เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 377 อภินิหารปรากฏอีกครา
พิภพในห้วงอนันต์สุญญตา ในดวงตาที่ตื่นตกใจของฉางเยวี่ยเฉียนคูนัน
ร่างของเจียงฉางเชิงใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ใหญ่กว่าคงคาสวรรค์อย่างรวดเร็ว ใหญ่กว่านภาดาราทั้งปวง
ความมหึมาเช่นนี้ไม่สามารถใช้คำพูดมาอธิบายได้ ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าตอนที่เจียงฉางเชิงผสานโลกแห่งยุทธทั้งหลายก่อนหน้านี้เสียอีก
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์เผ่าฉางที่คอยเฝ้าอยู่ในแต่ละอาณาเขตก็ต้องตกตะลึงอ้าปากค้างกันทั้งสิ้น
โชคดีที่พวกเขายังคงจำร่างของมรรคาจารย์ได้ แสงเทพสุดขอบตะวันแสนเจิดจ้าก็คือสัญลักษณ์ของเจียงฉางเชิง พวกเขาจึงไม่ได้ตระหนกลนลาน
“อย่าได้ตื่นตกใจ ข้าจะมอบมหาเทพรรังสรรค์ให้แก่โลกคุนหลุน”
เสียงของเจียงฉางเชิงเข้าในหูของชาวเผ่าฉางทุกคน ทำให้ความไม่สบายใจของพวกเขาสงบลงในทันที
ในเวลาเดียวกันเจียงฉางเชิงก็หายตัวไป ความมืดมิดปกคลุมห้วงสุญญตานอกพิภพโลกคุนหลุน
แต่ในความเป็นจริง เจียงฉางเชิงกุมโลกคุนหลุนเอาไว้ในมือขวา จากนั้นก็ซุกมือขวาเอาไว้ในแขนเสื้อ
เจียงฉางเชิงแยกร่างแยกออกมาหนึ่งร่าง และให้ร่างแยกกลายเป็นตัวเขาในเวลานี้ มีสมบัติอาคมทั้งหมดและมีแสงเทพสุดขอบตะวันบดบังใบหน้า
เพียงแต่สมบัติอาคมเหล่านั้นไม่สามารถใช้ได้จริง เหตุที่ทิ้งร่างแยกนี้เอาไว้เพื่อต้องการจะทดสอบความสามารถของหลี่วเสินโจวและโลกเทพยุทธ์ เพราะเขาวางแผนว่าจะได้รับรางวัลรอดชีวิตชิ้นโตนั่นเอง
เมื่อทำทุกสิ่งเสร็จสรรพ เจียงฉางเชิงก็ใช้วิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง กลายร่างเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งในเผ่าไทสื่อ
จากนั้นก็กระโดดออกไปจากห้วงสุญญตาแห่งนี้ แล้วใช้วิชาหลีกเร้นห้าธาตุทะลวงออกไปตามที่เขาสัมผัสถึงมหาพิภพนิลเหลืองได้
แม้ว่าวิชาหลีกเร้นห้าธาตุจะมีไว้ทะลวงธาตุทั้งห้า แต่พลังอาคมของเขาสูงส่งแข็งแกร่ง เมื่อนำมาใช้ข้ามมิติเวลาก็มิใช่เรื่องยาก
ไม่นานนักเขาก็ร่อนลงในมหาพิภพนิลเหลือง และรีบเดินทางไปยังทิศทางที่กำหนดเอาไว้ก่อนหน้านี้
ตลอดทางนั้นเจียงฉางเชิงไม่ได้รู้สึกว่าถูกจับตามองแต่อย่างใด เพราะเดิมทีวิชามรรคาธรรมชาติก็ทำให้กลิ่นอายว่างเปล่าอยู่แล้ว
หากโลกเทพยุทธ์มีผู้แข็งแกร่งที่สามารถข้ามมิติเวลาได้อย่างสบาย ก็จะสัมผัสกลิ่นอายของเขาได้ และคงจู่โจมเขานานแล้ว
เจียงฉางเชิงไม่ได้เหาะไปอย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้เชยชมทิวทัศน์ระหว่างทางด้วยตาตนเองไปด้วยพร้อมกัน
ปราณวิญญาณยุทธ์ในมหาพิภพนิลเหลืองอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง ทั้งเทียนจิงและแดนสวรรค์ต่างก็ไมอาจเทียบได้ พูดได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว มิน่าเล่าจึงมีผู้แข็งแกร่งอยู่ได้มากมายขนาดนี้
แม้แต่ปราณวิญญาณยุทธ์ก็ยังเป็นเช่นนี้ ปราณวิญญาณฟ้าดินก็ย่อมต้องเป็นดังนี้ด้วยเช่นกัน
ปราณวิญญาณฟ้าดินที่ต้องดูดซับเพื่อบำเพ็ญเซียนนั้น เป็นปราณวิญญาณต้นกำเนิดที่สุดและเป็นปราณวิญญาณที่ซับซ้อนที่สุดด้วย
นับแต่เริ่มบำเพ็ญเซียน ก็จำเป็นต้องรู้แจ้งในธรรมชาติ เทียบเท่ากับการรู้แจ้งในกฎแห่งฟ้าดิน
การบำเพ็ญเซียนมีธรณีประตูที่ต้องข้ามไป แต่ธรณีประตูของการฝึกยุทธต่ำกว่ามาก นี่อาจเป็นเพราะมีรากวิญญาณอยู่ก็เป็นได้
จนถึงตอนนี้แม้แต่เจียงฉางเชิงก็ยังไม่เข้าใจระดับขั้นของการบำเพ็ญเซียนอย่างถ่องแท้ เพราะเขาเป็นคนเดียวที่บำเพ็ญเซียน
เขารู้แค่ว่าตนเองบรรลุเคล็ดวิชาไปถึงขั้นใดแล้วเท่านั้น มีเพียงเขาผู้เดียวที่บำเพ็ญเซียน เมื่อใดที่เขาเปิดระบบการบำเพ็ญเซียนแล้ว คนที่จะกำหนดระดับขั้นของการบำเพ็ญเซียนก็ต้องเป็นเขา
เจียงฉางเชิงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าไปพลาง คิดไปพลาง
ระหว่างทางผู้ฝึกยุทธ์ที่ผ่านตัวเขาไป ต่างเดินทางอย่างเร่งรีบไม่ได้หยุดพัก และไม่ได้เข้ามาใกล้เขาด้วย
ทั่วทั้งนภาดาราต่างก็เป็นดังนี้ หากไม่คุ้นเคยกันก็จะรักษาระยะห่างระหว่างกัน ดูคล้ายโลกเทพยุทธ์เป็นผู้กำหนดความสงบสุขในมหาพิภพนิลเหลือง แต่ความจริงแล้วยังคงวุ่นวายสับสนนัก
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยามเต็มๆ เจียงฉางเชิงก็ได้พบกับปัญหา
“เจ้าหนุ่ม ทิ้งของมีค่าทั้งหมดเอาไว้ แล้วจะไว้ชีวิตเจ้า!”
เสียงหัวเราะหยันหนึ่งดังมา มองเห็นว่าเป็นผู้ฝึกยุทธกลุ่มหนึ่งที่ขี่กระบี่มา คล้ายฝึกกระบี่มาไม่น้อย เพียงแต่พวกเขาไม่ได้มีราศีโดดเด่นของมือกระบี่ที่เป็นผู้บำเพ็ญเซียนเลยแม้แต่น้อย เหมือนพวกโจรป่าเสียมากกว่า
คนหัวหน้าเป็นชายร่างกำยำบนหัวโล้นของเขามีแผลเป็นที่เหมือนตะขาบอยู่เต็มไปหมด ยากจะจินตนาการได้ว่าเขาเคยพบกับเรื่องใดมาก่อนหน้านี้
เท้าของเขาเหยียบบนกระบี่ แบกดาบไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง พลางจ้องเจียงฉางเชิงด้วยสายตาดุร้าย
ยุทธบรรจบเทพ! ส่วนคนอื่นล้วนคือจักรพรรดิยุทธ์!
ในมหาพิภพนิลเหลือง ยังคงมีผู้ที่อยู่ในชั้นที่ต่ำกว่าจักรพรรดิยุทธ์อีกจำนวนนับไม่ถ้วน แต่โดยมากแล้วจะกระจายตัวอยู่ในพิภพต่างๆ มีแต่ผู้ที่ถึงขั้นจักรพรรดิยุทธ์จึงกล้ามาท่องในนภาดาราไพศาล
คนกลุ่มนี้นับว่าเป็นพวกโจรระดับล่างสุดในนภาดารา พวกเขาเห็นว่าเจียงฉางเชิงมาคนเดียว ไม่มีกลิ่นอายอันตรายแพร่ออกมาจากตัว จึงได้หมายตาเขา
เจียงฉางเชิงทอดถอนใจอยู่ในอก หากว่าครั้งนั้นตนลงจากเขา ก็คงได้พบเจอกับเรื่องราวเช่นนี้
ไม่สิ หากตนลงจากเขา พวกสารเลวในเมืองจิงเฉิงจะต้องสังหารตน ไม่ใช่แค่เอาของมีค่าไปเท่านั้น
เจียงฉางเชิงไม่ได้ส่งเสียงใด เพราะเขาสัมผัสได้ว่ามีลมหายใจหนึ่งกำลังขยับเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
ฟิว!
เกิดเสียงแทรกผ่านอากาศ กระบี่สำริดเล่มหนึ่งเหาะออกมาจากส่วนลึกของนภาดารา ก่อนพุ่งทะลวงลำคอของชายหัวโล้นด้วยความเร็วสูงสุด โลหิตสาดทั่วนภาดารา จากนั้นก็แทงทะลุร่างของโจรไปอีกห้าคน
คนที่เหลือตกใจเป็นบ้า ล้มลุกคลุกคลานกระเจิง พากันวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง
ชายหัวโล้นถลึงตากว้างด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ จากนั้นตัวก็ล้มลงลอยอยู่ท่ามกลางห้วงสุญญตา
เจียงฉางเชิงไม่ได้สะทกสะท้านและเดินทางต่อไป เขายังคงรักษาความเร็วเช่นแต่ก่อน เพราะถ้ารวดเร็วเกินไปจะทำให้ดูผิดปกติ เผื่อว่าอาจจะมีผู้ลึกลับในโลกเทพยุทธ์คอยจับตามองมหาพิภพนิลเหลืองอยู่
ผ่านไปพักหนึ่ง ก็มีเสียงดังมาจากข้างหลังเขาว่า
“พี่ชาย โปรดหยุดก่อน”
เจียงฉางเชิงหันหน้าไปมอง เห็นเพียงบุรุษชุดครามผู้หนึ่งเหาะมา เขาพกกระบี่สองเล่มที่เอว หนึ่งในนั้นก็คือกระบี่สำริดเล่มก่อนหน้านี้
บุรุษชุดครามมาตรงหน้าเขา รักษาระยะห่างที่เหมาะสมและกล่าวว่า
“พี่ชายอย่าได้ตื่นตระหนก ข้าไม่ได้เป็นพวกเดียวกับโจรพวกนั้น ที่เข้าไปช่วยท่านก็เป็นความสมัครใจของข้า พี่ชายไม่จำเป็นต้องขอบใจ”
เจียงฉางเชิงรู้สึกน่าขำนัก แต่อีกฝ่ายลงมือช่วยเหลือก็ก็นับว่าเป็นเจตนาดีจริงๆ เขาก็อยากดูเช่นกันว่าอีกฝ่ายต้องการทำสิ่งใด
เจ้าหมอนี่อยู่ในขั้นยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์ ปราณไม่ด้อยกว่าท่านเหยียนแห่งเทียนจิง คาดว่าอีกไม่นานก็จะบรรลุขั้นสุญญตาทะลวงยุทธแล้ว
บุรุษชุดครามประสานมือเป็นท่าคำนับ เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“ผู้น้อยหลี่ชางไห เห็นว่าทิศทางที่พี่ชายเดินทางมานั้น เป็นทิศทางเดียวกันที่โลกเทพยุทธ์กำลังซ่อมแซมต้นสายของคงคาสวรรค์อยู่ในระยะนี้ ไม่ทราบว่าท่านรู้หรือไม่ว่าที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง”
เจียงฉางเชิงส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้
“เป็นทิศทางนั้นจริง แต่ข้าอยู่ห่างจากแถบที่เจ้าเอ่ยถึงมากนัก”
หลี่ชางไหได้ฟังก็มีท่าทีผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยังคงยิ้มและกล่าวว่า “ที่แท้เป็นดังนี้ เช่นนั้นก็ไม่รบกวนพี่ชายแล้ว”
เขาประสานมือคำนับ หันหลังเตรียมจะจากไป
เจียงฉางเชิงเห็นเขาจะจากไปทั้งเช่นนี้ จึงเอ่ยปากว่า
“ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็เคยช่วยข้า ข้าจะมอบยันต์แผ่นหนึ่งให้แก่เจ้า ให้เอาแขวนไวกับตัวเป็นประจำ มันสามารถไล่วิญญาณร้ายและพลิกชะตา จงจำไว้ อย่าให้อยู่ห่างกาย”
เจียงฉางเชิงยกมือซ้ายขึ้นแล้วโยนออกไป หลี่ชางไหรับไว้ก่อนพลิกมือขึ้นมาดูยันต์สีเหลืองซึ่งเป็นกระดาษยันต์พับซ้อนกันเอาไว้ เขายิ้มและเก็บยันต์สีเหลืองเอาไว้ในอกเสื้อ
จากนั้นจึงหันหลังจากไป ทั้งสองหันหลังให้กันต่างเดินทางออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้หันหน้ากลับมาอีก
ช่วงเวลาต่อมา เจียงฉางเชิงเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งห่างจากนาวาสวรรค์เก้าโลกมากเท่าใด ก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
อย่างน้อยสายตาของโลกเทพยุทธ์ในเวลานี้ ก็อยู่ที่นาวาสวรรค์เก้าโลกทั้งหมด
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายปี ช่วงเวลานี้เจียงฉางเชิงได้พบกับพยัคฆ์ขวางทาง [1] อยู่บ่อยครั้ง แต่กลับไม่เคยได้พบผู้ผดุงคุณธรรมเช่นหลี่ชางไหอีกเลย เขาจึงได้แต่ต้องแก้ปัญหาด้วยตนเอง และนับเป็นการยืดเส้นยืดสายไปด้วย
เขาใช้อภินิหารจักรวาลกลางฝ่ามืออยู่ตลอดเวลา ทำให้เขาต้องใช้พลังอาคมไปมาก ดีที่โลกแห่งมรรคามอบปราณวิญญาณให้เขาอย่างไม่ขาดสาย จากนั้นจึงค่อยกลายมาเป็นพลังอาคม
เจียงฉางเชิงมาถึงชายขอบของมหาพิภพนิลเหลือง เบื้องหน้าเป็นความมืดสนิทไม่มีแสงของดวงดาว ราวกับเป็นจุดสิ้นสุดของจักรวาล มีความกดดันถึงขีดสุด ที่แห่งนี้ถูกขนานนามว่าห้วงอนันต์สุญญตา
ในความทรงจำของไทสื่อฉานซือ ห้วงอนันต์สุญญตาเป็นเขตหวงห้ามของมหาพิภพนิลเหลือง ผู้แข็งแกร่งมากมายที่ถูกอริไล่สังหาร หรือถูกโลกเทพยุทธ์ออกหมายจับ ต่างหนีเข้าไปยังห้วงอนันต์สุญญตา แม้แต่ลัทธิโบราณก็ยังชอบมาหลบอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตา
ห้วงอนันต์สุญญตากว้างใหญ่นัก เมื่อผู้ฝึกยุทธทั่วไปเข้าไปในนี้ ทำให้แยกแยะทิศทางได้ยาก ไปแล้วไปลับ
ดวงจิตของเจียงฉางเชิงกระจายตัวออก เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเขาแล้ว จึงเข้าไปในห้วงอนันต์สุญญตาโดยไม่ลังเล
เมื่อเข้าไปในห้วงอนันต์สุญญตา เจียงฉางเชิงก็สัมผัสได้ถึงพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่พิลึกพิลั่นพลังหนึ่ง อธิบายไม่ถูกว่าเป็นสิ่งใด แต่พลังแห่งกฎเกณฑ์เช่นนี้ทำให้คนหลงทิศทางได้โดยง่าย
เขาเริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยความเร็วเต็มกำลัง มุ่งสู่ข้างหน้าไปพลาง กระจายดวงจิตไปพลาง เพื่อป้องกันไม่ให้พบกับผู้แข็งแกร่งที่เหนือกว่า
ตามหลักแล้วห้วงอนันต์สุญญตาไม่ได้แข็งแกร่งกว่าโลกเทพยุทธ์ มิเช่นนั้นคงเข้ามาบุกรุกโลกเทพยุทธ์ไปนานแล้ว
เมื่อมาถึงที่แห่งนี้ก็รู้สึกปลอดภัยยิ่งกว่าตอนที่อยู่ใต้เปลือกตาของโลกเทพยุทธ์
เหาะไปหลายเดือนเต็มๆ เจียงฉางเชิงจึงได้หยุดลงเสียที ที่นี่ห่างไกลจากมหาพิภพนิลเหลืองเกินบรรยาย
เขาสามารถเดินทางไปข้างหน้าต่อได้ แต่หากไปต่ออาจได้พบเจอเรื่องยุ่งยากก็เป็นได้
เจียงฉางเชิงเอาโลกคุนหลุนออกมา โลกคุนหลุนขนาดมหึมากลับมามีขนาดเท่าเดิม
จากนั้นเขาก็หยิบกระบี่สวรรค์พิภพสามสิบหกเล่มออกมา ล้อมรอบโลกคุนหลุนเอาไว้ จัดวางค่ายกลเพื่อปกปิดตัวตนของโลกคุนหลุน ให้โลกคุนหลุนหายวับไปท่ามกลางความมืดมิด
ในระหว่างฝึกบำเพ็ญ เขาก็ยังรู้แจ้งในมรรคาด้วยตนเองและศึกษาค่ายกลด้วย เขานำความรู้แจ้งเรื่องมิติเวลาของตนเองใส่เข้าไปในค่ายกลกระบี่สุริยันจันทรสวรรค์พิภพ
การปกปิดว่ามีโลกคุนหลุนอยู่นั้นไม่ยาก แต่เป็นแค่การพรางตาเท่านั้น เมื่อใดที่มีผู้ทรงพลังเข้ามาใกล้ ก็ยังสามารถจับกลิ่นอายชีวิตที่มหาศาลของโลกคุนหลุนได้อย่างง่ายดายยิ่ง
เสียงของเจียงฉางเชิงเข้าไปในหูของชาวเผ่าฉางอย่างแจ่มชัด
“ข้าได้ย้ายโลกคุนหลุนมายังห้วงอนันต์สุญญตาแล้ว กระบี่ที่อยู่นอกพิภพเป็นกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ของข้า อย่าได้เหาะจากขอบเขตของค่ายกลกระบี่ ข้างนอกอันตรายอย่างยิ่ง”
คนเผ่าฉางทุกคนได้ฟังคำพูดนี้แล้วต่างต้องตกตะลึง
ห้วงอนันต์สุญญตา?
เป็นไปได้อย่างไร!
แม้ว่าจักรวาลแห่งโลกเบื้องล่างไม่ได้มีแค่แห่งเดียว แต่ทั้งหมดก็รวมอยู่ที่ส่วนในของมหาพิภพนิลเหลือง ซึ่งห่างไกลจากห้วงอนันต์สุญญตามากนัก
มรรคาจารย์จะพาพวกเขาไปยังห้วงอนันต์สุญญตาโดยที่ไม่มีใครรู้ได้อย่างไร
ฉางเยวี่ยเฉียนคูก็ตกตะลึงและกำลังขบคิดถึงปัญหาข้อนี้อยู่เช่นกัน ทันใดนั้นเขาก็คิดเรื่องหนึ่งออก
หลายปีก่อนหน้า มรรคาจารย์ก็แปลงกายจนมีขนาดมหึมา หรือว่าเขาจะยกโลกคุนหลุนออกไปวางไว้ที่ห้วงอนันต์สุญญตาอันแสนห่างไกล
แต่เขาทำร่างกายให้ใหญ่โตเช่นนั้นได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นเหตุใดโลกเทพยุทธ์จึงสัมผัสไม่ได้
ช้าก่อน!
หรือว่ามรรคาจารย์ไม่ได้ขยายตัวใหญ่ขึ้น แต่เป็นพวกเขาทีเล็กลง
เมื่อคิดถึงข้อนี้ ฉางเยวี่ยเฉียนคูก็มีเหงื่อกาฬไหลออกมา เพราะการคาดเดาเช่นนี้ยิ่งน่ากลัวเข้าไปอีก!
แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะคิดให้ลึกลงไปกว่านั้น เมื่อย้อนนึกถึงตอนที่มรรคาจารย์มีขนาดใหญ่โตครั้งก่อน เช่นนั้นโลกคุนหลุนเล็กลงสักเท่าใดกัน
“ฟูว…”
เจียงฉางเชิงพ่นลมหายใจออกมาหน่อย จากนั้นก็หลับตาลงฝึกวิชา
ไป๋ฉีและมูหลิงลั่วไม่ได้สอบถามว่าเขาไปทำสิ่งใดมา พวกนางช่วยเขาไม่ได้ มิสู้ไม่สร้างความวุ่นวายให้เสียดีกว่า
จวบจนพลังอาคมของเจียงฉางเชิงกลับคืนมาแล้ว เขาจึงถอดจิตไปท่องนอกพิภพ
ดวงจิตของเขากระโดดออกไปนอกโลกคุนหลุน และเขาต้องตรวจสอบดูว่ารอบตัวเขามีศัตรูหรือไม่
ในภาวะของการถอดจิต ดวงจิตของเจียงฉางเชิงเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วมาก รวดเร็วกว่าตอนที่ตัวเขาเหาะไปเองเสียอีก
ดวงจิตแล่นไปเรื่อยๆ ผ่านไปช่วงหนึ่ง เจียงฉางเชิงก็รู้สึกจนคำพูดเล็กน้อย
ที่แท้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่มีความคิดเช่นนี้ ยังมีพิภพอีกมากมายที่เป็นดังนี้เช่นกัน
เขาค้นพบมหาพิภพไม่น้อยกว่าสิบแห่ง รวมทั้งมหาพิภพที่มีขนาดใหญ่กว่าโลกคุนหลุนนับร้อยเท่า ที่ต่างซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและอยู่ห่างกันไกลมาก
นอกจากลมหายใจของผู้ฝึกยุทธแล้ว เขายังสัมผัสได้ถึงลมหายใจอื่นๆ ด้วย
เป็นลมหายใจที่แสนประหลาด ไม่ได้เป็นของวิถีบำเพ็ญเซียน ทั้งไม่ได้เป็นของวิถียุทธ์ จึงทำให้เขาคิดไปถึงลัทธิโบราณ
ผู้คนเหล่านี้ก็ซ่อนตัวอยู่ในมหาพิภพแห่งหนึ่ง เพียงแต่มีสิ่งมีชีวิตไม่มากเท่ามหาพิภพอื่นๆ เท่านั้น
ห้วงอนันต์สุญญตามีแต่พวกเอาตัวรอดไปวันๆ หรือนี่
[1] พยัคฆ์ขวางทาง หมายถึง อุปสรรคระหว่างทาง