เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 378 วิถียุทธยิ่งใหญ่แต่ผู้เดียว
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 378 วิถียุทธยิ่งใหญ่แต่ผู้เดียว
เจ้าเทพยุทธออกจากการปิดด่าน
สำนึกของเจียงฉางเชิงกลับมายังร่างเนื้อ เวลานี้เขาสัมผัสได้ถึงการมีตัวตนอยู่ของพิภพยี่สิบหกแห่ง ซึ่งในจำนวนนั้นมีพลังลี้ลับที่สงสัยว่าจะเป็นลัทธิโบราณแห่งนั้นรวมอยู่ด้วย
ทว่าพิภพเหล่านี้ไม่รบกวนซึ่งกันและกัน เขาก็จะไม่ไปแหวกหญ้าให้งูตื่นด้วย
พิภพที่อยู่ใกล้กับโลกคุนหลุนมากที่สุดก็ยังห่างออกไปไกลนัก ต่อให้จักรพรรดิยุทธเร่งรีบมาด้วยความเร็วสูงสุด คาดว่ายังต้องใช้เวลาหลายพันปีจึงจะมาถึงได้ และนี่พูดในกรณีที่เดินทางเป็นเส้นตรงเท่านั้น
พูดโดยสรุปก็คือ โลกคุนหลุนนับได้ว่าอยู่อย่างปลอดภัยเป็นการชั่วคราว
“วิถียุทธ์ยิ่งใหญ่แต่ผู้เดียว วิถีใหญ่อื่นๆ อีกสามพันวิถีที่หายก็หายไป ที่หลบซ่อนก็หลบซ่อน” เจียงฉางเชิงคิดอยู่เงียบๆ
ไม่รู้เช่นกันว่าวิถียุทธ์ผงาดขึ้นมาได้อย่างไร จะว่าไปแล้วประเทศจีนในชาติก่อนของเขาก็มีวิถียุทธ์เช่นกัน แม้จะเป็นวิชาแมวสามขาที่เป็นเพียงผิวเผินทั้งสิ้นก็ตามที แต่ก็มียุทธ์โบราณอยู่จริง
หรือว่าพลังแห่งวิถียุทธ์และพลังแห่งการบำเพ็ญเซียน ล้วนเคยไปที่จีนแผ่นดินใหญ่มาก่อน จึงได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ เพียงแต่วิถีเซียนและวิถียุทธ์ที่แท้จริงไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว
ฉะนั้นสิ่งที่เหลืออยู่ก็เป็นแค่เปลือกและเคล็ดวิชาเบื้องต้นเท่านั้น ก็แค่ทำให้ผู้บำเพ็ญพรตที่ถือศีลกินเจ และผู้ฝึกยุทธ์ที่มักถูกคลางแคลง ประสบความสำเร็จได้เท่านั้น
เจียงฉางเชิงเดาไปเรื่อย วันเวลาที่บำเพ็ญเพียรอยู่นั้นช่างแห้งเหี่ยว เขาจึงมักมาขบคิดปัญหาเหล่านี้
วันคืนในภายหน้าสามารถฝึกวิชาได้อย่างสงบ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าศึกโลกแห่งยุทธ์ และไม่มีอันตรายจากโลกเทพยุทธ์
สิ่งที่เขาต้องการทำก็คือ ทำให้โลกคุนหลุนกลายเป็นพิภพเอกเทศแห่งหนึ่ง และจะรอรับแต้มเซ่นไหว้ให้มากที่สุด
เขาไม่จำเป็นต้องไปแสดงอภินิหารเองโดยตรง เพราะการไปแสดงอภินิหารโดยตรงนั้น อาจทำให้ได้รับแต้มเซ่นไหว้จำนวนมากได้ในชั่วเวลานี้ แต่เมื่อสรรพชีวิตในใต้หล้าคุ้นเคยกับตัวตนของเขาแล้ว ต่อไปภายภาคหน้าก็จะยิ่งคุ้นเคยจนกลายเป็นความปกติ
เมื่อพิจารณาจากในระยะยาวแล้ว ไม่เป็นผลดีต่อความคืบหน้าของแต้มเซ่นไหว้ ให้แดนสวรรค์ประโคมเรื่องตัวตนของเขาอยู่เป็นพอก็พอแล้ว
เมื่อไม่มีภัยจากภายนอก ภายในย่อมต้องเกิดปัญหาขึ้น ด้วยเหตุนีเขาจึงต้องรักษาระยะห่างกับทุกสรรพชีวิตเอาไว้ มิเช่นนั้นทั้งหน้ามือและหลังมือก็จะเป็นเนื้อทั้งสิ้น จะช่วยใครก็กลายเป็นเรื่องยาก
เมื่อใดที่เกิดความไม่เท่าเทียมกัน จะทำให้เสียสมดุลได้ง่าย
“สร้างกำแพงสูง เก็บเสบียงกรังให้มาก อย่าเพิ่ง [1]… เชื่อปัญญาของชาวจีนโบราณไว้เถิด”
มุมปากของเจียงฉางเชิงยกสูงขึ้น ก่อนเอื้อมมือออกไปลูบหัวสุนัข ไม่ใช่สิ หัวหมาป่า
ไป๋ฉีกำลังดำดิ่งอยู่ภายในมหาพิภพจิตจร พอถูกเจียงฉางเชิงลูบหัวเอาสองสามหน มันกลับพลิกตัวเอาสี่ขาชี้ฟ้าครางหงิงออกมา
เจียงฉางเชิงพยายามกลั้นหัวเราะ
บนภูเขาวิญญาณเทียนจิง ทานเหยียนยืนอยู่ข้างเจียงจื๋ออวี้ ถัดลงไปทางด้านหลังคือเหล่าขุนนางตำแหน่งต่างๆ คนทั้งสองมองไปยังคนสิบคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงเบื้องหน้า
สิบคนนี้ได้รับการคัดเลือกมาจากหลายขั้นตอน เป็นผู้มีคุณสมบัติที่แข็งแกร่งที่สุดที่ถูกคัดเลือกออกมา
“พวกเขาอายุน้อยเกินไป หากต้องการจะเป็นจักรพรรดิยุทธ์จำเป็นต้องใช้เวลา แต่จะต้องสำเร็จได้อย่างแน่นอนพะยะค่ะ”
ทานเหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม ในดวงตามีแววแห่งการเฝ้าคอยอยู่
เวลานี้โลกแห่งยุทธ์หลอมรวมเข้าด้วยกัน เขาย่อมไม่กล้าดูดซับพลังชีพจรปฐพีอีก จึงทำงานให้เทียนจิงได้อย่างสบายใจ
เวลาผ่านไปหลายปีแล้ว เขาเองก็เริ่มหลอมรวมเข้ากับเทียนจิง กระทั่งเริ่มเฝ้ารออนาคตของเทียนจิงด้วย ตอนเพิ่งมาถึงเทียนจิงไม่มีใครแข็งแกร่งเทียบเขาได้ เพราะเหตุนี้เขาจึงเกิดความรู้สึกว่าตนเองได้เฝ้าดูเทียนจิงแข็งแกร่งขึ้นมา
เจียงจื๋ออวี้กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เร่งร้อน มีเวลาถมเถ เพราะเราไมได้อายุสั้นเหมือนกับโอรสสวรรค์ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาอื่น”
ทานเหยียนพยักหน้า เรื่องนี้ก็เคยทำให้เขาประหลาดใจมาก่อนเช่นกัน โชคชะตาของเทียนจิงต่างกับของราชวงศ์แห่งโชคชะตาอื่นๆ อย่างยิ่ง และต่างกับราชวงศ์แห่งโชคชะตาอื่นๆ ในมหาพิภพนิลเหลืองด้วย ทว่าเทียนจิงยังคงเน้นเรื่องยุทธ์เป็นหลัก จึงไม่ได้ทำให้เขาคิดมากแต่อย่างใด
“จริงสิ ฝ่าบาทควรจะดึงตัวเยี่ยจ้านแห่งเขาฟ้าร่วงผู้นั้นมาพะยะค่ะ เขาถูกปรามอำนาจมาร้อยกว่าปีแล้ว เวลาห้าร้อยปีสำหรับพวกเรานั้นไม่นับว่านานพะยะค่ะ”
ทานเหยียนเอ่ยเตือนความทรงจำ เขาย่อมเคยได้ยินเรื่องของเยี่ยจ้านมาก่อน เวลานี้ไม่มีโลกแห่งยุทธ์มาโจมตี ด้วยสภาพแวดล้อมภายในโลกคุนหลุนแล้ว การดึงตัวเยี่ยจ้านเข้ามาจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเทียนจิงในอนาคต
เจียงจื๋ออวี้ลูบเคราพลางกล่าวว่า “เราย่อมไม่ลืมเขา วางใจเถิด เราได้โน้มน้าวเขาแล้ว”
ทานเหยียนถามอย่างสงสัยว่า “ทรงส่งคนไปหาเขาแล้วหรือพะยะค่ะ”
เจียงจื๋ออวี้ได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร ตัวตนของมหาพิภพจิตจรนั้นไม่อาจเปิดเผยต่อคนนอกได้ รอจนทานเหยียนเข้าไปแล้วก็จะรู้เอง
แม้ว่าเยี่ยจ้านจะถูกปรามอำนาจ แต่ก็ยังคงโลดโผนโจนทะยานเรื่อยมา ไม่ได้ลำบากแม้แต่น้อย
เจ้าหมอนี่ก็ใจกว้างไม่เบา ไปสร้างเขตอิทธิพลของเผ่าเยี่ยในมหาพิภพจิตจร และสลักวิชายุทธ์ทั้งหมดที่ตนเองรู้ไว้บนกำแพงหินแผ่นแล้วแผ่นเล่า ให้ผู้คนมาดูได้ตามใจ
ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เขาไม่ใช่ผู้ริเริ่มหากแต่ทำตามอย่างมรรคาจารย์ทั้งสิ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีคุณสมบัติหรือความตั้งใจที่จะทำเช่นนี้ได้ และใครก็ตามที่ทำล้วนต้องได้รับชื่อเสียงดีงามอย่างยิ่ง
ทานเหยียนมองสีหน้าของเขาก็ยิ่งรู้สึกสงสัยอยู่ภายในใจ ไม่รู้เพราะเหตุใด เขามักรู้สึกว่าเทียนจิงซุกซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่กว่านี้เอาไว้ ก็เหมือนกับรอยยิ้มเช่นนี้ที่เขาไม่ได้เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก
ท่ามกลางนภาดาราไพศาล นาวาสวรรค์เก้าโลกล่องลอยอยู่อย่างสงบ
หลี่ชางไหายืนอยู่ริมหน้าผา มองไปยังมหาค่ายกลคงคาสวรรค์ที่อยู่ห่างไกลออกไป
มหาค่ายกลคงคาสวรรค์สร้างขึ้นจากเสาหินแปดต้นรวมกัน เสาหินแปดต้นนี้ก่อขึ้นจากหินที่มีคุณสมบัติต่างกัน ฝังประดับด้วยอัญมณีหลากชนิด
เสาแต่ละต้นมีขนาดใหญ่มหึมา มีเรือไม้หลายลำที่ดูคล้ายกับมดลอยอยู่โดยรอบเสาหิน บนปลายสุดของเสาหินทั้งแปดต้นยังมีหอสูงตั้งอยู่ด้วย
ชุดสีครามโบกสะบัด หัวคิ้วของหลี่ชางไหขมวดแน่นอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับมีความกังวลฉายออกมาจากในแววตา
“โอ้ หลี่ชางไห อัจฉริยะวิถีกระบี่ผู้มีชื่อเสียงยิ่งยวด กำลังเป็นทุกข์เรื่องหัวใจอยู่หรือ”
เสียงที่เต็มไปด้วยแววกระเซ้าดังขึ้น เห็นเพียงบุรุษสวมชุดรัดรูปสีม่วงผู้หนึ่งเหาะลงมาที่ข้างกายเขา บุรุษอาภรณ์สีม่วงใบหน้าหล่อเหลา ดูแล้วอายุน้อยกว่าหลี่ชางไห ผมยาวของเขารวบไว้ง่ายๆ ข้างหลังศีรษะ ไม่ได้พกอาวุธใดอยู่กับตัว สะพายหมวกปีกกว้างใบหนึ่งไว้ข้างหลัง ประหนึ่งจอมยุทธในยุทธภพ
หลี่ชางไหปรายตามองเขาแวบหนึ่ง และเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“โลกแห่งยุทธ์ปราบปรามพวกผิดแผกอยู่ เจ้ามาได้อย่างไร หรือว่าตระกูลโม่ไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องเดือดร้อน”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงมีนามว่า โม่ปู้นี่ เขาเอาสองมือเท้าเอวมองไปยังมหาค่ายกลคงคาสวรรค์แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“ตระกูลโมย่อมต้องกลัวอยู่แล้ว แต่ข้ากลับไม่กลัว ได้ยินว่าหลี่วเสินโจวในตำนานกำลังจะออกจากการปิดด่าน เขาเป็นเป้าหมายในการฝึกยุทธ์ของข้า เมื่อเขาลงมือจะไม่มีวันผิดพลาด ยิ่งไปกว่านั้นโลกแห่งยุทธ์กำลังเกณฑ์ผู้ฝึกยุทธ์ หากสร้างผลงานในหน้าที่การงานได้ ข้าอาจจะได้เป็นลูกน้องที่ทำงานให้หลี่วเสินโจวก็เป็นได้”
หลี่ชางไหแค่นเสียงกล่าวว่า “ด้วยพละกำลังเช่นเจ้า กลัวแต่ว่าจะไม่เข้าตาหลี่วเสินโจว เจ้าไปเป็นลูกน้องของลูกน้องของลูกน้องของเขาก็ยังไม่แน่จะได้”
“เจ้านี่มันพูดจาระคายหูมารดามันจริงๆ ก็แค่ตอนนี้มีระดับขั้นเหนือกว่าข้าไม่ใช่หรอกหรือ คิดถึงปีนั้นคราแรกที่เจ้าเพิ่งเข้ามาท่องนภาดาราและถูกเทพจอมโจรจับตัวไป ก็เป็นข้าที่ช่วยเจ้าครั้งนั้น คำก็พี่ใหญ่โม่ สองคำก็พี่ใหญ่โม่ แต่ยามนี้ดีเหลือเกินถึงกับดูแคลนข้าเสียแล้ว”
โม่ปู้นี่เอ่ยด้วยสีหน้าไม่พอใจ หลี่ชางไหฟังแล้วต้องยิ้มออกมา คนทั้งสองปะทะคารมกันต่อไป หัวคิ้วที่ขมวดแน่นของหลี่ชางไหก็ค่อยๆ คลายออก
ผ่านไปเนิ่นนาน คนทั้งสองเงียบไป โม่ปู้นี่ไม่มีสีหน้าทะเล้นอีก แตมองไปยังหลี่ชางไหพร้อมถามอย่างเคร่งขรึมว่า
“เจ้าคิดดีแล้วหรือไม่ คราวนี้ไปแล้วไม่ได้กลับ ต่อให้นางยังมีชีวิตอยู่ก็จะต้องถูกโลกเทพยุทธ์ลงทัณฑ์ ยากจะพลิกฟื้นได้ เผ่าฉางอพยพเผ่าออกไปแล้ว เห็นชัดว่าเป็นการหักหลังโลกเทพยุทธ์”
หลี่ชางไหเอ่ยด้วยแววตาร้ายกาจว่า “ไม่ เผ่าฉางเป็นมิตรต่อผู้คน ดำรงอยู่มาหลายหมื่นปี ไม่เคยข้องแวะกับลัทธิโบราณหรือพวกผิดแผกมาก่อน จะต้องมีเรื่องเข้าใจผิดเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นน้องหญิงฉือจะต้องไม่มีทางจากไปโดยไม่ลา เผ่าฉางจะต้องเผชิญกับวิกฤตสาหัสเป็นแน่”
โม่ปู้นี่ส่ายหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “เจ้าพวกผิดแผกนี่ไม่ใชเลนๆ ได้ยินว่ามีมหาเจ้าสวรรค์ เจ้าตำหนักเทพ และท่านเทพสิ้นชีพไปอย่างละคน ทายาทเผ่าเยี่ยและดาวสังหารนิรันดรกาลก็ไปที่นั่นด้วย ไม่รู้เป็นหรือตาย เฮ้อ ไม่รู้เช่นกันว่าเรื่องนี้จะเป็นบ่อเกิดของมหาภัยพิบัติหรือไม่ ครั้งก่อนต้นสายคงคาสวรรค์ถูกทำลาย จึงมีลัทธิโบราณปรากฏออกมาแล้ว”
คำพูดที่เหลือเขาไม่ได้เอ่ยออกไป หลี่ชางไหหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ แล้วกล่าวว่า
“ของสิ่งนี้ คนผู้หนึ่งที่ข้าเคยช่วยเอาไว้มอบให้มา เขาบอกว่ายันต์นี้สามารถคุ้มครองข้าได้ แม้ว่าข้าจะไม่เชื่อแต่ก็สัมผัสได้ถึงความซาบซึ้งของเขา ที่ข้าฝึกยุทธ์มาชั่วชีวิตก็เพื่อปกป้องวิถียุทธ์ ปกป้องสรรพชีวิต หากว่านี่คือลางบอกเหตุภัยพิบัติจริงๆ เช่นนั้นก็ควรจะบุกไปโดยไม่หันหลังกลับ แน่นอนว่าข้าหมายถึงข้า ข้าตัวคนเดียวไร้ที่พึ่งพา ตายไม่เสียดาย โม่ปู้นี่เจ้ากลับไปเสียเถิด ข้ารู้วาปณิธานของเจ้ามิใช่ต้องการตายเพื่อสรรพชีวิต แต่ละคนมีปณิธานของตน ข้าเคารพในปณิธานของเพื่อน อย่าได้ดึงดันเพื่อข้า มันไม่คุ้มค่าหรอก”
เขามองโม่ปู้นี่ด้วยแววตาจริงจัง สหายสนิทของเขามีไม่มาก และสหายที่ดีที่สุดก็คือคนที่อยู่ตรงหน้านี้
โม่ปู้นี่ดึงคอเสื้อขึ้นกล่าวว่า “ท่านพ่อตั้งชื่อข้าว่า ปู้นี่ (ไม่ขบถ) แต่ข้าขบถมาแต่เกิด มีปณิธานแห่งการต่อต้านอยู่ภายในกระดูกอย่างเต็มเปี่ยม เจ้าไม่ให้ข้าเข้าร่วมแต่ข้าจะทำซะอย่าง และข้ายังจะชิงความโดดเด่นของเจ้าด้วย!”
“อย่าหาเรื่อง ศึกครานี้เจ้ากับข้าต่างไม่อาจชิงความโดดเด่นกันได้ ผู้แข็งแกร่งต่อสู้ ผู้ที่รอดชีวิตมาได้นับเป็นโชคดียิ่งใหญ่เทียมฟ้า”
“เชอะ เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่า ยอดยุทธกำเนิดสวรรค์สังหารระดับขั้นไร้เทียมทานที่อยู่เหนือกว่าสุญญตาทะลวงยุทธ์ได้ สร้างนิยามใหม่แก่เจ้าว่าสิ่งใดคือผู้เยี่ยมยุทธนิรันดรกาล ข้าไม่เสแสร้งอีกต่อไปแล้ว ความจริงข้าคือหลี่วเสินโจวคนต่อไป ไม่สิ เป็นไทซั่งคุนหลุนคนต่อไป!”
“พอได้แล้วกระมัง เจ้าน่ะพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ของเจ้าอ่อนด้อยเกินไป ต่อให้เป็นระดับขั้นเดียวกันก็ยังไม่เคยเห็นเจ้าชนะมาก่อนเลย ก็เพียงแต่ร่างกายเก่งกาจ วิ่งได้เร็วเท่านั้น”
“เหอะ ตาเนื้อกายเนื้อ ไม่รู้จักกายาเทพ!”
คนทั้งสองปะทะคารมกันอีกครั้ง ชะล้างความทุกข์ร้อนจากเรื่องเป็นเรื่องตายจนเจือจาง
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ทุกแห่งบนนาวาสวรรค์เก้าโลก ต่างก็มีคนที่ต้องเลือกเช่นกัน เพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งใด รู้แต่เพียงว่าโลกเทพยุทธ์ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้อย่างยิ่ง
สองปีต่อมา บนยอดสุดของนภาดาราไพศาล จู่ๆ ก็มีแสงแรงกล้าสาดส่องลงมาท่ามกลางความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด
แสงส่งลงมาบนยอดเสาต้นหนึ่งของมหาค่ายกลคงคาสวรรค์ด้วยความรวดเร็ว เสียงดังเลื่อนลั่นทำให้ผู้ฝึกยุทธจำนวนมากในนาวาสวรรค์เก้าโลกต้องตื่นตกใจ ทันใดนั้นก็มีเจ็ดร่างเคลื่อนตัวมาข้างเสาลำแสง ล้วนจับจ้องร่างที่ลงมาจากภายในเสาลำแสงอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าต่างกันออกไป
ร่างนั้นลงมาบนหอสูงตรงยอดสุดของเสาหินอย่างรวดเร็ว เขายกมือขึ้นสะบัด ลำแสงแรงกล้านั้นก็หายวับไป
อาภรณ์สีดำที่เขาสวมใส่โบกไหวส่งเสียงพึ่บพั่บ บนกายประทับลวดลายปีศาจสีโลหิต คล้ายรูปมังกรแต่มีชีวิตชีวาสมจริง ร่างกายเหยียดตรง สีหน้าเย็นเยียบ ผมยาวม้วนอยู่ข้างใต้มงกุฎทรงสูงหยกโลหิต ท่าทีสง่าผ่าเผย แววตาเฉยชามองผ่านสรรพชีวิตทั้งปวง
เป็นหลี่วเสินโจวนั่นเอง!
เมื่อเขาปรากฏตัว บารมีอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งใหญ่ก็ปกคลุมไปทั่วนภาดาราแห่งนี้ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธทุกคนภายนอกนาวาสวรรค์เก้าโลกก็ยังสัมผัสได้
ผู้ฝึกยุทธจำนวนมหาศาลเหาะออกไปเหมือนฝูงตั๊กแตน ประหนึ่งได้พบกับศัตรูตัวฉกาจ หลี่ชางไหและโม่ปู้นี่ก็รวมอยู่ในคนเหล่านี้ด้วย
“นี่ท่านหลี่วจะบรรลุขั้นแล้วหรือ”
มหาเจ้าสวรรค์ผู้หนึ่งถามด้วยรอยยิ้ม สายตาสังเกตมองหลี่วเสินโจวแต่แอบสะท้านอยู่ในใจ
หลี่วเสินโจวเอียงหน้าไปมองพวกเขา และกล่าวอย่างเย็นชาว่า
“นับไม่ได้ว่าบรรลุขั้น ก็แค่ฝึกฝนทักษะใหม่เท่านั้น ได้ยินว่าโลกแห่งยุทธ์มีเรื่องยุ่งยากพอดี จึงมาจัดการให้ จะได้ฝึกฝนทักษะนี้ไปด้วยพร้อมกัน”
มหาเจ้าสวรรค์อีกผู้หนึ่งยิ้มร้ายกล่าวว่า “ทักษะของท่านหลี่วจะต้องล้ำเลิศเป็นแน่ และอาจมีคุณสมบัติไปท้าทายกับตำแหน่งสิบสุดยอดผู้ล้ำเลิศแล้วก็เป็นได้”
หลี่วเสินโจวปรายตามองเขาครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้ตอบอะไร เจ้าสวรรค์สูงวัยผู้หนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าแล้วถามว่า
“ท่านหลี่วจะลงมือได้เมื่อใดหรือ”
“เริ่มได้เลย เตรียมตัวเถิด”
หลี่วเสินโจวก้มลงมองเบื้องล่าง สายตาเผยแววตื่นเต้นออกมา
[1] สร้างกำแพงสูง เก็บเสบียงกรังให้มาก อย่าเพิ่งประกาศตัวเป็นใหญ่ เป็นสำนวนจีนหมายถึง ให้มุ่งเน้นการสร้างรากฐานให้ตนเองมั่นคง