้มีความผิดปกติก็ไม่ต้องกังวล หลังจากศึกของโลกยุทธ์สิ้นสุดลง โลกยุทธ์ทั้งร้อยนี้ก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป ข้าจะช่วยย้ายเจ้าไปก่อนล่วงหน้า” ผู้เฒ่าผมขาวกล่าวอย่างเย็นชา ทำเอาเนตรงามของท่านเทพจื่อหวนเบิกโพลง